Masukตอนที่ 3 แต่งตัวแบบนี้ขายของหรือขายอะไร
ห้องครัวหลังบ้านยามบ่ายเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของขนมปังอบใหม่ผสมกับกลิ่นเนยละมุนในอากาศที่คละคลุ้งอยู่รอบตัวหนูดี หลังจากได้รับการอบรมเมื่อครั้งก่อนเธอก็ตัดสินใจยืมเตาอบขนมเก่า ๆ จากเพื่อนบ้านมาลองทำขนมดูสักครั้ง เผื่อว่าจะขายได้
หญิงสาวในชุดเสื้อยืดสีจืดและผ้ากันเปื้อนลายดอกไม้กำลังจัดเรียงบราวนี่ลงกล่องพลาสติกใสอย่างประณีตก่อนจะห่อด้วยริบบิ้นผูกอย่างเรียบร้อย เธอใช้กล้องมือถือเก่าตั้งกับขวดน้ำพลาสติกที่วางพิงกับกล่องข้าว เสียงพูดของเธอแผ่วเบาแต่พยายามให้ดูสดใส
"วันนี้หนูดีมีบราวนี่สูตรโกโก้เข้มข้นนะคะ หอม ๆ ไม่หวานเกินไป เด็กกินได้ ผู้ใหญ่กินดีค่ะ กล่องละห้าสิบบาทเท่านั้น" ภาพบนจอกระตุกเล็กน้อย ไฟส่องหน้าก็แทบไม่มี จะมีเพียงแสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านหน้าต่างเก่าเข้ามา เหงื่อที่ซึมตามกรอบหน้ายิ่งทำให้เธอดูเหนื่อยล้าแต่แววตามีประกายของความหวังบาง ๆ
"ไอ้หนูดี! นี่แกกำลังไลฟ์อยู่เหรอ" เสียงเรียกของ พี่แป้ง สาวข้างบ้านวัยไล่เลี่ยกันที่มักเอาข้าวเอาน้ำมาฝากเสมอ เดินเข้ามายืนพิงกรอบประตู เรียกความสนใจจากคนที่กำลังไลฟ์ขายขนมได้เป็นอย่างดี
"พี่ว่าแบบนี้คนไม่ดูหรอก เอ็งต้องจัดเต็มหน่อยสิวะ แต่งตัวแต่งหน้าให้สวย คนซื้อของชอบแม่ค้าหน้าตาดี ไม่ใช่นั่งโทรม ๆ เหงื่อไหลและหัวเปียกแบบนี้ เดี๋ยวพี่ช่วยแต่งให้" หญิงสาวกดหยุดไลฟ์ทันทีและก้มดูตัวเอง ตอนนี้ก็โทรมจนแทบดูไม่ได้จริง ๆ
สุดท้ายเธอก็ยอมให้อีกคนจับแต่งตัวราวกับตุ๊กตาก็ไม่ปาน เสื้อกล้ามสีขาวรัดรูปทำให้รู้สึกเห็นหน้าอกหน้าใจที่โตตูมจนดึงดูดสายตา ไม่เพียงเท่านั้นใบหน้าสวยหวานที่เดิมก็ดูดีมาก ๆ อยู่แล้วเพียงแค่แต่งแต้มสีสันของเครื่องสำอางจากร้านทุกอย่างยี่สิบเข้าหน่อยก็ช่วยให้ดูดีราวสาวแรกรุ่น จนแทบมองไม่ออกว่ามีลูกติด
ไม่นานเธอก็มานั่งอยู่อีกมุมที่แป้งจัดไฟส่องและทำฉากด้านหลัง ซึ่งพร้อมสำหรับการไลฟ์ขายของเรียบร้อยแล้ว
"มันจะไม่โป๊ไปเหรอพี่" หนูดีพูดเบา ๆ พลางยกมือแตะแก้มนิด ๆ ด้วยความไม่มั่นใจ
"โป๊ที่ไหน ก็แค่ใส่เสื้อกล้ามรัดรูปกับกางเกงยีนขาสั้นนิด ๆ ดูคล่อง ๆ สวย ๆ มัดผมให้ตึง แต่งหน้าอ่อน ๆ ขายของออนไลน์มันก็ต้องดูดีบ้าง นี่ไม่ใช่ขายขนมอย่างเดียว ขายความน่ารักด้วย คนจะได้เข้ามาซื้อกันเยอะ ๆ ไงหนูดี"
ไลฟ์สดรอบต่อไป ยอดคนดูพุ่งถึงหลักร้อยอย่างไม่น่าเชื่อ คอมเมนต์เริ่มไหลมาไม่หยุด เป็นการบ่งบอกว่าวิธีของพี่แป้งนั้นได้ผล
"แม่ค้าน่ารักจังครับ"
"มีแฟนยังครับ"
"ขอสั่งบราวนี่สองกล่องครับ แต่ขอรูปแม่ค้าด้วยนะ 555"
ยอดสั่งซื้อไหลเข้าบัญชีเธออยู่ไม่น้อยจนดูเหมือนว่าขนมที่ทำไว้ในตอนแรกซึ่งเกรงว่าอาจจะไม่พอส่งแล้วแต่เธอคิดว่าเดี๋ยวค่อยทำเพิ่มเอาก็ได้ เพราะไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะขายดีเท่าวันนี้หรือเปล่า เธอพยายามไม่อ่านคอมเมนต์เชิงล้อเล่น เธอเพียงแค่ยิ้มและตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ในขณะที่ลูกชายตัวน้อยนั่งเงียบ ๆ อยู่มุมห้องและดูท่าทางซึม ๆ จนกระทั่งบ่ายคล้อย
"พีทครับ ง่วงก็ไปนอนข้างบนดี ๆ ไหมลูก" หนูดีแตะหน้าผากลูก พลันรู้สึกถึงความร้อนจี๋ที่ซึมผ่านฝ่ามือ "พีท! ทำไมตัวร้อนแบบนี้ล่ะ ไม่สบายเหรอลูก"
"หนูหนาวครับแม่ ปวดหัวด้วย"
"ตายแล้วลูก! พีทไม่สบาย!"
เธอรีบเก็บของและอุ้มลูกขึ้นแนบอก หยาดฝนเริ่มโปรยเม็ดใหญ่ลงมา หยดแรกเปียกไหล่ซ้ายก่อนกลายเป็นสายฝนโปรยลงมาตามทางดินเปียก หนูดีตะโกนให้พี่แป้งช่วยโทรหาอนามัย พอได้คำยืนยันว่าเปิดอยู่เธอก็รีบอุ้มลูกวิ่งฝ่าฝนและขับรถมอเตอร์ไซค์ออกไป
ภายในห้องตรวจของอนามัยประจำหมู่บ้านมีกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อผสมกับกลิ่นยาสมุนไพรเบา ๆ ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ องศาเป็นหมออนามัยหนุ่มสุดหล่อประจำโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพแห่งนี้ เพิ่งเก็บแฟ้มคนไข้เสร็จแต่ในมือยังถือปากกาอยู่ เมื่อเสียงเคาะประตูดังขึ้นเขาเงยหน้าก่อนจะชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าผู้มาใหม่เป็นใคร...
หนูดีในชุดเสื้อกล้ามสีขาวรัดรูปเปียกฝนแนบเนื้อ แก้มแดงเพราะโดนฝนหรือเพราะความร้อนเขาไม่แน่ใจ แต่ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความกระวนกระวายทำให้คนมองรู้สึกไขว้เขวนิดหน่อย
"ลูกฉันไข้ขึ้นค่ะ ตัวร้อนมากเลยค่ะ ช่วยดูให้หน่อยได้ไหมคะ" เด็กชายตัวน้อยที่เธออุ้มมาด้วยหน้าซีด ผมเปียกชื้นและหน้าผากก็แดงจัด
"มาตรงนี้เลยหนูดี" องศาพยักหน้ากับผู้ช่วยแล้วเดินเข้าไปยื่นมือมารับเด็ก เพียงแต่หนูดีลังเลเล็กน้อยแต่ยอมส่งพีทให้องศาไป
องศาวางพีทลงบนเตียงพร้อมตรวจดูคนไข้และอาการอย่างรวดเร็ว ก่อนจะลูบหัวเด็กเบา ๆ ด้วยสีหน้าอ่อนโยนโดยมีหนูดียืนมองทุกการกระทำของเขาอยู่ไม่ห่าง
