LOGINผมสูดลมหายใจเข้าลึกจนรู้สึกเจ็บแปลบที่อก พยายามกลืนอารมณ์ร้อนรุ่มทั้งหมดลงไป ดวงตาคมจ้องมองเธออย่างไม่ละสายตา แสงไฟในห้องสาดกระทบใบหน้าหวานที่ผมคิดถึงทุกคืน แต่ในแววตาคู่นั้นไม่มีความอ่อนโยนเหมือนก่อน มีเพียงความแข็งกร้าวและระยะห่างที่ผมเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง
"ตอบเฮีย พามันขึ้นมาทำอะไรบนห้อง" "ทำอะไรก็ได้ ฉันโตแล้ว" "มินิน" "..." "โอเค เฮียยอม" "นี่ อย่าเข้ามาใกล้นะ" ใบหน้าบึ้งตึงทำใจแกร่งปวดหนึบอย่างที่ไม่เคยเป็น จนผมต้องยกสองมือขึ้นยอมจำนนอย่างยอมแพ้ ค่อยๆ ก้าวขาขยับเข้าไปใกล้อยากรวบตัวเธอมากอด แต่เธอกลับถอยหนีพยายามพองขนเหมือนเม่นน้อยที่พร้อมจะทำร้ายกัน จนผมต้องถอนหายใจระบายความอัดอั้นที่มีให้น้อยลง "เฮียไม่ได้อยากหายไป" "และไม่ได้รู้สึกรำคาญตามที่พูด" เสียงทุ้มต่ำลงโดยไม่รู้ตัว ตัดสินใจอธิบายอย่างใจเย็น แม้รู้ว่าเธอคงไม่เชื่อคำพูดของผมง่ายๆ "ถ้าเฮียไม่พูดแบบนั้น..." "มาอธิบายอะไรตอนนี้" ขายาวก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าวจนแทบชิด ครั้งนี้ เธอไม่ขยับถอยหนี ให้เห็นดวงตาคู่กลมแดงก่ำได้ชัดเจนถามกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่แฝงไปด้วยความน้อยใจและโกรธ จนผมร้อนรนแทบทำอะไรไม่ถูก "มินิน…เฮียขอโทษ" ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากันแน่นทันทีที่ได้ยินคำขอโทษจากผม เป็นครั้งที่สองแล้วที่ผมพูดคำนี้กับเธอ คำที่ผมไม่เคยพูดกับใคร แต่สำหรับเธอ ผมพร้อมทำทุกทางและพูดทุกอย่าง ทุกอย่างที่สามารถทำให้เธอกลับมาอยู่ข้างกันอีกครั้ง ยิ่งทำให้ตาคู่กลมสั่นไหว ก่อนจะหลบสายตาหนีไม่สบตากัน "คำขอโทษมันง่ายนะ แต่สามเดือนที่ผ่านมามันยากมากสำหรับฉัน" "..." "ฉันต้องทำเหมือนไม่เป็นอะไร ต้องยิ้มให้ลูกค้า ทำขนมเหมือนทุกวัน พอมีเวลาว่างหน่อย ก็เอาแต่คิดว่าตัวเองทำพลาดตรงไหนถึงทำให้นายรำคาญได้" เสียงเธอแผ่วลง น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงบนพื้นโดยไม่ทันตั้งตัว ทำหัวใจผมเหมือนถูกบีบจนแทบแตกสลาย มือแกร่งยกขึ้นอย่างลังเล ก่อนจะทำใจกล้ารวบร่างบางเข้ามากอดแน่นราวกับกลัวว่าเธอจะหายไป "เฮียขอโทษที่พูดแบบนั้น" "..." "เฮียแค่ไม่อยากให้ผู้หญิงที่เฮียรักมาเป็นอันตรายเพราะเฮีย" "..." "สามเดือนที่ผ่านมา เฮียไม่ได้หนีไปเที่ยวหรือไปใช้ชีวิตสบายๆ เฮียไม่ได้มีคนอื่น เฮียไปจัดการเรื่องที่ถ้าปล่อยไว้ มันจะย้อนกลับมาทำร้ายเฮีย…และจุดอ่อนของเฮีย" "คนพวกนั้นรู้ว่าเฮียมีมินินเป็นจุดอ่อน