Se connecterฉัตรฐาขบกรามใส่คนที่กำลังผยองใส่เขา แววตาวาวขึ้นเล็กน้อย เพราะเขารู้ว่าควรทำอย่างไรให้ตัวเองเป็นผู้ชนะ มือหนายกขึ้นไปไล้แก้มนวล
“หรือแอบคิดฝันเฟื่องในใจ ไม่เจียมตัวอีกแล้วนะ”แพรไหมออกแรงทุบอกกว้างอีกรอบด้วยความไม่ชอบใจ แต่กลับเป็นเธอที่เจ็บ ฉัตรฐานั้นไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด ไม่นานก็รู้สึกเหนื่อยและหมดแรงยอมทิ้งตัวลงนอน
“อยากเอาก็เอา” ในเมื่อเขาอยากนักก็ให้เขาทำมันให้จบๆ แต่ดวงตานั้นยังแข็งกล้า แถมยังแช่งชักหักกระดูก
“ขอให้ติดหวัดจนป่วยตาย”
ฉัตรฐาเหยียดปากใส่คนยอมแพ้เป็นครั้งแรก ปกติแล้วมีแต่เขาที่จะปวดหัวจนต้องเป็นฝ่ายยอม
แพรไหมปิดเปลือกตาลง ตั้งใจว่าหากมีแรงเมื่อไหร่จะตามเอาคืนอย่างสาสมแน่ ขณะนั้นสติของเธอก็ค่อยๆ เลือนรางและไม่รับรู้อะไรอีกเลย
มือเรียวเล็กยกขึ้นมาจับศีรษะจากอาการปวด ขณะดวงตาทั้งสองยังปิดอยู่ กระทั่งฝืนลืมตาขึ้นก็เห็นเพดานที่ไม่คุ้นตา ทำให้รีบหันไปมองรอบๆ เพราะไม่แน่ใจว่าอยู่ที่ใด ความทรงจำสุดท้ายคืออยู่บนเตียงกับฉัตรฐา ไม่ถึงเสี้ยววินาทีก็เห็นคนใจยักษ์นั่งอยู่บนโซฟาสีขาว ในมือถือไอแพดอยู่ แล้วเงยหน้ามาสบตากัน
“โรงพยาบาล”
ฉัตรฐาเฉลยความสงสัยของแพรไหม วางไอแพดลงข้างๆ แล้วพิงแผ่นหลังกับพนักพิง ก่อนจะกลั้วเสียงบอก
“โชคดีที่คนจะตายไม่ใช่ฉัน”
“แล้วพามาทำไม” คนป่วยถามเสียงสะบัดพร้อมค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้น แล้วตวัดตาค้อนใส่ท่าทางเยาะหยัน
“เวทนา” ฉัตรฐาตอบพลางไหวไหล่ใส่คนป่วยที่แค่ตื่นขึ้นมาก็แว้ดใส่กัน คำขอบคุณสักครึ่งคำก็ไม่มี แล้วเห็นสายตาหวาดระแวงจึงทวงถามเตือนความจำไป “อย่าทำเหมือนฉันเป็นคนใจร้ายนัก เมื่อก่อนเธอไม่สบาย ฉันก็เคยพามาหาหมอ”
แพรไหมไม่ได้อ้าปากเถียง เมื่อเป็นความจริง ในครั้งที่เธอเคยไม่สบายก็มีฉัตรฐาประคองพามาหาหมอ
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นเรียกให้ฉัตรฐาลุกออกจากโซฟาไป ก่อนจะกลับมาพร้อมกับถุงผลไม้ในมือ เขาวางมันลงบนโต๊ะติดหัวเตียง“ไอ้นนเป็นคนซื้อ” ฉัตรฐารีบบอก ด้วยกลัวมีคนเข้าใจผิด
“แล้วจะยังมานั่งอยู่ทำไมคะ”
แพรไหมมองฉัตรฐาที่ทิ้งก้นลงบนโซฟา เธอว่าอยู่ใกล้กันไปก็พานให้อึดอัดใจเปล่าๆ