หัวใจของหญิงสาวแอบกระตุกวูบไปนิดหน่อยที่เห็นความอ่อนโยนที่องศามีให้กับลูกชายของเธอ แต่ก็จำต้องเก็บเงียบและกำมือแน่นราวจะบีบทุกอย่างเอาไว้กับตัวและไม่แสดงออกไปให้ใครผิดสังเกตทั้งนั้น
"ไม่เป็นไรนะครับคนเก่ง เดี๋ยวพี่ให้ยาลดไข้ไปกินแล้วนอนพักผ่อนเยอะ ๆ จะได้หายไว ๆ ดีไหม" พีทยิ้มบาง ๆ เมื่อเห็นหน้าคนที่เขาเจอเมื่อวันก่อน
"พี่หมอใจดีครับ พีทหนาวแล้วก็ปวดหัวมากเลย" เด็กน้อยออดอ้อน
"อดทนนิดหนึ่งนะลูก เดี๋ยวก็หายแล้ว" หนูดีพูดแทรกเสียงเบา แต่องศาหันมามองหญิงสาวอีกครั้งและนั่นที่ทำให้อารมณ์ของเขาปะทุขึ้น
"เธอแต่งตัวแบบนี้ออกมาจากบ้านเนี่ยนะ" เขามองเธออย่างดูถูกดูแคลนจนหนูดีรู้ตัวก็ยกแขนขึ้นมากอดตัวเอง เพราะเสื้อสีขาวเมื่อเปียกน้ำนั้นก็จะบางมากจนมองไปเห็นอะไรต่อมิอะไรแล้ว "ถามจริง ๆ เถอะ เธอแต่งตัวแบบนี้จะขายของหรือขายอะไรกันแน่"
คำพูดของเขาเหมือนตบหน้าเธอกลางสี่แยกไฟแดง หนูดีเบิกตากว้าง ดวงตาสั่นระริกก่อนจะกัดริมฝีปากแน่น สุดท้ายก็อดกลั้นต่อคำดูถูกของอีกคนไว้ไม่ไหว
"องศา! ถ้าไม่รู้จักฉันดีก็อย่ามาพูดแบบนี้กับฉันนะ"
"ฮึ! ฉันพูดตามที่เห็น เธอแต่งแบบนี้แล้วมัวไลฟ์อะไรอยู่ล่ะ ถึงไม่รู้ว่าลูกตัวเองไข้ขึ้นจนตัวร้อนขนาดนี้!" ถึงจะสงสัยว่าเขารู้เรื่องที่เธอไลฟ์ได้อย่างไรแต่ตอนนี้คงไม่ใช่เวลาที่จะถามเพราะเธอโกรธจนควันออกหูแล้ว
"ฉันไม่ได้ไม่สนใจลูก! แต่ว่าฉัน..."
"หยุด! ไม่ต้องมาอธิบายกับฉันหรอก ถ้าเธอไม่ได้ทำอย่างที่คนอื่นเข้าใจ งั้นก็เลิกทำตัวแบบนี้ซะเถอะ มันทุเรศ!”
คำพูดสุดท้ายของเขาทำให้เธอเบือนหน้าหนีและหยิบเอากระเป๋าสะพายขึ้นมาปิดหน้าอกด้วยความรู้สึกอับอาย ในจังหวะนั้นเองเจ้าเด็กน้อยก็สะอื้นแล้วพูดเสียงเบา ซึ่งได้ทำลายบรรยากาศตึงเครียดของคนทั้งสอง
"แม่ครับ หนูหนาว หนูปวดหัวมาก ๆ เลย" หนูดีรีบพยักหน้าก่อนจะหันไปมองคนที่เพิ่งเถียงกับเธอเมื่อครู่อย่างทำตัวไม่ถูก
"ออกไปเถอะ! ฉันจะดูแลให้เอง" หญิงสาวพยักหน้ารับก่อนจะหมุนตัวออกจากห้องด้วยความจำใจน้ำตาเริ่มร่วงแม้จะพยายามกลั้นไว้ ฝนยังคงตกพรำ ๆ เสียงหยดน้ำกระทบกับหลังคาสังกะสีดังรัว ๆ เธอนั่งลงบนเก้าอี้ไม้เก่า ๆ หน้าห้องและห่อผ้าคลุมตัวที่ผู้ช่วยขององศาเอามาให้ไว้แน่น
ความเจ็บจากคำพูดขององศา ความกลัวจากอาการของลูกและความเหนื่อยล้าจากการพยายามดิ้นรนประสมประสานกันอยู่ในอก ทั้งที่พยายามทำทุกอย่างให้มันดีขึ้นแล้วแท้ ๆ แต่กลับถูกมองว่าเป็นผู้หญิงแบบนั้นอีกจนได้ น้ำตาที่ไหลออกมาไม่สามารถแบ่งแยกความเจ็บจากเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้อีกแล้ว...
