แชร์

บทที่ 3 ความเคยชิน

last update วันที่เผยแพร่: 2026-03-03 12:42:39

บทที่ 3 ความเคยชิน

          ประโยคคำถามสั้นๆของเฉินอันหนิงกลับทำให้คนรอตอบลมหายใจสะดุด ชาวาบไปทั้งแถบ รั่วซีรู้สึกได้เลยว่าฝ่ามือของนางเย็นเฉียบเลือดลมไหวเวียนติดขัด

          “ระ เรื่องนั้น” รั่วซีแทบจะหาเสียงของตนเองไม่เจอ เมื่อต้องเจอกับคำถามสุดวัดใจ

          ไม่เชิงว่าเรื่องนี้เป็นความลับ แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนในจวนสกุลหลี่ไม่ค่อยกล่าวถึงกันนัก หากใครเผลอพูดออกไปให้คนอื่นได้ยินก็จะโดนขับออกจากจวน

          “ข้ารู้ว่าห้ามบอก มาๆ กระซิบข้างหูข้าก็ได้” อันหนิงก้มตัวไปหา เอามือป้องหูรอฟังคำตอบ

          “จริงเจ้าค่ะ คุณหนูเป็นบุตรสาวของนายท่านใหญ่เจ้าค่ะ แต่ฮูหยินห้ามพูดเรื่องนี้ต่อหน้าคนอื่นนะเจ้าคะ”

          “อื้อ เข้าใจแล้ว” อันหนิงพยักหน้ารัวๆ

          การพูด น้ำเสียงและการแสดงออกที่เปลี่ยนไปของเฉินอันหนิงนั้นทำให้รั่วซีสังเกตได้เพียงแค่คุยกันไม่กี่ประโยค แต่รั่วซีก็ยังไม่กล้าเอ่ยถาม

          โครกกกก!

          เสียงท้องร้องประท้วงดังขึ้นแทรกความเงียบงัน อันหนิงก้มมองท้องตัวเองแล้วเอามือถูมัน มัวแต่สอบถามรายละเอียดเนื้องานจนลืมกินข้าวไปเลย

          ตอนเป็นพนักงานออฟฟิศเช้ามาก็กินกาแฟแค่แก้วเดียว บ่ายกินอาหารตามสั่ง ดึกๆกลับห้องพักก็ต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกินง่ายๆ ผลสุดท้ายคือโรคกระเพาะถามหา

          คงเพราะจิตใจมัวแต่ผูกอยู่กับงานถึงได้เลือกที่จะกินอะไรง่ายๆเพื่อแค่ประทังชีวิต และอีกเหตุผลสำคัญคือเงินไม่พอใช้

          ตั้งแต่ทำงานหาเงินเองได้อันหนิงก็แบ่งเงินส่วนหนึ่งมอบให้กับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เคยอยู่มาตลอด ทำให้ไม่พอใช้เดือนชนเดือน แต่มันทำให้อันหนิงมีแรงที่จะลุกขึ้นมาทำงานเมื่อคิดว่าได้มอบโอกาสให้เด็กที่โดนทิ้งเหมือนเธอได้มีอาหารกิน มีเสื้อผ้าใส่

          “คือว่า...ที่นี่ไม่กินข้าวเช้ากันหรือ” อันหนิงถามด้วยใบหน้าแดงขึ้นสี ท้องร้องดังขนาดนั้นเป็นใครก็ต้องอายทั้งนั้น

          “กินเจ้าค่ะ” รั่วซีขมวดคิ้วสีหน้างุนงง

          “แล้วข้าโดนลงโทษไม่ให้กินข้าวหรือ ทำไมไม่เห็นมีเลย”

          ถ้าจะโดนลงโทษกักบริเวณหรืองดอาหารอันหนิงก็เข้าใจได้ แต่นางกำลังหิวข้าวมากจนอาจกินหมูได้ทั้งตัว จะให้มาอดข้าวตอนนี้ไม่ไหวคงได้เป็นลมแน่นอน

          “ฮูหยินสั่งไว้เองนะเจ้าคะ ว่าไม่รับอาหารเช้า”

