Masukตอนที่ 2 คนที่ไม่ต้องการเจอ
เสียงกระทะกระทบกับตะหลิวดังขึ้นอย่างคุ้นเคยในร้านอาหารตามสั่งเล็ก ๆ ข้างบ้านไม้ยกพื้นสูงที่มีโต๊ะไม้อยู่ไม่กี่ตัว ร้านป้านวล ไม่ใช่ร้านใหญ่โตอะไรแต่ก็เป็นแหล่งรายได้หลักของครอบครัวเล็ก ๆ ของหนูดี แม่เลี้ยงเดี่ยววัย 23 ปี ที่กลับมาอาศัยบ้านเกิดหลังจากชีวิตในเมืองพังครืน
ขณะนั้นแดดช่วงสายเริ่มร้อน ป้านวลแม่ของหนูดีกำลังทอดไข่เจียวอยู่หน้าเตาอย่างคุ้นชิน หยดน้ำมันกระเด็นนิดหน่อยแต่หญิงวัยกลางคนก็เพียงยกแขนขึ้นป้องกัน ไม่ได้สะทกสะท้านอะไร
"ยายนวลครับ พีทจัดโต๊ะเรียบร้อยแล้วนะฮะ" เสียงเล็ก ๆ ของน้องพีท เด็กชายวัยห้าขวบครึ่งดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มสดใส เด็กน้อยวิ่งมากอดขาคุณยายแน่น
"โธ่! ลูก! เก่งจังเลยครับ ไม่ต้องมาช่วยยายหรอก หนูไปดูการ์ตูนเถอะลูก" ป้านวลเอ่ยพลางยีหัวหลานเบา ๆ "เดี๋ยววันนี้ยายทอดไข่เจียวให้กรอบพิเศษเลยนะ"
"เย่! น้องพีทชอบไข่เจียวกรอบ ๆ ของยายนวลมากที่สุดในสามโลกเลยฮะ" พีทยิ้มกว้างพร้อมเงยหน้าขึ้นมองคุณยายด้วยสายตาเปล่งประกาย
เสียงหัวเราะของสองยายหลานแว่วมาจนหนูดีที่กำลังล้างจานในอ่างต้องแอบอมยิ้มอยู่เงียบ ๆ แม้ภายนอกจะดูเป็นวันธรรมดาแต่ภายในหัวใจของหญิงสาวกลับเต็มไปด้วยความกังวล เมื่อไม่กี่วันก่อนเธอสังเกตเห็นว่าแม่เริ่มหอบบ่อยขึ้น มีอาการเหนื่อยง่าย และเมื่อคืนก็ไอถี่จนนอนไม่หลับ
"แม่" หนูดีเดินเข้าไปหาแม่ที่หน้าเตา "แม่ไหวไหม เดี๋ยวตรงนี้หนูช่วยเองก็ได้นะ แม่ไปพักเถอะจ้ะ" ป้านวลส่ายหน้าแล้วยิ้มบาง ๆ ก่อนจะตอบลูกสาวอย่างหวังให้คลายกังวล
"ไม่เป็นไรหรอกลูก เดี๋ยวแม่ทอดเสร็จอีกสองจานก็พักแล้ว" เพียงแต่พูดยังไม่ทันจบประโยคดีเสียด้วยซ้ำ เสียงกระทะตกกระทบพื้นก็ดังลั่น
เคล้ง!
