FAZER LOGINสนามยิงปืนส่วนตัวที่ผมพานักเรียนใหม่มาฝึกสอนอย่างใกล้ชิด มีเพียงผมที่คอยสอนให้เธอเริ่มรู้จักอาวุธป้องกันตัวตั้งแต่ข้อทฤษฎีในชั่วโมงแรก ตามมาด้วยภาคปฏิบัติตั้งแต่วิธีการจับที่ถูกต้องและปลอดภัยกับตัวเอง มีไอ้ชาลีที่ตามมาคอยดูแลอยู่ไม่ไกล
"เล็งศูนย์หน้าให้อยู่กึ่งกลางศูนย์หลัง" "มั่นใจแล้ว เหนี่ยวไก" "จำได้มั้ย" "อ่าฮะ" มือใหญ่พามือเล็กจับอาวุธพกที่เหมาะกับเธอให้อยู่ในท่วงท่าที่ทะมัดทะแมงเล็งตรงไปยังเป้าหมายข้างหน้า มีผมยืนซ้อนอยู่ด้านหลังยกขายาวค่อยๆ ดันขาเรียวให้ตั้งหลักยืนให้มั่น จับแขนเล็กทั้งสองข้างและไหล่บางให้อยู่ในองศาที่ถูกต้อง คอยกระซิบบอกข้อทฤษฎีให้เธอฟังอีกครั้ง รอเธอทำสมาธิและเหนี่ยวไกลงไปอย่างแน่วแน่ เพราะเสียงที่ดังก้องทำให้มือใหญ่ยกขึ้นมาช่วยปิดหูเล็กที่มีหูฟังตัดเสียงอยู่แล้วหวังลดเสียงที่เธอได้ยินให้เบาที่สุด ซึ่งคนตัวเล็กก็ทำผลงานออกมาได้ดี ไม่แสดงอาการกลัวออกมาให้เห็นแม้จะเป็นครั้งแรก ซึ่งเกินความคาดหมายของผมมาก "นายครับ" "..." "ผมว่า นายไม่ควรพลาด" "..." จนไอ้ชาลีเอามาพูดเตือนให้ผมระวังตัว เมื่อเห็นตรงกลางของเป้ากระดาษเต็มไปด้วยร่องรอยของลูกเหล็กเข้าจุดสำคัญทุกนัดไม่มีพลาดแม้แต่นัดเดียว ทำตาคู่คมมองลูกน้องตาขวาง ก่อนจะกลับมาสนใจคนตัวเล็กที่ยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มองผลงานครั้งแรกของตัวเอง "เก่งใช่มั้ยล่ะ" "เก่ง" "ถ้าคิดจะมีโลกหลายใบ เจอดีแน่!" "ขู่เฮีย?" "ลองดูสิ จะได้รู้ว่าขู่รึเปล่า" "หึ น่ากลัวไม่ไหว" ท่าทางเหมือนแม่แมวตากลมโตมองดุให้ผมรู้สึกกลัว จนผมเองเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าตัวเองคิดถูกหรือคิดผิดที่ตั้งตัวเป็นคุณครูสอนนักเรียนคนสวยให้รู้จักป้องกันตัวเองได้ในช่วงเวลาขับขันที่ผมไม่สามารถอยู่ใกล้ได้ ถึงผมจะส่งลูกน้องคอยดูแลเธอตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่ก็อยากให้เธอมีทักษะตรงนี้ติดตัวเอาไว้ ทั้งที่ใจอยากให้สองมือเล็กคู่นี้ทำแต่ขนมและชงเครื่องดื่มอร่อยๆ ไม่อยากให้ต้องมาเปื้อนเขม่าแบบนี้ก็ตาม "เฮียเช็ดให้" "จุ๊บ" มือใหญ่แย่งกระดาษเปียกสำหรับเช็ดมือมาถือไว้และค่อยๆ เช็ดทำความสะอาดมือเล็กที่เหมาะกับการทำอย่างอื่นให้เขาเบาเบาอย่างทะนุถนอมจนสะอาดทั้งสองข้าง ก่อนจะดึงขึ้นมากดปากจูบลงบนมือนุ่มนิ่มแทนคำขอบคุณที่เธอยอมมือเปื้อนคราบสกปรกเพื่อผมและขอโทษที่พาเธอเข้ามาอยู่ในโลกมืดแทนโลกสวยงามอย่างที่ควรจะเป็น "ส่งมินินที่ร้านนะ" "ครับ" หลังจากสอนนักเรียนคนเก่งเสร็จ ก็ถึงเวลาที่ผมต้องขับรถไปส่งนักเรียนคนสวยที่ร้านของเธอ มีไอ้ชาลีขับรถอีกคันตามอยู่ข้างหลังอย่างรู้หน้าที่ ส่วนผมตั้งใจว่าบ่ายวันนี้จะอยู่ช่วยงานที่ร้านของเธอเป็นข้อแลกเปลี่ยนกลับคืนไปให้เธอบ้าง โดยที่เธอไม่ได้เอ่ยปากร้องขอ แต่เป็นผมที่อยากทำให้เธอเอง อยากเอาใจเธอนิดหน่อย เผื่อคืนนี้เธอจะอยากเอาใจผมบ้าง "น้องอิน เหนื่อยมั้ย พี่ซื้ออาหารญี่ปุ่นมาฝากด้วยนะ" "ไม่เหนื่อยเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ" ปล่อยให้คนตัวเล็กเดินเข้าไปหาน้องในร้านที่ทำหน้าที่ทั้งชงเครื่องดื่มและจัดขนมลงจานตลอดช่วงเช้า เพราะโดนแมวขโมยอย่างผม ขโมยตัวเจ้านายของเธอไปหลายชั่วโมง แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังส่งไอ้ชาลมาคอยช่วยพนักงานอีกคนเสิร์ฟในช่วงเวลาเร่งด่วนที่ลูกค้าต่างก็พามาพร้อมกัน "มีความสุขจังนะครับนาย" "มึงไม่มี?" "..." เสียงทุ้มย้อนถามลูกน้องคนสนิทที่นั่งหน้าตึงอยู่มุมร้านอย่างยียวน ทำไมผมจะไม่รู้ว่าเวลาที่ผมสั่งให้ไอ้ชาลมาช่วยงานที่ร้านมินิน ถึงไม่มีท่าทีอีดออดออกมาให้เห็น แถมยังกระตือรือร้นที่จะมาแต่เช้าเหมือนขยันขันแข็ง แต่ความเป็นจริงแล้วมีอะไรที่มากกว่านั้น และคงคิดว่าผมหรือแม้แต่ไอ้ชาลีแฝดของตัวเองจะไม่รู้ แต่คิดผิด! เพราะถึงแม้ว่ามาเฟียอย่างผมจะยุ่งมากทั้งเรื่องงานและเรื่องหัวใจของตัวเอง เรื่องใส่ใจลูกน้องผมก็แบ่งเวลามาได้จนรู้ทุกเรื่องที่อยากรู้ เห็นบางอย่างที่...ผมว่า ผมไม่ควรเห็น "แฝดมึงรออยู่ข้างนอก" "นายยังไม่กลับ?" "เมียกูยังไม่กลับ" "นายหญิงยอมรับนายแล้ว?" "กวนตีนกู?" "ใครจะกล้าครับนาย" และดูเหมือนว่าอารมณ์ของลูกน้องผมคนนี้จะไม่คงที่เท่าไหร่ถึงกล้าต่อปากต่อคำพาลใส่ผม ต่างจากเวลาปกติที่ถามคำตอบคำ ผมจะไม่ถือสาให้มากความ เพราะไม่ว่าจะเป็นชาลหรือชาลีก็เปรียบเสมือนเพื่อนสนิทและน้องชายต่างสายเลือดที่ผมพร้อมจะหยิบยื้นทุกอย่างให้ จะหยอกกันบ้างกวนอารมณ์กันบ้างคงไม่เป็นไร แต่ในเมื่อมีเรื่องสนุกมาให้ผมเล่นระหว่างนั่งรอเมีย เพราะงั้นผมก็ขอเล่นแก้เบื่อหน่อยก็แล้วกัน "หรือมึงอยากอยู่รอใคร" "ไม่มีใครให้รอครับ" "ก็ดี งั้นวันมะรืนมึงไปดูรถที่ยุโรปแทนกู" "..." ผมยืดตัวเล็กน้อยนั่งพิงโซฟายกขายาวไขว่ห้างสั่งงานอย่างสบายๆ ทำคนที่โดนสั่งงานถึงกับชะงักทันทีที่ได้ยินว่าตัวเองต้องไปต่างประเทศที่ไกลทั้งระยะทางและต่างทั้งเวลา แต่ด้วยหน้าที่ความรับผิดชอบแล้ว มือขวาของผมเลือกที่จะไม่ปฏิเสธก้มหน้าเล็กน้อยยอมรับงานที่ได้รับมอบหมาย ก่อนจะขอตัวไปหาแฝดของตัวเองที่จอดรถรออยู่ด้านนอก เชื่อเถอะว่า...