Masukเวลาผ่านไปเร็วเหมือนความฝัน เพราะเข้าสู่เดือนที่สิบเอ็ดแล้วที่ฉันมีเขาเข้ามาในชีวิต เป็นสิบเอ็ดเดือนที่เขาทำให้ฉันรู้จักครบทุกรสชาติเหมือนรู้จักกันมาหลายปีเลยก็ว่าได้ ถามว่าฉันให้อภัยเขาหรือยัง ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจตัวเองเท่าไหร่ แต่ลองเอาเหตุผลของเขามาคิดทบทวนดูแล้ว เป็นฉันก็คงทำไม่ต่างกัน ใครจะอยากให้คนที่ตัวเองรักเป็นอันตรายกันละ และถ้าถามถึงเรื่องสถานะระหว่างฉันกับเขายังคงไม่มีคำเรียกที่ชัดเจนเหมือนเดิม เพราะฉันอยากมั่นใจอีกหน่อยว่าเขาจะไม่ล้อเล่นกับใจฉันอีก ที่สำคัญอยากจะดัดนิสัยคนเจ้าเล่ห์อย่างเขาด้วย มีอย่างที่ไหนกันหาช่างมาเปลี่ยนประตูห้องพักให้ฉัน เป็นประตูอย่างดีและแพงมากก็จริง แต่รหัสเปิดประตูเป็นวันเกิดของเขาโดยไม่ถามความสมัครใจจากเจ้าของห้องอย่างฉันเลยสักนิด
"พี่มินิน อินขอไปซื้อข้าวกลางวันก่อนนะคะ" "จ๊ะ เผื่อพี่กล่องนึงนะเอาเหมือนน้องอิน" "ได้เลยค่ะ" ฉันแอบมองตามหลังน้องอินเดินออกไปขึ้นรถของใครบางคนจนลับตา เป็นอย่างนี้มาสักพักหนึ่งแล้วที่น้องอินมีคนมาคอยรับคอยส่งอย่างนี้ ใช่ว่าฉันจะไม่รู้จักเขาคนนั้นนะ แต่เมื่อเป็นเรื่องส่วนตัวของทั้งสองคนและน้องอินโตพอที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเอง ฉันในฐานะพี่สาวคนหนึ่งก็ได้แต่มองอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ เท่านั้น กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง "แพรวดื่มอะไรดี" "มัทฉะโคโค่แล้วกันค่ะ" "อืม" และลูกค้าคนแรกที่ฉันรอรับออเดอร์อยู่ตรงเคาน์เตอร์แทนน้องอิน ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นคนหน้ามึนที่หายหน้าหายตาไปหนึ่งวันเต็ม เดินคู่มากับสาวสวยหุ่นดีราวกับนางแบบดูยิ้มแย้มสนิทสนมพอสมควรจนฉันก้มหน้าทำเป็นดูโทรศัพท์แต่แอบเบะปากให้กับความเจ้าชู้ของเขา แล้วอย่างนี้จะให้ฉันมั่นใจในตัวเขาง่ายๆ ฝันไปเถอะ! "สวัสดีครับ รับอเมริกาโน่เย็นไม่หวานหนึ่งแก้ว แล้วก็มัทฉะโคโค่นัทอีกหนึ่งครับ" "ทั้งหมดสองร้อยยี่สิบบาทค่ะ สแกนด้านหน้าได้เลยค่ะ" "เรียบร้อยครับคุณเจ้าของร้านคนสวย" "..." พูดยังไม่ทันขาดคำ คนเจ้าชู้ก็เดินมายืนส่งสายตาวิบวับอยู่หน้าเคาน์เตอร์ เท่านั้นไม่พอยังพูดจากะล่อนใส่จนฉันต้องถลึงตามองตาขวางรีบเดินไปชงเครื่องดื่มให้เขาทันที จะได้รีบกินรีบกลับ ไม่อยู่ให้ฉันรู้สึกรำคาญสายตานาน ตั้งใจลงมือทำเครื่องดื่มสูตรพิเศษที่มีไว้ให้แค่เขาโดยเฉพาะ แล้วรีบวางบนถาดไม้ถือเดินไปเสิร์ฟให้ถึงโต๊ะที่เขาและเธอนั่ง แคร่ก แคร่ก แคร่ก "พี่ภูผา เป็นอะไรรึป่าวคะ" "มะ ไม่ พี่ไม่เป็นอะไร" และกาแฟสูตรพิเศษที่ฉันตั้งใจทำให้เขาก็คือ อเมริกาโน่เย็นเพิ่มไซรัปหวานหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ให้เข้ากับผู้ชายหวานๆ อย่างเขา แล้วก็เป็นอย่างที่ฉันคิดเขายกแก้วขึ้นดื่มอึกใหญ่ทันทีราวกับกระหายน้ำมานานอย่างไรอย่างนั้น ทำฉันเกือบหลุดยิ้มออกมาให้เขาจับได้ โชคดีที่มีลูกค้าใหม่เข้ามาช่วยชีวิตฉันได้ทัน ฉันเลยรีบพาตัวเองเดินกลับไปยืนประจำที่เพื่อรับออเดอร์ยุ่งอยู่กับการชงเครื่องดื่มและเสิร์ฟขนม ปล่อยให้เขามีความสุขอยู่กับผู้หญิงที่เขาพามาและดื่มด่ำกับเครื่องดื่มที่ฉันตั้งใจทำให้อยู่อย่างนั้น จนกระทั่งน้องอินกลับมาฉันถึงได้รับข้าวที่น้องอินซื้อมาให้เดินเข้าไปนั่งกินมื้อกลางวันอยู่ในห้องครัวคนเดียวเงียบๆ ไม่สนใจว่าเขาจะอยู่หรือจะกลับตอนไหน หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอัปเดตข่าวสารทางโซเซียลหาโน่นหานี่ดูไปเรื่อย จนไปหยุดอยู่ที่คลิปแมวน่ารักๆ ทำหน้าตลกๆ เรียกเสียงหัวเราะจากฉันจนกลั้นเอาไว้ไม่อยู่ ฟอด ฟอด "แกล้งเฮียสนุกมั้ย" "ใครแกล้ง อย่ามาปรักปรำกันนะ" ฉันนั่งหัวเราะมีความสุขของฉันอยู่ดีดี แก้มนุ่มๆ สองข้างของฉันก็โดนจู่โจมจากใครบางคนที่ฉันนึกหมันไส้อยู่ในใจ ถือวิสาสะโอบกอดเอวบางเอาไว้แน่นไม่เปิดโอกาสให้ฉันถอยหนี แถมยังไล่ต้อนถามให้ฉันรับสารภาพ "ถ้าจำไม่ผิด เฮียว่าเฮียสั่งอเมริกาโน่เย็นไม่หวาน" "แล้วยังไงหล่ะ" เรื่องอะไรฉันจะยอมรับง่ายๆ กันละ บอกแล้วไงว่ากาแฟสูตรพิเศษสำหรับเขา เพราะฉะนั้นฉันจำเป็นต้องทำเหมือนว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิดมองใบหน้าที่ดูยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างไม่มีทางยอมแพ้ อยากสอนให้ฉันรู้จักวิธีปกป้องตัวเองและสู้คนดีนัก ฉันก็เอามาสู้กับเขานี่แหละ ถูกต้องที่สุดแล้ว "อยากให้ผัวเป็นเบาหวานว่างั้น?" "นี่ อื้อ..." แล้วดูคำพูดของเขาช่างไม่เกรงใจคนที่พามาบ้างเลย ทำฉันควันออกหูเตรียมจะอ้าปากเถียง แต่กลับโดนปิดปากกลืนคำพูดลงไปด้วยปากของคนนิสัยไม่ดีเสียก่อน ปากเล็กดูดบดคลึงอยู่นานราวกับอยากให้ฉันรับรู้ถึงรสหวานของกาแฟที่ฉันตั้งใจชงไปแกล้งเขา ก่อนจะเปลี่ยนเป็นจูบดูดดื่มเหมือนค้นพบรสชาติกาแฟที่เขาตามหาทำฉันอ่อนแรงเหมือนโดนสูบพลังงานไปใกล้หมดแทบขาดอากาศหายใจ "อื้อ พะ พอแล้ว" "หึ อยากแกล้งเฮียทำไม" "หมันไส้" "หมันไส้หรือหึง เอาดีดี" เพี๊ยะ! "ออกไปเลย เดี๋ยวผู้หญิงของนายก็สงสัยหรอก" "ไม่สงสัย สบายใจได้" มือเล็กฟาดลงต้นแขนใหญ่เต็มแรงโทษฐานที่เขาเอาแต่ไล่ต้อนฉันให้จนมุม ก่อนจะวางทาบหน้าอกแกร่งผลักให้เขาออกไปจากพื้นที่ที่สงวนไว้ให้กับเจ้าของร้านและพนักงานเท่านั้น ถามว่าคนหน้ามึนอย่างเขายอมเดินออกไปแต่โดยดีมั้ย ตอบเลยว่า ไม่! และนอกจากจะไม่ยอมออกไปแล้วยังถือวิสาสะยกตัวฉันขึ้นจากเก้าอี้พาตัวเองมานั่งแทนที่และจัดแจงท่าทางให้ฉันฉันซ้อนบนตักแกร่งกอดเอวไว้อย่างนั้นไม่มีระยะห่างให้ฉันขยับหนีได้ จนฉันเริ่มรู้สึกเหนื่อยที่จะต่อสู้กับผู้ชายตัวโตตีมึนทำเนียนอย่างเขา ยอมนั่งให้เขากอดอยู่อย่างนั้นแล้วตักข้าวในจานกินต่อจนหมด ไม่สนใจคนที่คอยใช้นิ้วพันผมฉันเล่นบ้าง กดจมูกมีสันลงมาที่ไหล่มนบ้าง "เอวเล็กลงนะ เฮียว่า" "กินมากอีกหน่อย" "ไม่เอาหรอก เดี๋ยวลดไม่ทันงานแต่งตริติณ" ตริติณวางแผนจะขอน้องโฟแต่งงานทันทีที่น้องโฟเรียนจบ และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดตริติณก็อยากจะให้มีงานแต่งเกิดขึ้นทันที นี่ก็เหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนแล้ว เพราะฉะนั้นฉันก็เลยต้องคุมอาหารและคุมน้ำหนักของตัวเองเพื่อจะได้ใส่ชุดที่อยากใส่ได้สวยๆ "แล้วของเราเมื่อไหร่" "แฟนยังไม่มีเลย จะ...โอ้ย! เจ็บนะ" "พูดให้เข้าหูเฮียหน่อย" "ฟังไม่ได้ก็ไม่ต้องฟังสิ" "ปิดหูไว้" พูดยังไม่ทันจบ คนขี้หงุดหงิดก็งับเข้าที่ต้นแขนฉันเต็มแรงจนขึ้นเป็นรอยเขี้ยวให้เห็น ตาคู่คมมองดุอย่างเอาเรื่องชวนน่าขนลุก จนฉันที่หันไปหวังจะเถียงสู้ต้องเปลี่ยนเป็นแกล้งยกสองมือขึ้นไปปิดหูเขาไว้ จะได้ไม่ต้องมากล่าวหาว่าฉันพูดไม่เข้าหูเขาอีก "เดี๋ยวจะโดน" "นายไม่กล้าทำอะไรฉันหรอก" "หึ แน่ใจ?" "อะ อื้ม แน่ใจ" แล้วฉันก็คิดผิดว่าเขาจะไม่กล้าทำอะไรฉันในเวลานี้ เวลาที่มีคนอื่นอยู่ด้านนอกเต็มไปหมด เพราะขายาวที่ฉันนั่งทับค่อยๆ กางออกจนกว้างส่งผลให้ขาเรียวของฉันกางออกตามจนชายกระโปรงล่นขึ้นมากองอยู่ต้นขาขาวเปิดทางให้มือใหญ่เลื่อนมือลงไปใต้โต๊ะ แล้วค่อยๆ สัมผัสไปตามผิวเนียนลื่นจนไปหยุดเล่นอยู่ตรงแพนตี้ตัวบางจนสองมือเล็กต้องหยิกเนื้อแขนใหญ่เม้มปากเข้าหากันแน่นเพื่อไม่ให้ส่งเสียงน่าอายออกมา "อะ เอาออกไปเดี๋ยวนี้เลย" "ไม่ เดี๋ยวจะหาว่าเฮียไม่กล้า" เสียงแหบพร่าดังข้างหูฟังดูชอบใจที่ทำให้ฉันเสียอาการได้สำเร็จ ยังคงคอยขยับนิ้วร้ายเล่นกับจุดอ่อนไหวอยู่อย่างนั้นราวกับสนุกนักหนา ไม่กลัวว่าใครจะเดินเข้ามาเห็นบ้างเลย เป็นฉันที่กระวนกระวายใจไหนจะความรู้สึกหวามไหวที่ค่อยๆ มากขึ้นจนตีรวนกันไปหมด ได้แต่โทษตัวเองที่กล้าท้าทายมาเฟียเก่าอย่างเขา "หึ น้องมินินเสร็จเร็วจังครับ" ฟอด "..."