เฮียเลยต้องทำให้ทุกคนคิดว่าเฮียไม่แคร์ ไม่สนใจมินิน พูดร้ายๆ ออกไปแบบนั้น เพราะอยากกันมินินออกไปให้อยู่ห่างจากเฮียสักพัก" "แล้วแอบติดกล้องวงจรปิดทำไม" "..." เธอรู้? "คิดถึง อยากเห็นหน้า" ฟอด "ให้อภัยเฮียอีกครั้งได้มั้ย" "ไม่... อื้อ" จุ๊บ ริมฝีปากได้รูปฉกจูบปิดปากริมฝีปากอวบอิ่มไม่ยอมฟังคำตอบที่ฟังคำแรกก็รู้ว่าคงไม่เข้าหูเท่าไหร่ ก่อนจะผละออกมาเพียงนิดพอให้หน้าผากแตะกันไว้ ให้ลมหายใจของเราสองคนปะปนจนแยกไม่ออกว่าเป็นของใคร พาให้ดวงตาคู่กลมยังคงสั่นไหว ริมฝีปากอวบอิ่มแดงระเรื่อจากห้วงอารมณ์และรสจูบเมื่อครู่ ทำมุมปากได้รูปยกยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างได้ใจ "ไม่ให้อภัย…แล้วจูบเฮียทำไม" ปึก "..." ตากลมโตถลึงตาใส่ทันทีเมื่อได้ยินคำพูดแทงใจดำจากปากผม ปากเชิดขึ้นทำหน้าดื้อดูน่ามันเขี้ยวจนผมอยากจะฟัดแก้มป่องๆ สักสองสามที แต่ติดตรงที่กลัวเธอจะโกรธกันมากกว่าเดิมเลยต้องห้ามใจตัวเองเอาไว้ก่อน "หึ" "กลับไปเดี๋ยวนี้เลยนะ แล้วก็จ่ายค่าซ่อมประตูมาด้วย" "จ่ายให้ได้ แต่ตอบคำถามเฮียมาก่อน เฮียยังไม่ลืม" จุ๊บ มือใหญ่คว้ามือเล็กที่แบทวงเงินค่าเสียหายตรงหน้าขึ้นมากดปากจูบเบาเบาเป็นค่ามัดจำหนึ่งที ที่จริงก็ตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะหาช่างฝีมือดีมาเปลี่ยนประตูที่ผมทำพังเมื่อครู่เป็นบานใหม่ให้อยู่แล้ว ไม่ได้อยากให้คุณเมียลำบากมาทวงกันแบบนี้ ไหนๆ เธอก็ทวงแล้ว เพราะงั้นขอแลกเปลี่ยนเป็นคำถามที่ค้างอยู่ข้างในชวนให้ใจหงุดหงิดไม่หายเลยแล้วกัน "คำถามไหน" "พามันขึ้นมาทำอะไรบนห้อง" "ผู้ชายกับผู้หญิงเขาทำอะไรกัน ก็ทำแบบนั้นแหละ" "คำตอบนี้ คิดดีแล้ว?" "อืม อื้อ อ่อย เอี๋ยว อี้ อ๊ะ" ซึ่งเหมือนเธอจะยังไม่รู้ว่าไม่ควรกระตุกหนวดเสือมาเฟียเก่าอย่างผัวตัวเอง ถึงได้กล้าลอยหน้าลอยตาเหมือนไม่รู้สึกอะไรตอบคำถามด้วยประโยคที่ทำให้้ความอดทนของผมขาดสะบั้น คว้าใบหน้าเชิดรั้นมาปิดปากร้ายๆ ด้วยริมฝีปากร้อนๆ จากอารมณ์ครุกรุ่นอย่างเอาแต่ใจ ขบเม้มสั่งสอนคนอวดเก่งจนได้กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอยู่ในปาก รวบกำปั้นเล็กที่เอาแต่ทุบลงบนอกแกร่งด้วยมือข้างเดียวอย่างไม่ยอมอ่อนข้อให้ เดิมทีวันนี้ผมตั้งใจมาง้อให้เธอยอมใจอ่อนให้โอกาสกันอีกครั้ง แต่กลับได้เห็นภาพที่ชวนให้คิดไปไกล ไกลจนเผลอคิดมากไปต่างต่างนานา ลองให้โอกาสเธอตอบเอาใจกันแล้ว รู้ทั้งรู้ว่าผัวตัวเองขี้หึงและขี้หวงมาก แต่ก็ยังยั่วโมโหกันอยู่อย่างนั้น ไม่ว่าเรื่องอะไร ผมยอมให้เธอได้ทั้งนั้น ยกเว้นเรื่องนี้ที่ผมไม่มีทางยอม จะแค่พูด...