"แม่!" หนูดีร้องเสียงหลงเมื่อเห็นร่างแม่ทรุดตัวลงช้า ๆ ข้างเตา แม้กระทั่งน้องพีทเองที่เพิ่งยกถาดน้ำจะเอาไปเสิร์ฟถึงกับรีบวางของแล้ววิ่งมาหา
"ยายนวล!" หนูดีรีบประคองแม่ขึ้นมานั่งพิงกำแพง ใบหน้าแม่ซีดเซียว เหงื่อเม็ดโตเกาะตามหน้าผากทำให้เธอรู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย
"แม่! แม่นั่งตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวฉันพาแม่ไปหาหมอนะ แม่รอไหวไหม" น้ำเสียงเธอสั่นเครือปนตื่นตกใจ เอ่ยถามอีกคนทั้งที่มือของเธอยังคงสั่นเทาไม่แพ้คนที่เป็นลมล้มพับเลย คนฟังมีแรงเหลือเพียงแค่พยักหน้าเบา ๆ เป็นการตอบรับก่อนจะเอ่ยเสียงแหบแห้งออกมาแผ่วเบา
"มะ แม่ไม่เป็นไรหรอกลูก เมื่อเช้าคงลืมกินข้าวน่ะ พักสักแป๊บก็หายแล้ว" พูดเพื่อให้ลูกคลายกังวลเท่านั้น แต่กลับไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะว่าอาการของเธอนั้นแสดงออกทางสีหน้าให้หนูดีได้เห็นหมดแล้ว
"แม่! แบบนี้ไม่ใช่แค่หิวข้าวแน่ ๆ แม่ต้องไปหาหมอนะ รู้ไหม แม่เป็นอะไรหมอจะได้ตรวจรักษาได้ทัน หนูจะพาไปนะ" น้ำเสียงของหนูดีเริ่มเครียด หากแต่คนเป็นแม่กลับส่ายหน้าแล้วเอื้อมมือมาลูบหัวลูกสาว
"อย่าเลยลูก เอาเงินเก็บไว้เถอะ เอาไว้ให้เจ้าพีทได้เรียนหนังสือดี ๆ ดีกว่า แม่ไม่ได้เป็นอะไรแล้วจริง ๆ" หนูดีเม้มปากแน่น น้ำตารื้นที่ขอบตา ถึงจะเป็นห่วงอีกคนมากแค่ไหนแต่ก็ไม่รู้จะเอาปัญญาที่ไหนไปบังคับคนแก่หัวรั้นได้จริง ๆ
"แม่คะ แต่ถ้าแม่เป็นอะไรขึ้นมา หนูกับลูกจะอยู่ยังไงคะ แม่ไปหาหมอด้วยกันเถอะนะ หนูเป็นห่วงแม่จริง ๆ" หนูดีพยายามเกลี้ยกล่อมด้วยน้ำเสียงที่เย็นลงเพื่อหวังให้อีกคนคล้อยตาม
"ใช่ครับ น้องพีทอยากให้ยายนวลไม่ป่วย ไม่ตัวร้อน แล้วนอนร้องไห้แง ๆ แบบน้องพีทเมื่อก่อนเลยครับ" เด็กน้อยเข้ามากอดที่แขนของคนเป็นยายพร้อมส่งสายตาเป็นกังวลไม่น้อยไปให้เช่นกัน
"โธ่! น้องพีทลูก ยายไม่ได้เป็นอะไรหรอกครับ ยายจะอยู่กับน้องพีทไปจนกว่าหลานจะแต่งงานมีครอบครัวเลยดีไหม" น้ำเสียงของยายนวลอ่อนลงมากกว่าครึ่งเป็นการปลอบโยนหลานชายพร้อมหันมามองลูกสาว "แม่แค่เหนื่อยนิดหน่อย เดี๋ยวก็หายลูก อย่าคิดมากเลยนะ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวแม่ไปนอนพักเลยดีกว่าเนอะ"
เมื่อได้ฟังแบบนั้น หนูดีก็จำใจต้องเอาตามที่แม่พูด ส่วนพีทที่นั่งนิ่งอยู่ข้าง ๆ ก็ซุกตัวเข้าหายายเบา ๆ
"เดี๋ยวน้องพีทไปนอนเฝ้ายายนวลเองครับ จะไม่ให้ลุกขึ้นมาผัดข้าวเลย" เด็กน้อยว่าแบบนั้นก็ทำเอาคนฟังทั้งสองถึงกับต้องส่งเสียงหัวเราะออกมา เพราะว่าผลของการนอนเฝ้าในครั้งนี้ก็คงแยกไม่ออกเลยว่าใครจะนอนเฝ้าใครกันแน่