          “ไม่จริง ใครมันจะไม่กินข้าวเช้า” ต่อให้ไม่กินข้าวอย่างน้อยก็ต้องมีกาแฟสักแก้วสิ

          ตอนแรกก็มีกังวลอยู่บ้างว่าตนติดกาแฟค่อนข้างหนัก วันนึงดื่มวันละหลายแก้ว ทะลุมิติมาอยู่ที่โลกนี้แล้วร่างกายขาดกาแฟคงทรมานมากแน่ แต่ผ่านมาหลายชั่วยามแล้วก็ไม่ได้รู้สึกอะไร คงเพราะร่างกายนี้ไม่เคยได้รับกาแฟมาก่อน อาจจะมีแค่ความรู้สึกทางใจที่มันรู้สึกอยากดื่มขึ้นมา

          “จริงๆเจ้าค่ะ ฮูหยินบอกว่ากลัวอ้วน ถ้าอ้วนนายท่านก็จะไม่มอง” รั่วซีตอบไปตามตรง

          นางค่อนข้างมั่นใจแล้วว่าฮูหยินนั้นเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ ไม่ได้มีท่าทีเกรี้ยวกราดดุร้ายอีกแล้ว

          ในเมื่อเป็นเช่นนั้นรั่วซีก็พร้อมจะให้อภัยเรื่องในอดีต และไม่เก็บมาคิดมากอีก คนเราผิดพลาดกันได้ขอแค่พร้อมจะแก้ไขก็มีคนที่ยินดีจะให้อภัย

          “ไม่อ้วนเขาก็ไม่สนใจอยู่ดี จะไปสนทำไมว่าเขาจะมองหรือไม่มอง” อันหนิงเบือนหน้าพึมพำเถียงกับสิ่งที่ได้ยิน

          “ฮูหยินพูดว่าอะไรเจ้าคะ บ่าวได้ยินไม่ถนัด” รั่วซีเริ่มนึกเป็นห่วงที่เจ้านายหันไปพูดคนเดียว

          สตรีผู้หนึ่งแค่ต้องการความรักจากสามีถึงกับใช้ความพยายามอย่างหนัก ทุ่มเททำทุกทางเพื่อให้เขาสนใจ เมื่อไม่สมหวังก็ทำให้ความผิดหวังกัดกินใจจนเลือกที่จะพรากลมหายใจของตน ถึงแม้จะรอดมาได้ก็ดูจะจิตใจแตกสลายขั้นหนัก ทั้งลืมเรื่องในอดีตแถมยังเพ้อพูดคนเดียวอีกด้วย

          รั่วซีส่ายหน้าเชื่องช้าเวทนาผู้เป็นนายที่ต้องพบกับความเสียใจจนหัวใจแหลกสลาย นางต้องทุกข์ใจหนักเป็นแน่

          “ข้าหิว พาไปห้องครัวที” ท้องร้องไม่หยุดแล้วเนี่ย ในหัวก็นึกถึงรายการอาหารที่ชื่นชอบ และก็นึกขึ้นมาได้หนึ่งอย่าง นั่นคือไก่ทอด

          ไก่ชุบแป้งทอดร้อนๆ กรอบนอกนุ่มใน เสียงเวลากัดช่างกรุบกรอบไพเราะ แค่คิดก็น้ำลายแทบไหล

          “ฮูหยินจะกินจริงๆหรือเจ้าคะ”

          รั่วซีกลัวว่าเมื่อฮูหยินได้สติแล้วจะพาลโกรธทุกคนและโกรธตัวนางเองที่ทำในสิ่งที่ตนไม่ชอบ

          “ต่อจากนี้ข้าจะกินข้าวครบทุกมื้อ เอาแบบเต็มโต๊ะไปเลย” อันหนิงทำท่าประกอบชูมือขึ้นมาวาดเป็นวงกลมวงใหญ่

          แค่นึกถึงไก่ทอดดวงตาก็สดใสเป็นประกาย นี่คืออาชีพที่ดียิ่งกว่าถูกหวย ไม่ต้องรับใช้สามี แถมยังมีเวลาไปทำสิ่งที่อยากกินโดยไม่ต้องกลัวว่าจะรบกวนเวลางานอีก

          ความจริงแล้วอันหนิงชอบการทำอาหารตั้งแต่เด็ก พอได้เข้าห้องครัวช่วยผู้อำนวยการสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าทำอาหารให้เพื่อนๆกินก็ชอบมาตลอด มีความสุขที่ได้เห็นเพื่อนๆกินอย่างเอร็ดอร่อย

