LOGINเอี๊ยด...ด!
เสียงล้อรถเสียดสีไปกับผิวถนนจนเกิดสะเก็ดไฟ บ่งบอกถึงการมาของใครอีกคนที่ผมเป็นคนส่งข้อความไปนัดให้มาเจอหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลได้ไม่ถึงหนึ่งวัน ตริติณฝาแฝดของผู้หญิงที่ผมพูดร้ายกับเธอไปเมื่อหลายวันก่อน "มีอะไร" "มินินเป็นยังไงบ้าง" ทันทีที่รถสปอร์ตหรูสีดำด้านรุ่นล่าสุดมาจอดข้างๆ พร้อมกับเปิดกระจกลงมาเป็นการยืนยันว่าเขาคือคนที่ผมนัดเอาไว้ ก่อนจะทักทายด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายที่ฟังแล้วรู้สึกขัดหูไม่น้อย "ถามทำไม" "..." "มีความสุขดี" "กูไม่อยู่นาน ฝากมึง..." "น้องกู กูดูแลอยู่แล้ว" "งั้นก็ดี" "ส่วนมึง ถ้ายังเคลียร์ตัวเองไม่ได้ ก็อย่ากลับไปวุ่นวายกับมินินอีก" ถ้าไม่ติดว่าเป็นพี่เมีย ผมคงได้ซัดหน้ากวนๆ นั่นสักทีให้หายหมันไส้ ไหนจะคำพูดคำจาที่ไม่เคยคิดว่าเป็นผมที่อายุมากกว่า แต่ผมทำได้เพียงใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มระงับอารมณ์หงุดหงิดที่มีก็เท่านั้น เพราะรู้ตัวเองดีว่าเป็นรองพี่เมียมากจนคะแนนติดลบยากที่จะทำคะแนนบวกตีตื้นขึ้นมาได้ ยังไม่ทันได้ขอบคุณในน้ำใจที่ให้เลือดกับผมในวันนั้นไม่แม้จะเปิดโอกาสได้โต้กลับใดใด รถคันหรูก็ออกตัวไปไกลไม่ทันให้ผมได้เปิดปากพูด ไอ้เด็กไม่มีมารยาท! รอจอารมณ์เย็นลงมากพอที่จะขับรถไปต่อ และร้านของใครบางคนคือจุดหมายปลายทางที่ผมอยากขับรถไปจอดอยู่ไกลๆ และนั่งมองเธอจากมุมมืดของผม เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ผมเลือกที่จะใจร้ายกับเธอเพื่อกันเธอออกไปไม่ให้ต้องมาเผชิญหน้ากับอันตรายหรือรับเคราะห์แทนผม ผมคงใช้ชีวิตต่อไม่ได้หากวันนั้น...เป็นเธอ มันทำให้ผมตัดสินใจเลือกเดินถอยออกมาเพื่อจัดการตัวเองและกลับไปคิดบัญชีไอ้พวกหมาลอบกัดให้สิ้นซากไม่ให้ย้อนกลับมาตลบหลังผมได้อีก แววตาผิดหวังและเสียใจในดวงตาคู่กลมวันนั้น ผมจำได้ดี ยังเป็นฝันร้ายของผมในทุกวัน "มินิน?" "ทำขนมอยู่ครับ" "อืม" ทันทีที่รถจอดสนิท ไอ้ชาลที่ผมส่งมาคอยดูแลเธอห่างๆ เพราะโดนเธอสั่งห้ามเข้าร้าน ก็ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับผมนั่นละ วิ่งมารายงานความเคลื่อนไหวของคนตัวเล็กให้ผมฟัง ทำผมเบาใจที่รู้ว่าเธอสบายดีสามารถใช้ชีวิตได้ปกติและสงบสุขเหมือนเดิม เหมือนตอนที่ยังไม่มีผมเข้ามาในชีวิต "ที่กูสั่งเรียบร้อย?" "เรียบร้อยครับนาย" "นายเปิดดูในมือถือได้เลย" "อืม" ใบหน้าคมพยักหน้าเล็กน้อยมองดูผลงานของลูกน้องในมือถือตามรายงานอยู่ครู่หนึ่ง