Mag-log inชายหนุ่มเพิ่มแรงกดหญิงสาวจนหลังบอบบางจมไปกับหญ้ารกเรื้อ มธุรดาออกแรงดิ้นแต่ไม่สามารถสู้อีกฝ่ายได้ ปลายคางมนถูกมือแข็งบีบแน่นจนรู้สึกเจ็บ และเจ็บยิ่งกว่าตอนที่ริมฝีปากกระด้างกระแทกลงมาแตกต่างจากทุกครั้งจนเธอร้องไม่ออก ยอมเปิดปากให้อีกฝ่ายแทรกเรียวลิ้นเข้ามาในโพรงปาก พร้อมกับผ่อนร่างของตัวเองลงบนหญ้านุ่มเมื่อไม่สามารถดิ้นรนให้หลุดจากแรงกอดรัดรุนแรงนั้นได้
กระดุมหลุดจากรังเป็นแถบด้วยแรงกระชาก ผิวขาวนวลเนียนที่เคยสัมผัสมานับครั้งไม่ถ้วนปรากฏในสายตา ความกรุ่นโกรธแม้จะค่อยจางลง ทว่าก็ยังหลงเหลืออยู่ จนเผลอลงน้ำหนักการลงโทษรุนแรงตามความขุ่นมัวในอารมณ์
ในเมื่อเขามันก็เป็นไอ้โจรเถื่อนในสายตาของหญิงสาวอยู่แล้ว จะปลอบประโลมเอาใจไปทำไมกัน ?
“หนูผิดไปแล้วค่ะนาย” เวียงพิงค์นั่งคุกเข่าก้มหน้า สะอื้นไห้น้ำตานองอยู่กับลานดินหน้ากระท่อม ใบหน้าดุดันของคนเป็นนายคลายความตึงเครียดลงกว่าตอนแรกที่รู้ว่ามธุรดาหนีออกจากหมู่บ้านไป
“หนูเพลียเลยเผลอหลับไป ไม่คิดว่านายหญิงจะ เอ่อ ...”
“จะหนี ?” เสียงเข้ม ๆ ต่อให้ เด็กสาวพยักหน้า ไม่กล้าเงยสบตาคนเป็นนาย ที่สำคัญไม่เคยคิดว่าผู้หญิงตัวเล็ก ๆ บอบบางจะกล้าบ้าบิ่นถึงขั้นหนีออกจากหมู่บ้านท่ามกลางความมืดและอันตรายของผืนป่าที่อยู่รายรอบ ขนาดเด็กสาวอยู่ในหมู่บ้านมาตั้งแต่เกิด ยังไม่กล้าก้าวขาออกจากหมู่บ้านในยามวิกาลเลยแม้แต่ครั้งเดียว
“นายจะลงโทษหนูยังไงก็ได้ให้สาสมกับความผิดนี้” ชายหนุ่มไม่สนใจคำพูดของเวียงพิงค์ เขาเดินไปดึงแขนเรียวของหญิงสาวต้นเรื่องให้ออกจากกระท่อมมาหยุดตรงหน้าเด็กสาวที่ยังก้มหน้าสำนึกผิด
“ได้สิ ฉันจะจัดให้ตามที่เธอขอ” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเข้ม แบมือรับแส้หนังสีดำจากมือของเปรมมาถือไว้ด้วยใบหน้าราบเรียบ
ทั้งมธุรดาและเวียงพิงค์มองสิ่งที่อยู่ในมือชายหนุ่มด้วยความหวาดหวั่น เด็กสาวถึงกับร้องไห้โฮออกมาเมื่อพอรู้ถึงบทลงโทษของตน
“เฆี่ยนเวียงพิงค์ไปเรื่อย ๆ จนกว่าฉันจะสั่งให้หยุด” ชายหนุ่มยัดแส้เข้ามาในมือบางของมธุรดา หญิงสาวปาทิ้งทันทีราวกับเป็นของร้อน ร่างบางถอยกรูไปได้เพียงไม่กี่ก้าวก็โดนดึงบังคับให้ไปยืนตรงหน้าเด็กสาวอีกครั้ง พร้อมกับแส้ที่ถูกยัดเข้ามาใหม่
“ไม่ ฉันทำไม่ได้ คุณจะบ้าหรือไง มันโหดร้ายป่าเถื่อนเกินไปแล้วนะ”