ก็ยอมให้ไม่ได้ "..." "ยั่วโมโหเฮียทำไม" "ฉันอยากให้นายเจ็บบ้าง" ผู้หญิงฉลาดอย่างเธอรู้ว่าผมแอบมองเธอผ่านกล้องวงจรปิดตลอดสามเดือนที่ผ่านมา และเธอก็เห็นรถของผมจอดอยู่นาน นานพอให้เธอส่งข้อความหาไอ้หน้าอ่อนนั่นให้มาช่วยทำตามแผนหวังเอาคืนให้ผมรู้สึกเจ็บ ซึ่งเธอทำสำเร็จ ผมเจ็บและร้อนรนเกินกว่าที่เธอคิด ไม่ต่างจากความรู้สึกผิดที่ติดอยู่ในใจ "เฮียขอโทษ" "เมื่อไหร่จะกลับ" "ไม่อยากกลับแล้ว ขอเฮียนอนด้วยนะ" "งั้นนายก็นอนที่นี่ ฉันจะกลับ" "โอ้ย! นี่" ตุบ เครื่องลงปุ๊บ ผมก็ขับรถมาหาเธอปั๊บ เรื่องที่จะกลับไปนอนคนเดียวไม่ได้อยู่ในชุดความคิดของสมองผม จัดการรวบร่างบางที่กำลังเดินหนีขึ้นมาจนตัวลอย ก่อนจะโยนลงบนเตียงนอนสีชมพูหวานที่เคยคุ้นแล้วตามลงไปทาบทับประกบปากปลอบประโลมคนใต้ร่างที่เบิกตากว้างด้วยความตกใจ ก่อนความแข็งกร้าวจะสั่นไหวแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนล้า ร่างบางที่ดิ้นยุกยิกเมื่อครู่ค่อยๆ หยุดลงเหมือนพลังทั้งหมดถูกสูบออกไป เหลือเพียงลมหายใจสั่นไหวที่กระทบปลายจมูกมีสันรับรู้ถึงสัมผัสของกันและกัน ปล่อยให้เธอพักหายใจอยู่ครู่หนึ่ง ให้เสียงลมหายใจของเราสองคนค่อยๆ ปรับจังหวะให้สม่ำเสมอกัน แขนแกร่งโอบเธอไว้หลวมๆ ไม่กล้ากระชับมากเกินไปจนเธอรู้สึกอึดอัด คืนนี้ผมไม่อยากกลายเป็นคนเอาแต่ใจ ไม่อยากเป็นมาเฟียหรือผู้ชายที่ใครๆ ต้องเกรงกลัว ผมแค่อยากเป็น "เฮียภูผา" ของมินินเท่านั้น จุ๊บ "ต่อไปเฮียจะไม่หนี ไม่หาย ไม่พูดจาทำร้ายมินินอีก" "เฮียสัญญา" เหมือนบรรยากาศที่เคยครุกรุ่นก่อนหน้าจะเริ่มดีขึ้นจนเธอขยับตัวเล็กน้อย เปลี่ยนจากนอนหนุนแขนมาเป็นนอนตะแคงหันหน้าเข้าหาผม ดวงตาคู่กลมยังแดงช้ำ แต่แววแข็งกร้าวเริ่มจางลง เหลือเพียงความลังเลและความหวังบางๆ ที่ผมไม่อยากทำลายอีก "มินินคือเหตุผลที่ทำให้เฮียอยากมีชีวิตอย่างคนธรรมดา" คำพูดนั้นทำร่างนุ่มนิ่มนิ่งเงียบ ก่อนจะยิ้มบางๆ ให้เห็น เป็นรอยยิ้มแรกที่ผมรอมานานและไม่กล้าที่จะคาดหวัง ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม ซุกหน้าเข้าที่อกแกร่งให้ผมกระชับอ้อมแขนมากขึ้นอีกหน่อย คืนนี้อาจยังไม่ใช่การให้อภัยทั้งหมด แต่สำหรับผม แค่เธอยอมอยู่ตรงนี้ก็มีค่ามากพอแล้วปึก! "ไม่มีฤกษ์""..."