Partager

บทที่ 2 ฮูหยินแปลกไป

last update Date de publication: 2026-03-03 12:42:26

บทที่ 2 ฮูหยินแปลกไป

          เมื่อนายหญิงของจวนหมดสติไปอีกครั้งทั้งจวนก็ตกอยู่ในความวุ่นวาย ท่านหมอต้องตรวจร่างกายให้นางซ้ำอีกรอบ ทุกคนวิ่งวุ่นทำหน้าที่ของตน

          ผู้เป็นสามีช่างไร้หัวใจและไร้เยื่อใย เขาเห็นว่านางยังมีชีวิตอยู่ก็ไม่คิดจะสนใจนางอีก เดินออกจากห้องนอนของนางไปไม่คิดกลับมาเหลียวแล

          หากจะโทษเขาฝ่ายเดียวนั้นก็ไม่ยุติธรรมนัก ก่อนแต่งเขาเคยบอกกับนางแล้วว่าเขาไม่สนใจเรื่องความรักหรือการแต่งงาน เขาสามารถให้สถานะฮูหยินใหญ่และเป็นภรรยาเพียงคนเดียวแก่นางได้ ขอแค่นางไม่ก่อเรื่องให้เขาเดือดร้อนและช่วยดูแลเมี่ยวเมี่ยวให้ดีเป็นพอ

          นางกลับใจร้ายใจดำทำร้ายได้แม้กระทั่งเด็กหกขวบ เมี่ยวเมี่ยวเป็นครอบครัวเพียงคนเดียวที่หลี่เจิ้งหลิงเหลืออยู่

          ที่เขายอมแต่งงานตามคำขอของท่านลุงก็เพราะต้องการครอบครัวที่สมบูรณ์ให้บุตรสาว

          เฉินอันหนิงที่ตื่นมาได้สักพัก กำลังรื้อฟื้นความทรงจำจากนิยายที่อ่านได้เพียงไม่กี่หน้า กว่าจะตื่นมาก็สายจนแดดจ้า แม้จะยังตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ก็พยายามปรับความคิดให้ไม่ตื่นตูมและวางแผนเอาตัวรอด

          สถานการณ์ในตอนนี้ไม่สู้ดีนัก เพราะการแต่งงานของเจ้าของร่างเดิมและพระเอกของเรื่องเละไม่เป็นท่า เขาถึงกับเอ่ยปากขอหย่ากับนางร้ายแล้วด้วยซ้ำ

          ความฝันที่คิดจะเกาะเขากินไปจนตายก็ริบหรี่ลงไปอีก มีหลายอย่างที่อันหนิงยังไม่มั่นใจ จึงคิดแผนบางอย่างขึ้นมาได้ อันหนิงจำได้ว่ามีสาวใช้คนหนึ่งที่ไม่กลัวเจ้าของร่างเดิมเหมือนคนอื่น คงจะเป็นคนสนิทน่าจะรู้อะไรเยอะจึงเรียกมาพบ

          “เจ้าค่ะฮูหยิน” ถังรั่วซีคลานเข่าเข้าไปตั้งแต่ประตูทางเข้าห้องนอน นางเป็นสาวใช้เพียงคนเดียวที่กล้าเข้าหาฮูหยิน

          “ไม่ต้องคลานก็ได้ ไม่เจ็บเข่าหรือไง” เห็นคลานเข่าแล้วก็สงสารถึงได้เอ่ยห้ามตามประสาคนใจกว้าง

          คำพูดไม่คุ้นเคยทำให้รั่วซีตัวชาไปครึ่งแถบ รั่วซีตื่นตระหนกเหงื่อผุดพรายเต็มใบหน้า

          “ฮูหยินมีสิ่งใดให้บ่าวรับใช้เจ้าคะ” รั่วซีพยายามทำใจให้สงบแม้ข้างในจะเต้นโครมครามแค่ไหน

