Masuk.
.
แสงแดดยามสายส่องลอดหลังคาศาลาหมู่บ้านที่ใช้จัดประชุมกลุ่มแม่บ้าน เสียงพูดคุยจอแจของบรรดาผู้หญิงในชุมชนดังกระหึ่มตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน บางคนวางกระทงดอกไม้บนโต๊ะ บ้างก็นำขนมพื้นบ้านมาวางขายหวังเพิ่มรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ จากกิจกรรมวันนี้
หนูดีเดินเข้ามาอย่างเกร็ง ๆ เด็กสาวในชุดเสื้อยืดสีจางกับกางเกงยีนธรรมดา สะพายกระเป๋าผ้าใบหนึ่ง มือหนึ่งจูงพีทที่กำลังจ้องมองด้วยดวงตาใสซื่อ
"แม่ ๆ นั่นหนูดีรึเปล่า ที่บอกว่าได้ทุนไปเรียนกรุงเทพฯ น่ะ" เสียงกระซิบของหญิงวัยกลางคนดังพอให้คนรอบข้างได้ยิน ทำให้คนตรงนั้นหันไปมองยังคนมาใหม่เป็นตาเดียว
"ใช่ ๆ นั่นแหละ" อีกเสียงเสริมก่อนจะพูดต่อ "แต่เรียนไม่จบนะ ไม่รู้ว่าแอบไปมีผัวตอนไหน ท้องไม่มีพ่อกลับมาน่ะ"
"แบบนี้ผู้ชายเขาไม่เอาน่ะสิ"
"ฉันก็ว่างั้นแหละ แต่เด็กนั่นหน้าตาน่ารักอยู่นะ น่าสงสารจัง" หนูดีได้ยินทุกคำนินทานั้นแต่ไม่ได้มองตอบ เธอก้มหน้าจูงพีทไปนั่งยังที่ว่างด้านหลังสุดของศาลา หัวใจเต้นแรงเพราะรู้ดีว่าในหมู่บ้านนี้ ข่าวลือแพร่กระจายเร็วยิ่งกว่าสัญญาณโทรศัพท์ เธอทำได้เพียงอดทนเท่านั้นเพราะว่าจุดประสงค์หลักของเธอในวันนี้คือการหาเงินหรือหารายได้เสริมเพิ่มเติมเพื่อเอาเงินพาแม่ไปหาหมอนั่นเอง
เมื่อเสียงเคาะไมค์ของประธานกลุ่มแม่บ้านดังขึ้น ทุกคนจึงเริ่มเงียบ เสียงเอะอะเริ่มจางลง ทำให้หนูดีหายใจโล่งขึ้นนิดหน่อย
"วันนี้เราจะพูดคุยเรื่องโครงการอบรมทำขนมขายออนไลน์นะคะ ใครที่อยากหารายได้เสริมมาทางนี้เลยค่ะ" หนูดีเงยหน้าขึ้นทันที เธอสนใจหัวข้อนี้เป็นพิเศษเพราะหวังจะมีรายได้เพิ่มเติมมาดูแลแม่กับพีท อีกอย่างจะได้เอามาวางขายที่หน้าร้านข้าวของแม่ด้วย ในตอนนี้อะไรที่เป็นออนไลน์ก็เข้าทางเธอมากที่สุดแล้ว เพียงแต่ยังไม่ทันจะลุกขึ้น ยายเนียมที่นั่งข้าง ๆ ก็เอื้อมมือมาจับแขนเธอเอาไว้เสียก่อน
"เอ็งจะทำเหรอหนูดี ลูกก็ต้องเลี้ยง แม่ก็ป่วย เหนื่อยแย่เลยนะลูกเอ๊ย" หนูดีพยักหน้าพลางยิ้มจาง ๆ
"ก็เลยต้องทำค่ะยาย ไม่งั้นไม่ไหวจริง ๆ" เมื่อเธอเดินเข้าไปด้านหน้าศาลา เสียงซุบซิบก็ดังขึ้นอีกครั้ง หนูดีพยายามไม่ใส่ใจ หัวใจเธอมีแต่ความหวัง เธออยากเรียนรู้ อยากเริ่มต้น อยากหาเงินด้วยน้ำพักน้ำแรง
แต่แล้วเสียงหวานเชือดเฉือนก็ดังขึ้นอีกครั้ง และมันเป็นเสียงของคนที่เธอพยายามหลบเลี่ยงมาตลอดตั้งแต่ที่รู้ว่าจะกลับมาอยู่ที่บ้านแล้ว...