          “ได้เลยเจ้าค่ะ!” รั่วซีพยักหน้าสีหน้ามุ่งมั่น

          ระหว่างทางที่เดินไปห้องครัวไม่ว่าบ่าวคนไหนที่เดินผ่านก็จะเดินหนีห่างอันหนิงราวกับนางคือตัวอันตราย

          “ข้าน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือ” พอเจอแบบนี้หลายครั้งเข้าก็ทำให้เสียความมั่นใจไปมากพอสมควร ปกติมีแต่คนเข้าหาเพราะอันหนิงเป็นคนใจดีชอบช่วยเหลือผู้อื่น

          “จะให้บ่าวพูดจริงหรือเจ้าคะ” รั่วซีกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ลำคอรู้สึกแห้งผากกะทันหัน

          “ไม่ดีกว่า” อันหนิงยิ้มแห้ง

          แค่นี้ก็สะเทือนใจมากพอแล้ว ไม่อยากตอกย้ำให้ใจเจ็บไปมากกว่านี้ แค่นึกสภาพการใช้ชีวิตที่คนอื่นหวาดกลัวและหลีกเลี่ยงตนเองก็อนาถใจมากจนทำใจไม่ได้

          “เอ๊ะ คนไปไหนหมดล่ะเนี่ย”

          เมื่อเข้ามาถึงในห้องครัวก็พบว่าไม่มีคนอื่นๆอยู่เลย ทั้งๆที่มันควรจะมีคนอยู่เต็มไปหมด หรือว่าพวกนางไปพักกัน

          “พอพวกนางรู้ว่าฮูหยินจะเข้ามาก็หนีไปหมดแล้วเจ้าค่ะ” รั่วซียิ้มแหยๆ มุมปากกระตุกถี่ๆระแวงว่าจะโดนฝ่ามือของเจ้านายฟาดเข้าหน้า

          “นั่นสิเนอะ” ช่างมันแล้วกัน ตอนนี้ท้องหิวต้องเติมเสบียงลงไปก่อนถึงจะคิดเรื่องอื่นได้

          ดวงตาคู่งามกวาดสายตาไปทั่วเพื่อสำรวจว่าวัตถุดิบที่มีสามารถทำอะไรได้บ้าง

          “ข้าอยากได้น่องไก่ ปีกไก่ แล้วก็ปลา ต้องไปเอาจากที่ใด” ตรงนี้มีแต่พวกผักสมุนไพรต่างๆ แต่ไม่มีพวกเนื้อสัตว์

          “ฮูหยินต้องการแค่ไก่กับปลาใช่หรือไม่เจ้าคะ บ่าวจะไปเตรียมให้เจ้าค่ะ”

          “อืม ขอบใจมากนะรั่วซี” อันหนิงระบายยิ้มบางเบา

          แค่รอยยิ้มเพียงนิดพร้อมกับคำขอบคุณของผู้เป็นนายก็ทำให้สาวใช้ตัวน้อยหัวใจเต้นระรัว นางไม่เคยได้รับคำขอบคุณหรือรอยยิ้มจากฮูหยินเลย นี่มันเป็นสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่าเงินทองเสียอีก คืนนี้รั่วซีคิดว่านางคงจะนอนหลับฝันดีตลอดคืน

           เมื่อเตรียมวัตถุดิบทุกอย่างพร้อมโดยได้รับการช่วยเหลือจากรั่วซีในการหั่นเนื้อสัตว์และผัก อันหนิงก็มายืนอยู่หน้าเตาทำอาหาร

          อันดับแรกก็ลงมือทำต้มปลาใส่สมุนไพร เป็นอาหารที่นางเคยหัดทำเป็นอย่างแรก และเป็นสิ่งที่คิดขึ้นมามั่วๆแต่ดันอร่อย

          หลังจากนั้นก็เทน้ำมันลงกระทะ หยิบไก่ที่หมักเสร็จแล้วไปคลุกเคล้ากับแป้งสาลีผสมน้ำจนได้เนื้อข้นเหนียว

          “เฮือก!” รั่วซีสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นปริมาณน้ำมันที่ถูกเทลงกระทะ นางไม่เคยเห็นใครใช้น้ำมันเยอะเท่านี้มาก่อนในชีวิต

