LOGIN“ไหวไหมเนี่ยมิว...”
มิวรา หรือ มิว สะดุ้งละสายตาจากหน้าจอมือถือ มองหน้าเพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ในแผนกที่เพิ่งกลับจากพาลูกค้าอินสเปคห้องจัดเลี้ยงงานแต่งเป็นงานที่หกของวันนี้แล้ว ยังไม่นับที่พนักงานขายวิ่งไปหางานมาให้อีกจนล้นมือ คาดว่าเซอร์วิสชาร์ตของพนักงานเดือนนี้น่าจะพุ่ง
งานกำลังไปได้ดี แต่ความรักของเธอกับดิ่งเหวสวนทางเสียอย่างนั้น
“เป็นอะไรไป ใจลอยถึงหนุ่มที่ไหนเนี่ยเรา พี่เรียกตั้งหลายหน”
“เปล่าค่ะ ไม่ได้เป็นอะไร ช่วงนี้งานยุ่งๆ” หญิงสาวหาข้ออ้างยอดฮิตบังหน้า
“ก็ยุ่งจริงๆ นั่นแหละ เดือนนี้มีงานแต่งเข้าทุกวันเลย จองกันจนถึงเดือนหน้านู่นแน่ะ คู่เมื่อกี้ก็จองเดือนหน้ามาอีกงานแล้ว เอ้านี่ ช่วยทำข้อมูลให้พี่ด้วยล่ะ ดีนะที่พวกเรายังโสดไม่มีผัว ไม่งั้นผัวคงขอเลิก ทำงานอย่างกับควายเปลี่ยวแบบนี้ วาเลนไทน์ทั้งทีก็ไม่ได้หยุด ต้องเซิ้งไปดูคนอื่นเขาแต่งงานโชว์หวานกัน อนาถแท้ชีวิตตู”
เนวิกา หรือ นิ้ง บ่นขิงบ่นข่าตามประสาคนช่างพูด โดยไม่ทันสังเกตสีหน้าเพื่อนร่วมงานรุ่นน้องที่เปลี่ยนไป
แฟนงั้นเหรอ...
ใครว่าเธอไม่มีล่ะ!
แต่จะเรียกว่าแฟนก็ไม่ถูก เพราะที่ผ่านมาเขาคนนั้นก็ไม่เคยให้สถานะกับความสัมพันธ์ของเราเลยจนถึงตอนนี้
หลังจากวันนั้นที่เธอถามถึงสถานะระหว่างเราไป ธรรศก็โกรธจนหายหน้าหายตาไปเลยทั้งๆ ที่ทำงานอยู่ในโรงแรมเดียวกัน
มิวรา หันมาจ้องหน้าจอมือถือที่ส่งข้อความไปหาคนที่เธอควรเรียกว่าแฟนไปหลายชั่วโมง แต่เขาก็ยังไม่อ่าน ไม่ตอบกลับมา จนข้อความในแชทไลน์หนักทางขวาฝั่งเดียว พลางถอนหายใจเฮือกๆ
หนักขวา...งั้นเหรอ?
มิวราฝืนยิ้ม ก่อนจะก้มลงมองหน้าจอที่ยังนิ่งสนิทไร้การแจ้งเตือนอีกครั้ง ความน้อยใจแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่ลำคอจนพูดไม่ออก
มันไม่ใช่แค่ในแชทหรอก แต่มันหนักขวามาตลอดสี่ปีที่เธอพยายามประคับประคองความรักลับๆ แบบไร้สถานะนี้ไว้เพียงลำพังแล้ว
“หกโมงแล้ว พี่รีบไปแคนทีนหาอะไรกินก่อนดีกว่า เดี๋ยวอาหารหมด คืนนี้ยังต้องเซิ้งอีกหลายชั่วโมง มิวจะไปด้วยกันไหม”
“ไม่ดีกว่าค่ะ เย็นนี้มิวมีนัดแล้ว ต้องรีบกลับ”
“ต๊าย! อย่าบอกนะสาวว่าแอบนัดหนุ่มหล่อไปฉลองวาเลนไทน์น่ะ ไหนบอกว่าโสดไงยะ” คนถูกถามไม่ได้ตอบอะไรได้แต่ยิ้มแห้งๆ
“ก็ดีๆ จะมีข่าวดีเมื่อไหร่บอกพี่ด้วยนะ จะได้ขอส่วนลดพนักงานให้ มาแต่งที่โรงแรมเรานี่แหละ ช่วยเพิ่มเซอร์วิสชาร์ตให้เพื่อนๆ ด้วยไง ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลย”
