LOGINองศา กลับมาเป็นหมออนามัยประจำหมู่บ้านหลังจากเรียนจบ แต่การกลับมาครั้งนี้ทำให้เขาได้พบกับผู้หญิงที่เขาเคยแอบชอบเมื่อตอนเรียนมัธยมปลายในสภาพที่เขาไม่คาดคิด จากผู้หญิงที่สวยและเรียนเก่ง กลับกลายเป็นแม่ลูกติดที่เปลี่ยนไปสิ้นเชิง หนูดี เป็นหญิงสาวธรรมดา ๆ ที่กลับมาอยู่บ้านเกิดหลังจากเรียนไม่จบเพราะตั้งท้องโดยไม่ตั้งใจ ลูกของเธอชื่อ พีท วัย 4 ขวบ เธอไม่เคยบอกใครว่าใครคือพ่อของเด็กและไม่คิดจะพูดแม้แต่แม่ของเธอเองก็ยังไม่รู้ "ผู้หญิงที่ท้องไม่มีพ่อตั้งแต่ ม.ปลายแบบเธอ มันมีดีตรงไหนกัน" "คุณหมอเคยมีลูกไหมครับ พีทไม่เคยมีพ่อเลย...คุณหมอเป็นพ่อให้พีทได้ไหมครับ"
View Moreบทนำ
คนเราอาจทำใครบางคนหล่นหายไปโดยที่ทำอะไรไม่ได้ เหมือนกับลูกโป่งที่ลอยจากมือขึ้นไปบนฟ้า
ถ้าลูกโป่งมันหลุดมือจะโทษใคร โทษที่มันลอยได้ หรือโทษที่มือจับมันไม่แน่นพอ...
.
.
เช้าอึมครึมของฤดูฝนเริ่มโปรยปรายบนถนนลูกรังสายเล็กที่ทอดเข้าสู่ศูนย์อนามัยประจำตำบล หญิงสาวคนหนึ่งเดินฝ่าลมฝนบางเบาพร้อมอุ้มเด็กชายตัวเล็กในอ้อมแขน เสื้อผ้าเธอเปียกชื้นจากละอองฝนแต่ใบหน้ากลับมีรอยยิ้มอ่อนโยนที่มอบให้เด็กในอ้อมแขนแม้ดวงตาจะดำคล้ำจากการอดนอนก็ตาม...
"อดทนหน่อยนะลูก แม่กำลังพาพีทไปหาคุณหมอนะ เดี๋ยวเรากลับบ้านกันแล้ว เดี๋ยวพีทก็หายแล้วนะครับ" เสียงหวานของเธอเบาและอ่อนโยน มือเรียวขาวลูบศีรษะเด็กน้อยในอ้อมแขนอย่างปลอบโยน
เด็กชายชื่อ พีท ซบไหล่แม่อย่างเหนื่อยล้า ใบหน้าซีดเผือดจากไข้ที่เพิ่งทุเลาลงเมื่อคืนแต่ก็ยังวางใจไม่ได้
หนูดีเดินเข้าไปในอาคารอนามัยอย่างระมัดระวัง มือข้างหนึ่งถือถุงยาที่ใช้ไม่หมดมาเพื่อคืนให้บุคลากรด้านใน เจ้าหน้าที่หน้าเคาน์เตอร์เงยหน้ามองเธอพลางยิ้มรับอย่างเป็นกันเอง
"อ้าว! หนูดี มานั่งทางนี้ก่อน มาเช็ดเนื้อเช็ดตัวกันก่อน" เสียงหวานของคนอายุมากกว่าเอ่ยกับสองแม่ลูกที่ไม่รู้ว่ากินดีหมีมาจากไหนถึงใจกล้าวิ่งผ่าฝนมาจนถึงนี่ "โอ๊ย! ดูสิเนี่ย! เปียกกันหมดเลยสองแม่ลูก แล้วเจ้าพีทเป็นอะไรมาอีกละเนี่ย"
"เป็นไข้อีกแล้วค่ะ พี่หวาน แต่ว่าไข้ลดแล้วนะ แต่พีทยังเพลียนิดหน่อยก็เลยพามาหาคุณหมออีกทีค่ะ แล้วก็... เอายาที่ได้ไปครั้งที่แล้วมาให้ดูด้วยจ้ะ"
"ได้เลย เดี๋ยวรอคิวตรวจตรงนี้ก่อนนะ"
"ขอบคุณมาก ๆ นะคะพี่หวาน ฉันมารบกวนบ่อยเลย เกรงใจมากค่ะ" เธอพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลใบหน้าอ่อนโยนของเธอดูอ่อนล้าจนคนมองยังอดสงสารไม่ได้