          ปกติแล้วเฉินอันหนิงมีนิสัยเอาแต่ใจและดุร้าย นางไม่เคยปราณีใครที่ฐานะต่ำกว่าตน ยิ่งกับสาวใช้พวกนางโดนตบตีแทบทุกวัน เพราะความหึงหวงต่อหลี่เจิ้งหลิง

          มีครั้งหนึ่งมีสาวใช้แอบเข้าไปในห้องนอนของเจิ้งหลิงเพื่อยั่วยวนเขา เมื่ออันหนิงรู้เข้านางสั่งโบยบ่าวผู้นั้นจนเดินไม่ได้เป็นเดือน หลังจากนั้นนางก็ตั้งแง่กับสาวใช้ทุกคนมาตลอด

          “ข้าอยากจะทดสอบเจ้าว่าข้าไว้ใจเจ้าได้มากแค่ไหน” อันหนิงหรี่ตาจับผิดเหมือนตอนที่กำลังตรวจงานให้น้องๆเด็กฝึกงาน

          “บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะ” รั่วซีพยายามทำความเข้าใจว่าตอนนี้ฮูหยินคงจะกำลังต่อสู้กับพิษของยาพิษที่ดื่มเข้าไปจึงมีอาการแปลกไปบ้าง

          มีเพียงถังรั่วซีที่มองทะลุกำแพงบางอย่างที่เจ้าของร่างเดิมสร้างขึ้นมา นางทำตัวไม่ดีก็เพราะเกิดจากความไม่มั่นใจ และหวาดระแวงต่อทุกอย่าง ถึงได้ลงมือทำลายทุกอย่างด้วยความไร้สติ

          “สามีของข้ารวยอย่างที่เขาว่ากันจริงหรือไม่ แล้วรวยแค่ไหน” อันหนิงถามอย่างกระตือรือร้น

          ความฝันสูงสุดของคนที่ทำงานงกๆมาทั้งชีวิตคือการได้นอนบนกองเงินกองทองอย่างสุขสบาย

          เหมือนที่คนชอบเสี่ยงตั๋วรางวัลเพื่อหวังจะสบายไปทั้งชาติแบบไม่ต้องทำงานอะไรเลย

          นางต้องรู้ให้แน่ชัดว่าในอนาคตหากคิดจะลงหลักปักฐานที่นี่แล้วชีวิตจะไม่ลำบาก

          เหนื่อยมาหลายปีแต่ก็ไม่รวยสักที ทำงานแทบไม่ได้พักผ่อน แต่นี่คือโอกาสที่สวรรค์มอบให้เลยนะ โอกาสที่เฉินอันหนิงคนนี้จะได้ใช้ชีวิตอย่างปลาเค็ม นอนนิ่งๆไม่ต้องทำงานก็สุขสบายไปทั้งชีวิต ก็ต้องรีบคว้าโอกาสไว้สิ

          “บ่าวก็ไม่แน่ใจเจ้าค่ะ แต่น่าจะจริงอย่างที่เขาพูดกัน ตระกูลหลี่มีสมบัติมากมายอาจมากกว่าราชวงศ์เสียอีก ถึงนายท่านจะไม่ค่อยฟุ่มเฟือยแต่เวลาสั่งให้ซื้อสิ่งใดก็มักจะย้ำเสมอว่าให้ซื้อสิ่งที่ดีที่สุดเจ้าค่ะ” รั่วซีพยายามนึกถึงสิ่งที่เคยเห็นมาบ่อยๆ

          แค่ได้ยินประโยคเหล่านั้นอันหนิงก็ดีใจจนยิ้มกว้างเห็นฟันขาวเรียงตัวสวย พยายามหุบยิ้มแต่ริมฝีปากก็คอยจะกระตุกขึ้น ดวงตาเป็นประกายแพรวพราวสว่างไสว

