Masukทำงานหนักจนสลบตุย อันหนิงฟื้นมาอยู่ในร่าง“นางร้าย”ที่กำลังจะโดนสามีหย่า ใครว่าภรรยาเอกจะต้องเป็นนางร้าย ไม่มีทางที่เธอจะไปแย่งผู้ชายให้เปลืองแรง ขอรีไทร์เป็นปลาเค็มนอนกินบนกองเงินกองทองให้สาแก่ใจ!
Lihat lebih banyakหน้าจอคอมพิวเตอร์ส่องแสงจ้าท่ามกลางความมืด เป็นจุดเดียวในออฟฟิศขนาดใหญ่ที่ยังคงมีแสงส่อง แสงเจิดจ้าสาดลงบนใบหน้าขาวซีดจนแทบไม่ต่างจากร่างไร้วิญญาณของเฉินอันหนิง
หญิงสาววัยยี่สิบกลางๆกำลังจ้องมองตัวอักษรและกราฟิกที่เลื่อนผ่านไปมาบนจอ ดวงตาของเธอมีรอยคล้ำจากการที่อดหลับอดนอนเป็นเวลานาน
เฉินอันหนิงเป็นพนักงานออฟฟิศธรรมดาที่ทำงานตั้งแต่เช้าจนถึงมืดค่ำในทุกวัน แต่เงินเดือนก็ยังไม่เคยพอใช้ ทั้งค่าเช่าห้อง ค่าเดินทางและค่าอาหารในชีวิตประจำวัน รวมๆกันแล้วแทบไม่เหลือให้เอาไปใช้อย่างอื่น
เธอเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่เติบโตในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าจนอายุครบสิบห้าก็ตัดสินใจเริ่มหางานทำเรื่อยมา
เธอตั้งใจอ่านหนังสือและทำงานอย่างหนักจนได้ทุนและเรียนจบมหาวิทยาลัย เริ่มเข้าทำงานตั้งแต่เรียนจบได้ไม่ถึงเดือน ตอนแรกไม่มีแม้แต่เงินจะซื้อชุดทำงานใหม่ด้วยซ้ำ
เดิมทีก็คิดว่าพอทำงานทุกอย่างจะดีขึ้น แต่ผ่านไปหลายปีเธอก็ยังต้องทำงานหนักเหมือนเดิม โดนเจ้านายด่าเช้าเย็น บางครั้งก็ส่งข้อความแชทมาด่ากลางดึก
ปลายนิ้วเรียวยาวสั่นเทาอยู่เหนือแป้นพิมพ์ ไม่ใช่เพราะความหนาว แต่เป็นเพราะความอ่อนล้าที่สะสม
อันหนิงพยายามรวบรวมสมาธิที่กระจัดกระจายให้กลับมาอยู่กับงานตรงหน้า แต่สมองกลับว่างเปล่า ตัวอักษรบนหน้าจอเริ่มเบลอเลือนราง ซ้อนทับกันไปมาจนอ่านไม่ออก
เสียงคลิกของเมาส์ที่ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอในความเงียบยามดึกเหมือนเสียงกล่อมให้หลับใหล
“เห้อออ” ถอนหายใจไล่ความเหนื่อยล้า
อันหนิงใช้มือขยี้เปลือกตาไล่ความง่วง ก่อนจะถอนหายใจยาวราวกับแรงโน้มถ่วงโลกกำลังกดทับเธอทั้งร่าง
กองเอกสารบนโต๊ะวางเรียงรายท่วมสูงราวกับหอคอยที่พร้อมจะถล่มลงมาในทุกวินาที ไม่ว่าจะใช้เวลาทำนานแค่ไหนก็เหมือนจะไม่ลดลงเลย
ในวันหยุดสุดสัปดาห์คนอื่นได้ใช้ชีวิตวันหยุดกันอย่างสบายใจส่วนเธอต้องมานั่งทำงานอยู่คนเดียว โลกช่างไม่ยุติธรรม
“นี่ฉันไม่ได้นอนมาสามวันแล้วเหรอเนี่ย” อันหนิงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา
เธอทำงานจนลืมวันลืมคืนสับสนวันเวลา เพราะเจ้านายที่น่าเคารพรักสั่งให้เธอเคลียร์งานให้เสร็จ คนสั่งงานสั่งเสร็จก็หนีไปพักผ่อนที่มัลดีฟส์ ส่วนลูกน้องอย่างเธอต้องมานั่งชดใช้กรรม
ฟึ่บ!