“นี่ยังน้อยไปกับสิ่งที่เธอท้าทายฉัน เฆี่ยนเวียงพิงค์เดี๋ยวนี้” เสียงดุดันตะคอกออกคำสั่งจนมธุรดาสะดุ้ง หวาดหวั่น กระนั้นยังสู้ใจกล้าเสนอตัวออกรับแทนเด็กสาว
“ไม่ ฉันไม่ทำ ถ้าจะเฆี่ยนตีเวียงพิงค์เปลี่ยนเป็นฉันดีกว่า เพราะฉันเป็นคนหนีเอง เวียงพิงค์ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้”
“เธอมีบทลงโทษของตัวเองอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วง แต่ตอนนี้ทำตามที่ฉันสั่งซะ”
“ฉันทำไม่ได้ ปล่อยเวียงพิงค์ไปเถอะ ฉันยอมรับผิดเองทุกอย่าง” หญิงสาวทรุดตัวคุกเข่าข้างเด็กสาว เงยหน้ามองชายหนุ่มอย่างอ้อนวอน เอี้ยวตัวไปโอบประคองร่างสั่นเทาของเด็กสาวไว้อย่างปลอบประโลม
ยักษ์กระแทกลมหายใจหนัก ๆ อย่างหงุดหงิด ยอมทิ้งแส้ในมือแล้วออกแรงฉุดร่างบางของมธุรดาให้ลุกขึ้นมายืนข้างตน มือใหญ่จับปลายคางมน บังคับให้สบตาดุดัน เอ่ยเสียงเฉียบขาดช้า ๆ
“ครั้งนี้ฉันจะยอมทำตามที่เธอขอ แต่คราวหน้าถ้าเธอหนีอีก คนที่จะถูกลงโทษคือคนรับหน้าที่คอยดูแลเธอ ไม่ว่าเธอจะหนีสำเร็จหรือไม่ จะมีอีกหนึ่งคนที่เดือดร้อนเพราะการกระทำเธอเสมอ จำไว้” มธุรดาเบือนปลายคางหนีจากมือใหญ่ที่เพิ่มแรงกดลงมาจนต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ หน่วยตารื้นน้ำ ทั้งเจ็บใจทั้งโมโหที่ทำอะไรเขาไม่ได้
“คุณมันเผด็จการ ป่าเถื่อน”
“รู้ก็ดีแล้ว คราวหน้าก็อย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อนอีก” ชายหนุ่มยอมปล่อยมือจากปลายคางมน พยักหน้าส่งสัญญาณให้ลูกน้องพาตัวเวียงพิงค์กลับไปส่งที่บ้าน มือแข็งคว้าร่างบางของมธุรดา ดึงแรง ๆ เพื่อให้เดินตามเขาเข้าไปในกระท่อม
“ทุกคนเงียบ แล้วฟังฉัน” เสียงเข้มเด็ดเดี่ยวแทรกเข้ามา ทั่วทั้งบริเวณเงียบทันทีราวปิดสวิตช์ ไม่มีใครกล้าพูดแทรกนายใหญ่ที่ถูกคนภายนอกขนานนามว่าเป็นผู้นำกองโจร“เรื่องแรก หยุดวิพากษ์วิจารณ์หรือออกความเห็นเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นอัญชันหรือใครก็ตาม ถ้าได้ยินถึงหูฉันอีก ฉันคงต้องจัดการอย่างเด็ดขาด”“ต่อมา ขอให้พวกเราสามัคคีกัน ถึงใครจะตราหน้าว่าพวกเราเป็นหมู่บ้านโจร หากินกับความเดือดร้อนของคนอื่น แต่ทุกคนคงรู้ดีอยู่แล้วว่าที่เรามาอยู่รวมกันเพราะอะไร ฉะนั้นอย่าทิ้งอุดมการณ์ของตัวเองและรักษากฎของหมูบ้านอย่างเคร่งครัด”“และสำคัญที่สุด ขอให้ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เข้าใจไหม ?”