ภายในห้องตรวจอันอบอุ่นของอนามัยกลายเป็นที่พึ่งพิงยามฉุกเฉินของเด็กน้อยวัยสี่ขวบ พีทนอนตัวสั่นอยู่บนเตียงตรวจ ดวงตากลมโตที่เคยสดใสเริ่มปรือเพราะพิษไข้ ผิวแก้มแดงจัดและเสียงหายใจหอบ ๆ เรียกความห่วงใยจากผู้ใหญ่ในห้องโดยอัตโนมัติ"ตัวร้อนจัดเลยเนี่ย ทำไมปล่อยให้เป็นขนาดนี้แล้วถึงพามานะ" องศาเอ่ยเบา ๆ พลางใช้ปลายนิ้วแตะหน้าผากเด็กน้อยก่อนจะหยิบปรอทวัดไข้ขึ้นมาอย่างชำนาญ"แม่หนูดีกำลังขายของอยู่ครับ พีทอดทนไหว" เสียงของคนป่วยดังเบา ๆ ราวกับพยายามจะแก้ต่างแทนแม่ตัวเอง"อืม" องศาตอบในลำคอขณะหยิบยาลดไข้ เมื่อเดินกลับมาหาพีทแล้วให้อีกคนกินมันลงไปก่อนตบบ่าพีทเบา ๆ"เดี๋ยวก็หายแล้วครับ พีทเก่งที่สุดเลย อดทนไว้นะ" ถึงจะไม่ชอบหน้าแม่ของเด็กน้อยคนนี้เท่าไหร่ แต่ก็อดจะเอ็นดูและสงสารเจ้าก้อนน้อยบนเตียงผู้ป่วยนี้ไม่ได้จริง ๆ ไม่รู้ว่าหน้าตาเหมือนใคร ไม่เห็นจะไปทางแม่เลยสักนิด แต่ยิ่งมองกลับยิ่งรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก"พี่หมอ" เสียงเด็กน้อยที่อ่อนแรงแต่ยังมีประกายความอยากรู้อยากเห็นดังขึ้นเบา ๆ ทำเอาหมออนามัยหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนเลิกคิ้วถาม"หืม""พี่หมออายุเท่าไหร่เหรอครับ" องศาหลุดหัวเรา
ตอนที่ 3 แต่งตัวแบบนี้ขายของหรือขายอะไรห้องครัวหลังบ้านยามบ่ายเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของขนมปังอบใหม่ผสมกับกลิ่นเนยละมุนในอากาศที่คละคลุ้งอยู่รอบตัวหนูดี หลังจากได้รับการอบรมเมื่อครั้งก่อนเธอก็ตัดสินใจยืมเตาอบขนมเก่า ๆ จากเพื่อนบ้านมาลองทำขนมดูสักครั้ง เผื่อว่าจะขายได้หญิงสาวในชุดเสื้อยืดสีจืดและผ้ากันเปื้อนลายดอกไม้กำลังจัดเรียงบราวนี่ลงกล่องพลาสติกใสอย่างประณีตก่อนจะห่อด้วยริบบิ้นผูกอย่างเรียบร้อย เธอใช้กล้องมือถือเก่าตั้งกับขวดน้ำพลาสติกที่วางพิงกับกล่องข้าว เสียงพูดของเธอแผ่วเบาแต่พยายามให้ดูสดใส"วันนี้หนูดีมีบราวนี่สูตรโกโก้เข้มข้นนะคะ หอม ๆ ไม่หวานเกินไป เด็กกินได้ ผู้ใหญ่กินดีค่ะ กล่องละห้าสิบบาทเท่านั้น" ภาพบนจอกระตุกเล็กน้อย ไฟส่องหน้าก็แทบไม่มี จะมีเพียงแสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านหน้าต่างเก่าเข้ามา เหงื่อที่ซึมตามกรอบหน้ายิ่งทำให้เธอดูเหนื่อยล้าแต่แววตามีประกายของความหวังบาง ๆ"ไอ้หนูดี! นี่แกกำลังไลฟ์อยู่เหรอ" เสียงเรียกของ พี่แป้ง สาวข้างบ้านวัยไล่เลี่ยกันที่มักเอาข้าวเอาน้ำมาฝากเสมอ เดินเข้ามายืนพิงกรอบประตู เรียกความสนใจจากคนที่กำลังไลฟ์ขายขนมได้เป็นอย่างดี"พี่ว่าแบบนี้คนไม่ดู