เวลาผ่านไปเร็วเหมือนความฝัน เพราะเข้าสู่เดือนที่สิบเอ็ดแล้วที่ฉันมีเขาเข้ามาในชีวิต เป็นสิบเอ็ดเดือนที่เขาทำให้ฉันรู้จักครบทุกรสชาติเหมือนรู้จักกันมาหลายปีเลยก็ว่าได้ ถามว่าฉันให้อภัยเขาหรือยัง ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจตัวเองเท่าไหร่ แต่ลองเอาเหตุผลของเขามาคิดทบทวนดูแล้ว เป็นฉันก็คงทำไม่ต่างกัน ใครจะอยากให้คนที่ตัวเองรักเป็นอันตรายกันละ และถ้าถามถึงเรื่องสถานะระหว่างฉันกับเขายังคงไม่มีคำเรียกที่ชัดเจนเหมือนเดิม เพราะฉันอยากมั่นใจอีกหน่อยว่าเขาจะไม่ล้อเล่นกับใจฉันอีก ที่สำคัญอยากจะดัดนิสัยคนเจ้าเล่ห์อย่างเขาด้วย มีอย่างที่ไหนกันหาช่างมาเปลี่ยนประตูห้องพักให้ฉัน เป็นประตูอย่างดีและแพงมากก็จริง แต่รหัสเปิดประตูเป็นวันเกิดของเขาโดยไม่ถามความสมัครใจจากเจ้าของห้องอย่างฉันเลยสักนิด"พี่มินิน อินขอไปซื้อข้าวกลางวันก่อนนะคะ""จ๊ะ เผื่อพี่กล่องนึงนะเอาเหมือนน้องอิน""ได้เลยค่ะ"ฉันแอบมองตามหลังน้องอินเดินออกไปขึ้นรถของใครบางคนจนลับตา เป็นอย่างนี้มาสักพักหนึ่งแล้วที่น้องอินมีคนมาคอยรับคอยส่งอย่างนี้ ใช่ว่าฉันจะไม่รู้จักเขาคนนั้นนะ แต่เมื่อเป็นเรื่องส่วนตัวของทั้งสองคนและน้องอินโตพอที่จะเรียนรู้ด้วยตั
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกจนรู้สึกเจ็บแปลบที่อก พยายามกลืนอารมณ์ร้อนรุ่มทั้งหมดลงไป ดวงตาคมจ้องมองเธออย่างไม่ละสายตา แสงไฟในห้องสาดกระทบใบหน้าหวานที่ผมคิดถึงทุกคืน แต่ในแววตาคู่นั้นไม่มีความอ่อนโยนเหมือนก่อน มีเพียงความแข็งกร้าวและระยะห่างที่ผมเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง "ตอบเฮีย พามันขึ้นมาทำอะไรบนห้อง" "ทำอะไรก็ได้ ฉันโตแล้ว""มินิน" "...""โอเค เฮียยอม" "นี่ อย่าเข้ามาใกล้นะ" ใบหน้าบึ้งตึงทำใจแกร่งปวดหนึบอย่างที่ไม่เคยเป็น จนผมต้องยกสองมือขึ้นยอมจำนนอย่างยอมแพ้ ค่อยๆ ก้าวขาขยับเข้าไปใกล้อยากรวบตัวเธอมากอด แต่เธอกลับถอยหนีพยายามพองขนเหมือนเม่นน้อยที่พร้อมจะทำร้ายกัน จนผมต้องถอนหายใจระบายความอัดอั้นที่มีให้น้อยลง"เฮียไม่ได้อยากหายไป" "และไม่ได้รู้สึกรำคาญตามที่พูด" เสียงทุ้มต่ำลงโดยไม่รู้ตัว ตัดสินใจอธิบายอย่างใจเย็น แม้รู้ว่าเธอคงไม่เชื่อคำพูดของผมง่ายๆ"ถ้าเฮียไม่พูดแบบนั้น...""มาอธิบายอะไรตอนนี้" ขายาวก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าวจนแทบชิด ครั้งนี้ เธอไม่ขยับถอยหนี ให้เห็นดวงตาคู่กลมแดงก่ำได้ชัดเจนถามกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่แฝงไปด้วยความน้อยใจและโกรธ จนผมร้อนรนแทบทำอะไรไม่ถ