แล้วโบกมือส่งสัญญาณให้คนสนิทกลับไปพักผ่อน ก่อนจะเอื้อมมือไปกดปุ่มเลื่อนเบาะหนังถอยหลังพอให้ขายาวเหยียดคลายเมื่อยใช้มือประสานทั้งสองข้างรองคอแทนหมอนมองไปทางประตูร้านรอใครบางคนเดินออกมาเห็นหน้า ไม่ได้ยินเสียง ไม่ได้คุย ไม่ได้ส่งข้อความหยอกล้อ อยากมองเธอห่างๆ ได้เห็นหน้าหวานๆ ของเธอบ้างก็พอ "รอเฮียก่อนนะมินิน" ... สามเดือนต่อมา... หลายเดือนมานี้ ชีวิตส่วนใหญ่ของผมวุ่นวายอยู่ในต่างประเทศเพื่อทำการใหญ่ที่ทั้งต้องวางแผนให้รอบคอบและรัดกุมมากที่สุด ไม่ใช่เพื่อให้ที่หนึ่งในวงการมีแค่ผม แต่เพื่อเก็บกวาดพวกเศษสวะที่ชอบทิ้งความเป็นเสือมาเป็นหมาลอบกัดให้สิ้นซาก และเดินหันหลังกลับไปสู่โลกของคนทั่วไปได้อย่างหมดห่วง "ทำลายคลังของพวกมันหมดแล้วครับนาย" "ดี หลักฐาน?" "ไม่มีทางสาวมาถึงเราได้ครับ" "อืม กูอยากเห็นหน้าพวกมันครั้งสุดท้าย" "ห้องใต้ดินครับ" ซู่ ซู่ ซู่ เสียงน้ำสาดใส่อีกฝ่ายที่ถูกจับมัดไว้ทั้งแขนและขาด้วยเชือกเส้นใหญ่ให้ตื่นขึ้นมาสั่งลากันเป็นครั้งสุดท้าย ตาคู่คมมองใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผล ดูก็รู้ว่ากว่าที่ลูกน้องของผมจะพาตัวมาได้คงลำบากไม่น้อย เพราะอีกฝ่ายเป็นถึงเจ้าพ่อในวงการใต้ดิน เจ้าพ่อที่เวลานี้ต้องมาสยบแทบเท้าเจ้าของฉายาเสือซุ่มอย่างผม "ปั้ง!" และกระสุนเพียงนัดเดียวที่ผมเลือกฝังไปยังจุดสำคัญของอีกฝ่าย เป็นทางออกให้กีับทุกปัญหาที่ผมต้องเผชิญมาตลอดระยะเวลาที่อยู่ในวงการนี้ เป็นนัดเดียวที่ผมใช้แก้แค้นให้ตัวผมเองและเอาคืนแทนลูกน้องที่ต้องสูญเสียครอบครัวไปด้วยน้ำมือของพวกมัน ยืนมองผลงานตัวเองอยู่ไม่ถึงนาที ผมก็ให้สิทธิ์ในการจัดการส่วนที่เหลือกับไอ้ชาลชาลีในการตัดสินใจ จะเอาไปทิ้งแม่น้ำ ฝังดิน หรือจะใจดีส่งเถ้ากระดูกให้ครอบครัวอีกฝ่ายเหมือนที่ทั่งคู่ได้รับก็แล้วแต่ที่สองคนนั้นต้องการ ส่วนตัวผมเองก็กลับขึ้นมายังชั้นบนสุดของเพนเฮ้าส์พาตัวเองเดินลงอ่างขนาดใหญ่ที่มีน้ำอุ่นช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้ารอไว้พร้อม หลับตาคู่คมคิดถึงใบหน้าหวานของใครบางคน ไม่รู้ว่าป่านนี้จะลืมผมไปหรือยัง ส่วนผม...ไม่มีทางลืม ยังคอยมองเธอผ่านกล้องวงจรปิดที่ให้ลูกน้องแอบไปติดไว้โดยที่เธอไม่รู้ก่อนนอนทุกคืน พอให้ได้รู้ว่าเธอสบายดีในทุกวัน และพอให้ได้รู้ว่าช่วงเวลาที่ผมไม่อยู่เธอก็เปรียบเหมือนดอกไม้ที่มีพวกแมลงมาคอยรบกวนไม่เว้นวัน เห็นทีกลับไปคราวนี้คงต้องจัดการอะไรบางอย่าง เครื่องบินแตะรันเวย์ในคืนฝนพรำ เสียงล้อเสียดสีกับพื้นคอนกรีตทำให้หัวใจผมเต้นหนักกว่าปกติ ไม่ใช่เพราะความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง แต่่เพราะว่าปลายทางของค่ำนี้มันอยู่ที่ร้านของใครบางคน คนที่ทำให้ใจแกร่งสั่นไหวทุกครั้งที่คิดถึง กลิ่นฝนชื้นผสมกลิ่นควันรถลอยเข้ามาในรถทันทีที่ผมเปิดกระจก ขับผ่านถนนเส้นคุ้นตาช้าๆ เห็นไฟหน้าร้านยังเปิดอยู่ แสงสีส้มอุ่นส่องทะลุกระจกออกมาเหมือนเคยบ่งบอกให้รู้ว่าเธอยังคงอยู่ในนั้น รถคันหรูจอดรถห่างจากร้านเหมือนเคย ก่อนจะดับเครื่องมองดูเธอเดินไปเดินมาอยู่ในร้านครู่ใหญ่ ก่อนจะสูดลมหายใจรวบรวมความกล้าเอื้อมมือไปเปิดประตูรถก้าวขายาวลงไปเดินตรงไปหาเธอ อยากกอดร่างนุ่มนิ่มให้หายคิดถึงอีกครั้ง จนกระทั่งตาคู่คมเหลือบเห็นภาพบางอย่างที่มันรบกวนจิตใจให้รู้สึกหงุดหงิด เมื่อมีรถคันหรูอีกคันขับตรงไปจอดข้างรถไฟฟ้าของเธอ เป็นไอ้หน้าอ่อนคนที่ผมไม่ชอบขี้หน้าเป็นอย่างมากตรงเข้าไปหาเธอในร้านก่อน มาทำไมวะ! และสิ่งที่ทำให้หัวผมร้อนจนต้องรีบก้าวขาเดินตามเข้าไปทันทีก็คือ เธอกับไอ้หน้าอ่อนนั่นเดินหายเข้าไปมุมลับของร้าน ก่อนที่ไฟบนห้องพักของเธอที่ผมเคยนอนจะเปิดสว่างพร้อมกับเงาของผู้หญิงผู้ชายชวนให้คิดไปไกล ทำสมองแทบระเบิดภายในร้อนระอุเหมือนเปลวไฟพร้อมเผารถไอ้หมอนั่นให้วอด ผมไม่มีทางยอมให้เมียตัวเองไปเป็นของคนอื่นง่ายๆ แน่! "ทำให้เฮียหงุดหงิดเก่งนักนะ" ปึก ปึก ปึก โครม! ทันทีที่พาตัวเองขึ้นมาชั้นสองของร้านภายในเวลาไม่ถึงสองนาที ผมเลือกที่จะใช้บ่าแกร่งกระแทกประตูที่ถูกเปลี่ยนรหัสผ่านแทนการเคาะเรียกคนข้างในให้เปิดให้ ใจก็กลัวจะเห็นภาพอะไรที่อาจทำให้มือของผมเปื้อนเลือดอีกครั้ง แต่อีกใจก็อยากจะขัดจังหวะให้ทุกอย่างหยุดลงเร็วที่สุด จนประตูเปิดออกในที่สุด "..." ตาคู่กลมจ้องมองดุยืนกอดอกเหมือนกำลังรอเอาเรื่องอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ตาคู่คมสนใจตอนนี้คือใครอีกคนที่ยืนล้วงกระเป๋ายิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์พิงผนังห้องอยู่ไม่ไกล โคตรกวนตีน! ทำผมแทบอยากเข้าไปซัดหน้ามันสักทีสองที "ไปก่อนนะครับพี่คนสวย" "..." ก่อนที่ไอ้หน้าอ่อนจะจงใจหยอดคำหวานกับเธอให้ผมได้ยินและเดินผิวปากเฉียดไหล่แกร่งออกไปเหมือนกับรอดูฉากนี้อยู่นานแล้ว "ทำอะไร?" "มาทำไม?" "เฮียถาม!" "ฉันไม่จำเป็นต้องตอบนาย" "คิดว่าเฮียใจเย็นมาก?"ปึก! "ไม่มีฤกษ์""..."