เนวิกาแซวทีเล่นทีจริง ก่อนจะรีบเดินออกไปจากแผนก ทิ้งให้เพื่อนร่วมงานรุ่นน้องอยู่กับความเงียบอีกครั้ง
มิวราถอนหายใจเบาๆ
งานแต่งงั้นหรือ...เอาแค่ได้สถานะจากคนที่ควรเรียกว่าแฟนให้ได้ก่อนดีกว่า จนถึงตอนนี้เธออยู่ในสถานะอะไรกับเขาคนนั้น เธอยังตอบไม่ได้เลย
แฟน...คนรัก...คนรู้ใจ...คนคุย...คนสนิท...คนพิเศษ
หรือว่า...คนแปลกหน้า
ในคืนวาเลนไทน์นี้ เธอตั้งใจจะถือโอกาสปรับความเข้าใจกับธรรศอีกสักครั้ง คุยเรื่องความสัมพันธ์นี้อีกสักหน เผื่อว่าหากโชคดี คืนนี้ก็จะเป็นคืนแรกที่เธอมีแฟนอย่างเป็นทางการกับเขาสักทีหลังจากแอบคบกันแบบลับๆ ไร้ตัวตน ไร้สถานะมานานถึงสี่ปี หรือหากคำตอบที่ได้ไม่เป็นไปตามที่หวัง อย่างน้อยเธอก็จะได้รู้ว่าตัวเองต้องทำยังไงต่อไป ดีกว่าอยู่กับสถานะคลุมเครือไปวันๆ ไม่มีที่สิ้นสุดแบบนี้
MiuRa: พี่ธรรศคะ วันนี้มิวจะทำของโปรดพี่ไว้ให้ เราฉลองวาเลนไทน์ด้วยกันนะคะ
ส่งไปอีกก็เงียบอีก จนบางทีก็คิดว่าคุยกับสากกะเบือ
แบบนี้เธอไม่ต้องมีก็ได้แฟน ซื้อสากมาสักอันคงทำแทนกันได้
เฮ้อ...
ติ๊ง!
มิวราหัวใจเต้นแรงเมื่อได้ยินเสียงข้อความตอบกลับ รีบคว้ามือถือขึ้นมาดู
TeddyT: วันนี้พี่ไม่ว่าง ที่แผนกมีกินเลี้ยงฉลองตำแหน่งให้ แล้วก็ต้อนรับพนักงานใหม่ ไม่ต้องรอ อ้อ! เลิกส่งข้อความมากวนใจสักที มันน่ารำคาญ
“น่ารำคาญเนี่ยนะ”
ผีเปรต!
เธอรู้ดีว่านี่คือหนึ่งในกฎเหล็กร้อยแปดข้อที่ธรรศตั้งไว้ คือ...
ห้ามเธอโทรหาในเวลาที่เขาทำงานหรือเข้าเวรดิวตี้
แต่นี่มันเวลาเลิกงานแล้วนะ แล้วเธอก็ไม่ได้โทรหาแค่ส่งข้อความถามดีๆ วันแห่งความรักทั้งที แทนที่จะมาอยู่กับแฟน ไม่สิ ยังไม่เรียกว่าแฟน อยู่กับคนพิเศษกว่าเพื่อนร่วมงานก็ได้เอ้า
แต่เขากลับเลือกไปกินเลี้ยงกับแผนกเสียนี่ มันใช่เรื่องไหม
ตอบเลยว่าไม่ใช่
ถ้าไม่ใช่แล้วทำไมยังทนกับคนแบบนี้อยู่ได้
ความน้อยใจแล่นรื้นขึ้นมาคลอที่ดวงตาคู่สวย
เพราะรัก? หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะความเคยชินที่มีเขาในชีวิตมาถึงสี่ปีตั้งแต่วันที่เพิ่งเริ่มทำงานใหม่ สร้างฐานะมาพร้อมๆ กัน อาจเป็นความเสียดายกับวัน เวลา และความรู้สึกที่ถูกเขาบั่นทอนเสียไปวันละนิดวันละหน่อย หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะความคาดหวังว่าสักวัน เธอจะได้เป็นตัวจริงที่เขายืดอก เชิดหน้า พามาแนะนำกับทุกคนได้อย่างภาคภูมิใจในฐานะที่เธอจะเป็นเจ้าสาวของเขา