อันหนิงคว้าหนังสือนิยายที่ยืมมาจากรุ่นพี่โต๊ะข้างๆมาอ่านแก้เบื่อ อ่านไปก็ด่าทอคนเขียนไม่หยุด
“ตรรกะบ้าบออะไรกัน คนที่แย่งสามีคนอื่นได้เป็นนางเอก ส่วนคนที่โดนแย่งสามีกลับถูกบังคับให้รับบทนางร้าย” ใบหน้าขาวซีดบึ้งตึง ริมฝีปากเหยียดเป็นเส้นตรง
มันไม่ยุติธรรมเลยสักนิด ที่นางร้ายต้องร้ายก็เพราะโดนแย่งสามีไม่ใช่หรือไง แล้วนางเอกที่ทำผิดศีลธรรมอย่างการแย่งสามีคนอื่นถึงไม่ได้รับกรรมอะไรเลยแถมยังถูกผู้คนสรรเสริญว่าเหมาะสมกันอีก
“ขัดใจเป็นบ้า” อ่านไปก็หงุดหงิดแต่ก็ยังอ่านต่อไปเรื่อยๆ
นางร้ายของเรื่องตายตั้งแต่ยังไม่ถึงครึ่งเรื่องเพราะเธอโดนพระเอกขอหย่า ถึงแม้จะยังไม่เฉลยว่าด้วยสาเหตุอะไรแต่นางร้ายก็คิดไปแล้วว่าที่พระเอกขอหย่าเพราะต้องการไปแต่งงานใหม่กับนางเอก เธอจึงทนไม่ได้และดื่มยาพิษจนตาย
สิ่งหนึ่งที่ทำให้อันหนิงมองในมุมนางร้ายมากกว่านางเอกเพราะเธอและนางร้ายมีชื่อแซ่เดียวกัน ช่างบังเอิญเสียจริง
ที่จริงนางร้ายก็ไม่ใช่คนดีนัก เธอแค่โมโหนางเอกของเรื่องได้แต่งงานกับพระเอกโดยไม่ได้รับกรรมอะไรเลย การแย่งสามีคนอื่นมันมีดีอะไรนักหนา
อันหนิงอ่านแบบข้ามๆไม่ลงรายละเอียดเพราะหวังว่านางเอกจะรู้สึกผิดบ้างแต่ไม่มีเลย
พรึ่บๆ!
แสงไฟจากหน้าจอคอมพิวเตอร์และหลอดไฟด้านบนกะพริบรัวๆทำเอาอันหนิงขนลุกชัน
เสียงการเคลื่อนไหวบางอย่างดังขึ้นจากด้านหลัง เฉินอันหนิงยืดตัวตรงนัยน์ตาฉายแววลนลาน แค่แอบอู้หน่อยเดียวก็จะโดนผีหลอกเลยหรือไงเนี่ย
ตุ้บ!
