Masuk“เพิ่งขึ้นสวรรค์มา ทำหน้าให้มันฟิน ๆ หน่อยสิลูกพี่ !”
ร่างหนาสูงใหญ่ไม่ตอบโต้ เพียงทรุดนั่งบนแคร่ไม้ไผ่ มือหนาคว้าแก้วเหล้าของหนึ่งในวงกระดกรวดเดียวแล้ววางกระแทกตามอารมณ์คุกรุ่น
“อ้าว นั่นมันแก้วผม” เจ้าของแก้วรีบท้วง ทว่าคนยึดแก้วเอ่ยเสียงเครียดสั่งต่อ
“รินเหล้ามาอีก”
“ไงพี่ เด็ดมั้ย ? ถ้าพี่เบื่อหรือไม่ถูกสเปคก็ส่งต่อมาให้พวกผมก็ได้ โอ๊ย !” จบคำยังไม่ทันได้รินเหล้าต่อ คนถามก็หงายหลังลงไปทั้งเก้าอี้ด้วยแรงถีบจากคนสั่ง
“อะไรของพี่เนี่ย ?” เชิดร้องครวญ ลุกไม่ขึ้น จากแรงถีบอัดหนักหน่วงนั่น
“เมื่อไรจะหุบปาก !”
“ก็แค่ถาม ทำไมต้องใช้กำลังด้วย” คนที่เพิ่งถูกถีบตกเก้าอี้บ่นอุบ พยุงตัวเองขึ้นได้แต่ยังไม่สายส่งสายตาล้อเลียนอีก
“น้องอัญชันก็อกหักดิลูกพี่”
“เกี่ยวไรกับกู ?”
“ฉันว่าพี่ยักษ์ก็ไม่ได้โง่จนดูคนไม่ออกหรอกนะ”
“พี่ยักษ์เขามีหัวใจที่ไหนกันเล่า ขนาดฉุดสาวสวยปานนางฟ้ากลับมา ยังมานั่งหน้าตึง ทั้งที่ก่อนนั้นกระท่อมโยกจนนึกว่าจะหมดแรงไปแล้ว”
“แต่ถ้าเบื่อเมื่อไร ส่งมาทางนี้นะครับลูกพี่”
โครม !
เชิดหงายไปกองกับพื้นอีกครั้ง ทว่ารอบนี้กลับไม่มีแรงลุกหรือโอดครวญ อีกสองคนที่เหลือรีบหุบปากทันที นั่งเงียบกันชั่วขณะเมื่อมองใบหน้าขรึมเครียดของคนที่เป็นหัวหน้า
“รอบนี้กูจะไม่ถือสา แต่คราวหน้าถ้ายังได้ยินอะไรแบบนี้อีก กูจะเป่าสมองมึงให้สมกับความคิดเหี้ย ๆ ต่ำตมของมึง” ทุกคนในวงเหล้าถึงกับเงียบกริบ ต่างรู้ดีว่าเมื่อไรที่คนเป็นหัวหน้าของขึ้น ไม่ควรเล่นหัวหรือพูดอะไรต่อทั้งนั้น เป็นอันรู้กันว่า หญิงสาวสวยที่คนเป็นหัวหน้าเพิ่งพามาอยู่ด้วย คือของห้ามอีกอย่างหนึ่ง ที่พวกเขาไม่อาจเอื้อมถึงหรือล้อเล่นด้วย
คนในวงได้แต่มองตามคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหัวหน้าเดินหายเข้าไปในหมู่บ้านที่คนภายนอกมองว่ามีแต่ความดิบเถื่อน ไร้อารยธรรม ไม่คบค้ากับใคร นอกจากปล้น ฆ่า และค้าอาวุธไปวัน ๆ
แต่แท้จริงใครจะรู้เท่าชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่คนเป็นหัวหน้าแลกเปลี่ยนมันมาก็เพื่อปากท้องของชาวบ้าน ทุกคนได้กินดีอยู่ดี แบบไม่ต้องเดือดร้อน มีปลูกผัก เลี้ยงสัตว์บ้าง เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบเลี้ยงคนในหมู่บ้าน