          แต่จะให้เอ่ยปากห้ามรั่วซีก็ไม่กล้าทำ เอาเป็นว่าถ้าหากฮูหยินสบายใจก็คงต้องปล่อยให้ทำไป

          “เป็นอะไรหรือเปล่ารั่วซี” อันหนิงรีบหันไปถามรั่วซีที่ยืนมองอยู่ข้างหลัง

          ก็แค่จะทำไก่ทอดทำไมต้องตกใจขนาดนี้ด้วย อันหนิงลืมคิดไปว่าในยุคนี้น้ำมันมีราคาแพงมากและคนก็ไม่ได้นิยมใช้น้ำมันครั้งละเยอะๆแบบที่นางทำ

          “ปะ เปล่าเจ้าค่ะ” รั่วซีส่ายหน้าพัลวันพลางโบกมือปฏิเสธทันที

         

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ไม่เป็นแล้วนางร้าย ขอสุขสบายอย่างปลาเค็ม   บทที่ 80 บทส่งท้าย

    บทที่ 80 บทส่งท้าย บรรยากาศจวนสกุลหลี่เต็มไปด้วยความเศร้าหมอง เป็นเวลากว่าสามวันแล้วที่นายหญิงของจวนยังไม่ฟื้นขึ้นมา มีเพียงสิ่งเดียวที่เป็นสัญญาณที่ดีคือสีผิวที่เคยซีดขาวเริ่มกลับมาเป็นปกติ ลมหายใจที่อ่อนแรงของคนบนเตียงเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนยังมีความหวัง แม้มันจะเลือนรางแต่ก็ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา สามีของนางยังคอยนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ไปไหน ร่างกายของเจิ้งหลิงเริ่มทรุดโทรมลงในทุกวัน แต่ก็ปฏิเสธที่จะห่างจากภรรยา “ร้อนหรือไม่ ข้าจะเช็ดตัวให้” ต่อให้นางไม่มีสติแต่เขาก็ยังคอยพูดกับนางตลอด เขาปล่อยให้ร่างกายของตนทรุดโทรมแต่ดูแลภรรยาเป็นอย่างดี คอยดูแลและเช็ดตัวให้ตลอด ป้อนน้ำดื่มและน้ำแกงสารพัดสิ่งที่มีประโยชน์ มือหนาคว้าผ้าสะอาดเนื้อนุ่มมาถือไว้และชุบน้ำที่อยู่ในถังข้างกาย ออกแรงบิดพอหมาดๆและเริ่มเช็ดตัวให้นาง เขาค่อยๆเช็ดตามแขนขาและลำตัวอย่างเบามือ กลัวว่าถ้าเผลอใช้แรงมากไปจะทำให้ร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้วแย่ลงกว่าเดิม “รีบฟื้นขึ้นมาเร็วๆเถิดฮูหยิน เจ้าหลับนานเกินไปแล้ว ขี้เซาแบบนี้เดี๋ยวก็ตื่นไม่ทันส่งลูกไปสำนั

  • ไม่เป็นแล้วนางร้าย ขอสุขสบายอย่างปลาเค็ม   บทที่ 79 ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด

    บทที่ 79 ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด ความมืดมิดปกคลุมทั่วบริเวณ บนท้องฟ้าไร้แสงสว่างดั่งที่เคย อากาศหนาวเหน็บยิ่งกว่าอยู่ท่ามกลางหิมะในเหมันตฤดู ที่แห่งนี้มีเพียงความว่างเปล่าชวนหวาดหวั่น ไร้ซึ่งทิศทางให้เดินไป ไร้ซึ่งกาลเวลาที่หมุนเวียน เฉินอันหนิงเดินไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย มีเพียงความว่างเปล่าที่รออยู่เบื้องหน้า ร่างกายที่เคยหนักอึ้งกลับเบาหวิวราวกับกำลังลอยอยู่บนอากาศ ไม่ว่าจะย่ำเท้าแรงเพียงใดก็มีเพียงความรู้สึกว่างเปล่า “มีใครอยู่แถวนี้ม้ายยย” นางตะโกนจนเจ็บคอแต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับใดๆ มีแค่เสียงสะท้อนของตนที่สะท้อนกลับมา มือทั้งสองข้างกอดร่างกายของตนเอาไว้เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น คิดถึงลูกๆและสามีที่รออยู่ที่จวนแต่ไม่อาจกลับไปหาได้ นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร จำได้แค่นางหมดสติไปในตอนที่กำลังคลอดลูก พอได้ยินว่าเด็กออกมาแล้วก็ไม่รับรู้สิ่งใดอีก “เจิ้งหลิงงง! เมี่ยวเมี่ยววว!” เบื้องหน้าบังเกิดแสงสว่างวูบหนึ่งผ่านไป นางกัดริมฝีปากครุ่นคิดว่าควรจะทำอย่างไร หากตามไปก็อาจจะพบกับอันตรายแต่ถ้าเดินต่อไปแบบไร้จุด