เสียงแก้วกาแฟวางกระทบลงบนโต๊ะกระจกในห้องนั่งเล่นที่บ้านใหญ่ของมินิน กว่าสองชั่วโมงแล้วที่ผมนั่งตัวตรงต่อหน้าป๊าและมามี๊ของเธอ ไม่แม้แต่จะขยับตัวหรือลุกไปเข้าห้องห้องน้ำ เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสมาแนะนำตัวต่อหน้าผู้ใหญ่ และเป็นผู้ใหญ่ของผู้หญิงคนแรกในชีวิต บรรยากาศตอนแนะนำตัวในหนึ่งชั่วโมง มีบ้างที่อาจดูอึมครึมรู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวก แต่สุดท้ายผมก็นำเสนอตัวเองได้ดีจนพอจะได้เห็นรอยยิ้มสวยๆ บนใบหน้าของมามี๊มินินบ้าง ไม่แปลกใจว่ารอยยิ้มสวยหวานของมินินได้มาจากใคร และก็ไม่แปลกใจว่าตริติณหน้านิ่งเหมือนใครแล้วผมก็ทำให้เมฆฝนเคลื่อนตัวมาปกคลุมทั่วห้องนั่งเล่นอีกครั้ง เพราะความใจร้อนของผมเอง ใจร้อนผลีผลามพูดถึงเรื่องขอแต่งงานกับเธอไปตามความคิด ไอ้ผมมันก็มาเฟียเก่าคิดอะไรก็พูดไปอย่างนั้น อยากได้ลูกสาวเขาก็ขอกับคุณพ่อตาตรงๆ เพราะสำหรับผมการแสดงความจริงใจด้วยใจจริงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และหวังเพียงคุณพ่อตาและคุณแม่ยายจะเห็นในความจริงใจของลูกเขยคนนี้"วันเดียวกับตริติณก็ได้ครับ ผมพร้อม""ไม่สะดวก""ถ้างั้น...""ห้าปีมาว่ากันใหม่ รอได้ก็รอ รอไม่ได้ก
"ตริติณอะ ทำมาตรฐานไว้สูงมากเลยนะ""คืออะไร""ก็ตริติณขอน้องโฟแต่งงานซีนใหญ่ขนาดนั้น แล้วมินินจะทำยังไงละ""ไม่ต้องทำยังไง ไม่ต้องแต่ง""..."เป็นอีกวันที่ตริติณมานั่งเล่นที่ร้านรอเวลาไปรับน้องโฟที่ไปทำสปาผิวเข้าคอร์สเจ้าสาวร้านข้างๆ ร้านฉันนี่แหละ และบังเอิญมาเจอคู่ปรับที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันอย่างคนหน้ามึนผู้ที่ทำตัวว่างงานทุกคน ฉันก็เลยต้องพาตัวเองมานั่งคั่นกลางระหว่างเสือกับสิงโตที่ดูท่าทางแล้วไม่มีทางยอมให้กันง่ายๆนึกภาพไม่ออกเลย ตอนที่บอกว่าเคยคุยธุรกิจด้วยกันมาเขาคุยกันยังไง ไม่น่าจะงัดกันไปกันมาแบบนี้หรอกใช่ไหม"อันนี้ปลอบใจกันถูกมั้ย""ตริติณพูดจริง ไม่ต้องแต่ง""..."เป็นฉันเองแหละ ที่ไม่น่าเริ่มบทสนทนาเรื่องแต่งงานตามที่ตัวเองรู้สึก เพราะทำเอาคนที่ถามฉันทุกวันนั่งหน้าหงิกคิ้วขมวดผูกเป็นปมแน่นมองตริติณตาขวางเหมือนใกล้จะทนไม่ไหวเต็มที"กวนตีนเก่ง""เห็นมีแต่ลูกพี่ลูกน้องผู้หญิง ที่โชว์รูมก็มีแต่สาวๆ""โชว์รูมมึงไม่มีผู้หญิงงั้นซิ""โชว์รูมกูไม่เหมือนโชว์รูมมึง""กู...""สวัสดีค่ะพี่มินิน พี่ภูผา""จ๊ะน้องโฟ"นั่งหันซ้ายมองขวาฟังผู้ชายตัวใหญ่สองคนเอาแต่เถียงกันอย่างไม่มีใครยอ