การตัดขาดกับโลกภายนอกก็ไม่ได้แย่ ชาวบ้านกินอยู่ตามอัตภาพ ผู้หญิงอยู่เรือนช่วยกันทำงาน ผู้ชายออกไปทำไร่ข้าวโพด ปลูกข้าว ทำนาแบบขั้นบันได
ว่างจากนั้นผู้ชายทุกคนต้องเข้ารับการฝึกใช้อาวุธ ทั้งมีด ปืน การต่อสู้ทุกประเภท ฝึกตั้งแต่เด็กเพื่อให้คุ้นชินกับการต่อสู้ทุกรูปแบบให้พร้อมทำงานบางอย่างตามที่คนเป็นผู้นำหมู่บ้านจะเห็นสมควร ซึ่งอีกไม่กี่วันข้างหน้า พวกเขาก็ต้องระดมคนเพื่อทำงานนั้น ที่สำคัญคือ ต้องสำเร็จด้วย
คนเป็นผู้นำหมู่บ้านเดินกลับเข้ามาในกระท่อมอีกครั้งก็ยังเห็นร่างบอบบางบนแคร่นอนตะแคงอยู่ท่าเดิม สายตาเหม่อมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย
ชายหนุ่มคนเจ้าของเรือนรู้สึกขัดใจกับความหมดอาลัยตายอยากนั้น ร่างสูงเดินก้าวพรวดไม่กี่อึดใจก็พาตัวเองเข้าไปยืนชิดติดกับแคร่ที่นอน
“ลุกขึ้น !” เสียงห้วนห้าวดังอยู่เหนือหัวไม่ได้ทำให้มธุรดาขยับตัวหรือทำตามแต่อย่างใด เธอยังนอนนิ่งอยู่บนแคร่ไม้ปูทับด้วยฟูกผืนบางเก่าทว่าไม่ได้สกปรกจนนอนไม่ลง ดวงหน้างามเบือนหนีคนหน้ารกดุดันเสียอย่างนั้น
“อยากนอน ?” ร่างยักษ์ปักหลั่นเปลี่ยนมากอดอกสบาย ๆ แทนท่าทางเคร่งเครียดก่อนหน้าเมื่อความคิดหนึ่งผ่านเข้ามาในสมอง
“ได้ ให้นอนก็ได้ แต่ต้องให้ฉันนอนทับเธอ”
“คนบ้า ถอยไปนะ” ได้ผล ร่างบางเด้งเหมือนติดสปริง ขยับตัวถอยจนติดผนังกระท่อม
มธุรดามองหน้าดิบเถื่อนนั้นอย่างหวาดหวั่น แทบกรีดร้องเมื่อร่างหนาหนักทิ้งตัวลงมานั่งบนที่นอน มือสากดึงแขนเรียวเสลารั้งจนตัวเธอถลาเข้าแนบชิด ปลายคางมนถูกมืออีกข้างของเขาบีบเบา ๆ ทว่าเธอกลับรู้สึกเจ็บ ปากอิ่มเม้มแน่น เมื่อเห็นสายตาดุดันนั้นเปลี่ยนตำแหน่งมาหยุดอยู่ที่ริมฝีปากเธอนิ่ง
“ยังอยากนอนอยู่ไหม ?” ใบหน้ารกก้มลงกระซิบชิดใบหู ปลายจมูกคมไถลปัดป้ายมายังแก้มนวลของเธอจนใจหายไปชั่วขณะ มือบางยกดันอกกว้างไว้สุดกำลัง สะบัดใบหน้าหนีการรุกรานอย่างไม่พอใจ
“น้ำผึ้ง เห็นที่โกนหนวดผมไหม?” ร่างสูงในชุดคลุมสีเข้มเดินหน้ายุ่งออกมาจากห้องน้ำทั้งที่เพิ่งเข้าไปไม่กี่นาที คนถูกถามยังนอนคว่ำหน้าลงกับที่นอน เปิดเปลือยแผ่นหลังขาวเนียน ช่วงเอวคอดกิ่วและสะโพกผายคลุมด้วยผ้าห่มผืนนุ่มแบบหมิ่นเหม่ ชายหนุ่มถึงกลับชะงักไป อยากตามขึ้นเตียงฟัดอีกสักรอบ แต่เพราะงานที่ต้องสะสางรออยู่ เลยตัดใจ นั่งลงหมิ่น ๆ ที่ขอบเตียง มือหนายกลูบแขนเรียวสะกิดถามอีกครั้ง“น้ำผึ้งครับ เก็บที่โกนหนวดผมไว้ที่ไหน ?” หญิงสาวส่งเสียงอืออออยู่ในลำคอ แต่ไม่ลืมตาขึ้นมาตอบ เธอเพิ่งได้นอนไม่กี่ชั่วโมง สมองยังไม่สั่งการ ร่างบางจึงถูกพลิกหงายขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้ทรวงอกเต่งตึงไร้อาภรณ์ปรากฏเต็มสองตาของคนถาม“อื้ม ผึ้งจะนอน” หญิงสาวพึมพำเบาๆ เริ่มมีสติคืนมาเมื่อมือสากเคลื่อนเข้ามากอบกุมเต้าเปลือยเปล่า มือเรียวดึงปลายผ้าห่มขึ้นมาปิด พร้อมกับปัดมือซุกซนออก ขยับตัวตะแคงนอนต่ออย่างง่วงงุน“เอาไปซ่อนไว้ที่ไหนอีก ?” ชายหนุ่มยังคงคาดคั้น ร่างหนาตัดสินใจทิ้งตัวตามประกบ ต้องการคำตอบ“ไม่ได้ซ่อนแต่เอาไปทิ้งต่างหาก” ในที่สุดก็ยอมรับ“อีกแล้วเหรอคนดี วันนี้ผมต้องไปพบผู้ใหญ่ คุณจะให้ผมไปในสภาพมหาโจรอย่างน
“ไร่ผมถูกปล้น พ่อกับแม่ถูกฆ่าตาย สิ่งที่หล่อเลี้ยงผมมาตั้งแต่นั้นก็คือความแค้น” หญิงสาวคลายกอด เงยหน้ามองใบหน้ารกหนวดเคราที่เคร่งขรึมขึ้นมาอีกครา สายตาของชายหนุ่มฉาดฉายความปวดร้าวเมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีต“ฉันไม่อยากรู้ต่อแล้วก็ได้ค่ะ ถ้าคุณไม่อยากพูดถึงมัน”“รู้ไหมว่าคนทำเป็นใคร”“เพื่อนสนิทของพ่อ คนที่ผมเคารพนับถือเขาไม่ต่างจากคนในครอบครัว”“แต่ตอนนี้มันตายไปแล้ว” ชายหนุ่มบอกแค่นั้น และเธอก็ไม่เซ้าซี้ถามต่อ“ส่วนเรื่องชาวบ้านในหมู่บ้านทุกคนที่คุณเป็นห่วง ผมย้ายให้พวกเขาไปอยู่อีกหมู่บ้านที่ปลอดภัย เอาไว้ว่าง ๆ ผมจะพาคุณไปเยี่ยมพวกเขา”“เวียงพิงค์ อัญชันล่ะคะ”“ผมส่งทั้งคู่ไปเรียนที่กรุงเทพ ฯ”“ดีจังเลย รู้แค่นี้ฉันก็อุ่นใจแล้วค่ะ”“แล้วอีกเรื่องล่ะ คุณรู้ไหม”“เรื่องอะไรคะ ?”“ที่ผมพาคุณไปอยู่ในหมู่บ้านด้วย ไม่ใช่เพราะผมอยากได้คุณ”“ไม่อยากได้ แล้วพาไปทำไมกัน” มธุรดาหน้าง้อ คลายวงแขน ขยับตัวออกจากไออุ่นอย่างงอน ๆ“ตอนนั้นคุณน่าจะเด็กมาก จนจำอะไรไม่ได้มั้ง”“คะ อะไรนะคะ ?”“เราเคยเจอกันมาก่อน ผมจำคุณได้ แต่คุณคงจำอะไรไม่ได้หรอกมั้ง” หญิงสาวงงเป็นไก่ตาแตก คิดทบทวนอย่างที่เขาพูด“เด็กห