"ได้เลยครับคนดีของยาย ถ้าอย่างนั้นเราสองยายหลานไปนอนเฝ้ากันดีกว่าเนอะ" ป้านวลยกมือขึ้นลูบหัวหลานเบา ๆ พร้อมส่งรอยยิ้มแสดงความเอ็นดูในความช่างพูดช่างจาของหลานชายตัวน้อย
"อ้อ! จริงสิ! หนูดี แล้วเรื่องโรงเรียนของเจ้าพีทตกลงว่าจะให้เข้าอนุบาลที่ไหนล่ะ" ก่อนที่ป้านวลจะลุกขึ้นไปนั้นก็นึกขึ้นมาได้จึงเอ่ยถามลูกสาวด้วยความอยากรู้
"พีทอยากเรียนที่โรงเรียนข้างวัดตรงนั้นไงครับ เลิกเรียนแล้วจะได้วิ่งกลับมาหาแม่กับยายนวลเร็ว ๆ เลย" หัวใจของหนูดีอ่อนยวบ เผลอก้มหน้ามองมือตัวเองอย่างลืมตัว
ทั้งที่อยากจะส่งลูกให้เรียนโรงเรียนที่ดีกว่าโรงเรียนวัดที่มีการเรียนการสอนแบบขอไปทีแบบนี้ เพียงแต่ดูเหมือนว่ามันคงไกลตัวมากเกินไปเพราะฐานะของเธอกับที่บ้านไม่ได้ดีเท่าไหร่ ยิ่งเศรษฐกิจอย่างตอนนี้ก็ยิ่งแย่ไปกันใหญ่
"โธ่! ลูกเอ๊ย! เด็กดีของยาย" ป้านวลถึงกับน้ำตาซึม กอดหลานชายตัวน้อยไว้แน่น "ยายว่าเรียนโรงเรียนเทศบาลดีกว่านะลูก เดี๋ยวยายหาเงินเยอะ ๆ ให้เองดีไหม"
"ไม่ดีเลย เดี๋ยวยายนวลเหนื่อย" เด็กน้อยว่ายิ่งทำให้บรรยากาศตรงนั้นเต็มไปด้วยความอบอุ่นใจพร้อมเสียงหัวเราะของทั้งสองคน
เพียงแต่ภาพตรงหน้าทำให้หัวใจของหนูดีสั่นไหวอย่างรุนแรง เธอไม่อยากเป็นภาระให้แม่เพราะเธอโตจนป่านนี้กลับเป็นเสาหลักให้ใครไม่ได้เลย จนอีกคนต้องทำงานเลี้ยงทั้งเธอและหลานทั้งที่อายุก็มากขนาดนี้แล้ว อีกทั้งไม่อยากให้ลูกต้องเห็นคุณยายป่วยแล้วไม่กล้าไปหาหมอเพราะกลัวเปลืองเงิน แต่ในขณะเดียวกันเธอก็ไม่อยากให้ลูกต้องลำบากเพราะเธอตัดสินใจผิดพลาดจากเหตุการณ์ในอดีตด้วย...
หลังจากดูแลแม่จนไปนอนพักผ่อนอยู่บนเตียงแล้ว หนูดีก็พาลูกออกมานั่งตรงโต๊ะไม้หน้าบ้านและมองออกไปที่ถนนดินแดงซึ่งทอดยาวผ่านหน้าบ้านไปจนถึงวัดและโรงเรียนที่เรียงติดกันอยู่ตรงหน้า
"แม่ครับ" พีทเงยหน้ามองเธอ "คุณยายจะหายใช่ไหมครับ"
"หายสิลูก" หนูดีฝืนยิ้ม "คุณยายแข็งแรงอยู่แล้ว"
แต่ในใจกลับปวดหนึบเพราะเธอนั้นมีความกังวลเกี่ยวกับอาการป่วยของคนเป็นแม่อย่างประหลาด เพียงแต่เงินติดตัวตอนนี้ไม่เพียงพอแม้แต่จะไปโรงพยาบาลเลยด้วยซ้ำ เพราะบ้านก็อยู่ห่างจากตัวอำเภอไม่ใช่น้อย ๆ เลย หากว่าแม่ของเธอป่วยหนักจริง ค่าใช้จ่ายหลักพันถึงหมื่นต่อเดือน เธอมีไม่ถึงครึ่ง และรายได้จากร้านอาหารตามสั่งที่ต้องแบ่งจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟและค่าของวันต่อวันก็แทบไม่เหลือ
"แม่จะหาทางเอง" เธอกระซิบกับตัวเอง แล้วโอบไหล่ลูกชายเบา ๆ
คืนนั้นหนูดีนั่งอยู่หน้าสมุดจดบัญชี รายรับรายจ่ายขีดเส้นแดงยาวจนน่าตกใจ ในตอนนี้เธอต้องหารายได้เพิ่มแล้ว...