“ยังไม่ถึงเวลา” ฉัตรฐาบอกเสียงเรียบ แล้วหยิบไอแพดขึ้นมาทำงานต่อ ด้านแพรไหมที่พิงตัวกับหัวเตียงนั้นเริ่มรู้สึกหิว จึงขยับตัวหมายจะลงจากเตียง
“เธอจะทำอะไร”
“หิวค่ะ จะไปปอกแอปเปิลกิน” หญิงสาวว่า
“กดเรียกพยาบาล” ฉัตรฐาบอกไปเสียงเข้ม แพรไหมกำลังทำตัววุ่นวาย
“แค่นี้แพรปอกเองได้” หญิงสาวส่ายหน้า มันไม่ใช่เรื่องหนักหนาที่เธอจะทำเองไม่ได้
“อย่าอวดดี ดูสภาพมือตัวเองด้วย” ฉัตรฐามองดุใส่คนที่ปากเก่ง แถมยังอวดดีไปเสียทุกเรื่อง
แพรไหมก้มมองมือตัวเองเล็กน้อย แต่ก็คิดว่าน่าจะยังพอออกแรงปอกได้อยู่
“เดี๋ยวปอกให้” ส่วนคนที่อยากจะนั่งทำงานเงียบๆ นึกหงุดหงิดขึ้นมา ก่อนจะขยับตัวลุกไปหยิบแอปเปิลและมีดปอกผลไม้ในถุงแล้วหายเข้าไปในห้องน้ำ
เป็นเวลาร่วมสิบนาทีกว่าฉัตรฐาจะเดินออกมาและยื่นแอปเปิลที่ถูกปอกใส่จานให้คนป่วย
“ทำไมมันเป็นสภาพนี้คะ” แพรไหมมองสภาพแอปเปิลที่เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย บางชิ้นก็ยังมีเปลือกติดอยู่
“ถ้าไม่กินก็เขวี้ยงทิ้งไป” ฉัตรฐาชักสีหน้าใส่คนได้คืบจะเอาศอก เขายอมปอกให้ก็ดีแค่ไหนแล้ว
แพรไหมรับจานแอปเปิลมาไว้ในมือ เวลาเดียวกันนั้นก็มีเสียงโทรศัพท์มือถือของฉัตรฐาดังขึ้น
“อีกสองชั่วโมงคุณไฉมีประชุมนะคะ” สายที่โทร.เข้ามาคือมัญชุสา ผู้เป็นเลขาฯ
“อื้อ” ชายหนุ่มขานรับแล้วหันไปหยิบไอแพดมาไว้ในมือ ก่อนเอ่ยบอกไปอีกประโยค “รีบหาย งานรอเธออยู่”
“งานอะไรคะ” แพรไหมถามไปเสียงเข้ม
“อีกไม่กี่วันคุณทีเจจะมา เธอต้องไปเป็นคนดูแล” ฉัตรฐากล่าวสั่งเสียงเฉียบ แพรไหมรู้ดีว่าคุณทีเจนั้นเป็นลูกค้าคนสำคัญที่บังเอิญว่าพูดถูกคอและถูกใจกับเจ้าตัว เพราะหญิงสาวทำงานเก่ง รอบคอบและมีความรู้ด้านนี้ จากนั้นเดินหายออกไปจากห้องโดยไม่คิดบอกลา
ส่วนหญิงสาวเป่าลมออกจากปาก โล่งใจไปที่ไม่ใช่งานบนเตียง จังหวะหนึ่งแอบยิ้มหยัน เริ่มเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงแล้วว่าฉัตรฐากลัวไม่มีคนทำงานให้ เขาถึงได้ลงทุนมานั่งเฝ้าเธอและปอกแอปเปิลให้ แต่อีกไม่นานเธอก็จะไม่ต้องรับคำสั่งจากเขาอีกแล้ว และมันน่าจะเป็นงานใหญ่งานสุดท้ายที่ต้องทำ