พยัคฆ์ไม่ได้บอกเป็นคำพูดในสิ่งที่เธออยากรู้ ทว่าชายหนุ่มค่อย ๆ เผยตัวตนอย่างที่เคยทำมาแล้ว นั่นคือการที่เขาไม่โกนหนวดเคราจนขึ้นรกครึ้มไปทั้งใบหน้ามธุรดามั่นใจว่านายยักษ์และพ่อเลี้ยงพยัคฆ์คือคนคนเดียวกัน ยิ่งตอกย้ำเมื่อทั้งปลิวและเปรมปรากฏตัวอยู่ในไร่ ทั้งคู่เป็นหนึ่งในคนงานหลายร้อยชีวิตของไร่แดนพยัคฆ์“ปลิวเปรม” หญิงสาวรีบวิ่งไปดักหน้าทั้งคู่ไว้ ก่อนที่จะลงจากเรือนของพ่อเลี้ยงในวันหนึ่ง“ครับนายหญิง” ทั้งคู่ยิ้มแฉ่ง ไม่มีท่าทางตกอกตกใจที่เห็นเธอ“ใช่พวกนายจริง ๆ ด้วย” ทั้งคู่โค้งคำนับให้คนเรียกพร้อมกลั้นยิ้ม ยังไม่เอ่ยอะไร เพราะหางตาเหลือบไปเห็นร่างสูงใหญ่บนเรือนที่เดินออกมากอดอกยืนดูอยู่ในระยะที่จะได้ยินทุกคำพูดของพวกเขา“ทุกอย่างเป็นอย่างที่ฉันคิดจริง ๆ ด้วย” เธอเปรยเบา ๆ กับตัวเอง แต่ทั้งหมดก็น่าจะได้ยิน“นายหญิงมีอะไรจะใช้พวกผมหรือเปล่าครับ ?” เปรมเอ่ยถาม“เวียงพิงค์ อัญชัน เป็นยังไงบ้าง พวกนายพอจะรู้ข่าวไหม แล้วทุกคนในหมู่บ้านย้ายไปอยู่ที่ไหนกันหมด” หญิงสาวยิงคำถาม สายตาคาดคั้น และแน่นอนว่าทั้งคู่หลบตาทันที เมื่อเงยหน้าขึ้นไปบนเรือนคล้ายจะขออนุญาตตอบคำถาม แต่ใบหน้าเคร่งขรึมนั้นกล
“ไปสิ ไปดูให้เห็นกับตาว่าคนที่คุณรอคอยมาตลอด มันยังอยู่ที่เดิมหรือเปล่า”“คุณเคยมาที่นี่?” คิ้วเรียวยังไม่เคยปม เธอหันไปถามและมองหน้านิ่ง ๆ ของคนข้างตัว“ก็บอกแล้วไงว่ารู้จักมัน ทำไมจะไม่รู้ล่ะ ว่ามันพักอยู่ที่ไหน”“คุณเป็นใครกันแน่ ?” เธอตัดสินใจถาม มองสบประสานสายตากับเขาอย่างค้นคว้า“อยากให้คำตอบเป็นแบบไหนดีล่ะ แต่ก่อนจะอยากรู้ว่าผมเป็นใคร ผมว่าคุณขึ้นไปดูบนกระท่อมก่อนดีกว่า” ชายหนุ่มตอบ ดึงแขนเรียวให้เดินขึ้นบันไดไม้ไผ่เพียงสามขั้นขึ้นไปยืนบนที่ที่ครั้งหนึ่งเธอเคยใช้หลับนอนอยู่กินจนเกิดเป็นความผูกพันกับคนเป็นเจ้าของมือหนาผลักประตูหญ้าคาเข้าไป จนเปิดออกอย่างง่ายดาย ทว่าภายในกลับโล่ง ว่างเปล่า แคร่ที่เธอเคยนอนนั่งแนบชิดกับเขาคนนั้น ไม่มีฟูกผืนบางแต่สะอาดหอมกรุ่นจนเธอไม่เคยนึกรังเกียจ ไม่มีแก้วน้ำ ข้าวของจานชามที่เธอเคยใช้ และที่สำคัญไม่มีร่างสูงใหญ่เจ้าของใบหน้าดุดันรกเรื้อไปด้วยหนวดเคราอยู่เลย“ทุกคนไปไหนกันหมด ?” เธอถามเสียงเครือ“อยู่ในที่ที่ควรอยู่”“หมายความว่ายังไง ?” เธอหันไปถามและมองเขาเต็มตา มองให้ลึกถึงก้นบึ้งและความจริงที่ซ่อนอยู่บนใบหน้าเรียบเฉยนั้น“ตอนนี้ทุกอย่างกลายเ