เสียงของบางอย่างตกแต่เธอไม่กล้าหันหลังไปดู อันหนิงคว้าผ้าพันคอมาคลุมศีรษะและฟุบไปกับโต๊ะด้วยความกลัว แต่เมื่อเวลาผ่านไปด้วยความเหนื่อยล้าเธอจึงเผลอหลับในที่สุด
เฉินอันหนิงรู้สึกได้ว่าหัวของเธอมันทั้งมึนเบลอและหนักอึ้ง และยังคอแห้งผากจนกลืนน้ำลายยังเจ็บ
แสงไฟสลัวๆแยงตาทำให้อันหนิงค่อยๆลืมตาทีละนิด แรกๆทุกอย่างยังดูมัวๆมองไม่ค่อยชัด กะพริบตาสองสามครั้งจึงได้เห็นว่าเธอไม่ได้อยู่ที่ออฟฟิศ
ความคิดแรกที่เข้ามาในหัวคือ นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย!
ทุกอย่างรอบตัวดูไม่คุ้นตาเลยสักอย่าง และยังมีกลิ่นยาสมุนไพรที่เธอไม่ชอบตลบอบอวลไปทั่วห้อง
บรรยากาศเหมือนในซีรีส์ย้อนยุคไม่มีผิด เมื่อกวาดสายตามองรอบใจของเธอก็เต้นระรัว ไม่นะ นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกันเนี่ย!]
“ฮูหยินท่านฟื้นแล้วก็ดื่มน้ำสักหน่อยเถิด” เสียงชายชราดังขึ้นทางข้างตัว
“กรี๊ดดด!” เฉินอันหนิงตกใจตะเกียกตะกายถอยหนีชายชราผู้นั้น นี่ใครอีกล่ะเนี่ย
“เฉินอันหนิง!” เสียงตวาดดังมาจากด้านหลังแผ่นม่านกั้น
“ค่ะเจ้านาย!” อันหนิงเผลอตอบรับตามสัญชาตญาณ
ปึ้ก! โครม!
แผ่นกั้นโดนมือแกร่งกระชากให้ร่วงลงไปนอนอยู่ที่พื้น อันหนิงเงยหน้ามองใบหน้าคมหล่อเหลาเกินบรรยาย ดวงตาสีดำสนิทน่าหลงใหล จมูกโด่งรับกับริมฝีปากที่กำลังจะเปิดปากพูดอะไรบางอย่าง
ความหล่อระดับนี้นี่มันเทพแห่งสวรรค์ลงมาจุติชัดๆ หัวใจของอันหนิงกระตุกแรง มัวแต่ทึ่งในความหล่อของเขาจนไม่ได้ฟังว่าเขาพูดอะไร
ตึกๆ!
“ห้ะ!...อะไรนะ” เฉินอันหนิงตื่นจากภวังค์ทำหน้าเหลอหลาเมื่อโดนใครสักคนสะกิดรัวๆ
“เจ้าคิดว่าทำเช่นนี้แล้วจะได้สิ่งที่ต้องการงั้นหรือ ไม่มีทาง!” เขาตะคอกใส่นางเสียงแข็ง ดวงตาคู่คมดุดันน่าหวาดหวั่น
ใครที่ได้สบตาเข้ากับสายตาคมกริบของเขาก็สามารถทำให้ร่างกายแข็งทื่อได้ทันที
“...” อันหนิงเงยหน้ามองเขาแล้วสะอื้นจะร้องไห้ น่ากลัวเป็นบ้าเลย ต่อให้หล่อแค่ไหนแต่ถ้าดุขนาดนี้ก็ไม่ไหว
“เจ้าคิดว่าเอาความตายมาบีบบังคับข้าแล้วคิดว่าเราจะไม่ต้องหย่ากันงั้นหรือ ฝันไปเถอะ”
“ความตาย? ใครตาย” อันหนิงยังอยู่ในอาการทั้งตกใจกลัวและสับสน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนพวกนี้เป็นใคร
“ต่อให้เจ้าตายตรงหน้าข้าก็ไม่มีวันรักเจ้า หยุดเรียกร้องความสนใจได้แล้ว” เขาจับไหล่นางแล้วผลักไปด้านหลังจนแผ่นหลังของนางกระแทกกับเตียงไม้แข็งๆ
“อึก เจ็บ” จุกเป็นบ้าเลย นี่เขาเป็นบ้าอะไรของเขาเนี่ย ไม่รู้จักกันแล้วมาทำร้ายร่างกายกันได้ยังไง ต้องรีบแจ้งตำรวจ!