ในเช้าวันรุ่งขึ้นเป็นวันที่มืดมนสำหรับคนที่นอนแทบไม่ได้เลย เพราะหัวใจมีแต่ความเจ็บปวด มันทิ่มแทงเธอทั้งยามหายใจเข้าและออก แพรไหมขยับตัวลุกจากเตียงมานั่งกอดเข่าแล้วโยกตัวไปมาคล้ายหมดอาลัยตายอยาก ความเข้มแข็งที่เคยมีสูญสลาย น้ำตาขังคลอหน่วยตา หญิงสาวเหม่อมองไปรอบบ้านพร้อมคิดถึงบิดามารดาจับใจ พลันกอดตัวเองแน่นกว่าเดิม เพราะรู้สึกเหน็บหนาว แล้วคิดหาวิธีทำให้ตัวเองหายไปจากความเจ็บปวดนี้ แพรไหมนิ่งไปหลายนาทีกว่าจะค่อยๆ ขยับตัวอย่างเชื่องช้าลุกไปอาบน้ำ หลังคิดวิธีออกแล้ว หลังจากแต่งตัวง่ายๆ เสร็จก็ตรงไปที่รถของตัวเอง แล้วขับตรงไปยังสถานที่หนึ่ง ดวงหน้ายังเต็มไปด้วยร่องรอยคราบน้ำตา รถเคลื่อนที่ไปได้ราวครึ่งชั่วโมงก็หยุดสนิท เท้าเรียวเล็กก้าวลงไปยืนอยู่หน้าของสิ่งหนึ่งที่หน้าร้านขายอุปกรณ์ “ไปยืนมองจ้องอะไรกันวะ...” ขณะในรถคันหนึ่งที่จอดอยู่ห่างไปคนหลังพวงมาลัยเกิดคำถาม หัวคิ้วขมวดยุ่ง โดยเขาขับตามมาตั้งแต่บ้านของหญิงสาวแล้ว มือเอื้อมไปหยิบกระดาษทิชชูขึ้นมาเช็ดจมูก รู้สึกเหมือนตัวเองจะมีน้ำมูก แต่สายตายังมองตรงไปยังเจ้าของร่างระหง
“ฮือ” แพรไหมร้องไห้โฮออกมา อีกไม่ถึงสิบก้าวก็จะถึงป้ายรถเมล์โดยสารแล้ว แต่เธอพาตัวเองไปไม่ถึง เพราะรู้สึกเหมือนจะขาดใจตาย หญิงสาวเอาแต่ก้มหน้าลงกับเข่าของตัวเอง คุดคู้อยู่กลางสายฝน ฟังเสียงฝนสลับกับเสียงรถยนต์ที่ขับผ่านไปมา ความรู้สึกตอนนี้ไม่มีอะไรมาบรรยายได้ ก่อนจะต้องเงยหน้าขึ้นมา หลังได้กลิ่นไม่พึงประสงค์ กลิ่นบุหรี่ลอยมาเตะจมูก คล้ายมีคนยืนสูบอยู่ใกล้ๆ เมื่อไล่สายตาไปมองก็พบกับคนคนหนึ่ง คนที่ตั้งคำถามกับเธอ “ให้ช่วยอีกปะ” ใครคนนั้นไม่พ้นฉัตรฐาที่กำลังอัดบุหรี่เข้าปอดแล้วพ่นควันออกมา ดวงหน้าคมคายก้มลงมองลูกนกที่ถูกฝนกระหน่ำ จนปีกน่าจะบินไม่ไหวอีกต่อไป “ไปให้ไกล เหม็นบุหรี่” แพรไหมเค้นเสียงบอก แค่เรื่องที่เจอวันนี้เธอก็เหนื่อยจนอยากหยุดหายใจแล้ว ฉัตรฐายังมารังควานกันอีก แล้วไม่รู้ว่าเขาบ้าหรือเปล่าที่มายืนสูบบุหรี่กลางสายฝน ฉัตรฐาบิดปากใส่ ยังคงยืนสูบบุหรี่อยู่ข้างๆ แพรไหม ก่อนเสียงฟ้าจะคำรามก้องทำให้ทั้งเขาและหญิงสาวสะดุ้งโหยง แพรไหมก้มหน้าลง เพราะเธอไม่มีแรงจะขยับตัวลุก หากนอนลงได้คงทำไปแล้ว พลันเงยหน