          นี่มันยิ่งกว่าถูกตั๋วรางวัลเสียอีก ถึงแม้จะเกิดมาในร่างตัวร้ายที่กำลังจะหย่ากับพระเอกแต่อันหนิงคิดไว้แล้วว่านางจะไม่ยอมถอยให้นางเอกของเรื่องได้ทำเรื่องผิดศีลธรรมอย่างการแย่งสามีคนอื่นตามใจชอบ

          การแต่งงานนี้ยังไงก็ต้องอยู่ให้ได้นานที่สุด อย่างน้อยก็ต้องแอบเก็บเงินให้เพียงพอก่อนที่จะหย่า

          “แล้วๆๆ เขาให้เงินข้าเยอะไหม ต้องไปออกงานสังคมกับพวกตระกูลขุนนางบ่อยแค่ไหน” อันหนิงรีบถามร้อนรน

          ในใจของเฉินอันหนิงนับว่าการเป็นฮูหยินของหลี่เจิ้งหลิงก็ถือเป็นงานเช่นกัน จะสมัครงานก็ต้องรู้ขอบเขตให้ชัดเจนก่อน

          “อืมมม เยอะเจ้าค่ะ แต่ว่าฮูหยินก็ไม่ค่อยพอใช้เลยไปขอกับนายท่านเพิ่มทุกเดือน แต่นายท่านก็ไม่ได้ตำหนิอะไร” ด้วยความที่อันหนิงไม่ได้ดูดุร้ายเหมือนก่อน ทำให้รั่วซีไม่ได้เกร็งเหมือนทุกครั้งที่พูดคุยด้วย

          “แล้วงาน...อ๊ะ!ไม่ใช่ๆ ต้องไปร่วมงานจวนอื่นเยอะไหม” เผลอหลุดนิสัยพนักงานออฟฟิศจนได้

          “หืม...ฮูหยินไม่เคยไปจวนสกุลอื่นเลยนะเจ้าคะ ถ้าออกข้างนอกก็มีแค่ไปตัดเสื้อผ้าที่ร้านประจำเท่านั้น” รั่วซีขมวดคิ้วแปลกใจกับคำถามที่ได้ยิน

          สาวใช้เริ่มระแวงกับนิสัยและคำพูดที่เปลี่ยนไปราวกับคนละคนของนายหญิง แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยทักเพราะกลัวจะทำให้ไม่พอใจ

          เฉินอันหนิงพยักหน้าช้าๆพยายามทำความเข้าใจรายละเอียดความรับผิดชอบของงาน นี่มันสวรรค์ชัดๆ ยังแอบบ่นเฉินอันหนิงคนเก่าว่านางต้องการอะไรถึงไม่พอใจกับสิ่งที่ได้รับเหล่านี้

          อาจจะเพราะอันหนิงโตมาในยุคที่ต้องไขว่คว้าทุกอย่างมาด้วยความยากลำบาก เรื่องความรักจึงไม่ใช่ความสำคัญอันดับแรกๆ แต่กับสตรีในยุคนี้ทุกอย่างต้องพึ่งพาบุรุษ

          ความสัมพันธ์การแต่งงานที่ปราศจากความรักจะคงอยู่ไปได้นานแค่ไหนกัน พราะแบบนี้เฉินอันหนิงคนก่อนถึงได้รู้สึกไม่ปลอดภัยหรือ แต่เรื่องความรู้สึกหรือความรักนั้นมันบังคับกันไม่ได้อยู่แล้ว

          “นี่! พวกเรามาร่วมมือกันดีหรือไม่ ถ้าเจ้าช่วยข้าสืบข่าวในจวน หลังจากข้าหย่าแล้วข้าจะขอพาเจ้าไปด้วยแล้วก็จะแบ่งเงินให้สองส่วน ถ้าเจ้าไม่อยากอยู่กับข้าก็สามารถเป็นอิสระได้ตามใจ” ตามนิสัยของมนุษย์ยุคจากยุคที่ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ การเจรจาต่อรองเพื่อหาพรรคพวกจึงผุดเข้ามาในหัวเป็นอันดับแรก