“เจ้าทำให้เมี่ยวเมี่ยวต้องเสียใจร้องไห้มากี่ครั้งคิดว่าการตายจะหนีความผิดที่เจ้าก่อไว้ได้หรือ”
หลี่เจิ้งหลิงกัดฟันแน่นด้วยความเกรี้ยวกราด เขาทนกับนางมามากเกินพอแล้ว
ยิ่งนางทำหน้าใสซื่อเหมือนไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด มันก็ยิ่งทำให้เขานึกรังเกียจนางมากขึ้นทุกครั้ง ต่อให้รูปลักษณ์ภายนอกจะงดงามเพียงใดก็ไม่สามารถปกปิดจิตใจที่ต่ำทรามได้
“เมี่ยวเมี่ยว” อันหนิงพึมพำเสียงเบาเหมือนจะคุ้นหูกับชื่อที่ได้ยินเมื่อครู่
เมี่ยวเมี่ยว หลี่เฟยเมี่ยว! ลูกเลี้ยงของนางร้ายเฉินอันหนิงที่ดื่มยาพิษเพื่อหนีการหย่ากับพระเอกของนิยายที่พึ่งอ่านไปเมื่อครู่ นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น!
อันหนิงขยี้ผมจนผมเผ้ายุ่งเหยิง สมองประมวลผลไม่ทันต่อเหตุการณ์ตรงหน้า แล้วพวกเขาทำหน้างงอะไรกันคนที่ต้องงงนอนเจ็บหลังอยู่ทางนี้ต่างหาก
“เจ้า...นางเมายาพิษหรือเปล่าท่านหมอ” หลี่เจิ้งหลิงอารมณ์แปรปรวนเมื่อเห็นภรรยาของเขามีท่าทีแปลกไป
เฉินอันหนิงไม่ใช่สตรีที่จะยอมทำเรื่องที่ดูไม่ดีต่อหน้าเขา นางมักจะแต่งตัวเยอะๆเพื่อเรียกร้องความสนใจ ไม่มีทางที่จะทำให้ผมยุ่งให้เขาเห็นเด็ดขาด
“ยาพิษที่ฮูหยินดื่มไปมีพิษถึงชีวิต รอดมาได้ก็ถือว่าน่าอัศจรรย์มากแล้ว สตินางอาจจะยังกลับมาไม่ครบถ้วนขอรับใต้เท้าหลี่”
“ทะ...ท่านชื่ออะไร” อันหนิงถามปากสั่นระริก
“เจ้ากำลังเล่นอะไรอยู่เฉินอันหนิง ข้าไม่มีเวลามาสนใจเรื่องไร้สาระของเจ้า” เขาตะโกนใส่นางเสียงดังก้องสะท้อนเจ็บหู
ความเหนื่อยล้าจากการอดหลับอดนอนสามวันสามคืนหายไปหมดเกลี้ยง นี่เธอทะลุมิติมาอยู่ในนิยายจริงๆหรือ แถมยังเป็นนางร้ายอีก
แล้วทำไมจะต้องเป็นตัวร้ายอาภัพรักด้วยล่ะ สามีไม่เหลียวแล ผู้คนเกลียดชัง มีดีแค่ได้สามีรวยแต่เขาก็กำลังจะหย่ากับเธอในอีกไม่ช้า
และที่สำคัญอันหนิงอ่านนิยายเรื่องนี้ได้เพียงสามบทแล้วยังอ่านแบบข้ามๆจำเนื้อเรื่องแทบไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
“ฮูหยิน อย่าทำให้ท่านแม่ทัพโกรธไปกว่านี้เลยเจ้าค่ะ” เสียงแผ่วเบาดังมาจากทางอีกฝั่ง
“ใช่หลี่เจิ้งหลิงหรือไม่” อันหนิงกลั้นหายใจและรวบรวมความกล้าถามออกไป
“ใช่! แค่ยาพิษมันทำให้เจ้าลืมชื่อสามีไปเลยหรือเฉินอันหนิง”