เอี๊ยด...ด!เสียงล้อรถเสียดสีไปกับผิวถนนจนเกิดสะเก็ดไฟ บ่งบอกถึงการมาของใครอีกคนที่ผมเป็นคนส่งข้อความไปนัดให้มาเจอหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลได้ไม่ถึงหนึ่งวัน ตริติณฝาแฝดของผู้หญิงที่ผมพูดร้ายกับเธอไปเมื่อหลายวันก่อน"มีอะไร" "มินินเป็นยังไงบ้าง" ทันทีที่รถสปอร์ตหรูสีดำด้านรุ่นล่าสุดมาจอดข้างๆ พร้อมกับเปิดกระจกลงมาเป็นการยืนยันว่าเขาคือคนที่ผมนัดเอาไว้ ก่อนจะทักทายด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายที่ฟังแล้วรู้สึกขัดหูไม่น้อย"ถามทำไม" "...""มีความสุขดี""กูไม่อยู่นาน ฝากมึง...""น้องกู กูดูแลอยู่แล้ว" "งั้นก็ดี" "ส่วนมึง ถ้ายังเคลียร์ตัวเองไม่ได้ ก็อย่ากลับไปวุ่นวายกับมินินอีก" ถ้าไม่ติดว่าเป็นพี่เมีย ผมคงได้ซัดหน้ากวนๆ นั่นสักทีให้หายหมันไส้ ไหนจะคำพูดคำจาที่ไม่เคยคิดว่าเป็นผมที่อายุมากกว่า แต่ผมทำได้เพียงใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มระงับอารมณ์หงุดหงิดที่มีก็เท่านั้น เพราะรู้ตัวเองดีว่าเป็นรองพี่เมียมากจนคะแนนติดลบยากที่จะทำคะแนนบวกตีตื้นขึ้นมาได้ ยังไม่ทันได้ขอบคุณในน้ำใจที่ให้เลือดกับผมในวันนั้นไม่แม้จะเปิดโอกาสได้โต้กลับใดใด รถคันหรูก็ออกตัวไปไกลไม่ทันให้ผมได้เปิดปากพูด ไอ้
"ให้ติณอยู่เป็นเพื่อนมั้ย""แล้วน้องโฟละ" "อยู่บ้าน" "อื้ม" ฉันพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะโผลสวมกอดพี่ชายที่เดินมามาหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ และเหมือนตริติณจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของฉันตอนนี้ที่เต็มไปด้วยความกลัวและกังวลไปหมดถึงได้ยกแขนขึ้นมาโอบกอดฉันไว้พร้อมกับลูบผมหนาเบาเบา ไม่มีคำพูดใดใดแต่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แฝดมีให้ฉันตลอดมา "อุ้ย! เจ็บรึเปล่า มินินขอโทษนะ" "ไม่" จนฉันลืมไปเลยว่าแขนของตริติณมีพลาสเตอร์ปิดเอาไว้เพราะเพิ่งผ่านการให้สิ่งสำคัญกับคนที่นอนนิ่งมีสายระโยงระยางเต็มไปหมดอยู่ในห้องไอซียูเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา แต่ตริติณก็คือตริติณต่อให้เจ็บมากแค่ไหนก็ไม่ยอมปริปากพูดออกมาหรอก ฉันเลยขยับตัวออกห่างเล็กน้อยก้มหน้ามาเป่าตรงรอยจุดเล็กๆ สีแดงหวังช่วยให้ความเจ็บลดลงบ้าง ถึงจะรู้ว่าอาจจะช่วยไม่ได้เลยก็ตาม อย่างน้อยฉันก็อยากตอบแทนความใจดีของตริติณที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้"ไม่กลัว?" "ไม่" ถ้าเดาไม่ผิด ตริติณคงหมายถึงตัวตนที่เขาเป็นและความอันตรายที่อยู่รอบทุกทิศทุกทางเหมือนอย่างวันนี้ แต่แล้วยังไงหล่ะ ในเมื่อฉันเลือกเปิดใจให้เขาแล้ว เรียนวิชาป้องกันตัวหรือการจับปืนฉ