"เอ๊ะ! แม่หนูดีใช่มั้ยจ๊ะ ไม่เจอกันนานเลยนะ เห็นข่าวลือว่าได้ทุนไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ไม่ใช่หรอกเหรอ ไปได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เหรอ" น้ำเสียงของยายสำลีนั้นไม่ดังมากแต่ก็ดังพอให้คนทั้งศาลาหันมามองจนกลายเป็นจุดสนใจได้ในที่สุด
หนูดีเงยหน้าขึ้น ดวงตาปะทะกับสายตาคมเฉียบของหญิงวัยกลางคนผู้แต่งกายเรียบหรูตามแบบฉบับคนบ้านนอกที่พอจะมีอันจะกินขึ้นมาแล้ว ใช่! ผู้หญิงคนนี้คือแม่ขององศา ผู้หญิงที่เกลียดเธอฝังรากลึกยิ่งกว่าสิ่งใด
"สวัสดีจ้ะ" หนูดีกล่าวเสียงเบา แม้ใจจะไม่อยากทักทายเท่าไหร่แต่ก็เกรงคนหาว่าไม่มีมรรยาทผู้ใหญ่ทักไม่ตอบ เธอจึงเลือกจะพูดไปเพียงเท่านั้นหวังให้ทุกคนหยุดพูดอะไรเสียทีเพราะลูกของเธอยังอยู่ตรงนี้ด้วย กลัวว่าน้องพีทจะได้ยินอะไรที่เด็กไม่ควรได้ยินเข้า
ยายสำลีแค่นยิ้มพอใจที่เห็นสีหน้าลำบากใจแบบนั้นจากเด็กสาว ซึ่งเป็นคนที่เคยทำให้เธอไม่ชอบมาก ๆ อยู่ตรงหน้า แต่เธอจะไม่ยอมหยุดมันลงง่าย ๆ หญิงวัยกลางคนกอดอกแล้วหันไปพูดกับเพื่อนบ้านอีกคน ซึ่งเสียงดังพอควรเรียกได้ว่านินทาระยะเผาขนเลยทีเดียว
"สมัยนี้ผู้หญิงเก่งนะคะ คลอดลูกเอง เลี้ยงเอง ไม่ต้องมีพ่อเด็กให้ลำบากใจเลยเห็นไหมล่ะ ยายสมพร สมัยเราน่ะแบบนี้ไม่ได้หรอก อายคน ไม่กล้าออกนอกบ้านมาเดินโทง ๆ แบบนี้หรอก" เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากหญิงอีกคนก่อนจะมีเสียงซุบซิบตามมา
"จริงอย่างที่แกพูดนะ ยายสำลี ตายแล้ว! ลูกใครละนั่น หรือว่าเขารู้แต่ไม่รับผิดชอบก็เลยต้องหอบลูกกลับบ้านมาให้แม่เลี้ยงเหมือนเดิมอย่างนั้นหรือ" ยายสมพรผสมโรง ถึงแม้ว่าจะไม่เคยมีความเกลียดชังอะไรต่อกันมาก่อนแต่ชีวิตของชาวบ้านก็แบบนี้ ใครมีเรื่องหน่อยก็ตกเป็นเป้า ไม่วายโดนนินทาว่าร้ายไปเสียทั้งหมด
"ไม่หรอก ฉันว่านะบางทีอาจจะไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อเลยด้วยซ้ำหรือเปล่า" คนในกลุ่มอีกคนพูดเสริมก็ยิ่งทำให้คนถูกนินทาก้มหน้าจนคางชิดคออยู่รอมร่อ เพราะว่าทุกประโยคที่คนเหล่านั้นพูดขึ้นมาเธอได้ยินมันเสียทุกคำ
หนูดียืนนิ่งราวกับขาของเธอถูกตรึงไว้กับพื้น เธอกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ ในขณะที่พีทยังคงเล่นนิ้วมือแม่อย่างไร้เดียงสาโดยไม่รู้เลยว่าแม่กำลังถูกฉีกศักดิ์ศรีลงต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้าน