ภายในห้องตรวจอันอบอุ่นของอนามัยกลายเป็นที่พึ่งพิงยามฉุกเฉินของเด็กน้อยวัยสี่ขวบ พีทนอนตัวสั่นอยู่บนเตียงตรวจ ดวงตากลมโตที่เคยสดใสเริ่มปรือเพราะพิษไข้ ผิวแก้มแดงจัดและเสียงหายใจหอบ ๆ เรียกความห่วงใยจากผู้ใหญ่ในห้องโดยอัตโนมัติ"ตัวร้อนจัดเลยเนี่ย ทำไมปล่อยให้เป็นขนาดนี้แล้วถึงพามานะ" องศาเอ่ยเบา ๆ พลางใช้ปลายนิ้วแตะหน้าผากเด็กน้อยก่อนจะหยิบปรอทวัดไข้ขึ้นมาอย่างชำนาญ"แม่หนูดีกำลังขายของอยู่ครับ พีทอดทนไหว" เสียงของคนป่วยดังเบา ๆ ราวกับพยายามจะแก้ต่างแทนแม่ตัวเอง"อืม" องศาตอบในลำคอขณะหยิบยาลดไข้ เมื่อเดินกลับมาหาพีทแล้วให้อีกคนกินมันลงไปก่อนตบบ่าพีทเบา ๆ"เดี๋ยวก็หายแล้วครับ พีทเก่งที่สุดเลย อดทนไว้นะ" ถึงจะไม่ชอบหน้าแม่ของเด็กน้อยคนนี้เท่าไหร่ แต่ก็อดจะเอ็นดูและสงสารเจ้าก้อนน้อยบนเตียงผู้ป่วยนี้ไม่ได้จริง ๆ ไม่รู้ว่าหน้าตาเหมือนใคร ไม่เห็นจะไปทางแม่เลยสักนิด แต่ยิ่งมองกลับยิ่งรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก"พี่หมอ" เสียงเด็กน้อยที่อ่อนแรงแต่ยังมีประกายความอยากรู้อยากเห็นดังขึ้นเบา ๆ ทำเอาหมออนามัยหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนเลิกคิ้วถาม"หืม""พี่หมออายุเท่าไหร่เหรอครับ" องศาหลุดหัวเรา
ตอนที่ 3 แต่งตัวแบบนี้ขายของหรือขายอะไรห้องครัวหลังบ้านยามบ่ายเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของขนมปังอบใหม่ผสมกับกลิ่นเนยละมุนในอากาศที่คละคลุ้งอยู่รอบตัวหนูดี หลังจากได้รับการอบรมเมื่อครั้งก่อนเธอก็ตัดสินใจยืมเตาอบขนมเก่า ๆ จากเพื่อนบ้านมาลองทำขนมดูสักครั้ง เผื่อว่าจะขายได้หญิงสาวในชุดเสื้อยืดสีจืดและผ้ากันเปื้อนลายดอกไม้กำลังจัดเรียงบราวนี่ลงกล่องพลาสติกใสอย่างประณีตก่อนจะห่อด้วยริบบิ้นผูกอย่างเรียบร้อย เธอใช้กล้องมือถือเก่าตั้งกับขวดน้ำพลาสติกที่วางพิงกับกล่องข้าว เสียงพูดของเธอแผ่วเบาแต่พยายามให้ดูสดใส"วันนี้หนูดีมีบราวนี่สูตรโกโก้เข้มข้นนะคะ หอม ๆ ไม่หวานเกินไป เด็กกินได้ ผู้ใหญ่กินดีค่ะ กล่องละห้าสิบบาทเท่านั้น" ภาพบนจอกระตุกเล็กน้อย ไฟส่องหน้าก็แทบไม่มี จะมีเพียงแสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านหน้าต่างเก่าเข้ามา เหงื่อที่ซึมตามกรอบหน้ายิ่งทำให้เธอดูเหนื่อยล้าแต่แววตามีประกายของความหวังบาง ๆ"ไอ้หนูดี! นี่แกกำลังไลฟ์อยู่เหรอ" เสียงเรียกของ พี่แป้ง สาวข้างบ้านวัยไล่เลี่ยกันที่มักเอาข้าวเอาน้ำมาฝากเสมอ เดินเข้ามายืนพิงกรอบประตู เรียกความสนใจจากคนที่กำลังไลฟ์ขายขนมได้เป็นอย่างดี"พี่ว่าแบบนี้คนไม่ดู