  • ไม่เป็นแล้วนางร้าย ขอสุขสบายอย่างปลาเค็ม   บทที่ 78 ยอมทำทุกอย่างเพื่อรักบทที่

    บทที่ 78 ยอมทำทุกอย่างเพื่อรัก จวนสกุลหลี่ตกอยู่ความวุ่นวายเมื่อนายหญิงของจวนคลอดก่อนกำหนดเกือบเดือน เสียงกรีดร้องทรมานแสนเจ็บปวดของอันหนิงสร้างความสะเทือนใจให้ใครหลายคนที่ได้ยิน พวกบ่าวต่างวิ่งวุ่นช่วยหาวิธีที่จะทำให้นางเจ็บปวดและทรมานน้อยลง เป็นเวลาเกือบสองชั่วยามแล้วที่อันหนิงเบ่งคลอดเจ้าตัวน้อย “เบ่งอีกเจ้าค่ะฮูหยิน อื๊ดดด” รั่วซีช่วยส่งเสียงให้กำลังใจอยู่ข้างเตียงไม่ห่าง “ฮึบ! อ๊าาา” อันหนิงกลั้นหายใจและออกแรงเบ่งสุดกำลัง สติของนางเริ่มเลือนรางเต็มที ภาพที่เห็นก็พร่ามัวเห็นเพียงเงาดำมืด แต่ด้วยสัญชาตญาณความเป็นมารดา อันหนิงจึงออกแรงเบ่งต่อไป “เจ็บมากหรือไม่ บีบมือข้าแรงๆเลยฮูหยิน” เจิ้งหลิงจับมือภรรยาให้นางบีบมือเขาเพื่อให้มีแรงเบ่งมากขึ้น เสียงเมี่ยวเมี่ยวร้องไห้โวยวายอยู่ข้างนอกยิ่งทำให้สถานการณ์น่าหวาดหวั่นเข้าไปใหญ่ เจ้าตัวเล็กไม่เคยเรียนรู้ว่าเวลาสตรีคลอดลูกจะเป็นเช่นไร แต่เพียงได้ยินเสียงมารดากรีดร้องทรมานก็ใจเสีย อยากจะวิ่งเข้าไปดูให้ได้แต่ก็โดนห้ามไว้ “ท่านแม่! แงงงง ปล่อยเมี่ยวเมี่ย

  • ไม่เป็นแล้วนางร้าย ขอสุขสบายอย่างปลาเค็ม   บทที่ 77 แทบขาดใจ

    บทที่ 77 แทบขาดใจ ท้องฟ้าถูกปกคลุมไปด้วยเมฆาสีเทาเข้มจนเกือบดำซ้อนทับกันเป็นชั้นหนาแน่น คล้ายกับควันหนาที่แผ่กระจายบดบังแสงสว่างทำให้เมืองหลวงที่เคยคึกคักดูมืดมนแม้จะเป็นเวลากลางวัน เสียงท้องฟ้าคำรามลั่นสะเทือนไปทั่วทุกทิศ ประกายแสงวาบขึ้นหลายครั้งติดต่อกัน เป็นบรรยากาศที่แสนอึดอัดชวนหายใจลำบาก ร่างสูงของหลี่เจิ้งหลิงนั่งรอฟังรายงานผลของภารกิจที่มอบหมายให้องครักษ์เงาของตนจัดการด้วยสีหน้าเคร่งเครียด มือทั้งสองข้างที่วางอยู่บนโต๊ะประสานกันระดับอก “...” ใบหน้าคมคายมองตรงไปด้านหน้าไม่แสดงอารมณ์ เพียงแค่ใช้สายตากดดันคนใต้บัญชา “ขออภัยขอรับท่านแม่ทัพที่พวกข้าทำภารกิจไม่สำเร็จ” องครักษ์เงารีบเอ่ยขออภัยทันทีที่เปิดปาก “ตู้จื่อเย่ตายแล้วใช่หรือไม่” เขาถามเสียงเย็น ไม่ได้แสดงความเกรี้ยวกราดดั่งที่อีกฝ่ายคาดเอาไว้ “ขอรับ ข้าเห็นศพของเขากับตา ไม่มีทางรอดแน่นอน” “อืม ไปเถอะ” เจิ้งหลิงไม่ได้ซักไซ้มากไปกว่านั้น เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป คนที่เคยทำร้ายภรรยาของเขาก็ได้รับในสิ่งที่สมควรจะได้รับทั้งหมดแล้ว เขาจึงไม่ม

  • ไม่เป็นแล้วนางร้าย ขอสุขสบายอย่างปลาเค็ม   บทที่ 76 เปลวไฟแห่งเวรกรรม

    บทที่ 76 เปลวไฟแห่งเวรกรรม เสียงหัวเราะเย็นชาของตู้จื่อเย่ทำให้จ้าวฟางหรูสะดุ้งเฮือก นางไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันที่เขาเกลียดชังและโกรธแค้นตน จากที่ใจคิดว่าทุกคนคือหมากบนกระดานที่จะช่วยให้นางก้าวไปสู่ความสำเร็จก็เริ่มหวั่นไหว จ้าวฟางหรูไม่ได้เข็มแข็งอย่างที่นางเคยคิด พอตู้จื่อเย่ที่เคยผูกพันกันมานานเปลี่ยนไป นางก็รู้สึกไม่ดีต่อตัวเอง ทั้งอึดอัดและกระอักกระอ่วนจนอยากอาเจียน “ข้าขอไปปลดทุกข์สักครู่จะได้หรือไม่” หากนางยังอยู่ตรงนี้ต่อไปคงทนไม่ไหวและร้องไห้ออกมา “อย่าไปไกลล่ะ” เจ้าหน้าที่ผู้ชายบอกเสียงเรียบ ตั้งแต่ที่โดนตัดสินโทษก็ทำให้จ้าวฟางหรูคิดได้ถึงหลายๆเรื่อง สายตารังเกียจจากบุรุษที่นางหมายปองมาตั้งแต่ยังไม่เข้าวัยปักปิ่นนั้นเป็นดั่งหนามแหลมคมทิ่มแทงให้ใจแหลกสลาย เมื่อนึกถึงเรื่องที่ตนเคยกระทำโดยไม่หาเหตุผลมาเข้าข้างเพื่อการกระทำผิดของตนจึงได้รู้ นางทำเรื่องผิดบาปจนแม้กระทั่งตัวเองยังไม่อาจให้อภัย จ้าวฟางหรูเดินไปหลบมุมตรงพุ่มไม้ นางไม่ได้มาปลดทุกข์แต่อย่างใด แค่อยากจะหลีกหนีจากสายตาของตู้จื่อเย่เพื่อทำให้ใจสงบ