"แต่ก็เข้าใจนะ เด็กผู้หญิงวัยรุ่นสมัยนี้ใจแตกกันง่าย กลับบ้านมาก็มีเด็กติดมาด้วย น่าสงสารแม่เขานะที่ต้องรับภาระเลี้ยงหลานแทนลูกที่หาผัวไม่ได้ ภาระจริง ๆ" เสียงจากยายสำลีเหมือนมีดคมที่กรีดจนเลือดพุ่งออกมา
หนูดีเงยหน้าขึ้นทั้งที่น้ำตาคลอ ดวงตาเธอสั่นไหวแต่ยังคงนิ่งสงบ ตอนนี้เห็นทีว่าเธอควรจะพูดอะไรออกไปบ้างสักหน่อย อย่างน้อยก็เพื่อเป็นการย้ำเตือนบางเรื่องให้กับนางสำลีได้ฉุกคิดเสียบ้าง
"นั่นสิคะ ยังดีนะคะที่แม่ของฉันยังสามารถเลี้ยงฉันกับหลานได้ ไม่เหมือนบางคนที่ไม่ยอมรับหลานแท้ ๆ ของตัวเองเลยด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าไม่ยอมรับเพราะที่จริงไม่มีปัญญาเลี้ยงหลานหรือเปล่า แบบนั้นก็น่าสงสารไม่แพ้กันเลยไม่ใช่เหรอคะ" เสียงเธอไม่ได้ดังแต่ชัดเจนจนศาลาเงียบไปชั่วขณะ ก่อนที่จะมีใครบางคนพูดขึ้นมาด้วยความข้องใจ
"แม่หนูดีพูดแบบนี้หมายถึงใครเหรอจ๊ะ ที่พวกฉันพูดไม่ได้พูดถึงใครเป็นพิเศษเลยนะ ก็แค่พูดถึงเด็กวัยรุ่นทั่ว ๆ ไปเอง" ยายสมพรตอบกลับทั้งที่ไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น รู้เพียงแค่จะปล่อยให้เด็กถอนหงอกไม่ได้ พูดไปก่อนเดี๋ยวความหมายก็ตามมาเอง
บางคนพยักหน้าเห็นด้วยกับยายสมพร แต่บางคนก็เห็นด้วยกับหนูดี ส่วนคนที่เงียบไปเป็นพิเศษนั้นก็พอจะรู้ตัวแล้วว่าความหมายของสิ่งที่หนูดีพูดหมายถึงใคร เธอยังคงไม่อยากให้เรื่องมันแดงหรือเป็นเรื่องใหญ่ไปมากกว่านี้ ดังนั้นเธอจำต้องยอมอ่อนลงให้ไปก่อนอย่างฝืนใจ...
เพียงแต่เวลานั้นองศามาถึงศาลาพอดีเพื่อรับแม่กลับบ้านก็ทันได้ยินบทสนทนาสุดท้ายพอดี เขามองเห็นหนูดีก้มหน้าจูงพีทออกจากศาลาไปแล้ว
เขามองไปที่สองแม่ลูกก็เพิ่งสังเกตว่าหนูดีผอมกว่าตอนเรียนมัธยมปลายมากทีเดียว อีกทั้งสีผิวก็คล้ำกว่ามาก ผมเผ้าอะไรก็ยุ่งเหยิงทั้งที่มัดรวบเอาไว้แต่กลับมองแล้วไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยเลยสักนิด
มีเพียงแค่รอยยิ้มนั้น รอยยิ้มที่เธอส่งไปให้กับลูกชายที่เดินจูงมืออยู่ข้าง ๆ ที่ดูแล้วมันช่างสดใสเหมือนเดิม เหมือนกับตอนนั้นที่เธอเคยสิ่งยิ้มให้เขาไม่มีผิด
"แม่ครับ นั่นพี่หมอใจดีนี่นา พีทอยากเล่นกับพี่หมอครับ"
"อย่าเลยลูก พี่เขาทำงานน่ะ เรากลับกันเถอะ"
ชายหนุ่มมองเด็กน้อยที่หันมาส่งยิ้มให้เขาอย่างไร้เดียงสา หัวใจของเขาเต้นแผ่วผิดจังหวะ ในขณะที่ยายสำลีสังเกตเห็นก็รีบเข้ามาจับแขนลูกชายตัวเองทันที
"ตาองศา! มารับแม่ใช่ไหม" องศาสะดุ้งตัวโยนก่อนจะหันไปตอบรับแม่ตัวเองด้วยรอยยิ้มอบอุ่นอย่างเคย
"ครับแม่"