เวลาผ่านไปเร็วเหมือนความฝัน เพราะเข้าสู่เดือนที่สิบเอ็ดแล้วที่ฉันมีเขาเข้ามาในชีวิต เป็นสิบเอ็ดเดือนที่เขาทำให้ฉันรู้จักครบทุกรสชาติเหมือนรู้จักกันมาหลายปีเลยก็ว่าได้ ถามว่าฉันให้อภัยเขาหรือยัง ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจตัวเองเท่าไหร่ แต่ลองเอาเหตุผลของเขามาคิดทบทวนดูแล้ว เป็นฉันก็คงทำไม่ต่างกัน ใครจะอยากให้คนที่ตัวเองรักเป็นอันตรายกันละ และถ้าถามถึงเรื่องสถานะระหว่างฉันกับเขายังคงไม่มีคำเรียกที่ชัดเจนเหมือนเดิม เพราะฉันอยากมั่นใจอีกหน่อยว่าเขาจะไม่ล้อเล่นกับใจฉันอีก ที่สำคัญอยากจะดัดนิสัยคนเจ้าเล่ห์อย่างเขาด้วย มีอย่างที่ไหนกันหาช่างมาเปลี่ยนประตูห้องพักให้ฉัน เป็นประตูอย่างดีและแพงมากก็จริง แต่รหัสเปิดประตูเป็นวันเกิดของเขาโดยไม่ถามความสมัครใจจากเจ้าของห้องอย่างฉันเลยสักนิด"พี่มินิน อินขอไปซื้อข้าวกลางวันก่อนนะคะ""จ๊ะ เผื่อพี่กล่องนึงนะเอาเหมือนน้องอิน""ได้เลยค่ะ"ฉันแอบมองตามหลังน้องอินเดินออกไปขึ้นรถของใครบางคนจนลับตา เป็นอย่างนี้มาสักพักหนึ่งแล้วที่น้องอินมีคนมาคอยรับคอยส่งอย่างนี้ ใช่ว่าฉันจะไม่รู้จักเขาคนนั้นนะ แต่เมื่อเป็นเรื่องส่วนตัวของทั้งสองคนและน้องอินโตพอที่จะเรียนรู้ด้วยตั
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกจนรู้สึกเจ็บแปลบที่อก พยายามกลืนอารมณ์ร้อนรุ่มทั้งหมดลงไป ดวงตาคมจ้องมองเธออย่างไม่ละสายตา แสงไฟในห้องสาดกระทบใบหน้าหวานที่ผมคิดถึงทุกคืน แต่ในแววตาคู่นั้นไม่มีความอ่อนโยนเหมือนก่อน มีเพียงความแข็งกร้าวและระยะห่างที่ผมเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง "ตอบเฮีย พามันขึ้นมาทำอะไรบนห้อง" "ทำอะไรก็ได้ ฉันโตแล้ว""มินิน" "...""โอเค เฮียยอม" "นี่ อย่าเข้ามาใกล้นะ" ใบหน้าบึ้งตึงทำใจแกร่งปวดหนึบอย่างที่ไม่เคยเป็น จนผมต้องยกสองมือขึ้นยอมจำนนอย่างยอมแพ้ ค่อยๆ ก้าวขาขยับเข้าไปใกล้อยากรวบตัวเธอมากอด แต่เธอกลับถอยหนีพยายามพองขนเหมือนเม่นน้อยที่พร้อมจะทำร้ายกัน จนผมต้องถอนหายใจระบายความอัดอั้นที่มีให้น้อยลง"เฮียไม่ได้อยากหายไป" "และไม่ได้รู้สึกรำคาญตามที่พูด" เสียงทุ้มต่ำลงโดยไม่รู้ตัว ตัดสินใจอธิบายอย่างใจเย็น แม้รู้ว่าเธอคงไม่เชื่อคำพูดของผมง่ายๆ"ถ้าเฮียไม่พูดแบบนั้น...""มาอธิบายอะไรตอนนี้" ขายาวก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าวจนแทบชิด ครั้งนี้ เธอไม่ขยับถอยหนี ให้เห็นดวงตาคู่กลมแดงก่ำได้ชัดเจนถามกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่แฝงไปด้วยความน้อยใจและโกรธ จนผมร้อนรนแทบทำอะไรไม่ถ