“เข้าใจครับ / ค่ะ นาย”“ดี จากนี้ก็แยกย้าย ใครมีงานอะไรก็ไปทำ” สิ้นเสียงดุดันของคนเป็นใหญ่ที่สุดของหมู่บ้าน ทุกคนก็แยกย้ายกัน คนที่ยังทานอาหารไม่อิ่มก็อยู่ต่อ ส่วนใครที่จัดการตัวเองเรียบร้อยก็ค่อย ๆ ทยอยแยกกันไปตามที่คนเป็นหัวหน้าเพิ่งป่าวประกาศมธุรดาถูกพาไปนั่งบนเก้าอี้ไม้ไผ่เก่า ๆ ตัวหนึ่ง คนมาส่งหายไปชั่วครู่แล้วกลับมาพร้อมกับข้าวสวยราดหน้าด้วยไข่เจียวและผัดผักรวมสำหรับเธอ ส่วนของเขาเป็น
มธุรดารีบกระชากผ้าห่มผืนบางที่ตกอยู่ข้างแคร่ขึ้นห่มปิดบังร่างกายทันทีที่ร่างหนาผละออกจากตัวเธอ หญิงสาวนอนหันหลังตะแคงเข้าข้างฝา ไม่อยากเห็นหน้าคนใจร้ายที่รังแกเธอ ตั้งแต่บ่ายของเมื่อวานจนถึงตอนนี้ นอกจากนี้ยังเจ็บใจตัวเองที่ไม่สามารถหนีออกจากรังโจรเถื่อนนี้ไปได้“ลุกได้แล้ว จะพาไปกินข้าว”“ฉันไม่หิว”“ไม่หิว ?”“คุณจะไปไหนก็ไป ขอร้องล่ะ เลิกยุ่งกับฉันสักที”“ได้ แต่ถ้าเธอไม่กินข้าว ฉันจะกินเธอต่อ” เท่านั้นเองมธุรดาถึงกับดีดตัวลุกจากที่นอนอย่างรวดเร็ว ดวงตาหวานขุ่นขวางมองคนหน้าเถื่อนราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ กระชากเสียงตอบตามความกรุ่นโกรธในอารมณ์“ก็ได้ กินก็กิน คุณถอยไปสิ ฉันจะแต่งตัว”“แต่งไปสิ จะอายอะไร เห็นหมดแล้ว ไฝฝ้ามีตรงไหนบ้าง ฉันจำได้หมดแหละ” ยักษ์ยักไหล่ ทำหน้าล้อเลียนทั้งที่รู้ว่าทั้งเนื้อทั้งตัวของหญิงสาวงดงามไร้ไฝฝ้าราศี จนหญิงสาวหน้าแดงไปหมด ไม่ใช่อาย แต่โมโหที่ไม่เคยสู้อะไรชายหนุ่มได้เลย“คนบ้า ลามก”“เอานี่ เสื้อกับผ้าถุง”“ไม่มีแขนสั้นเหรอ ร้อนจะตาย”“ไม่มี ใส่ ๆ ไปเถอะ อย่าเรื่องมาก ก่อนที่ฉันจะไม่ให้เธอใส่” หญิงสาวค้อนหน้าคว่ำเป็นคำตอบ กระแทกกระทั้นใส่เสื้อผ้าอย่างไม
“จากนี้ก็จะถึงบทลงโทษของเธอแล้ว อย่ามาร้องโวยวายให้หนวกหูล่ะ” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเครียด ปิดประตูกระท่อม จากนั้นก็เหวี่ยงร่างบางจนหญิงสาวจนเสียหลักลงกับแคร่ไม้ที่เธอเกลียดนักหนา มธุรดาร้องไม่ออกเมื่อร่างสูงใหญ่กระโจนขึ้นคร่อมร่างของเธอ ปากกระด้างกดบดลงริมฝีปากเธอแรง ๆ เหมือนระบายความโกรธกรุ่น มือหนากระชากเสื้อจนขาดวิ่นไปทั้งตัว