ภายในห้องตรวจอันอบอุ่นของอนามัยกลายเป็นที่พึ่งพิงยามฉุกเฉินของเด็กน้อยวัยสี่ขวบ พีทนอนตัวสั่นอยู่บนเตียงตรวจ ดวงตากลมโตที่เคยสดใสเริ่มปรือเพราะพิษไข้ ผิวแก้มแดงจัดและเสียงหายใจหอบ ๆ เรียกความห่วงใยจากผู้ใหญ่ในห้องโดยอัตโนมัติ"ตัวร้อนจัดเลยเนี่ย ทำไมปล่อยให้เป็นขนาดนี้แล้วถึงพามานะ" องศาเอ่ยเบา ๆ พลางใช้ปลายนิ้วแตะหน้าผากเด็กน้อยก่อนจะหยิบปรอทวัดไข้ขึ้นมาอย่างชำนาญ"แม่หนูดีกำลังขายของอยู่ครับ พีทอดทนไหว" เสียงของคนป่วยดังเบา ๆ ราวกับพยายามจะแก้ต่างแทนแม่ตัวเอง"อืม" องศาตอบในลำคอขณะหยิบยาลดไข้ เมื่อเดินกลับมาหาพีทแล้วให้อีกคนกินมันลงไปก่อนตบบ่าพีทเบา ๆ"เดี๋ยวก็หายแล้วครับ พีทเก่งที่สุดเลย อดทนไว้นะ" ถึงจะไม่ชอบหน้าแม่ของเด็กน้อยคนนี้เท่าไหร่ แต่ก็อดจะเอ็นดูและสงสารเจ้าก้อนน้อยบนเตียงผู้ป่วยนี้ไม่ได้จริง ๆ ไม่รู้ว่าหน้าตาเหมือนใคร ไม่เห็นจะไปทางแม่เลยสักนิด แต่ยิ่งมองกลับยิ่งรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก"พี่หมอ" เสียงเด็กน้อยที่อ่อนแรงแต่ยังมีประกายความอยากรู้อยากเห็นดังขึ้นเบา ๆ ทำเอาหมออนามัยหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนเลิกคิ้วถาม"หืม""พี่หมออายุเท่าไหร่เหรอครับ" องศาหลุดหัวเรา
ตอนที่ 3 แต่งตัวแบบนี้ขายของหรือขายอะไรห้องครัวหลังบ้านยามบ่ายเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของขนมปังอบใหม่ผสมกับกลิ่นเนยละมุนในอากาศที่คละคลุ้งอยู่รอบตัวหนูดี หลังจากได้รับการอบรมเมื่อครั้งก่อนเธอก็ตัดสินใจยืมเตาอบขนมเก่า ๆ จากเพื่อนบ้านมาลองทำขนมดูสักครั้ง เผื่อว่าจะขายได้หญิงสาวในชุดเสื้อยืดสีจืดและผ้ากันเปื้อนลายดอกไม้กำลังจัดเรียงบราวนี่ลงกล่องพลาสติกใสอย่างประณีตก่อนจะห่อด้วยริบบิ้นผูกอย่างเรียบร้อย เธอใช้กล้องมือถือเก่าตั้งกับขวดน้ำพลาสติกที่วางพิงกับกล่องข้าว เสียงพูดของเธอแผ่วเบาแต่พยายามให้ดูสดใส"วันนี้หนูดีมีบราวนี่สูตรโกโก้เข้มข้นนะคะ หอม ๆ ไม่หวานเกินไป เด็กกินได้ ผู้ใหญ่กินดีค่ะ กล่องละห้าสิบบาทเท่านั้น" ภาพบนจอกระตุกเล็กน้อย ไฟส่องหน้าก็แทบไม่มี จะมีเพียงแสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านหน้าต่างเก่าเข้ามา เหงื่อที่ซึมตามกรอบหน้ายิ่งทำให้เธอดูเหนื่อยล้าแต่แววตามีประกายของความหวังบาง ๆ"ไอ้หนูดี! นี่แกกำลังไลฟ์อยู่เหรอ" เสียงเรียกของ พี่แป้ง สาวข้างบ้านวัยไล่เลี่ยกันที่มักเอาข้าวเอาน้ำมาฝากเสมอ เดินเข้ามายืนพิงกรอบประตู เรียกความสนใจจากคนที่กำลังไลฟ์ขายขนมได้เป็นอย่างดี"พี่ว่าแบบนี้คนไม่ดู