"ไม่เป็นไรหนูดี ที่นี่ยินดีต้อนรับเพื่อช่วยดูแลคนในชุมชนของเราตลอดนั่นแหละ อีกอย่างหน้าฝนก็แบบนี้ เด็ก ๆ ป่วยกันระนาวเพราะอากาศเปลี่ยนนั่นแหละ อย่าคิดมาก" เมื่อพูดจบหญิงสาวก็ช่วยดูแลลูกอยู่ตรงนั้นเพื่อรอคิวตามปกติ
ระหว่างนั้นผู้ใหญ่แสง ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านวัยเกษียณที่ชอบวนเวียนในอนามัยเพราะมีหลายโรคในตัว เช่น เบาหวานบ้าง ความดันบ้าง ไขมันบ้างก็เดินออกมาจากห้องด้านใน พอเห็นหนูดียืนอยู่ใกล้ก็เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม
"อ้าว! แม่หนูดี หายไปนานเลยนะ ลูกโตขึ้นเยอะแล้วนี่" หญิงสาวพยักหน้าตอบด้วยมารยาท
"ค่ะ ผู้ใหญ่ พีทป่วยค่ะ เลยพามาหาหมอ" ชายแก่หัวเราะเบา ๆ แล้วโน้มหน้าเข้ามาใกล้เหมือนจะหยอกเด็กแต่ในจังหวะที่หนูดีหันไปพูดกับเจ้าหน้าที่ เขากลับยื่นมือไป...
ฟึ่บ!
มือหยาบกร้านของชายวัยหกสิบคว้าเข้าที่สะโพกของหนูดีแบบจงใจ
"ว้าย!"
หนูดีหันขวับ ดวงตาตื่นตกใจปนตะลึงและขุ่นเคือง ใบหน้าขาวซีดแดงก่ำด้วยความอับอาย
"นี่ผู้ใหญ่จะทำอะไรคะ!" เสียงของเธอดังจนเจ้าหน้าที่บางคนหันมามอง พีทที่อยู่ในอ้อมแขนก็สะดุ้งและส่งเสียงร้องฮือเบา ๆ ด้วยความตกใจ แต่ผู้ใหญ่แสงกลับยักไหล่ทำหน้าตายและหัวเราะแห้ง ๆ
"โอ๊ย! จะเสียงดังไปทำไมกันเนี่ย ดูสิ! คนอื่นเขาตกใจกันหมดแล้ว ฉันแค่เห็นว่ากางเกงเธอเปื้อนแค่นั้นแหละก็เลยหวังดีปัดให้" น้ำเสียงหยามเหยียดแบบนั้นมันไม่ใช่คำหยอกล้อและไม่ใช่คำอธิบายที่ฟังขึ้นเลยด้วยซ้ำ แต่มันคือการดูถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของผู้หญิงคนหนึ่งอย่างจงใจ
หนูดีมีน้ำตาขึ้นในดวงตาทันที แต่ไม่ใช่เพราะกลัวเป็นเพราะโกรธและเสียใจ
"ฉันไม่เชื่อ! เมื่อกี้ผู้ใหญ่จับก้นฉันชัด ๆ!" เธอตะโกนลั่นโดยไม่แคร์ว่าใครจะได้ยิน
ในตอนนั้นประตูห้องด้านในเปิดออกพอดี เสียงตะโกนของหนูดีดังไปถึงคนในนั้น ชายหนุ่มในเสื้อสีขาวแขนสั้นและตรงกระเป๋ามีตราสาธารณสุขได้เดินออกมา ใบหน้าคมคายเคร่งเครียดและดวงตาคมหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อเห็นภาพตรงหน้า ก่อนเห็นว่าหนูดีกำลังยืนกอดลูกและพูดเสียงดังใส่ผู้ใหญ่แสง
เขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเงียบ ๆ ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"หนูดี เกิดอะไรขึ้น" หนูดีหันขวับไปมองคนมาใหม่อย่างหาที่พึ่ง น้ำตาไหลแต่ไม่พูดอะไร