          “ฮูหยิน...บ่าวกลัวแล้วเจ้าค่ะ” ถังรั่วซีไม่สามารถอดกลั้นต่อความกลัวได้อีกต่อไป

          สาวใช้ถอยหลังไปสามก้าวพร้อมกับทรุดลงกับพื้นด้วยความลนลาน ก้มหน้าก้มตา ร่างกายสั่นเทาไปทั้งตัว

          “ดะ...เดี๋ยวสิ กลัวอะไรเล่า” อันหนิงผงะเอนตัวไปด้านหลัง แค่ถามแค่นี้ก็ต้องกลัวแล้วหรือเนี่ย ขวัญอ่อนชะมัดเลย

          “บะ...บ่าวไม่ทราบเจ้าค่ะ บ่าวไม่ทราบอะไรทั้งนั้น” รั่วซีกลัวว่าที่นายหญิงถามมาทั้งหมดคือการทดสอบว่านางใกล้ชิดกับท่านแม่ทัพมากแค่ไหน

          ถ้าฮูหยินคิดไปเองว่ารั่วซีสนิทกับสามีของเจ้านาย มีหวังนางได้กลายเป็นศพไร้ที่ฝังเป็นแน่

          “โอ๊ย! ไม่ทำอะไรหรอกน่าแค่ถามเฉยๆเอง”

          เฉินอันหนิงหลุดเสียงดังแต่ไม่ได้มีเจตนาจะทำให้อีกฝ่ายตกใจ นางเข้าใจว่าเจ้าของร่างเดิมนั้นโหดร้ายใครๆก็พากันหลบเลี่ยงเพราะความกลัว

          “จริงหรือเจ้าคะ” รั่วซีเงยหน้าถาม แววตาใสซื่อราวกับลูกกวางตัวน้อย ดวงตาเปียกปอนไปด้วยหยาดน้ำตา

          “นี่ร้องไห้เลยหรือ” ครานี้เป็นอันหนิงเองที่ตกใจจนมือไม้โบกไปมา ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยดุใครจนร้องไห้มาก่อน

          “ฟืดดด บ่าวไม่เป็นอะไรเจ้าคะ” รั่วซีสูดน้ำมูกและพยายามฝืนยิ้ม

          “เอาเถิดๆ งั้นข้าจะถามข้อสุดท้าย” ข้อนี้จะต้องกระซิบเบาๆให้ได้ยินกันแค่สองคนเท่านั้น

          มันเป็นรายละเอียดในนิยายที่อันหนิงอ่านผ่านตาจึงไม่ค่อยแน่ใจนัก เห็นว่าที่บ้านนี้มีเด็กผู้หญิงอยู่คนหนึ่ง

          “ฮูหยินถามมาได้เลยเจ้าค่ะ”

          “จริงหรือที่เมี่ยวเมี่ยวไม่ใช่ลูกของท่านพี่ แต่เป็นลูกของพี่ชายเขาที่เสียไปกับภรรยาที่หนีตาม...”

          อันหนิงมองซ้ายขวาด้วยสายตาระแวดระวัง อยู่ดีๆก็ขนแขนลุกขึ้นมา แค่คิดว่าหลี่เจิ้งหลิงจะมาได้ยินเข้า นางคงได้กลายเป็นปลาเค็มของจริงแน่ๆ

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • ไม่เป็นแล้วนางร้าย ขอสุขสบายอย่างปลาเค็ม   บทที่ 80 บทส่งท้าย