เสียงแก้วกาแฟวางกระทบลงบนโต๊ะกระจกในห้องนั่งเล่นที่บ้านใหญ่ของมินิน กว่าสองชั่วโมงแล้วที่ผมนั่งตัวตรงต่อหน้าป๊าและมามี๊ของเธอ ไม่แม้แต่จะขยับตัวหรือลุกไปเข้าห้องห้องน้ำ เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสมาแนะนำตัวต่อหน้าผู้ใหญ่ และเป็นผู้ใหญ่ของผู้หญิงคนแรกในชีวิต บรรยากาศตอนแนะนำตัวในหนึ่งชั่วโมง มีบ้างที่อาจดูอึมครึมรู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวก แต่สุดท้ายผมก็นำเสนอตัวเองได้ดีจนพอจะได้เห็นรอยยิ้มสวยๆ บนใบหน้าของมามี๊มินินบ้าง ไม่แปลกใจว่ารอยยิ้มสวยหวานของมินินได้มาจากใคร และก็ไม่แปลกใจว่าตริติณหน้านิ่งเหมือนใครแล้วผมก็ทำให้เมฆฝนเคลื่อนตัวมาปกคลุมทั่วห้องนั่งเล่นอีกครั้ง เพราะความใจร้อนของผมเอง ใจร้อนผลีผลามพูดถึงเรื่องขอแต่งงานกับเธอไปตามความคิด ไอ้ผมมันก็มาเฟียเก่าคิดอะไรก็พูดไปอย่างนั้น อยากได้ลูกสาวเขาก็ขอกับคุณพ่อตาตรงๆ เพราะสำหรับผมการแสดงความจริงใจด้วยใจจริงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และหวังเพียงคุณพ่อตาและคุณแม่ยายจะเห็นในความจริงใจของลูกเขยคนนี้"วันเดียวกับตริติณก็ได้ครับ ผมพร้อม""ไม่สะดวก""ถ้างั้น...""ห้าปีมาว่ากันใหม่ รอได้ก็รอ รอไม่ได้ก
"ตริติณอะ ทำมาตรฐานไว้สูงมากเลยนะ""คืออะไร""ก็ตริติณขอน้องโฟแต่งงานซีนใหญ่ขนาดนั้น แล้วมินินจะทำยังไงละ""ไม่ต้องทำยังไง ไม่ต้องแต่ง""..."เป็นอีกวันที่ตริติณมานั่งเล่นที่ร้านรอเวลาไปรับน้องโฟที่ไปทำสปาผิวเข้าคอร์สเจ้าสาวร้านข้างๆ ร้านฉันนี่แหละ และบังเอิญมาเจอคู่ปรับที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันอย่างคนหน้ามึนผู้ที่ทำตัวว่างงานทุกคน ฉันก็เลยต้องพาตัวเองมานั่งคั่นกลางระหว่างเสือกับสิงโตที่ดูท่าทางแล้วไม่มีทางยอมให้กันง่ายๆนึกภาพไม่ออกเลย ตอนที่บอกว่าเคยคุยธุรกิจด้วยกันมาเขาคุยกันยังไง ไม่น่าจะงัดกันไปกันมาแบบนี้หรอกใช่ไหม"อันนี้ปลอบใจกันถูกมั้ย""ตริติณพูดจริง ไม่ต้องแต่ง""..."เป็นฉันเองแหละ ที่ไม่น่าเริ่มบทสนทนาเรื่องแต่งงานตามที่ตัวเองรู้สึก เพราะทำเอาคนที่ถามฉันทุกวันนั่งหน้าหงิกคิ้วขมวดผูกเป็นปมแน่นมองตริติณตาขวางเหมือนใกล้จะทนไม่ไหวเต็มที"กวนตีนเก่ง""เห็นมีแต่ลูกพี่ลูกน้องผู้หญิง ที่โชว์รูมก็มีแต่สาวๆ""โชว์รูมมึงไม่มีผู้หญิงงั้นซิ""โชว์รูมกูไม่เหมือนโชว์รูมมึง""กู...""สวัสดีค่ะพี่มินิน พี่ภูผา""จ๊ะน้องโฟ"นั่งหันซ้ายมองขวาฟังผู้ชายตัวใหญ่สองคนเอาแต่เถียงกันอย่างไม่มีใครยอ