"ผู้ใหญ่แสงเขา... เขาจับ..." หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ถึงแม้จะไม่ยินยอมแต่การที่ถูกลวนลามแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องดีที่ชาวบ้านทั่วไปจะเข้าใจเหตุผลได้
"ฉันยังไม่ได้ทำอะไรแบบที่เธอพูดเลยนะ แม่หนูดี ฉันแก่จนปูนนี้แล้ว เธอยังจะมาใส่ร้ายฉันอีกเหรอ" คำพูดของผู้ใหญ่แสงมีน้ำหนักมากทีเดียว ถ้าเทียบกับหญิงสาวที่แสนจะธรรมดาอย่างหนูดีในตอนนี้
"ทำไมผู้ใหญ่พูดอย่างนี้ล่ะจ้ะ นี่มัน..."
"พอเถอะหนูดี!" องศาตัดบท เสียงของเขาเหมือนมีมีดซ่อนในปลายคำ ทั้งดังและเข้มจนทำให้หญิงสาวที่ยังไม่ทันพูดจบประโยคถึงกับนิ่งเงียบ
เด็กน้อยที่กำลังป่วยถึงกับสะดุ้งตัวโยนและร้องไห้เมื่อทุกคนเริ่มเสียงดังมากขึ้นเรื่อย ๆ พีทร้องไห้สะอื้นและกอดคอแม่แน่นกว่าเดิม
ส่วนผู้ใหญ่แสงทำสีหน้าหงุดหงิดเพื่อกลบเกลื่อนและเลือกที่จะเดินผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แถมไม่วายทิ้งอีกประโยคไว้ว่า
"เรื่องไม่เป็นเรื่องเลยจริง ๆ ฉันกลับบ้านดีกว่า ผู้หญิงที่ท้องไม่มีพ่อแบบเธอ พูดไปใครจะเชื่อ แล้วยังจะมาใส่ร้ายคนแก่อีก คิดจะข่มขู่เรียกเงินคนแก่หรือยังไง" แต่มีหรือที่คนถูกกระทำและยังไม่ได้รับความยุติธรรมจะยอมจบง่าย ๆ หนูดีพยายามรั้งแขนเขาไว้
"ฉันไม่ได้ต้องการเงินจากผู้ใหญ่ ฉันต้องการคำขอโทษ!" ผู้ใหญ่แสงสะบัดแขนออกเหมือนเธอเป็นขยะ
"ฉันบอกให้พอได้แล้วไง หนูดี!!" องศามองภาพตรงหน้าแล้วถอนหายใจหนัก ก่อนจะคว้าแก้วน้ำจากโต๊ะใกล้ตัว
พร่ากกกก!
น้ำเย็นจัดถูกสาดใส่ตัวสองแม่ลูกนั้นเต็มแรง ทำเอาพีทร้องลั่นและหวาดกลัวจนตัวสั่นจึงกอดแม่แน่น หน้าซบอกเหมือนหาที่ปลอดภัยจากพายุ หญิงสาวหันไปมองคนที่ทำเธอด้วยความไม่เข้าใจ
"ดูสารรูปตัวเองสิหนูดี ใครเขาจะพิศวาสผู้หญิงแบบเธอ!" หนูดียืนตัวเปียกและน้ำตาไหลผสมกับน้ำที่หยดจากเส้นผม มือหนึ่งโอบกอดลูกไว้ส่วนอีกมือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ
"ฉันคิดว่านายจะมองฉันเปลี่ยนไปแล้วซะอีก" เธอสบตาเขา น้ำเสียงสั่นแต่ชัดเจน "แต่สุดท้ายนายก็ยังดูถูกฉันอยู่เหมือนเดิม" องศาชะงักชั่วครู่ ดวงตาสั่นไหววูบหนึ่ง
"ฉันก็เคยคิดว่าเธอจะเปลี่ยนไปแล้วเหมือนกัน" เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น "แต่สุดท้าย…คนอย่างเธอมันก็เป็นอย่างที่แม่ฉันบอกจริง ๆ ด้วย สำส่อนไม่เลิก!"