..แสงแดดยามสายส่องลอดหลังคาศาลาหมู่บ้านที่ใช้จัดประชุมกลุ่มแม่บ้าน เสียงพูดคุยจอแจของบรรดาผู้หญิงในชุมชนดังกระหึ่มตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน บางคนวางกระทงดอกไม้บนโต๊ะ บ้างก็นำขนมพื้นบ้านมาวางขายหวังเพิ่มรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ จากกิจกรรมวันนี้หนูดีเดินเข้ามาอย่างเกร็ง ๆ เด็กสาวในชุดเสื้อยืดสีจางกับกางเกงยีนธรรมดา สะพายกระเป๋าผ้าใบหนึ่ง มือหนึ่งจูงพีทที่กำลังจ้องมองด้วยดวงตาใสซื่อ"แม่ ๆ นั่นหนูดีรึเปล่า ที่บอกว่าได้ทุนไปเรียนกรุงเทพฯ น่ะ" เสียงกระซิบของหญิงวัยกลางคนดังพอให้คนรอบข้างได้ยิน ทำให้คนตรงนั้นหันไปมองยังคนมาใหม่เป็นตาเดียว"ใช่ ๆ นั่นแหละ" อีกเสียงเสริมก่อนจะพูดต่อ "แต่เรียนไม่จบนะ ไม่รู้ว่าแอบไปมีผัวตอนไหน ท้องไม่มีพ่อกลับมาน่ะ""แบบนี้ผู้ชายเขาไม่เอาน่ะสิ""ฉันก็ว่างั้นแหละ แต่เด็กนั่นหน้าตาน่ารักอยู่นะ น่าสงสารจัง" หนูดีได้ยินทุกคำนินทานั้นแต่ไม่ได้มองตอบ เธอก้มหน้าจูงพีทไปนั่งยังที่ว่างด้านหลังสุดของศาลา หัวใจเต้นแรงเพราะรู้ดีว่าในหมู่บ้านนี้ ข่าวลือแพร่กระจายเร็วยิ่งกว่าสัญญาณโทรศัพท์ เธอทำได้เพียงอดทนเท่านั้นเพราะว่าจุดประสงค์หลักของเธอในวันนี้คือการหาเงินหรือหารายได้เสริมเพ
ตอนที่ 2 คนที่ไม่ต้องการเจอเสียงกระทะกระทบกับตะหลิวดังขึ้นอย่างคุ้นเคยในร้านอาหารตามสั่งเล็ก ๆ ข้างบ้านไม้ยกพื้นสูงที่มีโต๊ะไม้อยู่ไม่กี่ตัว ร้านป้านวล ไม่ใช่ร้านใหญ่โตอะไรแต่ก็เป็นแหล่งรายได้หลักของครอบครัวเล็ก ๆ ของหนูดี แม่เลี้ยงเดี่ยววัย 23 ปี ที่กลับมาอาศัยบ้านเกิดหลังจากชีวิตในเมืองพังครืนขณะนั้นแดดช่วงสายเริ่มร้อน ป้านวลแม่ของหนูดีกำลังทอดไข่เจียวอยู่หน้าเตาอย่างคุ้นชิน หยดน้ำมันกระเด็นนิดหน่อยแต่หญิงวัยกลางคนก็เพียงยกแขนขึ้นป้องกัน ไม่ได้สะทกสะท้านอะไร"ยายนวลครับ พีทจัดโต๊ะเรียบร้อยแล้วนะฮะ" เสียงเล็ก ๆ ของน้องพีท เด็กชายวัยห้าขวบครึ่งดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มสดใส เด็กน้อยวิ่งมากอดขาคุณยายแน่น"โธ่! ลูก! เก่งจังเลยครับ ไม่ต้องมาช่วยยายหรอก หนูไปดูการ์ตูนเถอะลูก" ป้านวลเอ่ยพลางยีหัวหลานเบา ๆ "เดี๋ยววันนี้ยายทอดไข่เจียวให้กรอบพิเศษเลยนะ""เย่! น้องพีทชอบไข่เจียวกรอบ ๆ ของยายนวลมากที่สุดในสามโลกเลยฮะ" พีทยิ้มกว้างพร้อมเงยหน้าขึ้นมองคุณยายด้วยสายตาเปล่งประกายเสียงหัวเราะของสองยายหลานแว่วมาจนหนูดีที่กำลังล้างจานในอ่างต้องแอบอมยิ้มอยู่เงียบ ๆ แม้ภายนอกจะดูเป็นวันธรรมดาแต่ภายในหัวใจ