“คุณหนูเดินไหวไหมครับ ?” ลุงน้อยหันมาถามคนเดินตามที่ช้าลงกว่าเดิมจนเกือบหยุดนิ่ง หญิงสาวเช็ดเหงื่อที่ไหลลงมาจากขมับทั้งสองข้าง ปากอิ่มเปิดเผยอขึ้นเพื่อสูดอากาศเข้าปอดให้มากขึ้น“ไหวค่ะ แต่ขอพักสักครู่ได้ไหมคะ”“นี่ครับน้ำ” ลุงน้อยเดินเข้ามาพร้อมกับยื่นขวดน้ำที่พกมาด้วยให้กับหญิงสาวคราวหลานที่ดื้อดึงที่สุดตั้งแต่เคยเจอมาหญิงสาวตามเข้าไปหาถึงในไร่ ถามเรื่องหมู่บ้านสุดแดน ในฐานะที่อยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิด และที่สำคัญเคยเข้าไปในหมู่บ้านนั้น หนักไปกว่าคือโกหกคนไม่เป็น พอหลานสาวของผู้มีประคุณรู้ เลยคะยั้นคะยอให้พาไปยังหมู่บ้านนั้นคราแรกลุงน้อยจะปฏิเสธ อ้างความไม่ปลอดภัย ทว่าอีกฝ่ายกลับไปสนใจอะไร นอกจากความต้องการของตนที่ต้องการกลับไปหมู่บ้านสุดแดนอีกครั้ง“อีกไกลไหมคะ ?” ทั้งคู่ออกจากไร่มาในช่วงบ่าย เดินไปพักไปมาตลอดทาง สำหรับมธุรดานั้นถึงร่างกายไม่เป็นใจแต่ใจของเธอกลับสู้กว่าอะไรทั้งสิ้น หญิงสาวไม่ ปริปากบ่นว่าเหนื่อยแม้แต่คำเดียว“ตอนนี้น่าจะครึ่งทางแล้วครับ เราคงไปถึงสักเที่ยงคืน” หญิงสาวพยักหน้า หยิบขวดน้ำขึ้นมาจิบอย่างกระหาย จากนั้นก็นั่งหายใจยาว ๆ อยู่ชั่วครู่ ถึงแม้ร่างกายจะเริ่มปวด
“สวัสดีค่ะพ่อเลี้ยง” ป้าอุ่นรีบทัก“ครับ” ชายหนุ่มเอ่ยสั้นห้วนตามอารมณ์ ดวงตาคมตวัดไปยังใบหน้างามที่เชิดขึ้นทันทีที่เห็นว่าเป็นเขาเมื่อคืนอุตส่าห์ไม่เซ้าซี้ ให้โอกาสทำใจยอมรับกับความจริงที่เธออยากรู้หนักหนา ทว่าผลของมันไม่เป็นอย่างที่เขาคิด เช้ามาเจ้าหล่อนก็หายไปจากบ้าน ไม่รับโทรศัพท์ แถมทำหน้าตาบึ้งตึง กลายร่างมาเป็นมธุรดาคนเดิมที่มีแต่ความดื้อดึง“พอได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ ก็หนีกันมาเลยเหรอ ?” ชายหนุ่มเปิดฉาก โดยไม่ได้สนใจว่าจะมีคนนอกอยู่ด้วย แต่ป้าอุ่นก็รู้กาลเทศะ นางรีบขอตัวไปอย่างรวดเร็ว จึงเหลือแค่ชายหนุ่มหญิงสาวที่จ้องหน้าอย่างไม่มีใครยอมใคร“เอาอย่างนี้นะ ระยะเวลาที่เหลือนี้ ฉันขอคืนเป็นเงิน เราจะได้จบ ๆ กันไป ในเมื่อฉันรู้สิ่งที่คาใจแล้ว คงไม่มีประโยชน์ที่จะอยู่ต่อ”“ผมไม่มีประโยชน์กับคุณ แต่อย่าลืมว่าคุณยังมีประโยชน์กับผม และผมจะไม่ยอมเสียผลประโยชน์ของตัวเองเป็นอันขาด”“ฉันจะยอมคืนเงินให้คุณทั้งหมด แถมที่ดินที่คุณอยากได้ให้ไปด้วย”“อืม ก็น่าสนใจดีนะ ได้ทั้งที่ดิน ได้เงินคืน แถมยังได้กินเจ้าของที่ฟรี ๆ มาเกือบปี” มธุรดาหน้าแดง ร้อนผ่าว มองใบหน้าเยาะหยันนั้นก็รู้สึกโมโห มือบา






![เพลิงแค้นเจ้าสาวผิดตัว [Love Drama 18+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