“ชะ ชะ ใช่จริงด้วย” ร่างกายอันหนิงสั่นไปทั้งร่าง ดวงตาเบิกกว้าง หัวสมองขาวโพลน หูทั้งสองข้างอื้ออึงไม่ได้ยินอีกต่อไปว่าใครพูดอะไร
ด้วยความตกใจสุดขีดทำให้เฉินอันหนิงหมดสติกะทันหัน ภาพเบื้องหน้ามืดบอดไม่รับรู้สิ่งใดอีก
“ฮูหยิน!” บ่าวคนสนิทของอันหนิงเขย่าตัวเรียกนางอยู่หลายครั้งแต่นางก็ไม่ฟื้น
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นท่านหมอ” หรือว่าเขาจะดุนางแรงเกินไปนางถึงได้ตกใจกลัวจนหมดสติ
บทที่ 80 บทส่งท้าย บรรยากาศจวนสกุลหลี่เต็มไปด้วยความเศร้าหมอง เป็นเวลากว่าสามวันแล้วที่นายหญิงของจวนยังไม่ฟื้นขึ้นมา มีเพียงสิ่งเดียวที่เป็นสัญญาณที่ดีคือสีผิวที่เคยซีดขาวเริ่มกลับมาเป็นปกติ ลมหายใจที่อ่อนแรงของคนบนเตียงเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนยังมีความหวัง แม้มันจะเลือนรางแต่ก็ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา สามีของนางยังคอยนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ไปไหน ร่างกายของเจิ้งหลิงเริ่มทรุดโทรมลงในทุกวัน แต่ก็ปฏิเสธที่จะห่างจากภรรยา “ร้อนหรือไม่ ข้าจะเช็ดตัวให้” ต่อให้นางไม่มีสติแต่เขาก็ยังคอยพูดกับนางตลอด เขาปล่อยให้ร่างกายของตนทรุดโทรมแต่ดูแลภรรยาเป็นอย่างดี คอยดูแลและเช็ดตัวให้ตลอด ป้อนน้ำดื่มและน้ำแกงสารพัดสิ่งที่มีประโยชน์ มือหนาคว้าผ้าสะอาดเนื้อนุ่มมาถือไว้และชุบน้ำที่อยู่ในถังข้างกาย ออกแรงบิดพอหมาดๆและเริ่มเช็ดตัวให้นาง เขาค่อยๆเช็ดตามแขนขาและลำตัวอย่างเบามือ กลัวว่าถ้าเผลอใช้แรงมากไปจะทำให้ร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้วแย่ลงกว่าเดิม “รีบฟื้นขึ้นมาเร็วๆเถิดฮูหยิน เจ้าหลับนานเกินไปแล้ว ขี้เซาแบบนี้เดี๋ยวก็ตื่นไม่ทันส่งลูกไปสำนั
บทที่ 79 ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด ความมืดมิดปกคลุมทั่วบริเวณ บนท้องฟ้าไร้แสงสว่างดั่งที่เคย อากาศหนาวเหน็บยิ่งกว่าอยู่ท่ามกลางหิมะในเหมันตฤดู ที่แห่งนี้มีเพียงความว่างเปล่าชวนหวาดหวั่น ไร้ซึ่งทิศทางให้เดินไป ไร้ซึ่งกาลเวลาที่หมุนเวียน เฉินอันหนิงเดินไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย มีเพียงความว่างเปล่าที่รออยู่เบื้องหน้า