เวลาผ่านไปเร็วเหมือนความฝัน เพราะเข้าสู่เดือนที่สิบเอ็ดแล้วที่ฉันมีเขาเข้ามาในชีวิต เป็นสิบเอ็ดเดือนที่เขาทำให้ฉันรู้จักครบทุกรสชาติเหมือนรู้จักกันมาหลายปีเลยก็ว่าได้ ถามว่าฉันให้อภัยเขาหรือยัง ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจตัวเองเท่าไหร่ แต่ลองเอาเหตุผลของเขามาคิดทบทวนดูแล้ว เป็นฉันก็คงทำไม่ต่างกัน ใครจะอยากให้คนที่ตัวเองรักเป็นอันตรายกันละ และถ้าถามถึงเรื่องสถานะระหว่างฉันกับเขายังคงไม่มีคำเรียกที่ชัดเจนเหมือนเดิม เพราะฉันอยากมั่นใจอีกหน่อยว่าเขาจะไม่ล้อเล่นกับใจฉันอีก ที่สำคัญอยากจะดัดนิสัยคนเจ้าเล่ห์อย่างเขาด้วย มีอย่างที่ไหนกันหาช่างมาเปลี่ยนประตูห้องพักให้ฉัน เป็นประตูอย่างดีและแพงมากก็จริง แต่รหัสเปิดประตูเป็นวันเกิดของเขาโดยไม่ถามความสมัครใจจากเจ้าของห้องอย่างฉันเลยสักนิด"พี่มินิน อินขอไปซื้อข้าวกลางวันก่อนนะคะ""จ๊ะ เผื่อพี่กล่องนึงนะเอาเหมือนน้องอิน""ได้เลยค่ะ"ฉันแอบมองตามหลังน้องอินเดินออกไปขึ้นรถของใครบางคนจนลับตา เป็นอย่างนี้มาสักพักหนึ่งแล้วที่น้องอินมีคนมาคอยรับคอยส่งอย่างนี้ ใช่ว่าฉันจะไม่รู้จักเขาคนนั้นนะ แต่เมื่อเป็นเรื่องส่วนตัวของทั้งสองคนและน้องอินโตพอที่จะเรียนรู้ด้วยตั
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกจนรู้สึกเจ็บแปลบที่อก พยายามกลืนอารมณ์ร้อนรุ่มทั้งหมดลงไป ดวงตาคมจ้องมองเธออย่างไม่ละสายตา แสงไฟในห้องสาดกระทบใบหน้าหวานที่ผมคิดถึงทุกคืน แต่ในแววตาคู่นั้นไม่มีความอ่อนโยนเหมือนก่อน มีเพียงความแข็งกร้าวและระยะห่างที่ผมเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง "ตอบเฮีย พามันขึ้นมาทำอะไรบนห้อง" "ทำอะไรก็ได้ ฉันโตแล้ว""มินิน" "...""โอเค เฮียยอม" "นี่ อย่าเข้ามาใกล้นะ" ใบหน้าบึ้งตึงทำใจแกร่งปวดหนึบอย่างที่ไม่เคยเป็น จนผมต้องยกสองมือขึ้นยอมจำนนอย่างยอมแพ้ ค่อยๆ ก้าวขาขยับเข้าไปใกล้อยากรวบตัวเธอมากอด แต่เธอกลับถอยหนีพยายามพองขนเหมือนเม่นน้อยที่พร้อมจะทำร้ายกัน จนผมต้องถอนหายใจระบายความอัดอั้นที่มีให้น้อยลง"เฮียไม่ได้อยากหายไป" "และไม่ได้รู้สึกรำคาญตามที่พูด" เสียงทุ้มต่ำลงโดยไม่รู้ตัว ตัดสินใจอธิบายอย่างใจเย็น แม้รู้ว่าเธอคงไม่เชื่อคำพูดของผมง่ายๆ"ถ้าเฮียไม่พูดแบบนั้น...""มาอธิบายอะไรตอนนี้" ขายาวก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าวจนแทบชิด ครั้งนี้ เธอไม่ขยับถอยหนี ให้เห็นดวงตาคู่กลมแดงก่ำได้ชัดเจนถามกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่แฝงไปด้วยความน้อยใจและโกรธ จนผมร้อนรนแทบทำอะไรไม่ถ