    บทที่ 80 บทส่งท้าย บรรยากาศจวนสกุลหลี่เต็มไปด้วยความเศร้าหมอง เป็นเวลากว่าสามวันแล้วที่นายหญิงของจวนยังไม่ฟื้นขึ้นมา มีเพียงสิ่งเดียวที่เป็นสัญญาณที่ดีคือสีผิวที่เคยซีดขาวเริ่มกลับมาเป็นปกติ ลมหายใจที่อ่อนแรงของคนบนเตียงเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนยังมีความหวัง แม้มันจะเลือนรางแต่ก็ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา สามีของนางยังคอยนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ไปไหน ร่างกายของเจิ้งหลิงเริ่มทรุดโทรมลงในทุกวัน แต่ก็ปฏิเสธที่จะห่างจากภรรยา “ร้อนหรือไม่ ข้าจะเช็ดตัวให้” ต่อให้นางไม่มีสติแต่เขาก็ยังคอยพูดกับนางตลอด เขาปล่อยให้ร่างกายของตนทรุดโทรมแต่ดูแลภรรยาเป็นอย่างดี คอยดูแลและเช็ดตัวให้ตลอด ป้อนน้ำดื่มและน้ำแกงสารพัดสิ่งที่มีประโยชน์ มือหนาคว้าผ้าสะอาดเนื้อนุ่มมาถือไว้และชุบน้ำที่อยู่ในถังข้างกาย ออกแรงบิดพอหมาดๆและเริ่มเช็ดตัวให้นาง เขาค่อยๆเช็ดตามแขนขาและลำตัวอย่างเบามือ กลัวว่าถ้าเผลอใช้แรงมากไปจะทำให้ร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้วแย่ลงกว่าเดิม “รีบฟื้นขึ้นมาเร็วๆเถิดฮูหยิน เจ้าหลับนานเกินไปแล้ว ขี้เซาแบบนี้เดี๋ยวก็ตื่นไม่ทันส่งลูกไปสำนั

  • ไม่เป็นแล้วนางร้าย ขอสุขสบายอย่างปลาเค็ม   บทที่ 79 ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด

    บทที่ 79 ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด ความมืดมิดปกคลุมทั่วบริเวณ บนท้องฟ้าไร้แสงสว่างดั่งที่เคย อากาศหนาวเหน็บยิ่งกว่าอยู่ท่ามกลางหิมะในเหมันตฤดู ที่แห่งนี้มีเพียงความว่างเปล่าชวนหวาดหวั่น ไร้ซึ่งทิศทางให้เดินไป ไร้ซึ่งกาลเวลาที่หมุนเวียน เฉินอันหนิงเดินไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย มีเพียงความว่างเปล่าที่รออยู่เบื้องหน้า ร่างกายที่เคยหนักอึ้งกลับเบาหวิวราวกับกำลังลอยอยู่บนอากาศ ไม่ว่าจะย่ำเท้าแรงเพียงใดก็มีเพียงความรู้สึกว่างเปล่า “มีใครอยู่แถวนี้ม้ายยย” นางตะโกนจนเจ็บคอแต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับใดๆ มีแค่เสียงสะท้อนของตนที่สะท้อนกลับมา มือทั้งสองข้างกอดร่างกายของตนเอาไว้เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น คิดถึงลูกๆและสามีที่รออยู่ที่จวนแต่ไม่อาจกลับไปหาได้ นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร จำได้แค่นางหมดสติไปในตอนที่กำลังคลอดลูก พอได้ยินว่าเด็กออกมาแล้วก็ไม่รับรู้สิ่งใดอีก “เจิ้งหลิงงง! เมี่ยวเมี่ยววว!” เบื้องหน้าบังเกิดแสงสว่างวูบหนึ่งผ่านไป นางกัดริมฝีปากครุ่นคิดว่าควรจะทำอย่างไร หากตามไปก็อาจจะพบกับอันตรายแต่ถ้าเดินต่อไปแบบไร้จุด