..แสงแดดยามสายส่องลอดหลังคาศาลาหมู่บ้านที่ใช้จัดประชุมกลุ่มแม่บ้าน เสียงพูดคุยจอแจของบรรดาผู้หญิงในชุมชนดังกระหึ่มตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน บางคนวางกระทงดอกไม้บนโต๊ะ บ้างก็นำขนมพื้นบ้านมาวางขายหวังเพิ่มรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ จากกิจกรรมวันนี้หนูดีเดินเข้ามาอย่างเกร็ง ๆ เด็กสาวในชุดเสื้อยืดสีจางกับกางเกงยีนธรรมดา สะพายกระเป๋าผ้าใบหนึ่ง มือหนึ่งจูงพีทที่กำลังจ้องมองด้วยดวงตาใสซื่อ"แม่ ๆ นั่นหนูดีรึเปล่า ที่บอกว่าได้ทุนไปเรียนกรุงเทพฯ น่ะ" เสียงกระซิบของหญิงวัยกลางคนดังพอให้คนรอบข้างได้ยิน ทำให้คนตรงนั้นหันไปมองยังคนมาใหม่เป็นตาเดียว"ใช่ ๆ นั่นแหละ" อีกเสียงเสริมก่อนจะพูดต่อ "แต่เรียนไม่จบนะ ไม่รู้ว่าแอบไปมีผัวตอนไหน ท้องไม่มีพ่อกลับมาน่ะ""แบบนี้ผู้ชายเขาไม่เอาน่ะสิ""ฉันก็ว่างั้นแหละ แต่เด็กนั่นหน้าตาน่ารักอยู่นะ น่าสงสารจัง" หนูดีได้ยินทุกคำนินทานั้นแต่ไม่ได้มองตอบ เธอก้มหน้าจูงพีทไปนั่งยังที่ว่างด้านหลังสุดของศาลา หัวใจเต้นแรงเพราะรู้ดีว่าในหมู่บ้านนี้ ข่าวลือแพร่กระจายเร็วยิ่งกว่าสัญญาณโทรศัพท์ เธอทำได้เพียงอดทนเท่านั้นเพราะว่าจุดประสงค์หลักของเธอในวันนี้คือการหาเงินหรือหารายได้เสริมเพ
ตอนที่ 2 คนที่ไม่ต้องการเจอเสียงกระทะกระทบกับตะหลิวดังขึ้นอย่างคุ้นเคยในร้านอาหารตามสั่งเล็ก ๆ ข้างบ้านไม้ยกพื้นสูงที่มีโต๊ะไม้อยู่ไม่กี่ตัว ร้านป้านวล ไม่ใช่ร้านใหญ่โตอะไรแต่ก็เป็นแหล่งรายได้หลักของครอบครัวเล็ก ๆ ของหนูดี แม่เลี้ยงเดี่ยววัย 23 ปี ที่กลับมาอาศัยบ้านเกิดหลังจากชีวิตในเมืองพังครืนขณะนั้นแดดช่วงสายเริ่มร้อน ป้านวลแม่ของหนูดีกำลังทอดไข่เจียวอยู่หน้าเตาอย่างคุ้นชิน หยดน้ำมันกระเด็นนิดหน่อยแต่หญิงวัยกลางคนก็เพียงยกแขนขึ้นป้องกัน ไม่ได้สะทกสะท้านอะไร"ยายนวลครับ พีทจัดโต๊ะเรียบร้อยแล้วนะฮะ" เสียงเล็ก ๆ ของน้องพีท เด็กชายวัยห้าขวบครึ่งดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มสดใส เด็กน้อยวิ่งมากอดขาคุณยายแน่น"โธ่! ลูก! เก่งจังเลยครับ ไม่ต้องมาช่วยยายหรอก หนูไปดูการ์ตูนเถอะลูก" ป้านวลเอ่ยพลางยีหัวหลานเบา ๆ "เดี๋ยววันนี้ยายทอดไข่เจียวให้กรอบพิเศษเลยนะ""เย่! น้องพีทชอบไข่เจียวกรอบ ๆ ของยายนวลมากที่สุดในสามโลกเลยฮะ" พีทยิ้มกว้างพร้อมเงยหน้าขึ้นมองคุณยายด้วยสายตาเปล่งประกายเสียงหัวเราะของสองยายหลานแว่วมาจนหนูดีที่กำลังล้างจานในอ่างต้องแอบอมยิ้มอยู่เงียบ ๆ แม้ภายนอกจะดูเป็นวันธรรมดาแต่ภายในหัวใจ