ไม่นานร่างงดงามก็เปลือยเปล่า รวมถึงร่างสูงใหญ่ที่แน่นไปด้วยมัดกล้ามที่ตามมาติด ๆ พร้อมกับบทลงโทษหนักหน่วงจนเธอแทบขาดใจ พระจันทร์เสี้ยวเลยครึ่งของขอบฟ้า เสียงสะอื้นให้เบา ๆ ที่ดังอยู่ท่ามกลางความเงียบของยามค่ำคืนค่อย ๆ จางและเงียบไปในที่สุดยักษ์คาบบุหรี่ไว้ในปาก มือข้างขวากดเปิดฝาไฟแช็ก เมื่อประกายไฟลุกโชนก็ยกมันจ่อที่ปลายมวนบุหรี่ ชายหนุ่มสูดอัดนิโคตินเข้าเต็มปอด พ่นควันขาวมองผ่านม่านหมอกไปยังร่างเล็กที่นอนบนแคร่เตียงด้วยความครุ่นคิดอนาคตงั้นเหรอ ? เสียงเย้ยหยันของคนบนเตียงในเหตุการณ์ก่อนนั้นยังดังก้องอยู่ในหู ชายหนุ่มยิ้มเย้ย เขาเองไม่เคยคิดถึงมัน เพราะคำนั้นมันดับมืดไปตั้งแต่เมื่อสิบกว่าปีก่อนแล้วกลิ่นควันไฟ และเสียงเคลื่อนไหวด้านนอกแม้ฟ้าจะยังไม่สว่างทำให้
ชายหนุ่มเพิ่มแรงกดหญิงสาวจนหลังบอบบางจมไปกับหญ้ารกเรื้อ มธุรดาออกแรงดิ้นแต่ไม่สามารถสู้อีกฝ่ายได้ ปลายคางมนถูกมือแข็งบีบแน่นจนรู้สึกเจ็บ และเจ็บยิ่งกว่าตอนที่ริมฝีปากกระด้างกระแทกลงมาแตกต่างจากทุกครั้งจนเธอร้องไม่ออก ยอมเปิดปากให้อีกฝ่ายแทรกเรียวลิ้นเข้ามาในโพรงปาก พร้อมกับผ่อนร่างของตัวเองลงบนหญ้านุ่มเมื่อไม่สามารถดิ้นรนให้หลุดจากแรงกอดรัดรุนแรงนั้นได้กระดุมหลุดจากรังเป็นแถบด้วยแรงกระชาก ผิวขาวนวลเนียนที่เคยสัมผัสมานับครั้งไม่ถ้วนปรากฏในสายตา ความกรุ่นโกรธแม้จะค่อยจางลง ทว่าก็ยังหลงเหลืออยู่ จนเผลอลงน้ำหนักการลงโทษรุนแรงตามความขุ่นมัวในอารมณ์ในเมื่อเขามันก็เป็นไอ้โจรเถื่อนในสายตาของหญิงสาวอยู่แล้ว จะปลอบประโลมเอาใจไปทำไมกัน ? “หนูผิดไปแล้วค่ะนาย” เวียงพิงค์นั่งคุกเข่าก้มหน้า สะอื้นไห้น้ำตานองอยู่กับลานดินหน้ากระท่อม ใบหน้าดุดันของคนเป็นนายคลายความตึงเครียดลงกว่าตอนแรกที่รู้ว่ามธุรดาหนีออกจากหมู่บ้านไป“หนูเพลียเลยเผลอหลับไป ไม่คิดว่านายหญิงจะ เอ่อ ...”“จะหนี ?” เสียงเข้ม ๆ ต่อให้ เด็กสาวพยักหน้า ไม่กล้าเงยสบตาคนเป็นนาย ที่สำคัญไม่เคยคิดว่าผู้หญิงตัวเล็ก ๆ บอบบางจะกล้าบ้าบิ่นถึงขั