  • ไม่เป็นแล้วนางร้าย ขอสุขสบายอย่างปลาเค็ม   บทที่ 78 ยอมทำทุกอย่างเพื่อรักบทที่

    บทที่ 78 ยอมทำทุกอย่างเพื่อรัก จวนสกุลหลี่ตกอยู่ความวุ่นวายเมื่อนายหญิงของจวนคลอดก่อนกำหนดเกือบเดือน เสียงกรีดร้องทรมานแสนเจ็บปวดของอันหนิงสร้างความสะเทือนใจให้ใครหลายคนที่ได้ยิน พวกบ่าวต่างวิ่งวุ่นช่วยหาวิธีที่จะทำให้นางเจ็บปวดและทรมานน้อยลง เป็นเวลาเกือบสองชั่วยามแล้วที่อันหนิงเบ่งคลอดเจ้าตัวน้อย “เบ่งอีกเจ้าค่ะฮูหยิน อื๊ดดด” รั่วซีช่วยส่งเสียงให้กำลังใจอยู่ข้างเตียงไม่ห่าง “ฮึบ! อ๊าาา” อันหนิงกลั้นหายใจและออกแรงเบ่งสุดกำลัง สติของนางเริ่มเลือนรางเต็มที ภาพที่เห็นก็พร่ามัวเห็นเพียงเงาดำมืด แต่ด้วยสัญชาตญาณความเป็นมารดา อันหนิงจึงออกแรงเบ่งต่อไป “เจ็บมากหรือไม่ บีบมือข้าแรงๆเลยฮูหยิน” เจิ้งหลิงจับมือภรรยาให้นางบีบมือเขาเพื่อให้มีแรงเบ่งมากขึ้น เสียงเมี่ยวเมี่ยวร้องไห้โวยวายอยู่ข้างนอกยิ่งทำให้สถานการณ์น่าหวาดหวั่นเข้าไปใหญ่ เจ้าตัวเล็กไม่เคยเรียนรู้ว่าเวลาสตรีคลอดลูกจะเป็นเช่นไร แต่เพียงได้ยินเสียงมารดากรีดร้องทรมานก็ใจเสีย อยากจะวิ่งเข้าไปดูให้ได้แต่ก็โดนห้ามไว้ “ท่านแม่! แงงงง ปล่อยเมี่ยวเมี่ย

  • ไม่เป็นแล้วนางร้าย ขอสุขสบายอย่างปลาเค็ม   บทที่ 77 แทบขาดใจ

    บทที่ 77 แทบขาดใจ ท้องฟ้าถูกปกคลุมไปด้วยเมฆาสีเทาเข้มจนเกือบดำซ้อนทับกันเป็นชั้นหนาแน่น คล้ายกับควันหนาที่แผ่กระจายบดบังแสงสว่างทำให้เมืองหลวงที่เคยคึกคักดูมืดมนแม้จะเป็นเวลากลางวัน เสียงท้องฟ้าคำรามลั่นสะเทือนไปทั่วทุกทิศ ประกายแสงวาบขึ้นหลายครั้งติดต่อกัน เป็นบรรยากาศที่แสนอึดอัดชวนหายใจลำบาก ร่างสูงของหลี่เจิ้งหลิงนั่งรอฟังรายงานผลของภารกิจที่มอบหมายให้องครักษ์เงาของตนจัดการด้วยสีหน้าเคร่งเครียด มือทั้งสองข้างที่วางอยู่บนโต๊ะประสานกันระดับอก “...” ใบหน้าคมคายมองตรงไปด้านหน้าไม่แสดงอารมณ์ เพียงแค่ใช้สายตากดดันคนใต้บัญชา “ขออภัยขอรับท่านแม่ทัพที่พวกข้าทำภารกิจไม่สำเร็จ” องครักษ์เงารีบเอ่ยขออภัยทันทีที่เปิดปาก “ตู้จื่อเย่ตายแล้วใช่หรือไม่” เขาถามเสียงเย็น ไม่ได้แสดงความเกรี้ยวกราดดั่งที่อีกฝ่ายคาดเอาไว้ “ขอรับ ข้าเห็นศพของเขากับตา ไม่มีทางรอดแน่นอน” “อืม ไปเถอะ” เจิ้งหลิงไม่ได้ซักไซ้มากไปกว่านั้น เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป คนที่เคยทำร้ายภรรยาของเขาก็ได้รับในสิ่งที่สมควรจะได้รับทั้งหมดแล้ว เขาจึงไม่ม