เพี๊ยะ!
ฝ่ามือของหนูดีฟาดลงบนแก้มเขา เสียงไม่ดังมากแต่ทิ้งรอยแดงจาง ๆ และนั่นทำให้คนที่อยู่ตรงนั้นตกใจกันเป็นแถบ ๆ ส่วนผู้ใหญ่แสงอาศัยจังหวะนี้เดินเลี่ยงออกไปให้เรื่องพ้นตัวในที่สุด
"ถ้านายมองฉันเป็นคนแบบนั้น ถ้าอย่างนั้น... เราอย่าได้เกี่ยวข้องกันอีกเลย" หนูดีพูดจบก็หันหลังเดินออกจากอนามัย พีทยังร้องไห้ไม่หยุด เธอทำได้เพียงแต่กอดเขาไว้แน่นและพาเดินฝ่าฝนบาง ๆ ออกไป
"แม่ครับ ไม่เกี่ยวข้องกันอีกแปลว่าอะไรเหรอครับ" เสียงแผ่วของพีทถามขึ้นขณะเธอกำลังจะวางเขาบนเบาะรถจักรยานยนต์เวฟร้อยคันเก่า ๆ ทั้งที่น้ำตายังไม่ทันแห้งเสียด้วยซ้ำ
หนูดีฝืนยิ้มและส่งมือไปลูบหัวลูกเบา ๆ
"พีทครับ เรากำลังจะย้ายไปอยู่ที่อื่นนะลูก และจะไม่กลับมาที่นี่อีกแล้วนะ" เด็กน้อยเบิกตากว้าง ตาแดงก่ำจากการร้องไห้
"แต่พีทอยากอยู่กับพ่อองศา พีทไม่อยากไปไหน" คำพูดนั้นแทงลึกลงในใจของหนูดี เธอก้มลงมองลูกชายอย่างหนักแน่น
"เขาไม่ใช่พ่อของลูกนะพีท..." เธอพูดพร้อมกับสวมถุงพลาสติกใส่หัวทุยของเด็กน้อยเพื่อกันละอองฝน "ไม่ใช่ทั้งตอนนั้น ตอนนี้ และไม่ใช่ตลอดไป..."
เสียงลมพัดหยาดฝนกระทบหมวกกันน็อกดังกราว เหมือนใจของใครบางคนที่กำลังจะพังลงโดยไม่รู้ตัว...
ภายในห้องตรวจอันอบอุ่นของอนามัยกลายเป็นที่พึ่งพิงยามฉุกเฉินของเด็กน้อยวัยสี่ขวบ พีทนอนตัวสั่นอยู่บนเตียงตรวจ ดวงตากลมโตที่เคยสดใสเริ่มปรือเพราะพิษไข้ ผิวแก้มแดงจัดและเสียงหายใจหอบ ๆ เรียกความห่วงใยจากผู้ใหญ่ในห้องโดยอัตโนมัติ"ตัวร้อนจัดเลยเนี่ย ทำไมปล่อยให้เป็นขนาดนี้แล้วถึงพามานะ" องศาเอ่ยเบา ๆ พลางใช้ปลายนิ้วแตะหน้าผากเด็กน้อยก่อนจะหยิบปรอทวัดไข้ขึ้นมาอย่างชำนาญ"แม่หนูดีกำลังขายของอยู่ครับ พีทอดทนไหว" เสียงของคนป่วยดังเบา ๆ ราวกับพยายามจะแก้ต่างแทนแม่ตัวเอง"อืม" องศาตอบในลำคอขณะหยิบยาลดไข้ เมื่อเดินกลับมาหาพีทแล้วให้อีกคนกินมันลงไปก่อนตบบ่าพีทเบา ๆ"เดี๋ยวก็หายแล้วครับ พีทเก่งที่สุดเลย อดทนไว้นะ" ถึงจะไม่ชอบหน้าแม่ของเด็กน้อยคนนี้เท่าไหร่ แต่ก็อดจะเอ็นดูและสงสารเจ้าก้อนน้อยบนเตียงผู้ป่วยนี้ไม่ได้จริง ๆ ไม่รู้ว่าหน้าตาเหมือนใคร ไม่เห็นจะไปทางแม่เลยสักนิด แต่ยิ่งมองกลับยิ่งรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก"พี่หมอ" เสียงเด็กน้อยที่อ่อนแรงแต่ยังมีประกายความอยากรู้อยากเห็นดังขึ้นเบา ๆ ทำเอาหมออนามัยหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนเลิกคิ้วถาม"หืม""พี่หมออายุเท่าไหร่เหรอครับ" องศาหลุดหัวเรา
ตอนที่ 3 แต่งตัวแบบนี้ขายของหรือขายอะไรห้องครัวหลังบ้านยามบ่ายเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของขนมปังอบใหม่ผสมกับกลิ่นเนยละมุนในอากาศที่คละคลุ้งอยู่รอบตัวหนูดี หลังจากได้รับการอบรมเมื่อครั้งก่อนเธอก็ตัดสินใจยืมเตาอบขนมเก่า ๆ จากเพื่อนบ้านมาลองทำขนมดูสักครั้ง เผื่อว่าจะขายได้หญิงสาวในชุดเสื้อยืดสีจืดและผ้ากันเปื้อนลายดอกไม้กำลังจัดเรียงบราวนี่ลงกล่องพลาสติกใสอย่างประณีตก่อนจะห่อด้วยริบบิ้นผูกอย่างเรียบร้อย เธอใช้กล้องมือถือเก่าตั้งกับขวดน้ำพลาสติกที่วางพิงกับกล่องข้าว เสียงพูดของเธอแผ่วเบาแต่พยายามให้ดูสดใส"วันนี้หนูดีมีบราวนี่สูตรโกโก้เข้มข้นนะคะ หอม ๆ ไม่หวานเกินไป เด็กกินได้ ผู้ใหญ่กินดีค่ะ กล่องละห้าสิบบาทเท่านั้น" ภาพบนจอกระตุกเล็กน้อย ไฟส่องหน้าก็แทบไม่มี จะมีเพียงแสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านหน้าต่างเก่าเข้ามา เหงื่อที่ซึมตามกรอบหน้ายิ่งทำให้เธอดูเหนื่อยล้าแต่แววตามีประกายของความหวังบาง ๆ"ไอ้หนูดี! นี่แกกำลังไลฟ์อยู่เหรอ" เสียงเรียกของ พี่แป้ง สาวข้างบ้านวัยไล่เลี่ยกันที่มักเอาข้าวเอาน้ำมาฝากเสมอ เดินเข้ามายืนพิงกรอบประตู เรียกความสนใจจากคนที่กำลังไลฟ์ขายขนมได้เป็นอย่างดี"พี่ว่าแบบนี้คนไม่ดู