ดูคนอื่นแต่งงานมาก็นักต่อนัก เธอเองก็เคยฝันว่าอยากจะแต่งงาน อยากจะเป็นเจ้าสาวของคนที่ตัวเองรักบ้างเหมือนกัน
แต่มันเมื่อไหร่กันล่ะ อีกปี สองปี ห้าปี สิบปี
หรือว่า...ไม่มีวันเป็นจริง
เพราะจนถึงตอนนี้ทั้งโรงแรมก็ยังไม่มีใครรู้เลยว่า มิวราคนนี้กำลังคบหาดูใจกับ ธรรศ ผู้จัดการแผนกต้อนรับส่วนหน้าคนใหม่ ทั้งที่ทำงานในโรงแรมเดียวกัน พบกันในที่ทำงานยังต้องแสร้งทำเป็นคนแปลกหน้าหลอกทุกคน
มื้อค่ำวันนั้นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ นนทพัทธ์ดูผ่อนคลายขึ้นมาก เขาไม่ต้องแบกความรักข้างเดียวไว้อีกต่อไป เพราะมีรินลดาคอยเติมเต็มช่องว่างในใจด้วยความร่าเริงและเข้าใจในวิชาชีพเดียวกันก่อนกลับคีตกาอาสาเดินมาส่งว่าที่บ่าวสาวถึงรถ“เป้ย...พี่ขอบคุณเป้ยนะ ที่วันนั้นเป้ยเลือกที่จะซื่อสัตย์กับหัวใจตัวเอง มันทำให้พี่กล้าที่จะเปิดใจรับคนใหม่เข้ามาในชีวิตเหมือนกัน” พี่หมอเอ่ยด้วยความจริงใจ“เป้ยก็ขอบคุณพี่นนท์ค่ะ ที่เป็นพี่ชายที่แสนดีและไม่เคยทิ้งเป้ยไปไหน พี่นนท์เหมาะกับความสุขที่สุดแล้วค่ะ”ภวิศเดินเข้ามาจับมือหมอนนท์พลางพยักหน้าอย่างลูกผู้ชาย “ดูแลคุณรินให้ดีนะหมอ อย่าเอาอย่างผมล่ะ ไม่งั้นจะกลายเป็นหมาโบ้ที่หลังไม่รู้ด้วย”ทุกคนหัวเราะร่าท่ามกลางลมหนาวที่พัดผ่าน ภวิศโอบไหล่คีตกาเดินกลับเข้าบ้านเรือนหอแสนอบอุ่นด้วยกัน“คิดแล้วก็เสียดายนะ”“เสียดายอะไรคะ” คีตกาเงยหน้ามองสามีอย่างแปลกใจ“เห็นหมอนนท์จะแต่งงาน พี่ก็เลยคิดถึงงานแต่งของเราสองคนขึ้นมาน่ะสิ คิดแล้วก็เสียดาย อยากแต่งงานกับเป้ยอีกรอบจัง”“ก็แต่งสิคะ”“ว่าไงนะ!”“เป้ยบอกว่าอยากแต่งก็แต่งได้ค่ะ แต่รอให้เป้ยคลอดเจ้าเบอร์สามก่อนแล้วกันนะคะ
สามปีต่อมา...“เจ้าโปรดอย่าพาน้องปริมวิ่งเร็วแบบนั้นสิลูก เดี๋ยวน้องล้ม!”เสียงห้าวของคุณพ่อลูกสองตะโกนลั่นสนามหญ้า คุณพ่อมาดเข้มที่ตอนนี้สวมเสื้อยืดกางเกงยีนส์วิ่งไล่ตามลูกชายและลูกสาววัยกำลังซน ภวิศอุ้มลูกสาววัยเตาะแตะขึ้นพาดบ่าพลางหัวเราะร่า ก่อนจะเดินตรงมาหาคีตกาที่ยืนยิ้มละมุนอยู่ริมระเบียง“โอย เหนื่อยจัง ลูกเรานี่ซนเหมือนใครเนี่ย” ภวิศแกล้งอ้อนเมียพลางเนียนเอาหน้าซุกไหล่บาง“ซนเหมือนพี่วิศตอนเด็กๆ ไงคะ คุณแม่บอกเป้ยหมดแล้วนะ ตอนเด็กๆ พี่ซนมากเหมือนน้องโปรดไม่มีผิดเลย” คีตกาหัวเราะเบาๆ พลางหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อให้สามี“ส่วนน้องปริมก็น่ารักเหมือนเป้ยไม่มีผิด พี่เห็นในอัลบั้มภาพ ตอนเด็กๆ เป้ยน่ารักมากๆ เลย หวังว่าเจ้าเบอร์สามในท้องจะน่ารักเหมือนแม่อีกคนนะ” ภวิศยื่นมือไปลูบที่หน้าท้องนูนของว่าที่คุณแม่ลูกสามคีตกาค้อนใส่คนขยันทำการบ้านจนเสกเด็กเข้าท้องเธอไม่หยุด แต่เขาก็ไม่เคยเบื่อที่จะอ้อนและเอาใจเธอทุกคืนๆ จนเธอเสพติดความหื่นจากเขาด้วย หากวันไหนสามีไม่ทำการบ้านก็มีงอนกันบ้าง ขนาดลูกสามแล้วความหวานก็ยังไม่ลดลง แต่อย่าให้ถึงขั้นมีเบอร์สี่ห้าหกเลย ส่วนคุณปู่คุณย่านั้นไม่ต้องพูด
“คอยดูเถอะเป้ยจะฟ้องคุณพ่อคุณแม่พี่”“ฟ้องไปก็เท่านั้น พ่อแม่พี่หลงหลานจะตาย มีลูกหลายคนบ้านจะได้ครึกครื้นไงครับ” เขาแกล้งทำเสียงออดอ้อนพลางกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น มือป้วนเปี้ยนปัดผ่านทรวงอกที่อวบอิ่มเพราะต้องให้นมลูก“หิวนมจัง...” คุณแม่ลูกอ่อนทำตาโตตะปบมือซุกซนที่เลิกชายเสื้อเธอขึ้น“พี่วิศ อย่ามาหื่นนะคะ นี่นมของน้องโปรด”“แบ่งๆ กันน่า เข้าโครงการคนละครึ่ง เป้ยมีตั้งสองเต้า ก็แบ่งลูกเต้าหนึ่ง สามีเต้าหนึ่ง ดีจะตาย”“อย่ามาเนียนค่ะ เป้ยง่วงแล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า”“ไม่เป็นไรนะ เป้ยง่วงเป้ยก็หลับไป เดี๋ยวพี่ทำเอง”ทำเอง? เขาจะทำอะไรไม่ทันที่เธอจะได้ถาม คุณพ่อจอมป่วนก็จัดการทำในสิ่งที่เขาอยากทำมาหลายเดือนกับร่างกายอวบอิ่มของเธอ โดยเฉพาะส่วนที่เขาต้องมองลูกชายดูดมันทุกวันด้วยความอิจฉาสุดหัวใจ“พี่วิศ...อย่ากินนมลูกหมดนะ”พ่อตัวร้ายฟังเสียก็ดี เสียงดูดจ๊วบๆ อย่างเอร็ดอร่อยนั่นทำให้เธอรู้สึกวาบหวิว ร่างกายร้อนรุ่มขึ้นมาทันใด ใช่แต่เขาที่ต้องการ เธอเองก็ขาดเรื่องนี้มานานเกินไปแล้ว จากที่จะต่อต้าน คีตกาจึงยอมปล่อยให้สามีหน้ามึนจัดการดื่มกินร่างกายหอมหวานของเธอตามอำเภอใจ เรื่องนี้ไม่ต้อง
“แง้ๆ...”คีตกาสะดุ้งลืมตาทันทีที่ได้ยินเสียงลูกร้องไห้จ้า แต่ยังไม่ทันจะได้ลุกขึ้นไปดูก็มีเสียงงัวเงียดังข้างๆ หู“เป้ยนอนต่อเถอะ เดี๋ยวพี่ดูลูกเอง” ภวิศในสภาพหัวฟู ตาโรยเพราะเพิ่งได้นอนไม่ถึงชั่วโมงก็ต้องตื่นขึ้นมาดูลูกที่ร้องกลางดึกอีก“ว่าไงครับคนเก่งของพ่อ”ชายหนุ่มอุ้มลูกโยกไปมาพลางร้องเพลงกล่อมเสียงเพี้ยนๆ จนคีตกาที่แอบมองอยู่ต้องหลุดขำตลอดหลายเดือนหลังจากคลอด ภวิศกลายเป็นคุณพ่อดีเด่น เขาคอยช่วยเธอดูแลลูกแทบทุกอย่าง แม้จะมีพี่เลี้ยงคอยช่วย