  • ไม่เป็นแล้วนางร้าย ขอสุขสบายอย่างปลาเค็ม   บทที่ 76 เปลวไฟแห่งเวรกรรม

    บทที่ 76 เปลวไฟแห่งเวรกรรม เสียงหัวเราะเย็นชาของตู้จื่อเย่ทำให้จ้าวฟางหรูสะดุ้งเฮือก นางไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันที่เขาเกลียดชังและโกรธแค้นตน จากที่ใจคิดว่าทุกคนคือหมากบนกระดานที่จะช่วยให้นางก้าวไปสู่ความสำเร็จก็เริ่มหวั่นไหว จ้าวฟางหรูไม่ได้เข็มแข็งอย่างที่นางเคยคิด พอตู้จื่อเย่ที่เคยผูกพันกันมานานเปลี่ยนไป นางก็รู้สึกไม่ดีต่อตัวเอง ทั้งอึดอัดและกระอักกระอ่วนจนอยากอาเจียน “ข้าขอไปปลดทุกข์สักครู่จะได้หรือไม่” หากนางยังอยู่ตรงนี้ต่อไปคงทนไม่ไหวและร้องไห้ออกมา “อย่าไปไกลล่ะ” เจ้าหน้าที่ผู้ชายบอกเสียงเรียบ ตั้งแต่ที่โดนตัดสินโทษก็ทำให้จ้าวฟางหรูคิดได้ถึงหลายๆเรื่อง สายตารังเกียจจากบุรุษที่นางหมายปองมาตั้งแต่ยังไม่เข้าวัยปักปิ่นนั้นเป็นดั่งหนามแหลมคมทิ่มแทงให้ใจแหลกสลาย เมื่อนึกถึงเรื่องที่ตนเคยกระทำโดยไม่หาเหตุผลมาเข้าข้างเพื่อการกระทำผิดของตนจึงได้รู้ นางทำเรื่องผิดบาปจนแม้กระทั่งตัวเองยังไม่อาจให้อภัย จ้าวฟางหรูเดินไปหลบมุมตรงพุ่มไม้ นางไม่ได้มาปลดทุกข์แต่อย่างใด แค่อยากจะหลีกหนีจากสายตาของตู้จื่อเย่เพื่อทำให้ใจสงบ

  • ไม่เป็นแล้วนางร้าย ขอสุขสบายอย่างปลาเค็ม   บทที่ 75 ความสุขของครอบครัว

    บทที่ 75 ความสุขของครอบครัว “แต่ฮูหยินและลูกในท้องของนางก็ยังอยู่ดีมิใช่หรือ ได้โปรดไว้ชีวิตลูกของข้าด้วยเถิด ข้าจะยอมมอบหลักฐานทุกอย่างให้กับท่านด้วยมือตัวเอง” หลักฐานที่ว่านั้นคือหลักฐานที่ใต้เท้าตู้เคยใช้ขู่พวกขุนนางให้ทำตามในสิ่งที่เขาต้องการ แม้จะเป็นขุนนางที่ซื่อสัตย์ไม่โกงกินแต่เขาก็รวบรวมหลักฐานเพื่อใช้ขู่ขุนนางที่ทำชั่วเพื่ออำนาจทำให้ฝ่ายตนสามารถควบคุมราชสำนักได้มานาน เจิ้งหลิงตวัดสายตามองใต้เท้าตู้พร้อมแสยะยิ้มพึงพอใจ ความรักที่ใต้เท้าตู้มีต่อบุตรชายสุนัขนั้นช่างมากล้นเสียจริง “หากท่านยอมแลกขนาดนี้แล้ววันนี้ข้าก็จะไว้ชีวิตของตู้จื่อเย่ แต่เขายังต้องได้รับโทษที่สาสม” “อะแฮ่ม! หมดเวลาสนุกของท่านแล้วท่านแม่ทัพ” เสียงจากคนนั่งบนบัลลังก์ทองแทรกขึ้นมา เพียงสิ้นเสียงประโยคนั้นหลี่เจิ้งหลิงก็ยกฝ่าเท้าออกจากอกของตู้จื่อเย่ เดินเร็วๆไปยืนอยู่ที่เดิมในตอนแรก ชายอาภรณ์ของเขาสะบัดพลิ้วไหว เหล่าขุนนางที่เคยอยู่ฝั่งเดียวกับใต้เท้าตู้พากันทรุดเข่ากับพื้น ดั่งคนที่รู้ว่าชีวิตของพวกเขาจบสิ้นแล้ว “กระหม่อมขอส่งต่อใ