..แสงแดดยามสายส่องลอดหลังคาศาลาหมู่บ้านที่ใช้จัดประชุมกลุ่มแม่บ้าน เสียงพูดคุยจอแจของบรรดาผู้หญิงในชุมชนดังกระหึ่มตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน บางคนวางกระทงดอกไม้บนโต๊ะ บ้างก็นำขนมพื้นบ้านมาวางขายหวังเพิ่มรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ จากกิจกรรมวันนี้หนูดีเดินเข้ามาอย่างเกร็ง ๆ เด็กสาวในชุดเสื้อยืดสีจางกับกางเกงยีนธรรมดา สะพายกระเป๋าผ้าใบหนึ่ง มือหนึ่งจูงพีทที่กำลังจ้องมองด้วยดวงตาใสซื่อ"แม่ ๆ นั่นหนูดีรึเปล่า ที่บอกว่าได้ทุนไปเรียนกรุงเทพฯ น่ะ" เสียงกระซิบของหญิงวัยกลางคนดังพอให้คนรอบข้างได้ยิน ทำให้คนตรงนั้นหันไปมองยังคนมาใหม่เป็นตาเดียว"ใช่ ๆ นั่นแหละ" อีกเสียงเสริมก่อนจะพูดต่อ "แต่เรียนไม่จบนะ ไม่รู้ว่าแอบไปมีผัวตอนไหน ท้องไม่มีพ่อกลับมาน่ะ""แบบนี้ผู้ชายเขาไม่เอาน่ะสิ""ฉันก็ว่างั้นแหละ แต่เด็กนั่นหน้าตาน่ารักอยู่นะ น่าสงสารจัง" หนูดีได้ยินทุกคำนินทานั้นแต่ไม่ได้มองตอบ เธอก้มหน้าจูงพีทไปนั่งยังที่ว่างด้านหลังสุดของศาลา หัวใจเต้นแรงเพราะรู้ดีว่าในหมู่บ้านนี้ ข่าวลือแพร่กระจายเร็วยิ่งกว่าสัญญาณโทรศัพท์ เธอทำได้เพียงอดทนเท่านั้นเพราะว่าจุดประสงค์หลักของเธอในวันนี้คือการหาเงินหรือหารายได้เสริมเพ
ตอนที่ 2 คนที่ไม่ต้องการเจอเสียงกระทะกระทบกับตะหลิวดังขึ้นอย่างคุ้นเคยในร้านอาหารตามสั่งเล็ก ๆ ข้างบ้านไม้ยกพื้นสูงที่มีโต๊ะไม้อยู่ไม่กี่ตัว ร้านป้านวล ไม่ใช่ร้านใหญ่โตอะไรแต่ก็เป็นแหล่งรายได้หลักของครอบครัวเล็ก ๆ ของหนูดี แม่เลี้ยงเดี่ยววัย 23 ปี ที่กลับมาอาศัยบ้านเกิดหลังจากชีวิตในเมืองพังครืนขณะนั้นแดดช่วงสายเริ่มร้อน ป้านวลแม่ของหนูดีกำลังทอดไข่เจียวอยู่หน้าเตาอย่างคุ้นชิน หยดน้ำมันกระเด็นนิดหน่อยแต่หญิงวัยกลางคนก็เพียงยกแขนขึ้นป้องกัน ไม่ได้สะทกสะท้านอะไร"ยายนวลครับ พีทจัดโต๊ะเรียบร้อยแล้วนะฮะ" เสียงเล็ก ๆ ของน้องพีท เด็กชายวัยห้าขวบครึ่งดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มสดใส เด็กน้อยวิ่งมากอดขาคุณยายแน่น"โธ่! ลูก! เก่งจังเลยครับ ไม่ต้องมาช่วยยายหรอก หนูไปดูการ์ตูนเถอะลูก" ป้านวลเอ่ยพลางยีหัวหลานเบา ๆ "เดี๋ยววันนี้ยายทอดไข่เจียวให้กรอบพิเศษเลยนะ""เย่! น้องพีทชอบไข่เจียวกรอบ ๆ ของยายนวลมากที่สุดในสามโลกเลยฮะ" พีทยิ้มกว้างพร้อมเงยหน้าขึ้นมองคุณยายด้วยสายตาเปล่งประกายเสียงหัวเราะของสองยายหลานแว่วมาจนหนูดีที่กำลังล้างจานในอ่างต้องแอบอมยิ้มอยู่เงียบ ๆ แม้ภายนอกจะดูเป็นวันธรรมดาแต่ภายในหัวใจ