เอี๊ยด...ด!เสียงล้อรถเสียดสีไปกับผิวถนนจนเกิดสะเก็ดไฟ บ่งบอกถึงการมาของใครอีกคนที่ผมเป็นคนส่งข้อความไปนัดให้มาเจอหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลได้ไม่ถึงหนึ่งวัน ตริติณฝาแฝดของผู้หญิงที่ผมพูดร้ายกับเธอไปเมื่อหลายวันก่อน"มีอะไร" "มินินเป็นยังไงบ้าง" ทันทีที่รถสปอร์ตหรูสีดำด้านรุ่นล่าสุดมาจอดข้างๆ พร้อมกับเปิดกระจกลงมาเป็นการยืนยันว่าเขาคือคนที่ผมนัดเอาไว้ ก่อนจะทักทายด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายที่ฟังแล้วรู้สึกขัดหูไม่น้อย"ถามทำไม" "...""มีความสุขดี""กูไม่อยู่นาน ฝากมึง...""น้องกู กูดูแลอยู่แล้ว" "งั้นก็ดี" "ส่วนมึง ถ้ายังเคลียร์ตัวเองไม่ได้ ก็อย่ากลับไปวุ่นวายกับมินินอีก" ถ้าไม่ติดว่าเป็นพี่เมีย ผมคงได้ซัดหน้ากวนๆ นั่นสักทีให้หายหมันไส้ ไหนจะคำพูดคำจาที่ไม่เคยคิดว่าเป็นผมที่อายุมากกว่า แต่ผมทำได้เพียงใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มระงับอารมณ์หงุดหงิดที่มีก็เท่านั้น เพราะรู้ตัวเองดีว่าเป็นรองพี่เมียมากจนคะแนนติดลบยากที่จะทำคะแนนบวกตีตื้นขึ้นมาได้ ยังไม่ทันได้ขอบคุณในน้ำใจที่ให้เลือดกับผมในวันนั้นไม่แม้จะเปิดโอกาสได้โต้กลับใดใด รถคันหรูก็ออกตัวไปไกลไม่ทันให้ผมได้เปิดปากพูด ไอ้
"ให้ติณอยู่เป็นเพื่อนมั้ย""แล้วน้องโฟละ" "อยู่บ้าน" "อื้ม" ฉันพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะโผลสวมกอดพี่ชายที่เดินมามาหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ และเหมือนตริติณจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของฉันตอนนี้ที่เต็มไปด้วยความกลัวและกังวลไปหมดถึงได้ยกแขนขึ้นมาโอบกอดฉันไว้พร้อมกับลูบผมหนาเบาเบา ไม่มีคำพูดใดใดแต่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แฝดมีให้ฉันตลอดมา "อุ้ย! เจ็บรึเปล่า มินินขอโทษนะ" "ไม่" จนฉันลืมไปเลยว่าแขนของตริติณมีพลาสเตอร์ปิดเอาไว้เพราะเพิ่งผ่านการให้สิ่งสำคัญกับคนที่นอนนิ่งมีสายระโยงระยางเต็มไปหมดอยู่ในห้องไอซียูเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา แต่ตริติณก็คือตริติณต่อให้เจ็บมากแค่ไหนก็ไม่ยอมปริปากพูดออกมาหรอก ฉันเลยขยับตัวออกห่างเล็กน้อยก้มหน้ามาเป่าตรงรอยจุดเล็กๆ สีแดงหวังช่วยให้ความเจ็บลดลงบ้าง ถึงจะรู้ว่าอาจจะช่วยไม่ได้เลยก็ตาม อย่างน้อยฉันก็อยากตอบแทนความใจดีของตริติณที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้"ไม่กลัว?" "ไม่" ถ้าเดาไม่ผิด ตริติณคงหมายถึงตัวตนที่เขาเป็นและความอันตรายที่อยู่รอบทุกทิศทุกทางเหมือนอย่างวันนี้ แต่แล้วยังไงหล่ะ ในเมื่อฉันเลือกเปิดใจให้เขาแล้ว เรียนวิชาป้องกันตัวหรือการจับปืนฉ