"นายครับ" "มึงสองคนคอยดูแลมินิน""แล้วนายละครับ" "เลือกคนที่มึงไว้ใจมาก็พอ" "ครับ" หลายวันมานี้ลูกน้องที่ผมสั่งให้คู่แฝดส่งไปคอยดูแลมินินเข้ามารายงานถึงความผิดปกติว่าที่ร้านของเธอมีคนไม่น่าไว้ใจคอยเทียวไปเทียวมาอยู่หน้าร้านจนผิดสังเกต ผมเลยให้ชาลีสืบจนได้หลักฐานว่าเป็นพวกเดียวกันกับที่ลอบยิงผมเมื่อหลายเดือนก่อน พวกหมาลอบกัดที่พยายามหาจุดอ่อนมาทำร้ายหวังให้ผมวางมือจากธุรกิจมืดและจุดอ่อนเดียวที่ผมมีอยู่ตอนนี้คือเธอ...หัวใจของผม เพราะฉะนั้นผมจึงเลือกคนที่ผมไว้ใจมากที่สุด และมีความสามารถมากที่สุดคอยดูแลเธอที่ร้าน หรือเวลาขับรถกลับไปหาคุณพ่อคุณแม่ของเธอที่บ้านไม่ให้คาดสายตา(เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์)"ครับคุณเมีย" มือใหญ่หยิบมือถือราคาแพงขึ้นมากดรับสายสำคัญอย่างอารมณ์ดี โบกมือข้างที่ว่างส่งสัญญาณให้คนสนิทออกไปทำหน้าที่ของตัวเอง เพราะผมต้องการความเป็นส่วนตัวอยากคุยกับเธอสองคนโดยที่ไม่ต้องกังวลว่าใครจะแอบฟังจนภาพลักษณ์ที่สร้างเอาไว้หมดความน่าเชื่อถือ เพิ่งรู้สึกว่าตัวเองอายุสิบแปดอีกครั้งก็ตอนนี้ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงผ่านมาแล้วเกือบสิบปีก็ตาม"บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เรียกช
สนามยิงปืนส่วนตัวที่ผมพานักเรียนใหม่มาฝึกสอนอย่างใกล้ชิด มีเพียงผมที่คอยสอนให้เธอเริ่มรู้จักอาวุธป้องกันตัวตั้งแต่ข้อทฤษฎีในชั่วโมงแรก ตามมาด้วยภาคปฏิบัติตั้งแต่วิธีการจับที่ถูกต้องและปลอดภัยกับตัวเอง มีไอ้ชาลีที่ตามมาคอยดูแลอยู่ไม่ไกล"เล็งศูนย์หน้าให้อยู่กึ่งกลางศูนย์หลัง" "มั่นใจแล้ว เหนี่ยวไก" "จำได้มั้ย" "อ่าฮะ" มือใหญ่พามือเล็กจับอาวุธพกที่เหมาะกับเธอให้อยู่ในท่วงท่าที่ทะมัดทะแมงเล็งตรงไปยังเป้าหมายข้างหน้า มีผมยืนซ้อนอยู่ด้านหลังยกขายาวค่อยๆ ดันขาเรียวให้ตั้งหลักยืนให้มั่น จับแขนเล็กทั้งสองข้างและไหล่บางให้อยู่ในองศาที่ถูกต้อง คอยกระซิบบอกข้อทฤษฎีให้เธอฟังอีกครั้ง รอเธอทำสมาธิและเหนี่ยวไกลงไปอย่างแน่วแน่ เพราะเสียงที่ดังก้องทำให้มือใหญ่ยกขึ้นมาช่วยปิดหูเล็กที่มีหูฟังตัดเสียงอยู่แล้วหวังลดเสียงที่เธอได้ยินให้เบาที่สุดซึ่งคนตัวเล็กก็ทำผลงานออกมาได้ดี ไม่แสดงอาการกลัวออกมาให้เห็นแม้จะเป็นครั้งแรก ซึ่งเกินความคาดหมายของผมมาก"นายครับ""..." "ผมว่า นายไม่ควรพลาด" "..."จนไอ้ชาลีเอามาพูดเตือนให้ผมระวังตัว เมื่อเห็นตรงกลางของเป้ากระดาษเต็มไปด้วยร่องรอยของลูกเหล็กเ