  • ไม่เป็นแล้วนางร้าย ขอสุขสบายอย่างปลาเค็ม   บทที่ 58 พ่อหนุ่มเย็นชาคลั่งรัก

    บทที่ 58 พ่อหนุ่มเย็นชาคลั่งรัก ตั้งแต่ที่อันหนิงถูกลักพาตัวและได้รับบาดเจ็บก็เป็นเวลากว่าสามวันแล้ว ครอบครัวสกุลหลี่เดินทางกลับเมืองหลวงโดยมาถึงที่หมายช้ากว่าปกติไปเกือบวันเต็มๆ ด้วยคำสั่งของคนที่ถืออำนาจใหญ่ที่สุด เขาสั่งให้เดินทางช้าๆเพราะกลัวจะกระทบกระเทือนบาดแผลของภรรยา “นี

  • ไม่เป็นแล้วนางร้าย ขอสุขสบายอย่างปลาเค็ม   บทที่ 53 เดินทางสู่ชนบท

    บทที่ 53 เดินทางสู่ชนบท “ใจเย็นแล้วฟังที่ข้าจะพูดก่อนเถิดทั้งสองคน” ชายชราส่ายศีรษะช้าๆ ถอนหายใจอย่างคนลำบากใจ “ขออภัยเจ้าค่ะ ข้าใจร้อนเกินไป” จ้าวฟางหรูยิ้มเจื่อน เมื่อครู่นางแสดงอาการมากเกินไปคงสร้างความปั่นป่วนให้ท่านหมอหนักใจ เดิมทีจ้าวฟางหรูมิใช่สตรีร้ายกาจเลือดเย

  • ไม่เป็นแล้วนางร้าย ขอสุขสบายอย่างปลาเค็ม   บทที่ 10 พระเอกไม่จำเป็นแล้ว

    บทที่ 10 พระเอกไม่จำเป็นแล้ว หากเป็นเมื่อก่อนไม่มีเลยสักครั้งที่หลี่เฟยเมี่ยวจะกล้าขัดคำสั่งคนที่นางเรียกว่าท่านพ่อ เมี่ยวเมี่ยวเชื่อฟังเขาเสมอ แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน เจ้าตัวเล็กถึงกับกล้าขัดคำสั่งท่านพ่อของนางเพื่อปกป้องอันหนิง “เรื่องของผู้ใหญ่เจ้าเป็นเด็กอาจจะยังไม่เข้าใจ” เ

  • ไม่เป็นแล้วนางร้าย ขอสุขสบายอย่างปลาเค็ม   บทที่ 9 สายตาคู่นั้น

    บทที่ 9 สายตาคู่นั้น ได้ยินประโยคนั้นของสาวใช้ที่วิ่งมาบอกหน้าตาตื่นตกใจหูทั้งสองข้างของอันหนิงจึงอื้ออึงไปชั่วขณะ มือที่กำเมล็ดพันธุ์เผลอปล่อยมันร่วงตกพื้น เสียงคำบอกเล่าจากปากสาวใช้ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท ลมหายใจสะดุดติดขัด “แล้ว...นางเป็นอันใดมากหรือไม่” อันหนิงถามเสียงพร

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status