บทที่ 13 แพรไหมนิ่งเงียบไปหลายนาที หัวใจเจ็บจนแทบทนไม่ไหว พลางมองหน้าคนที่เธอรักทั้งสองแล้วหลับตาลง ขณะคู่ป้าหลานบีบมือของแพรไหมอยู่ตลอด เพราะอยากให้เจ้าตัวยินยอมตกลง เฝ้ามองความหวังของพวกเธอด้วยสายตาเว้าวอนและโน้มน้าว ก่อนทั้งสองจะยิ้มร่า “โอนเงินเข้าบัญชีพิ้งค์ได้เลยค่ะ” แพรไหมมองตรงไปยังศิวัฒน์ “พี่แพร” พิพรรษพรสวมกอดพี่สาวแน่น โล่งใจไปได้มาก ส่วนพรรณรวีถอนหายใจยาว ทว่าไม่ถึงเสี้ยววินาทีกลับถูกผลักให้ตกจากสวรรค์ชั้นฟ้า “แต่พิ้งค์ต้องขายตัวเอง” แพรไหมพูดให้ครบใจความ แล้วสะบัดตัวให้น้องสาวคลายอ้อมกอดออก ดวงตาแข็งกระด้าง ไร้ความอ่อนโยน “พี่แพร” พิพรรษพรหน้าชา เมื่อพี่สาวจะให้เธอทำสิ่งที่น่าขยะแขยง “ทำไม ขายไม่ได้เหรอ” แพรไหมตั้งคำถามเสียงหยัน เธอเจ็บไปทั้งใจจนมันชาแทบไม่รู้สึกอะไรแล้ว โชคดีที่มันยังเต้นได้อยู่ “พิ้งค์จะทำแบบนั้นได้ยังไง ถ้าทำพิ้งค์จะเอาหน้าไปไว้ไหน” พิพรรษพรตาลุกวาวและเริ่มโวยวายดังลั่น “ก็เอาไว้บนคอเหมือนเดิม แต่ต้องเอาตัวไปอยู่บนเตียงของคนอื่น” แพรไหมพูดอย่างหมดเยื่อใย ไม่มี
“เรื่องนี้กูไม่รู้ คุณทีเจเป็นคนนัดร้านนี้” ฉัตรฐารีบปฏิเสธ เขาไม่บ้าถึงขั้นนั้นหรอก “เออ กูค่อยสบายใจหน่อย แต่ดีที่อย่างน้อยเขาก็มีครอบครัว ไม่ได้อยู่ลำพังแล้วยังต้องต่อสู้กับมึง” “ถ้าคนของมึงหักหลังไปยุ่งกับศัตรู มึงจะปล่อยไว้รึไง” ฉัตรฐาตั้งคำถาม คิดว่าเป็นมัฆวานก็คงไม่ปล่อยไว้เช่นกัน “ไม่อะ แต่คงฆ่าทิ้งไปแล้ว” มัฆวานมองลึกเข้าไปในดวงตาของเพื่อนอย่างทิ้งนัยสำคัญ ฉัตรฐาทำเป็นไม่ได้ยินและหันไปสนใจกับลูกค้ารายใหญ่อย่างทีเจที่เดินตรงเข้ามาหา ก่อนทั้งสามจะขึ้นลิฟต์ไปยังห้องอาหารชื่อดังเพื่อพูดคุยงานกัน ด้านพิพรรษพรเมื่อเดินเข้ามาในห้องอาหารก็ได้บอกชื่อที่จองไว้กับพนักงาน จากนั้นก็ถูกพาไปยังห้องส่วนตัวซึ่งจัดโต๊ะไว้รองรับสำหรับสี่ที่ แพรไหมมองไปรอบๆ แล้วหันไปมองน้องสาวกับคนเป็นป้า “แพรดีใจนะคะที่พวกเราได้มากินข้าวด้วยกัน” แม้ทุกอย่างอาจจะไม่ได้กลับไปเป็นเหมือนเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ได้กลับมากินข้าวพร้อมหน้ากันสักครั้งหนึ่งก็ยังดี “พี่แพรสั่งได้เต็มที่เลยนะคะ” พิพรรษพรบอกอย่างเอาใจ “ได้เลยจ้ะ” แพร