เอี๊ยด...ด!เสียงล้อรถเสียดสีไปกับผิวถนนจนเกิดสะเก็ดไฟ บ่งบอกถึงการมาของใครอีกคนที่ผมเป็นคนส่งข้อความไปนัดให้มาเจอหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลได้ไม่ถึงหนึ่งวัน ตริติณฝาแฝดของผู้หญิงที่ผมพูดร้ายกับเธอไปเมื่อหลายวันก่อน"มีอะไร" "มินินเป็นยังไงบ้าง" ทันทีที่รถสปอร์ตหรูสีดำด้านรุ่นล่าสุดมาจอดข้างๆ พร้อมกับเปิดกระจกลงมาเป็นการยืนยันว่าเขาคือคนที่ผมนัดเอาไว้ ก่อนจะทักทายด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายที่ฟังแล้วรู้สึกขัดหูไม่น้อย"ถามทำไม" "...""มีความสุขดี""กูไม่อยู่นาน ฝากมึง...""น้องกู กูดูแลอยู่แล้ว" "งั้นก็ดี" "ส่วนมึง ถ้ายังเคลียร์ตัวเองไม่ได้ ก็อย่ากลับไปวุ่นวายกับมินินอีก" ถ้าไม่ติดว่าเป็นพี่เมีย ผมคงได้ซัดหน้ากวนๆ นั่นสักทีให้หายหมันไส้ ไหนจะคำพูดคำจาที่ไม่เคยคิดว่าเป็นผมที่อายุมากกว่า แต่ผมทำได้เพียงใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มระงับอารมณ์หงุดหงิดที่มีก็เท่านั้น เพราะรู้ตัวเองดีว่าเป็นรองพี่เมียมากจนคะแนนติดลบยากที่จะทำคะแนนบวกตีตื้นขึ้นมาได้ ยังไม่ทันได้ขอบคุณในน้ำใจที่ให้เลือดกับผมในวันนั้นไม่แม้จะเปิดโอกาสได้โต้กลับใดใด รถคันหรูก็ออกตัวไปไกลไม่ทันให้ผมได้เปิดปากพูด ไอ้
"ให้ติณอยู่เป็นเพื่อนมั้ย""แล้วน้องโฟละ" "อยู่บ้าน" "อื้ม" ฉันพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะโผลสวมกอดพี่ชายที่เดินมามาหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ และเหมือนตริติณจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของฉันตอนนี้ที่เต็มไปด้วยความกลัวและกังวลไปหมดถึงได้ยกแขนขึ้นมาโอบกอดฉันไว้พร้อมกับลูบผมหนาเบาเบา ไม่มีคำพูดใดใดแต่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แฝดมีให้ฉันตลอดมา "อุ้ย! เจ็บรึเปล่า มินินขอโทษนะ" "ไม่" จนฉันลืมไปเลยว่าแขนของตริติณมีพลาสเตอร์ปิดเอาไว้เพราะเพิ่งผ่านการให้สิ่งสำคัญกับคนที่นอนนิ่งมีสายระโยงระยางเต็มไปหมดอยู่ในห้องไอซียูเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา แต่ตริติณก็คือตริติณต่อให้เจ็บมากแค่ไหนก็ไม่ยอมปริปากพูดออกมาหรอก ฉันเลยขยับตัวออกห่างเล็กน้อยก้มหน้ามาเป่าตรงรอยจุดเล็กๆ สีแดงหวังช่วยให้ความเจ็บลดลงบ้าง ถึงจะรู้ว่าอาจจะช่วยไม่ได้เลยก็ตาม อย่างน้อยฉันก็อยากตอบแทนความใจดีของตริติณที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้"ไม่กลัว?" "ไม่" ถ้าเดาไม่ผิด ตริติณคงหมายถึงตัวตนที่เขาเป็นและความอันตรายที่อยู่รอบทุกทิศทุกทางเหมือนอย่างวันนี้ แต่แล้วยังไงหล่ะ ในเมื่อฉันเลือกเปิดใจให้เขาแล้ว เรียนวิชาป้องกันตัวหรือการจับปืนฉ