  • ไม่เป็นแล้วนางร้าย ขอสุขสบายอย่างปลาเค็ม   บทที่ 75 ความสุขของครอบครัว

    บทที่ 75 ความสุขของครอบครัว “แต่ฮูหยินและลูกในท้องของนางก็ยังอยู่ดีมิใช่หรือ ได้โปรดไว้ชีวิตลูกของข้าด้วยเถิด ข้าจะยอมมอบหลักฐานทุกอย่างให้กับท่านด้วยมือตัวเอง” หลักฐานที่ว่านั้นคือหลักฐานที่ใต้เท้าตู้เคยใช้ขู่พวกขุนนางให้ทำตามในสิ่งที่เขาต้องการ แม้จะเป็นขุนนางที่ซื่อสัตย์ไม่โกงกินแต่เขาก็รวบรวมหลักฐานเพื่อใช้ขู่ขุนนางที่ทำชั่วเพื่ออำนาจทำให้ฝ่ายตนสามารถควบคุมราชสำนักได้มานาน เจิ้งหลิงตวัดสายตามองใต้เท้าตู้พร้อมแสยะยิ้มพึงพอใจ ความรักที่ใต้เท้าตู้มีต่อบุตรชายสุนัขนั้นช่างมากล้นเสียจริง “หากท่านยอมแลกขนาดนี้แล้ววันนี้ข้าก็จะไว้ชีวิตของตู้จื่อเย่ แต่เขายังต้องได้รับโทษที่สาสม” “อะแฮ่ม! หมดเวลาสนุกของท่านแล้วท่านแม่ทัพ” เสียงจากคนนั่งบนบัลลังก์ทองแทรกขึ้นมา เพียงสิ้นเสียงประโยคนั้นหลี่เจิ้งหลิงก็ยกฝ่าเท้าออกจากอกของตู้จื่อเย่ เดินเร็วๆไปยืนอยู่ที่เดิมในตอนแรก ชายอาภรณ์ของเขาสะบัดพลิ้วไหว เหล่าขุนนางที่เคยอยู่ฝั่งเดียวกับใต้เท้าตู้พากันทรุดเข่ากับพื้น ดั่งคนที่รู้ว่าชีวิตของพวกเขาจบสิ้นแล้ว “กระหม่อมขอส่งต่อใ

  • ไม่เป็นแล้วนางร้าย ขอสุขสบายอย่างปลาเค็ม   บทที่ 58 พ่อหนุ่มเย็นชาคลั่งรัก

    บทที่ 58 พ่อหนุ่มเย็นชาคลั่งรัก ตั้งแต่ที่อันหนิงถูกลักพาตัวและได้รับบาดเจ็บก็เป็นเวลากว่าสามวันแล้ว ครอบครัวสกุลหลี่เดินทางกลับเมืองหลวงโดยมาถึงที่หมายช้ากว่าปกติไปเกือบวันเต็มๆ ด้วยคำสั่งของคนที่ถืออำนาจใหญ่ที่สุด เขาสั่งให้เดินทางช้าๆเพราะกลัวจะกระทบกระเทือนบาดแผลของภรรยา “นี

  • ไม่เป็นแล้วนางร้าย ขอสุขสบายอย่างปลาเค็ม   บทที่ 53 เดินทางสู่ชนบท

    บทที่ 53 เดินทางสู่ชนบท “ใจเย็นแล้วฟังที่ข้าจะพูดก่อนเถิดทั้งสองคน” ชายชราส่ายศีรษะช้าๆ ถอนหายใจอย่างคนลำบากใจ “ขออภัยเจ้าค่ะ ข้าใจร้อนเกินไป” จ้าวฟางหรูยิ้มเจื่อน เมื่อครู่นางแสดงอาการมากเกินไปคงสร้างความปั่นป่วนให้ท่านหมอหนักใจ เดิมทีจ้าวฟางหรูมิใช่สตรีร้ายกาจเลือดเย

  • ไม่เป็นแล้วนางร้าย ขอสุขสบายอย่างปลาเค็ม   บทที่ 10 พระเอกไม่จำเป็นแล้ว

    บทที่ 10 พระเอกไม่จำเป็นแล้ว หากเป็นเมื่อก่อนไม่มีเลยสักครั้งที่หลี่เฟยเมี่ยวจะกล้าขัดคำสั่งคนที่นางเรียกว่าท่านพ่อ เมี่ยวเมี่ยวเชื่อฟังเขาเสมอ แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน เจ้าตัวเล็กถึงกับกล้าขัดคำสั่งท่านพ่อของนางเพื่อปกป้องอันหนิง “เรื่องของผู้ใหญ่เจ้าเป็นเด็กอาจจะยังไม่เข้าใจ” เ

  • ไม่เป็นแล้วนางร้าย ขอสุขสบายอย่างปลาเค็ม   บทที่ 9 สายตาคู่นั้น

    บทที่ 9 สายตาคู่นั้น ได้ยินประโยคนั้นของสาวใช้ที่วิ่งมาบอกหน้าตาตื่นตกใจหูทั้งสองข้างของอันหนิงจึงอื้ออึงไปชั่วขณะ มือที่กำเมล็ดพันธุ์เผลอปล่อยมันร่วงตกพื้น เสียงคำบอกเล่าจากปากสาวใช้ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท ลมหายใจสะดุดติดขัด “แล้ว...นางเป็นอันใดมากหรือไม่” อันหนิงถามเสียงพร

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status