“ทำไมล่ะ...” แพรไหมแปลกใจ เพราะหลังจากวันนั้นน้องก็ส่งข้อความมาเร่งเร้าให้เธอรีบทำตามที่บอก “พิ้งค์...พิ้งค์ขอโทษ” พิพรรษพรอึกอักอยู่เกือบนาทีกว่าจะเอ่ยออกมาได้ แล้วบอกต่อด้วยเสียงอ่อยๆ “พิ้งค์ไม่ควรโทษพี่คนเดียว พี่แพรไม่โกรธพิ้งค์ได้ไหม...พิ้งค์สำนึกผิดแล้ว” “อื้อ...ไม่โกรธแล้ว” แพรไหมเงียบไปก่อนครางตอบ ในเมื่อน้องสาวรู้สึกผิดแล้วเธอก็ไม่อยากตั้งแง่ ตอนนี้น้องสาวคงจะมองเห็นถึงสิ่งที่เธอพยายามทำให้มาตลอดแล้ว “งั้นพรุ่งนี้ไปกินข้าวกันนะคะ พิ้งค์จะชวนคุณป้าไปด้วย” พิพรรษพรเอ่ยปากชวน “ได้สิ” เธอไม่ปฏิเสธ เพราะอย่างไรก็พี่น้องกัน แต่สำหรับเรื่องการเงินของคนเป็นป้า เธอยังยืนยันคำเดิมว่าจะไม่ให้ความช่วยเหลืออีกแล้ว “ไว้พิ้งค์ไปรับนะ แต่งตัวสวยๆ นะ พิ้งค์อยากไปกินอาหารที่โรงแรม” พิพรรษพรดีใจที่พี่สาวตกลง เธอจะรับหน้าที่ในการจองโต๊ะเอง “ได้เลย พี่จะรอนะ” แพรไหมมีดวงตาที่กระจ่างใสขึ้น ส่วนเรื่องบ้านเธอยังจะไปตามนัด เพราะบ้านหลังนี้อย่างไรก็ต้องเป็นของน้องสาว เธอเองก็ควรมีที่ที่เป็นของตัวเอง แล้วเวลาที่แพรไหมเฝ้ารอ
“อย่าสำคัญตัวผิด ฉันพาเกลมาทำบุญต่างหาก” ฉัตรฐาอยากจะหัวเราะเย้ยใส่แพรไหมที่คิดไปว่าเขามาที่นี่เพราะเจ้าตัว แล้วเค้นเสียงถามกลับไป “ยังไม่เลิกชอบคิดเข้าข้างตัวเองอีกเหรอ เธอไม่ได้สำคัญกับฉันเลยสักนิด” “แล้วที่ผ่านมามาด้วยทำไมทุกปี” เธอนึกสงสัยขึ้นมา เรื่องวันเกิดพอเข้าใจแล้ว แต่เรื่องที่เขาอุตส่าห์ตื่นเช้ามาทำบุญด้วยกันตลอดสองปีที่ผ่านมา เขาทำไปเพื่ออะไร ฉัตรฐาไหวไหล่ เขาไม่จำเป็นต้องมานั่งตอบคำถาม “อ้อ หรือว่าอยากจะทำบุญให้คนที่ตายไป เผื่อความละอายในใจจะลดลงบ้าง แต่ดีใจด้วยนะคะ ที่สุดท้ายก็ได้ผล เธอคนนั้นให้อภัยเรื่องพี่ชายที่จมน้ำตายได้แล้ว ทำบุญวัดนี้ได้สมดังใจหวังจริงๆ” แพรไหมคาดเดาเองเมื่อไม่ได้คำตอบ “แพรไหม” ฉัตรฐาตาลุกวาวเมื่อแพรไหมกำลังล้ำเส้น ไม่รู้ว่าเธอไปรู้เรื่องนั้นได้อย่างไร แต่เจ้าตัวไม่มีสิทธิ์พูดเรื่องของเขา หญิงสาวไหวไหล่บ้าง ทำไมเธอต้องยอม ในเมื่ออย่างไรเขาก็ตามรังแกกันอยู่ดี ยิ่งยอมอ่อนฉัตรฐาจะยิ่งได้ใจ คิดแล้วแพรไหมก็เดินเชิดหน้าอย่างถือดีผ่านหน้าคนชังไป ไม่อยากต่อปากต่อคำด้วยอีกแล้ว ทว่าจังหวะนั้นร่างบางกลับเซถอยห







![รักซ้อนราคะ [PWP] + [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)