..เสียงฝีเท้าของเด็กน้อยที่วิ่งเต็มกำลังกระทบพื้นดินแฉะ ๆ ตรงลานวัดหน้าตลาดเช้าวันอาทิตย์ ทำเอาผู้คนหลายคนต้องชะงักมองเพราะกลัวว่าเจ้าตัวน้อยจะหกล้มหรือวิ่งออกถนนไปจนเกิดอันตราย และสิ่งที่พวกเขาคาดคิดก็เกิดขึ้นจนได้ปี๊นนนนเสียงแตรรถมอเตอร์ไซต์ดังลั่นก่อนจะตามมาด้วยเสียงเบรกที่ยาวมากเพราะเกือบชนเข้ากับเด็กน้อยที่วิ่งมาอย่างเร็ว"โอ๊ย!!!" เสียงเด็กน้อยร้องลั่นเพราะความเจ็บที่ล้มลงไปกองกับพื้น แต่โชคดีที่ไม่ถูกชนเพราะมีใครสักคนเข้ามาช่วยรั้งตัวเขาหลบออกมาได้ทัน"เจ็บตรงไหนบ้างหนู" เสียงนุ่มทุ้มของชายหนุ่มเรียกความสนใจของเด็กน้อยได้อย่างดี หากแต่ก่อนที่เขาจะตอบอะไรกลับไปก็ได้ยินเสียงเจ้าของมอเตอร์ไซค์ดังขึ้นมาเสียก่อน"ดูลูกยังไงวะ ปล่อยให้วิ่งเล่น ไม่ดูทางเลย" เด็กวัยรุ่นที่ดูจากทรงผมและการแต่งกายแล้วน่าจะไม่ได้เรียนเหมือนเด็กวัยเดียวกันพูดขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ"พูดอย่างนี้ได้ไงไอ้หนู นี่มันไม่ใช่ที่ไว้ขี่รถเล่นเลยนะ แล้วขี่เร็วขนาดนี้ ไม่คิดว่าจะไปชนคนอื่นบ้างหรือไง" คนตัวสูงหันกลับไปดุเด็กคนนั้นทันควัน"ทำไมล่ะ! นี่มันรถของผม ชีวิตของผม" ว่าจบก็ขี่รถออกไปทั้งอย่างนั้น ทิ้งเอาไว้เพี
ตอนที่ 1 การกลับมากลิ่นก๋วยเตี๋ยวต้มยำหอมฟุ้งลอยมาแตะจมูกทันทีที่ องศา เหยียบเข้ามาในตลาดเช้าตำบลสระกระโจม เสียงจอแจของพ่อค้าแม่ขาย เสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กนักเรียนที่กำลังวิ่งเล่นข้างร้านขายของชำ ทั้งหมดล้วนเป็นภาพที่คุ้นเคย ราวกับเมื่อสิบกว่าปีก่อนที่เขายังเป็นเด็กชายในชุดนักเรียนมัธยมปลาย ขี่จักรยานผ่านตรอกแคบ ๆ ตรงนี้ทุกวันเพื่อไปโรงเรียนบรรหาร ๑ ของอำเภอดอนเจดีย์แต่นั่นคืออดีต ตอนนี้เขาไม่ได้เป็นเด็กหนุ่มไร้เดียงสาคนนั้นอีกต่อไปแล้ว...องศา หรือ หมอองศา ชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาดี วัย 23 ปี ดีกรีนักเรียนเหรียญทองและบัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เขาว่าสอบเข้าได้ยากเย็นนักหนานั่นแหละ องศาเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า หมออนามัย กลับมารับหน้าที่ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพส่วนตำบลของบ้านเกิดหลังเรียบจบองศาเป็นลูกชายของยายสำลีที่สามีอย่างตาสมรักษ์นั้นมาด่วนจากไปตั้งแต่ลูกชายทั้งสองยังอยู่เพียงประถมเท่านั้น ฐานะไม่ได้ร่ำรวยมากมายอะไรแต่ก็พอมีที่นาทำกินอยู่ไม่น้อย ล้วนเกิดจากการเก็บเล็กผสมน้อยรวมถึงการถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลรางวัลที่ 1 ของ ปลัดวายุ ผู้เป็นพี่ชายของหมอองศานั่น