“กรี๊ด ! ไม่ ปล่อยฉันนะ” ร่างใหญ่เบียดชิดขึ้นมาตรึงเหนือร่างบางอย่างเป็นต่อ มธุรดาดิ้นรนผลักไสร่างหนาหนักที่ตามลงมา มือบางยกตบสะเปะสะปะไปตามร่างกายของชายหนุ่มที่ทาบทับลงมา เพียงไม่นานกลับโดนรวบด้วยมือแกร่งเพียงข้างเดียว“ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่ ปล่อยฉันไปเถอะนะ” หญิงสาวหยุดดิ้น แววตารื้นน้ำมองอ้อนวอนขอความเห็นใจ ทว่าดวงดุดันและใบหน้าแข็งกร้าวกลับส่ายแทนคำตอบ“คุณมันป่าเถื่อน ทำไมต้องบังคับจิตใจ บังคับความรู้สึกกันด้วย ฉันบอกแล้วไงบอกว่าไม่อยากอยู่ที่นี่”“ฉันเองก็เคยบอกเธอแล้วเหมือนกันว่าเธอต้องอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะอยากหรือไม่อยาก เธอก็ไม่มีสิทธิ์เลือก”“คุณไม่ใช่เจ้าชีวิตฉัน แล้วฉันก็จะไม่มีวันยอมเอาชีวิตมาจมปลักอยู่ในรังโจรเถื่อน ๆ ไร้อนาคตอย่างนี้หรอก”“ไร้อนาคต ?” ชายหนุ่มเว้นจังหวะชั่วครู่ จากนั้นก็เอ่ยเสียงเรียบเย็น“อนาคตที่ถูกน้องสาวแย่งแฟนที่กำลังจะแต่งงานกันในไม่กี่เดือน พร้อมกับบ้านที่ถูกคนอื่นชุบมือเปิบยึดไปน่ะเหรอ เธออยากกลับไปอยู่ตรงนั้น ?” ชายหนุ่มตอกย้ำจุดบอดในชีวิตของเธอ หญิงสาวน้ำตาซึมฝืนกล้ำกลืนความเจ็บปวด โต้กลับทันควัน แม้สงสัยว่าชายหนุ่มรู้เรื่องนี้ได้ยังไง แต่ความโกร
มธุรดาไม่รู้ว่าเป็นเวลากี่ทุ่มกี่ยาม หลังจากอดทนรออย่างใจเย็น เธอก็ค่อย ๆ ตะแคงหันกลับไปมองร่างเล็กบนพื้น จากนั้นก็ขยับตัวลุกจากแคร่อย่างเงียบเชียบ จรดปลายเท้าเรียวลงสัมผัสพื้น ชะโงกมองร่างตะคุ่มที่ยังหายใจสม่ำเสมอลึก ๆ นั้นอีกครั้งก็วางใจเด็กสาวน่าจะหลับไปแล้ว มธุรดาค่อย ๆ ย่องตรงไปที่ประตูกระท่อม แง้มเปิดช้า ๆ ไม่ให้เกิดเสียง ใจเต้นรัวกระหน่ำแรงจนมือไม้สั่น แต่เมื่อนึกถึงอิสระที่รออยู่ตรงหน้า จึงสูดอากาศเข้าปอดลึก ๆ เรียกความเชื่อมั่นของตัวเองกลับมาอีกครั้งบานประตูค่อย ๆ เปิดกว้างจนลมจากภายนอกกรูเข้าปะทะร่างสัมผัสความเย็นจนสั่นไหว แต่ไม่เท่าความร้อนรุ่มจากภายในจิตใจในที่สุดเธอก็ก้าวออกมาจากกระท่อมได้สำเร็จ หลังจากนั้นสมองก็สั่งการให้เธอออกวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตไปตามเส้นทางที่มองสำรวจไว้ตั้งแต่เมื่อตอนกลางวัน ถ้าเธอเลาะลำธารที่ไหลมาจากน้ำตกไปเรื่อย ๆ ต้องออกจากที่นี่ได้อย่างแน่นอน มธุรดาไม่รู้เอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ร่างบางเดินบ้างวิ่งบ้างไปบนทางขรุขระทั้งจากโขดหินและต้นไม้ใบหญ้าที่ขึ้นแน่นอยู่สองข้างของลำธาร ใบหน้างามแหงนมองพระจันทร์ที่ค่อย ๆ เคลื่อนลงต่ำก็รู้ว่าเธอมีเวลาไม่มากจึงรีบ