ร่างกายที่เคยหนักอึ้งกลับเบาหวิวราวกับกำลังลอยอยู่บนอากาศ ไม่ว่าจะย่ำเท้าแรงเพียงใดก็มีเพียงความรู้สึกว่างเปล่า “มีใครอยู่แถวนี้ม้ายยย” นางตะโกนจนเจ็บคอแต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับใดๆ มีแค่เสียงสะท้อนของตนที่สะท้อนกลับมา มือทั้งสองข้างกอดร่างกายของตนเอาไว้เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น คิดถึงลูกๆและสามีที่รออยู่ที่จวนแต่ไม่อาจกลับไปหาได้ นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร จำได้แค่นางหมดสติไปในตอนที่กำลังคลอดลูก พอได้ยินว่าเด็กออกมาแล้วก็ไม่รับรู้สิ่งใดอีก “เจิ้งหลิงงง! เมี่ยวเมี่ยววว!” เบื้องหน้าบังเกิดแสงสว่างวูบหนึ่งผ่านไป นางกัดริมฝีปากครุ่นคิดว่าควรจะทำอย่างไร หากตามไปก็อาจจะพบกับอันตรายแต่ถ้าเดินต่อไปแบบไร้จุด
บทที่ 78 ยอมทำทุกอย่างเพื่อรัก จวนสกุลหลี่ตกอยู่ความวุ่นวายเมื่อนายหญิงของจวนคลอดก่อนกำหนดเกือบเดือน เสียงกรีดร้องทรมานแสนเจ็บปวดของอันหนิงสร้างความสะเทือนใจให้ใครหลายคนที่ได้ยิน พวกบ่าวต่างวิ่งวุ่นช่วยหาวิธีที่จะทำให้นางเจ็บปวดและทรมานน้อยลง เป็นเวลาเกือบสองชั่วยามแล้วที่อันหนิงเบ่งคลอดเจ้าตัวน้อย “เบ่งอีกเจ้าค่ะฮูหยิน อื๊ดดด” รั่วซีช่วยส่งเสียงให้กำลังใจอยู่ข้างเตียงไม่ห่าง “ฮึบ! อ๊าาา” อันหนิงกลั้นหายใจและออกแรงเบ่งสุดกำลัง สติของนางเริ่มเลือนรางเต็มที ภาพที่เห็นก็พร่ามัวเห็นเพียงเงาดำมืด แต่ด้วยสัญชาตญาณความเป็นมารดา อันหนิงจึงออกแรงเบ่งต่อไป “เจ็บมากหรือไม่ บีบมือข้าแรงๆเลยฮูหยิน” เจิ้งหลิงจับมือภรรยาให้นางบีบมือเขาเพื่อให้มีแรงเบ่งมากขึ้น เสียงเมี่ยวเมี่ยวร้องไห้โวยวายอยู่ข้างนอกยิ่งทำให้สถานการณ์น่าหวาดหวั่นเข้าไปใหญ่ เจ้าตัวเล็กไม่เคยเรียนรู้ว่าเวลาสตรีคลอดลูกจะเป็นเช่นไร แต่เพียงได้ยินเสียงมารดากรีดร้องทรมานก็ใจเสีย อยากจะวิ่งเข้าไปดูให้ได้แต่ก็โดนห้ามไว้ “ท่านแม่! แงงงง ปล่อยเมี่ยวเมี่ย