แต่พี่เลี้ยงเบอร์หนึ่งของบ้านก็ยังคงเป็นภวิศนั่นเอง ไม่ว่าจะคอยเก็บน้ำนมให้เธอเมื่อปั๊มเสร็จ อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ลูก หรือกระทั่งเปลี่ยนแพมเพิร์ส หรือลุกมาป้อนนมกลางดึกเขาก็ทำได้ไม่มีขาดตกบกพร่อง คำพูดติดปากของเขาคือ เป้ยพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวพี่ทำเองคีตกามองแผ่นหลังกว้างของคนเป็นสามีที่พยายามเดินโยกตัวไปมาทั่วห้องนอนเพื่อปลอบน้องโปรดที่กำลังงอแงให้สงบลง ใบหน้าที่เคยถือดีและเรียบตึงยามอยู่นอกบ้าน บัดนี้กลับมีรอยคล้ำใต้ตาชัดเจน ทว่าแววตาที่มองเจ้าก้อนแป้งในอ้อมกอดกลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่หาจากไหนไม่ได้อีก“พี่วิศคะ ส่งลูกให้เป้ยเถอะค่ะ พี่
“แต่พี่หวงนี่ ไม่อยากให้ใครมองเมียพี่” ภวิศเถียงสู้ตาย เขาหันไปหาพยาบาล “คุณพยาบาลครับ มีผ้าคลุมไหม เอามาปิดให้มิดที่สุดนะ ให้หมอเห็นแค่...แค่ส่วนที่จำเป็นจริงๆ ก็พอ อย่าให้เขาเห็นอย่างอื่นนะ!”นนทพัทธ์ถอนหายใจยาวพลางส่ายหน้า “คุณวิศครับ ถ้าคุณยังวุ่นวายไม่เลิก ผมจะสั่งให้พยาบาลลากคุณออกไปรอข้างนอกนะ เลือกเอาว่าจะอยู่เป็นกำลังใจให้เมียเงียบๆ หรือจะไปนั่งนับมดอยู่ที่ทางเดิน” คุณหมอหนุ่มเอ็ดอย่างเหลืออด ตั้งแต่ทำคลอดมา เขาก็เพิ่งเจอเคสนี้ที่สามีคนไข้หึงกระทั่งช่องคลอดเมียภวิศเม้มปากแน่นสนิททันที เขาทำหน้าบึ้งตึงพลางขยับไปยืนที่เหนือศีรษะของคีตกา“ห้ามมองเกินความจำเป็นนะหมอนนท์... ผมจ้องอยู่นะ!” ภวิศขู่ฟ่อข้างหูหมอ แต่มือกลับสั่นพั่บๆ เพราะเห็นคีตกาเริ่มเบ่งคลอด แล้วในที่สุดเวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง“อุแว้! อุแว้!”เสียงร้องไห้จ้าของเจ้าตัวเล็กดังขึ้น นนทพัทธ์ประคองทารกน้อยขึ้นมาด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมใจ “ยินดีด้วยครับเป้ย ยินดีด้วยคุณวิศ... ลูกชายของพวกคุณแข็งแรงมากเลยครับ ดูสิอ้วนจ่ำม่ำเลย”วินาทีที่ภวิศเห็นลูก และเห็นความปลอดภัยของเมีย ความหวงเมื่อครู่มลายหายไปกลายเป็นความตื้นตันใจจนน้ำตาค
“เป้ยเป็นอะไรไปน่ะ!”เสียงนั้นกระตุกความสนใจของคุณวิเศษและคุณภคมนให้หันไปมองที่ลูกชายกับลูกสะใภ้ทันที“คุณวิศ...คุณวิศคะ! เป้ยปวดท้อง...” คีตกาบอกด้วยสีหน้าเหยเก รู้สึกปวดหน่วงที่ท้องอย่างรุนแรง“อย่าบอกนะว่าจะคลอดแล้ว ไหนว่าหมอนัดคลอดอาทิตย์หน้านี่นา”“อย่าเพิ่งพูดได้ไหมคะ ตอนนี้เป้ยปวดมากๆ เลย โอ๊ย...”