ไอ้ชาลยังไม่กลับ รอเพื่อนเล่นของผมเดินออกไปจนลับตา ผมก็พาตัวเองเดินเข้าไปในครัวหาคนตัวเล็ก ที่หายเข้าไปกับน้องอินอยู่นานสองนาน จนกระทั่งได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักพูดคุยฟังดูสนิทสนม ถ้าเรื่องที่คุยเป็นเรื่องผู้หญิงๆ ทั่วไปผมคงปล่อยผ่าน แต่บังเอิญว่ามีชื่อผมอยู่ในหัวข้อสนทนาของทั้งคู่ที่ทำเอาเส้นเลือดตรงขมับผมเต้นจนอยากจะจับเธอมาฟาดก้นให้มันรู้แล้วรู้รอด "สรุปว่า พี่มินินกับพี่ภูผาเป็นแฟนกันแล้วใช่มั้ยคะ" "ยังจ๊ะ แค่คุยๆ" "ปล่อยให้รอยาวๆ เลยนั่นแหละ" คนคุยที่ไหนวะ...เอากันทุกวัน ผมอยากจะเข้าไปถามซะตอนนี้ให้รู้เรื่อง ยืนคิดอีกที รอเก็บไว้ถามกันสองคนคืนนี้ก็ไม่สาย สงสัยคราวก่อนคงไม่เข็ดสินะ วันนี้ถึงกล้าบอกคนอื่นว่า ผมเป็นแค่คนคุย! รอจนหัวที่ร้อนเย็นลงจนเกือบเป็นปกติ ถึงอย่างนั้นยังคงเก็บความขุ่นเคืองไว้ข้างใน ก่อนจะปรับสีหน้าตัวเองให้นิ่งเรียบเดินเข้าไปหาเธอทำเหมือนไม่ได้ยินอะไรมาก่อน ทำเจ้าตัวที่มีชนักติดหลังถึงกับเลิ่กลั่กจนผมแทบจะกลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่ คงกลัวว่าผมจะได้ยินประโยคที่เธอพูดเมื่อครู่ และรู้ว่าถ้าผมได้ยินคงเอาคืนเธอแน่ ก็ไม่ผิด! เพราะต่อให้ผมไม่ได้ยินอะไรที่เธอคุยกัน ผมก็หาเรื่องเอาคืนเธอได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว ต้องขยันหน่อยหรือเปล่า จะได้ขยับจากคนคุยเลื่อนขั้นเป็นผัวเธอสักที...จริงไหม? #สัญญาได้มั้ยว่าจะอยู่ดูความมึนของเฮียไปด้วยกันจนจบปึก! "ไม่มีฤกษ์""..."เสียงแก้วกาแฟวางกระทบลงบนโต๊ะกระจกในห้องนั่งเล่นที่บ้านใหญ่ของมินิน กว่าสองชั่วโมงแล้วที่ผมนั่งตัวตรงต่อหน้าป๊าและมามี๊ของเธอ ไม่แม้แต่จะขยับตัวหรือลุกไปเข้าห้องห้องน้ำ เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสมาแนะนำตัวต่อหน้าผู้ใหญ่ และเป็นผู้ใหญ่ของผู้หญิงคนแรกในชีวิต บรรยากาศตอนแนะนำตัวในหนึ่งชั่วโมง มีบ้างที่อาจดูอึมครึมรู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวก แต่สุดท้ายผมก็นำเสนอตัวเองได้ดีจนพอจะได้เห็นรอยยิ้มสวยๆ บนใบหน้าของมามี๊มินินบ้าง ไม่แปลกใจว่ารอยยิ้มสวยหวานของมินินได้มาจากใคร และก็ไม่แปลกใจว่าตริติณหน้านิ่งเหมือนใครแล้วผมก็ทำให้เมฆฝนเคลื่อนตัวมาปกคลุมทั่วห้องนั่งเล่นอีกครั้ง เพราะความใจร้อนของผมเอง ใจร้อนผลีผลามพูดถึงเรื่องขอแต่งงานกับเธอไปตามความคิด ไอ้ผมมันก็มาเฟียเก่าคิดอะไรก็พูดไปอย่างนั้น อยากได้ลูกสาวเขาก็ขอกับคุณพ่อตาตรงๆ เพราะสำหรับผมการแสดงความจริงใจด้วยใจจริงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และหวังเพียงคุณพ่อตาและคุณแม่ยายจะเห็นในความจริงใจของลูกเขยคนนี้"วันเดียวกับตริติณก็ได้ครับ ผมพร้อม""ไม่สะดวก""ถ้างั้น...""ห้าปีมาว่ากันใหม่ รอได้ก็รอ รอไม่ได้ก
"ตริติณอะ ทำมาตรฐานไว้สูงมากเลยนะ""คืออะไร""ก็ตริติณขอน้องโฟแต่งงานซีนใหญ่ขนาดนั้น แล้วมินินจะทำยังไงละ""ไม่ต้องทำยังไง ไม่ต้องแต่ง""..."เป็นอีกวันที่ตริติณมานั่งเล่นที่ร้านรอเวลาไปรับน้องโฟที่ไปทำสปาผิวเข้าคอร์สเจ้าสาวร้านข้างๆ ร้านฉันนี่แหละ และบังเอิญมาเจอคู่ปรับที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันอย่างคนหน้ามึนผู้ที่ทำตัวว่างงานทุกคน ฉันก็เลยต้องพาตัวเองมานั่งคั่นกลางระหว่างเสือกับสิงโตที่ดูท่าทางแล้วไม่มีทางยอมให้กันง่ายๆนึกภาพไม่ออกเลย ตอนที่บอกว่าเคยคุยธุรกิจด้วยกันมาเขาคุยกันยังไง ไม่น่าจะงัดกันไปกันมาแบบนี้หรอกใช่ไหม"อันนี้ปลอบใจกันถูกมั้ย""ตริติณพูดจริง ไม่ต้องแต่ง""..."เป็นฉันเองแหละ ที่ไม่น่าเริ่มบทสนทนาเรื่องแต่งงานตามที่ตัวเองรู้สึก เพราะทำเอาคนที่ถามฉันทุกวันนั่งหน้าหงิกคิ้วขมวดผูกเป็นปมแน่นมองตริติณตาขวางเหมือนใกล้จะทนไม่ไหวเต็มที"กวนตีนเก่ง""เห็นมีแต่ลูกพี่ลูกน้องผู้หญิง ที่โชว์รูมก็มีแต่สาวๆ""โชว์รูมมึงไม่มีผู้หญิงงั้นซิ""โชว์รูมกูไม่เหมือนโชว์รูมมึง""กู...""สวัสดีค่ะพี่มินิน พี่ภูผา""จ๊ะน้องโฟ"นั่งหันซ้ายมองขวาฟังผู้ชายตัวใหญ่สองคนเอาแต่เถียงกันอย่างไม่มีใครยอ
เวลาผ่านไปเร็วเหมือนความฝัน เพราะเข้าสู่เดือนที่สิบเอ็ดแล้วที่ฉันมีเขาเข้ามาในชีวิต เป็นสิบเอ็ดเดือนที่เขาทำให้ฉันรู้จักครบทุกรสชาติเหมือนรู้จักกันมาหลายปีเลยก็ว่าได้ ถามว่าฉันให้อภัยเขาหรือยัง ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจตัวเองเท่าไหร่ แต่ลองเอาเหตุผลของเขามาคิดทบทวนดูแล้ว เป็นฉันก็คงทำไม่ต่างกัน ใครจะอยากให้คนที่ตัวเองรักเป็นอันตรายกันละ และถ้าถามถึงเรื่องสถานะระหว่างฉันกับเขายังคงไม่มีคำเรียกที่ชัดเจนเหมือนเดิม เพราะฉันอยากมั่นใจอีกหน่อยว่าเขาจะไม่ล้อเล่นกับใจฉันอีก ที่สำคัญอยากจะดัดนิสัยคนเจ้าเล่ห์อย่างเขาด้วย มีอย่างที่ไหนกันหาช่างมาเปลี่ยนประตูห้องพักให้ฉัน เป็นประตูอย่างดีและแพงมากก็จริง แต่รหัสเปิดประตูเป็นวันเกิดของเขาโดยไม่ถามความสมัครใจจากเจ้าของห้องอย่างฉันเลยสักนิด"พี่มินิน อินขอไปซื้อข้าวกลางวันก่อนนะคะ""จ๊ะ เผื่อพี่กล่องนึงนะเอาเหมือนน้องอิน""ได้เลยค่ะ"ฉันแอบมองตามหลังน้องอินเดินออกไปขึ้นรถของใครบางคนจนลับตา เป็นอย่างนี้มาสักพักหนึ่งแล้วที่น้องอินมีคนมาคอยรับคอยส่งอย่างนี้ ใช่ว่าฉันจะไม่รู้จักเขาคนนั้นนะ แต่เมื่อเป็นเรื่องส่วนตัวของทั้งสองคนและน้องอินโตพอที่จะเรียนรู้ด้วยตั
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกจนรู้สึกเจ็บแปลบที่อก พยายามกลืนอารมณ์ร้อนรุ่มทั้งหมดลงไป ดวงตาคมจ้องมองเธออย่างไม่ละสายตา แสงไฟในห้องสาดกระทบใบหน้าหวานที่ผมคิดถึงทุกคืน แต่ในแววตาคู่นั้นไม่มีความอ่อนโยนเหมือนก่อน มีเพียงความแข็งกร้าวและระยะห่างที่ผมเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง "ตอบเฮีย พามันขึ้นมาทำอะไรบนห้อง" "ทำอะไรก็ได้ ฉันโตแล้ว""มินิน" "...""โอเค เฮียยอม" "นี่ อย่าเข้ามาใกล้นะ" ใบหน้าบึ้งตึงทำใจแกร่งปวดหนึบอย่างที่ไม่เคยเป็น จนผมต้องยกสองมือขึ้นยอมจำนนอย่างยอมแพ้ ค่อยๆ ก้าวขาขยับเข้าไปใกล้อยากรวบตัวเธอมากอด แต่เธอกลับถอยหนีพยายามพองขนเหมือนเม่นน้อยที่พร้อมจะทำร้ายกัน จนผมต้องถอนหายใจระบายความอัดอั้นที่มีให้น้อยลง"เฮียไม่ได้อยากหายไป" "และไม่ได้รู้สึกรำคาญตามที่พูด" เสียงทุ้มต่ำลงโดยไม่รู้ตัว ตัดสินใจอธิบายอย่างใจเย็น แม้รู้ว่าเธอคงไม่เชื่อคำพูดของผมง่ายๆ"ถ้าเฮียไม่พูดแบบนั้น...""มาอธิบายอะไรตอนนี้" ขายาวก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าวจนแทบชิด ครั้งนี้ เธอไม่ขยับถอยหนี ให้เห็นดวงตาคู่กลมแดงก่ำได้ชัดเจนถามกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่แฝงไปด้วยความน้อยใจและโกรธ จนผมร้อนรนแทบทำอะไรไม่ถ