บทที่ 77 แทบขาดใจ ท้องฟ้าถูกปกคลุมไปด้วยเมฆาสีเทาเข้มจนเกือบดำซ้อนทับกันเป็นชั้นหนาแน่น คล้ายกับควันหนาที่แผ่กระจายบดบังแสงสว่างทำให้เมืองหลวงที่เคยคึกคักดูมืดมนแม้จะเป็นเวลากลางวัน เสียงท้องฟ้าคำรามลั่นสะเทือนไปทั่วทุกทิศ ประกายแสงวาบขึ้นหลายครั้งติดต่อกัน เป็นบรรยากาศที่แสนอึดอัดชวนหายใจลำบาก ร่างสูงของหลี่เจิ้งหลิงนั่งรอฟังรายงานผลของภารกิจที่มอบหมายให้องครักษ์เงาของตนจัดการด้วยสีหน้าเคร่งเครียด มือทั้งสองข้างที่วางอยู่บนโต๊ะประสานกันระดับอก “...” ใบหน้าคมคายมองตรงไปด้านหน้าไม่แสดงอารมณ์ เพียงแค่ใช้สายตากดดันคนใต้บัญชา “ขออภัยขอรับท่านแม่ทัพที่พวกข้าทำภารกิจไม่สำเร็จ” องครักษ์เงารีบเอ่ยขออภัยทันทีที่เปิดปาก “ตู้จื่อเย่ตายแล้วใช่หรือไม่” เขาถามเสียงเย็น ไม่ได้แสดงความเกรี้ยวกราดดั่งที่อีกฝ่ายคาดเอาไว้ “ขอรับ ข้าเห็นศพของเขากับตา ไม่มีทางรอดแน่นอน” “อืม ไปเถอะ” เจิ้งหลิงไม่ได้ซักไซ้มากไปกว่านั้น เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป คนที่เคยทำร้ายภรรยาของเขาก็ได้รับในสิ่งที่สมควรจะได้รับทั้งหมดแล้ว เขาจึงไม่ม
บทที่ 58 พ่อหนุ่มเย็นชาคลั่งรัก ตั้งแต่ที่อันหนิงถูกลักพาตัวและได้รับบาดเจ็บก็เป็นเวลากว่าสามวันแล้ว ครอบครัวสกุลหลี่เดินทางกลับเมืองหลวงโดยมาถึงที่หมายช้ากว่าปกติไปเกือบวันเต็มๆ ด้วยคำสั่งของคนที่ถืออำนาจใหญ่ที่สุด เขาสั่งให้เดินทางช้าๆเพราะกลัวจะกระทบกระเทือนบาดแผลของภรรยา “นี
บทที่ 53 เดินทางสู่ชนบท “ใจเย็นแล้วฟังที่ข้าจะพูดก่อนเถิดทั้งสองคน” ชายชราส่ายศีรษะช้าๆ ถอนหายใจอย่างคนลำบากใจ “ขออภัยเจ้าค่ะ ข้าใจร้อนเกินไป” จ้าวฟางหรูยิ้มเจื่อน เมื่อครู่นางแสดงอาการมากเกินไปคงสร้างความปั่นป่วนให้ท่านหมอหนักใจ เดิมทีจ้าวฟางหรูมิใช่สตรีร้ายกาจเลือดเย
บทที่ 12 ความทรงจำที่ไม่อยากจำ “ถ้าจะร้องไห้ก็ออกไปที่อื่น” เขาเอ่ยไล่นางด้วยน้ำเสียงเย็นชา ไม่คิดแม้แต่จะปรายตามอง น้ำตาของสตรีตรงหน้าไม่ได้ทำให้ใจของเขาสั่นคลอนได้เหมือนกับที่อันหนิงทำ เขาไม่เข้าใจความรู้สึกของตนเลยสักนิดว่ามันกลายเป็นเช่นนี้ไปตั้งแต่เมื่อใด ความคิดแ
บทที่ 10 พระเอกไม่จำเป็นแล้ว หากเป็นเมื่อก่อนไม่มีเลยสักครั้งที่หลี่เฟยเมี่ยวจะกล้าขัดคำสั่งคนที่นางเรียกว่าท่านพ่อ เมี่ยวเมี่ยวเชื่อฟังเขาเสมอ แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน เจ้าตัวเล็กถึงกับกล้าขัดคำสั่งท่านพ่อของนางเพื่อปกป้องอันหนิง “เรื่องของผู้ใหญ่เจ้าเป็นเด็กอาจจะยังไม่เข้าใจ” เ












Ulasan-ulasan