..เสียงฝีเท้าของเด็กน้อยที่วิ่งเต็มกำลังกระทบพื้นดินแฉะ ๆ ตรงลานวัดหน้าตลาดเช้าวันอาทิตย์ ทำเอาผู้คนหลายคนต้องชะงักมองเพราะกลัวว่าเจ้าตัวน้อยจะหกล้มหรือวิ่งออกถนนไปจนเกิดอันตราย และสิ่งที่พวกเขาคาดคิดก็เกิดขึ้นจนได้ปี๊นนนนเสียงแตรรถมอเตอร์ไซต์ดังลั่นก่อนจะตามมาด้วยเสียงเบรกที่ยาวมากเพราะเกือบชนเข้ากับเด็กน้อยที่วิ่งมาอย่างเร็ว"โอ๊ย!!!" เสียงเด็กน้อยร้องลั่นเพราะความเจ็บที่ล้มลงไปกองกับพื้น แต่โชคดีที่ไม่ถูกชนเพราะมีใครสักคนเข้ามาช่วยรั้งตัวเขาหลบออกมาได้ทัน"เจ็บตรงไหนบ้างหนู" เสียงนุ่มทุ้มของชายหนุ่มเรียกความสนใจของเด็กน้อยได้อย่างดี หากแต่ก่อนที่เขาจะตอบอะไรกลับไปก็ได้ยินเสียงเจ้าของมอเตอร์ไซค์ดังขึ้นมาเสียก่อน"ดูลูกยังไงวะ ปล่อยให้วิ่งเล่น ไม่ดูทางเลย" เด็กวัยรุ่นที่ดูจากทรงผมและการแต่งกายแล้วน่าจะไม่ได้เรียนเหมือนเด็กวัยเดียวกันพูดขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ"พูดอย่างนี้ได้ไงไอ้หนู นี่มันไม่ใช่ที่ไว้ขี่รถเล่นเลยนะ แล้วขี่เร็วขนาดนี้ ไม่คิดว่าจะไปชนคนอื่นบ้างหรือไง" คนตัวสูงหันกลับไปดุเด็กคนนั้นทันควัน"ทำไมล่ะ! นี่มันรถของผม ชีวิตของผม" ว่าจบก็ขี่รถออกไปทั้งอย่างนั้น ทิ้งเอาไว้เพี
ตอนที่ 1 การกลับมากลิ่นก๋วยเตี๋ยวต้มยำหอมฟุ้งลอยมาแตะจมูกทันทีที่ องศา เหยียบเข้ามาในตลาดเช้าตำบลสระกระโจม เสียงจอแจของพ่อค้าแม่ขาย เสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กนักเรียนที่กำลังวิ่งเล่นข้างร้านขายของชำ ทั้งหมดล้วนเป็นภาพที่คุ้นเคย ราวกับเมื่อสิบกว่าปีก่อนที่เขายังเป็นเด็กชายในชุดนักเรียนมัธยมปลาย ขี่จักรยานผ่านตรอกแคบ ๆ ตรงนี้ทุกวันเพื่อไปโรงเรียนบรรหาร ๑ ของอำเภอดอนเจดีย์แต่นั่นคืออดีต ตอนนี้เขาไม่ได้เป็นเด็กหนุ่มไร้เดียงสาคนนั้นอีกต่อไปแล้ว...องศา หรือ หมอองศา ชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาดี วัย 23 ปี ดีกรีนักเรียนเหรียญทองและบัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เขาว่าสอบเข้าได้ยากเย็นนักหนานั่นแหละ องศาเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า หมออนามัย กลับมารับหน้าที่ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพส่วนตำบลของบ้านเกิดหลังเรียบจบองศาเป็นลูกชายของยายสำลีที่สามีอย่างตาสมรักษ์นั้นมาด่วนจากไปตั้งแต่ลูกชายทั้งสองยังอยู่เพียงประถมเท่านั้น ฐานะไม่ได้ร่ำรวยมากมายอะไรแต่ก็พอมีที่นาทำกินอยู่ไม่น้อย ล้วนเกิดจากการเก็บเล็กผสมน้อยรวมถึงการถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลรางวัลที่ 1 ของ ปลัดวายุ ผู้เป็นพี่ชายของหมอองศานั่น