..เสียงฝีเท้าของเด็กน้อยที่วิ่งเต็มกำลังกระทบพื้นดินแฉะ ๆ ตรงลานวัดหน้าตลาดเช้าวันอาทิตย์ ทำเอาผู้คนหลายคนต้องชะงักมองเพราะกลัวว่าเจ้าตัวน้อยจะหกล้มหรือวิ่งออกถนนไปจนเกิดอันตราย และสิ่งที่พวกเขาคาดคิดก็เกิดขึ้นจนได้ปี๊นนนนเสียงแตรรถมอเตอร์ไซต์ดังลั่นก่อนจะตามมาด้วยเสียงเบรกที่ยาวมากเพราะเกือบชนเข้ากับเด็กน้อยที่วิ่งมาอย่างเร็ว"โอ๊ย!!!" เสียงเด็กน้อยร้องลั่นเพราะความเจ็บที่ล้มลงไปกองกับพื้น แต่โชคดีที่ไม่ถูกชนเพราะมีใครสักคนเข้ามาช่วยรั้งตัวเขาหลบออกมาได้ทัน"เจ็บตรงไหนบ้างหนู" เสียงนุ่มทุ้มของชายหนุ่มเรียกความสนใจของเด็กน้อยได้อย่างดี หากแต่ก่อนที่เขาจะตอบอะไรกลับไปก็ได้ยินเสียงเจ้าของมอเตอร์ไซค์ดังขึ้นมาเสียก่อน"ดูลูกยังไงวะ ปล่อยให้วิ่งเล่น ไม่ดูทางเลย" เด็กวัยรุ่นที่ดูจากทรงผมและการแต่งกายแล้วน่าจะไม่ได้เรียนเหมือนเด็กวัยเดียวกันพูดขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ"พูดอย่างนี้ได้ไงไอ้หนู นี่มันไม่ใช่ที่ไว้ขี่รถเล่นเลยนะ แล้วขี่เร็วขนาดนี้ ไม่คิดว่าจะไปชนคนอื่นบ้างหรือไง" คนตัวสูงหันกลับไปดุเด็กคนนั้นทันควัน"ทำไมล่ะ! นี่มันรถของผม ชีวิตของผม" ว่าจบก็ขี่รถออกไปทั้งอย่างนั้น ทิ้งเอาไว้เพี
ตอนที่ 1 การกลับมากลิ่นก๋วยเตี๋ยวต้มยำหอมฟุ้งลอยมาแตะจมูกทันทีที่ องศา เหยียบเข้ามาในตลาดเช้าตำบลสระกระโจม เสียงจอแจของพ่อค้าแม่ขาย เสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กนักเรียนที่กำลังวิ่งเล่นข้างร้านขายของชำ ทั้งหมดล้วนเป็นภาพที่คุ้นเคย ราวกับเมื่อสิบกว่าปีก่อนที่เขายังเป็นเด็กชายในชุดนักเรียนมัธยมปลาย ขี่จักรยานผ่านตรอกแคบ ๆ ตรงนี้ทุกวันเพื่อไปโรงเรียนบรรหาร ๑ ของอำเภอดอนเจดีย์แต่นั่นคืออดีต ตอนนี้เขาไม่ได้เป็นเด็กหนุ่มไร้เดียงสาคนนั้นอีกต่อไปแล้ว...องศา หรือ หมอองศา ชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาดี วัย 23 ปี ดีกรีนักเรียนเหรียญทองและบัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เขาว่าสอบเข้าได้ยากเย็นนักหนานั่นแหละ องศาเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า หมออนามัย กลับมารับหน้าที่ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพส่วนตำบลของบ้านเกิดหลังเรียบจบองศาเป็นลูกชายของยายสำลีที่สามีอย่างตาสมรักษ์นั้นมาด่วนจากไปตั้งแต่ลูกชายทั้งสองยังอยู่เพียงประถมเท่านั้น ฐานะไม่ได้ร่ำรวยมากมายอะไรแต่ก็พอมีที่นาทำกินอยู่ไม่น้อย ล้วนเกิดจากการเก็บเล็กผสมน้อยรวมถึงการถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลรางวัลที่ 1 ของ ปลัดวายุ ผู้เป็นพี่ชายของหมอองศานั่น