สิ้นเสียงร้องของคีตกา คฤหาสน์ที่เคยเงียบสงบก็เกิดโกลาหลทันที“เป้ยทนหน่อยนะ แล้วพี่ต้องทำอะไรก่อนล่ะเนี่ย” ภวิศทำหน้าเลิ่กลั่ก “เดี๋ยวๆ พี่ไปเอากระเป๋า ไม่ใช่สิ พี่ต้องสตาร์ทรถ พี่ต้องโทรหาหมอ ทำอะไรก่อนดีวะเนี่ย!”“เจ้าวิศ! ตั้งสติหน่อยลูก” คุณวิเศษเรียกสติลูกชายที่ตอนนี้ลนลานยิ่งกว่าคนท้องเสียเอง“รถ! ต้องไปเตรียมรถก่อน อ้อยๆ ไปหยิบกระเป๋าคุณผู้หญิงมาที เอาของที่เตรียมไว้มาด้วยนะ ตอนนี้เลย” คนจะเป็นพ่อครั้งแรกตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก รีบประคองเมียรักไปที่รถ ท่ามกลางสายตาลุ้นระทึกของว่าที่คุณปู่คุณย่าที่หันมามองหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมายบรรยากาศหน้าห้องคลอดเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ภวิศในชุดสีเขียวสวมหมวกคลุมผมยืนกุมมือคีตกาแน่นจนเหงื่อชุ่มมือทั้งคู่ ใบหน้าที่เคยถือดีบัดนี้ซีดเผือด ยิ่งเห็น
มิวรารู้ตัวอีกทีก็มาถึงหน้าคอนโดที่พักของตนแล้ว ตาเธอบวมฉึ่งเพราะร้องไห้มาตลอดทาง ร้องจนเหนื่อย สะอื้นจนมึน เลยหยุดร้อง แชมเปญราคาแพงที่สั่งมาดื่มแกล้งคนกำลังย้อนกลับมาทำร้ายตัวเธอเองดื่มไปกี่แก้วก็ลืมนับ แต่มันก็มากพอที่จะทำให้คนที่ไม่ค่อยดื่มอย่างเธอรู้สึกว่าพื้นที่ยืนอยู่โคลงเคลง ราวกับโลกหมุนเ
“แหวะ…”“อ้าว มิวเป็นอะไรไป”“ไม่รู้สิ อยู่ดีๆ ก็อยากอ้วก สงสัยคืนนี้จะดื่มหนักไปหน่อยมั้ง” มิวราเอ่ย หางตาแอบเห็นคนไม่มีแฟนขึงตาใส่ แต่ใครจะสน“น้องใบชาครับ งั้นพวกเรากลับกันเถอะ รถพี่จอดอยู่ทางนั้น”“ขอบคุณมากๆ นะคะ” ใบชากอดแขนเขาอย่างดีใจ ทำตัวน่ารักเกินเบอร์ใส่“เมื่อกี้คุณดื่มเบียร์ไปตั้งหลายแ
คิดแล้วเขาก็พยายามหันมาส่งสายตาอ้อนวอนไปทางตู้เอทีเอ็ม เอ๊ย! ผู้หญิงอีกคน แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความเมินเฉย เธอไม่สนใจจะเสนอตัวยื่นมือเข้ามาช่วยจ่ายหรือหารสองเหมือนเช่นเคย ไม่สบตา ไม่มองหน้ากันสักนิด มัวแต่หันไปคุยกับเพื่อนเริงร่า หัวเราะเสียงดังสนุกสนาน แชมเปญที่สั่งมาหมดขวดไปแล้ว กับแกล้มไม่ต้
ร้านคาราโอเกะแบบนี้ปกติเธอไม่เคยได้มาหรอก เพราะใครบางคนมักบ่นว่าสิ้นเปลือง เก็บเงินไว้ดาวน์คอนโดกับซื้อรถดีกว่า รถก็ชื่อเขา คอนโดก็คงชื่อเขา แต่เธอต้องช่วยผ่อน เพราะเขามาขายฝันให้ว่าอีกหน่อยเราจะสร้างครอบครัวมีอนาคตร่วมกัน ตอนนี้ชักไม่แน่ใจแล้วว่าอนาคตที่ว่านั่นยังเป็นของเธอหรือของใครเวรเอ๊ย! เก็บ