เอี๊ยด...ด!เสียงล้อรถเสียดสีไปกับผิวถนนจนเกิดสะเก็ดไฟ บ่งบอกถึงการมาของใครอีกคนที่ผมเป็นคนส่งข้อความไปนัดให้มาเจอหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลได้ไม่ถึงหนึ่งวัน ตริติณฝาแฝดของผู้หญิงที่ผมพูดร้ายกับเธอไปเมื่อหลายวันก่อน"มีอะไร" "มินินเป็นยังไงบ้าง" ทันทีที่รถสปอร์ตหรูสีดำด้านรุ่นล่าสุดมาจอดข้างๆ พร้อมกับเปิดกระจกลงมาเป็นการยืนยันว่าเขาคือคนที่ผมนัดเอาไว้ ก่อนจะทักทายด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายที่ฟังแล้วรู้สึกขัดหูไม่น้อย"ถามทำไม" "...""มีความสุขดี""กูไม่อยู่นาน ฝากมึง...""น้องกู กูดูแลอยู่แล้ว" "งั้นก็ดี" "ส่วนมึง ถ้ายังเคลียร์ตัวเองไม่ได้ ก็อย่ากลับไปวุ่นวายกับมินินอีก" ถ้าไม่ติดว่าเป็นพี่เมีย ผมคงได้ซัดหน้ากวนๆ นั่นสักทีให้หายหมันไส้ ไหนจะคำพูดคำจาที่ไม่เคยคิดว่าเป็นผมที่อายุมากกว่า แต่ผมทำได้เพียงใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มระงับอารมณ์หงุดหงิดที่มีก็เท่านั้น เพราะรู้ตัวเองดีว่าเป็นรองพี่เมียมากจนคะแนนติดลบยากที่จะทำคะแนนบวกตีตื้นขึ้นมาได้ ยังไม่ทันได้ขอบคุณในน้ำใจที่ให้เลือดกับผมในวันนั้นไม่แม้จะเปิดโอกาสได้โต้กลับใดใด รถคันหรูก็ออกตัวไปไกลไม่ทันให้ผมได้เปิดปากพูด ไอ้
"ให้ติณอยู่เป็นเพื่อนมั้ย""แล้วน้องโฟละ" "อยู่บ้าน" "อื้ม" ฉันพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะโผลสวมกอดพี่ชายที่เดินมามาหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ และเหมือนตริติณจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของฉันตอนนี้ที่เต็มไปด้วยความกลัวและกังวลไปหมดถึงได้ยกแขนขึ้นมาโอบกอดฉันไว้พร้อมกับลูบผมหนาเบาเบา ไม่มีคำพูดใดใดแต่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แฝดมีให้ฉันตลอดมา "อุ้ย! เจ็บรึเปล่า มินินขอโทษนะ" "ไม่" จนฉันลืมไปเลยว่าแขนของตริติณมีพลาสเตอร์ปิดเอาไว้เพราะเพิ่งผ่านการให้สิ่งสำคัญกับคนที่นอนนิ่งมีสายระโยงระยางเต็มไปหมดอยู่ในห้องไอซียูเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา แต่ตริติณก็คือตริติณต่อให้เจ็บมากแค่ไหนก็ไม่ยอมปริปากพูดออกมาหรอก ฉันเลยขยับตัวออกห่างเล็กน้อยก้มหน้ามาเป่าตรงรอยจุดเล็กๆ สีแดงหวังช่วยให้ความเจ็บลดลงบ้าง ถึงจะรู้ว่าอาจจะช่วยไม่ได้เลยก็ตาม อย่างน้อยฉันก็อยากตอบแทนความใจดีของตริติณที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้"ไม่กลัว?" "ไม่" ถ้าเดาไม่ผิด ตริติณคงหมายถึงตัวตนที่เขาเป็นและความอันตรายที่อยู่รอบทุกทิศทุกทางเหมือนอย่างวันนี้ แต่แล้วยังไงหล่ะ ในเมื่อฉันเลือกเปิดใจให้เขาแล้ว เรียนวิชาป้องกันตัวหรือการจับปืนฉ