..แสงแดดยามสายส่องลอดหลังคาศาลาหมู่บ้านที่ใช้จัดประชุมกลุ่มแม่บ้าน เสียงพูดคุยจอแจของบรรดาผู้หญิงในชุมชนดังกระหึ่มตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน บางคนวางกระทงดอกไม้บนโต๊ะ บ้างก็นำขนมพื้นบ้านมาวางขายหวังเพิ่มรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ จากกิจกรรมวันนี้หนูดีเดินเข้ามาอย่างเกร็ง ๆ เด็กสาวในชุดเสื้อยืดสีจางกับกางเกงยีนธรรมดา สะพายกระเป๋าผ้าใบหนึ่ง มือหนึ่งจูงพีทที่กำลังจ้องมองด้วยดวงตาใสซื่อ"แม่ ๆ นั่นหนูดีรึเปล่า ที่บอกว่าได้ทุนไปเรียนกรุงเทพฯ น่ะ" เสียงกระซิบของหญิงวัยกลางคนดังพอให้คนรอบข้างได้ยิน ทำให้คนตรงนั้นหันไปมองยังคนมาใหม่เป็นตาเดียว"ใช่ ๆ นั่นแหละ" อีกเสียงเสริมก่อนจะพูดต่อ "แต่เรียนไม่จบนะ ไม่รู้ว่าแอบไปมีผัวตอนไหน ท้องไม่มีพ่อกลับมาน่ะ""แบบนี้ผู้ชายเขาไม่เอาน่ะสิ""ฉันก็ว่างั้นแหละ แต่เด็กนั่นหน้าตาน่ารักอยู่นะ น่าสงสารจัง" หนูดีได้ยินทุกคำนินทานั้นแต่ไม่ได้มองตอบ เธอก้มหน้าจูงพีทไปนั่งยังที่ว่างด้านหลังสุดของศาลา หัวใจเต้นแรงเพราะรู้ดีว่าในหมู่บ้านนี้ ข่าวลือแพร่กระจายเร็วยิ่งกว่าสัญญาณโทรศัพท์ เธอทำได้เพียงอดทนเท่านั้นเพราะว่าจุดประสงค์หลักของเธอในวันนี้คือการหาเงินหรือหารายได้เสริมเพ
ตอนที่ 2 คนที่ไม่ต้องการเจอเสียงกระทะกระทบกับตะหลิวดังขึ้นอย่างคุ้นเคยในร้านอาหารตามสั่งเล็ก ๆ ข้างบ้านไม้ยกพื้นสูงที่มีโต๊ะไม้อยู่ไม่กี่ตัว ร้านป้านวล ไม่ใช่ร้านใหญ่โตอะไรแต่ก็เป็นแหล่งรายได้หลักของครอบครัวเล็ก ๆ ของหนูดี แม่เลี้ยงเดี่ยววัย 23 ปี ที่กลับมาอาศัยบ้านเกิดหลังจากชีวิตในเมืองพังครืนขณะนั้นแดดช่วงสายเริ่มร้อน ป้านวลแม่ของหนูดีกำลังทอดไข่เจียวอยู่หน้าเตาอย่างคุ้นชิน หยดน้ำมันกระเด็นนิดหน่อยแต่หญิงวัยกลางคนก็เพียงยกแขนขึ้นป้องกัน ไม่ได้สะทกสะท้านอะไร"ยายนวลครับ พีทจัดโต๊ะเรียบร้อยแล้วนะฮะ" เสียงเล็ก ๆ ของน้องพีท เด็กชายวัยห้าขวบครึ่งดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มสดใส เด็กน้อยวิ่งมากอดขาคุณยายแน่น"โธ่! ลูก! เก่งจังเลยครับ ไม่ต้องมาช่วยยายหรอก หนูไปดูการ์ตูนเถอะลูก" ป้านวลเอ่ยพลางยีหัวหลานเบา ๆ "เดี๋ยววันนี้ยายทอดไข่เจียวให้กรอบพิเศษเลยนะ""เย่! น้องพีทชอบไข่เจียวกรอบ ๆ ของยายนวลมากที่สุดในสามโลกเลยฮะ" พีทยิ้มกว้างพร้อมเงยหน้าขึ้นมองคุณยายด้วยสายตาเปล่งประกายเสียงหัวเราะของสองยายหลานแว่วมาจนหนูดีที่กำลังล้างจานในอ่างต้องแอบอมยิ้มอยู่เงียบ ๆ แม้ภายนอกจะดูเป็นวันธรรมดาแต่ภายในหัวใจ





