เข้าสู่ระบบ"นายครับ"
"มึงสองคนคอยดูแลมินิน" "แล้วนายละครับ" "เลือกคนที่มึงไว้ใจมาก็พอ" "ครับ" หลายวันมานี้ลูกน้องที่ผมสั่งให้คู่แฝดส่งไปคอยดูแลมินินเข้ามารายงานถึงความผิดปกติว่าที่ร้านของเธอมีคนไม่น่าไว้ใจคอยเทียวไปเทียวมาอยู่หน้าร้านจนผิดสังเกต ผมเลยให้ชาลีสืบจนได้หลักฐานว่าเป็นพวกเดียวกันกับที่ลอบยิงผมเมื่อหลายเดือนก่อน พวกหมาลอบกัดที่พยายามหาจุดอ่อนมาทำร้ายหวังให้ผมวางมือจากธุรกิจมืด และจุดอ่อนเดียวที่ผมมีอยู่ตอนนี้คือเธอ...หัวใจของผม เพราะฉะนั้นผมจึงเลือกคนที่ผมไว้ใจมากที่สุด และมีความสามารถมากที่สุดคอยดูแลเธอที่ร้าน หรือเวลาขับรถกลับไปหาคุณพ่อคุณแม่ของเธอที่บ้านไม่ให้คาดสายตา (เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์) "ครับคุณเมีย" มือใหญ่หยิบมือถือราคาแพงขึ้นมากดรับสายสำคัญอย่างอารมณ์ดี โบกมือข้างที่ว่างส่งสัญญาณให้คนสนิทออกไปทำหน้าที่ของตัวเอง เพราะผมต้องการความเป็นส่วนตัวอยากคุยกับเธอสองคนโดยที่ไม่ต้องกังวลว่าใครจะแอบฟังจนภาพลักษณ์ที่สร้างเอาไว้หมดความน่าเชื่อถือ เพิ่งรู้สึกว่าตัวเองอายุสิบแปดอีกครั้งก็ตอนนี้ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงผ่านมาแล้วเกือบสิบปีก็ตาม "บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เรียกชื่อ" "มินิน ไหนพูดซิ มินิน" "หึ" "อยากเรียกแบบนี้" แค่ได้ยินเสียงหวานๆ ที่พยายามพูดดุให้ผมกลัว ภาพแก้มป่องๆ ปากเชิดๆ ก็ลอยเข้ามาในหัวจนผมต้องกดเปิดกล้อง อยากรู้ว่าตัวเองจะทายผิดหรือเปล่า ซึ่งผมก็ไม่ได้ทายถูกซะทีเดียวเพราะนอกจากแก้มนุ่มๆ จะป่องออกแล้ว ผิวขาวอมชมพูก็เปลี่ยนเป็นสีแดงอย่างเห็นได้ชัด ทำมุมปากยกยิ้มอย่างนึกเอ็นดู "วันนี้จะมารับรึเปล่า" "อยากให้ไป?" "มินินถามก่อนนะ" "ไปครับ" "เย็นๆ นะ รอคุณป๊าคุณมี๊กลับก่อน" "แวะไปหา?" "อืม แวะมาทานมื้อกลางวันเป็นเพื่อนมินิน" "ไม่บอก เฮียจะได้ไปด้วย" "ผ่านโปรก่อนแล้วกัน" "..." ผมพยักหน้าตอบเล็กน้อยอย่างตามใจ ถึงอยากจะพาตัวเองไปแสดงความจริงใจต่อคุณพ่อคุณแม่ของเธอมากขนาดไหน แต่ลึกๆ ก็อยากเคลียร์ตัวเองให้สะอาดกว่านี้อีกหน่อย เพื่อที่จะได้ผ่านด่านท่านง่ายขึ้น เพราะถ้าผมมีลูกสาวสวยน่ารักเหมือนเธอคงต้องหวงมากไม่ต่างกันแน่ ยอมรับ ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผมจะวางมือจากวงการมืดล้างมือตัวเองให้ขาวสะอาดในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ผมอยากทำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ภายในระยะเวลาโปรโมชั่นที่เธอเป็นคนตั้งขึ้น เพราะผ่านโปรเมื่อไหร่ผมก็อยากจะมีเจ้าหญิงตัวน้อยของเราสองคนไว้ให้ชื่นใจทันที ถามว่าปรึกษาแม่ของลูกหรือยัง ตอบด้วยความมั่นใจเลยว่า...ยัง! ผมอยู่จัดการเอกสารตรงหน้าจนเกินเวลาเลิกงานของพนักงานที่ต่างก็พากันกลับไปก่อน ฆ่าเวลารอไปรับเธอกลับ วันนี้ถึงคิวที่ต้องกลับเพนเฮ้าส์ของผมตามข้อตกลงของเธอที่ว่า 'ต้องให้เธอกลับมานอนคอนโดตัวเองวันเว้นวัน' ซึ่งผมก็ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ขนเสื้อผ้าตัวเองมาแขวนไว้ในตู้เสื้อผ้าที่คอนโดเธอเรียบร้อย แน่นอนว่าเพนเฮ้าส์ของผมก็มีของเธอครบด้วยเช่นกัน ก่อนจะตัดสินใจเก็บโน็ตบุ๊คและเอกสารใส่กระเป๋าขับรถไปจอดรอหน้าร้าน นั่งอ่านงานคนเดียวเงียบๆ ฆ่าเวลา จนกระทั่งหางตาเหลือบเห็นเธอเดินออกมาส่งคุณพ่อคุณแม่ที่รถ ผมถึงเก็บทุกอย่างลงกระเป๋าตามเดิม รอจนรถหรูขับออกไปจนลับตา มือใหญ่ถึงเปิดประตูก้าวขายาวลงจากรถตรงไปหาเธอที่ยืนอยู่ไม่ไกล "นาย ระวัง!" ปั้ง ปั้ง ปั้ง เสียงปืนที่ดังให้ได้ยิน ทำให้ขายาววิ่งอย่างไม่คิดชีวิตเพื่อให้ไปถึงตัวเธอโดยเร็วที่สุดรวบเธอมากอดไว้ในอ้อมแขนแน่นจนใบหน้าสวยหวานฝังเข้าไปกลางอกแกร่ง แล้วใช้ตัวเองบังกระสุนที่พุ่งตรงเข้ามามีทั้งผมและเธอเป็นเป้าหมาย ทั้งๆ ที่รับรู้ถึงแรงกระทบจากกระสุนทางด้านหลังแต่มือใหญ่ยังคอยลูบผมหนานุ่มเบาเบาปลอบโยนร่างบางที่สั่นไหวด้วยความตกใจในอ้อมกอดอยู่อย่างนั้น ไม่มีแม้เสี้ยววินาทีที่คิดถึงชีวิตตัวเอง คิดแต่เพียงว่า ผมไม่มีทางยอมให้หัวใจดวงนี้เป็นอะไรเพราะผมเด็ดขาด "ฮะ เฮียภูผา" "เฮีย เฮียรักมินินนะ" "อื้ม มินินก็รักเหมือนกัน" "..." มือเล็กกุมมือใหญ่ที่พยายามยกขึ้นมาเช็ดน้ำใสใสที่กำลังเอ่อล้นจากดวงตากลมโตด้วยความตกใจและกลัว กลัวไปหมดทุกอย่าง กลัวว่าคนที่เคยแข็งแกร่งใช้ตัวเองบังกระสุนให้ก่อนหน้าจะหลับลงจนไม่ได้เจอกันอีก ไหนจะคำหวานที่เหมือนเป็นคำบอกลากันอย่างในละครยิ่งทำให้ใจอ่อนไหว แต่ยังพยายามฝืนยิ้มบอกความในใจให้เขามีกำลังใจที่จะกลับมาหากันด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ยืนเป็นหลักให้คนตัวใหญ่กอดอยู่อย่างนั้น... จนกระทั่งเสียงปืนเงียบลง ลูกน้องของเขาก็วิ่งเข้ามาหาทั้งที่ยังมีอาวุธพกอยู่ในมือเตรียมพร้อมที่จะป้องกันทั้งเขาและฉัน "นายหญิงเป็นอะไรมั้ยครับ" "..." ฉันไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาเป็นคำพูดตอบชาลีได้ ทำได้เพียงส่ายหน้าเบาๆ แทนคำตอบว่าฉันสบายดี ก็เพราะเจ้านายของชาลีนั่นแหละ ที่ทำให้ฉันยังยืนอยู่ตรงนี้ ไม่นานเสียงรถพยาบาลก็ดังเข้ามาใกล้ มาพร้อมกับเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ครบครัน มีลูกน้องของเขาค่อยๆ ประคองร่างสูงขึ้นเปลนอนแล้วพาขึ้นรถไป "ให้ฉันไปด้วยนะ" "แต่ว่า..." "ฉันอยากไป" "ครับ" เพราะกลัวว่าคนสนิทของเขาจะไม่ให้ฉันนั่งรถพยาบาลไปด้วย กลัวว่าฉันจะลำบาก ฉันเลยรีบพาตัวเองวิ่งขึ้นรถไปหย่อนตัวนั่งข้างๆ คนตัวโตที่เต็มไปด้วยสายระโยงระยางที่เจ้าหน้าที่เอามาติดไว้เต็มตัวไปหมด จนชาลีต้องหยิบมือถือโทรไปบอกให้ชาลหยิบกระเป๋าสะพายของฉันและปิดร้านให้เรียบร้อย ก่อนจะขึ้นรถมาเป็นเพื่อนฉันจนถึงหน้าห้องฉุกเฉิน "มินิน เกิดอะไรขึ้น" "ตริติณ" ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ที่คนตัวโตหายเข้าไปอยู่ในห้องน่ากลัวนั่น ส่วนฉันทำได้แค่นั่งรอ รออย่างมีความหวังอยู่ตรงที่เดิมตรงเก้าอี้หน้าห้องไม่ไปไหน มีชาลียืนอยู่เป็นเพื่อนไม่ไกล จนกระทั่งเสียงรองเท้ากระทบกับพื้นด้วยความเร็วดังให้ได้ยิน เป็นตริติณที่ฉันโทรไปหาเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนขอให้มาอยู่เป็นเพื่อนให้ฉันอุ่นใจ ฉันไม่เคยคิดว่าชีวิตมาเฟียที่ผมพยายามเล่าให้ฟังจะน่ากลัวขนาดนี้ และไม่เคยคิดว่าฉันจะให้ใจเขาไปแล้วทั้งดวงโดยไม่มีข้อแม้เลยสักข้อเดียว คิดแค่เพียงนาทีนี้ ขอให้เขากลับมากวนประสาทฉันเหมือนเดิมทุกวันก็พอ แต่ถ้าเป็นไปได้...ฉันขอให้ครั้งนี้เป็นเรื่องที่เขาหลอกฉัน และฉันจะไม่โกรธเขาเลย... "ใครญาติคนไข้ครับ" "เอ่อ ฉันค่ะ" "คนไข้เสียเลือดมาก และทางเรากำลังขอให้คลังส่งมาให้ครับ" "ของผมได้มั้ยครับ" "ผมด้วยครับ" ทันทีที่ประตูห้องฉุกเฉินเปิดออก ตริติณก็ประคองให้ฉันลุกขึ้นยืนคอยจับมือไว้ไม่ห่าง มีชาลีวิ่งเข้ามายืนฟังใกล้ๆ เตรียมหาทางช่วยเหลืออีกทาง และเป็นตริติณกับชาลีอีกนั่นแหละ ที่อาสาให้พยาบาลเจาะเลือดไปตรวจว่าพอจะให้เขาได้หรือเปล่าด้วยความมั่นใจว่าตัวเองแข็งแรงพอที่จะเสียสละให้ได้ เพราะตริติณทำเพื่อฉัน ส่วนชาลีทำเพื่อเขาคนที่เปรียบเสมือนพี่น้องของตัวเอง สำหรับฉัน ในความมืดมิดมักมีแสงดาวดวงเล็กๆ คอยให้แสงสว่างนำทางอยู่เสมอ ฉันเชื่อว่าอย่างนั้น แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะเวลานี้ตริติณและชาลีต่างก็นอนให้เลือดอยู่ในห้องฉุกเฉิน มีเขานอนรออยู่บนเตียงข้างๆ ถึงใจฉันจะไม่อยากให้ภาพนี้เกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ทำให้ฉันอุ่นใจไม่น้อยที่มีพี่ชายที่แสนดีขนาดนี้ และดีใจแทนเขาที่มีลูกน้องที่รักเขามากขนาดนี้เช่นกัน ส่วนฉัน ก็มีหน้าที่เข้มแข็งอย่างที่เขาอยากให้เป็น รอเวลาที่เขาจะตื่นขึ้นมาเห็นรอยยิ้มของฉันอีกครั้ง รอยยิ้มที่เขาชอบและบอกทุกวันว่า เขาตกหลุมรักรอยยิ้มหวานๆ นี้ #ตอนนี้เขียนยากจริงๆ จากใจค่ะปึก! "ไม่มีฤกษ์""..."เสียงแก้วกาแฟวางกระทบลงบนโต๊ะกระจกในห้องนั่งเล่นที่บ้านใหญ่ของมินิน กว่าสองชั่วโมงแล้วที่ผมนั่งตัวตรงต่อหน้าป๊าและมามี๊ของเธอ ไม่แม้แต่จะขยับตัวหรือลุกไปเข้าห้องห้องน้ำ เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสมาแนะนำตัวต่อหน้าผู้ใหญ่ และเป็นผู้ใหญ่ของผู้หญิงคนแรกในชีวิต บรรยากาศตอนแนะนำตัวในหนึ่งชั่วโมง มีบ้างที่อาจดูอึมครึมรู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวก แต่สุดท้ายผมก็นำเสนอตัวเองได้ดีจนพอจะได้เห็นรอยยิ้มสวยๆ บนใบหน้าของมามี๊มินินบ้าง ไม่แปลกใจว่ารอยยิ้มสวยหวานของมินินได้มาจากใคร และก็ไม่แปลกใจว่าตริติณหน้านิ่งเหมือนใครแล้วผมก็ทำให้เมฆฝนเคลื่อนตัวมาปกคลุมทั่วห้องนั่งเล่นอีกครั้ง เพราะความใจร้อนของผมเอง ใจร้อนผลีผลามพูดถึงเรื่องขอแต่งงานกับเธอไปตามความคิด ไอ้ผมมันก็มาเฟียเก่าคิดอะไรก็พูดไปอย่างนั้น อยากได้ลูกสาวเขาก็ขอกับคุณพ่อตาตรงๆ เพราะสำหรับผมการแสดงความจริงใจด้วยใจจริงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และหวังเพียงคุณพ่อตาและคุณแม่ยายจะเห็นในความจริงใจของลูกเขยคนนี้"วันเดียวกับตริติณก็ได้ครับ ผมพร้อม""ไม่สะดวก""ถ้างั้น...""ห้าปีมาว่ากันใหม่ รอได้ก็รอ รอไม่ได้ก
"ตริติณอะ ทำมาตรฐานไว้สูงมากเลยนะ""คืออะไร""ก็ตริติณขอน้องโฟแต่งงานซีนใหญ่ขนาดนั้น แล้วมินินจะทำยังไงละ""ไม่ต้องทำยังไง ไม่ต้องแต่ง""..."เป็นอีกวันที่ตริติณมานั่งเล่นที่ร้านรอเวลาไปรับน้องโฟที่ไปทำสปาผิวเข้าคอร์สเจ้าสาวร้านข้างๆ ร้านฉันนี่แหละ และบังเอิญมาเจอคู่ปรับที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันอย่างคนหน้ามึนผู้ที่ทำตัวว่างงานทุกคน ฉันก็เลยต้องพาตัวเองมานั่งคั่นกลางระหว่างเสือกับสิงโตที่ดูท่าทางแล้วไม่มีทางยอมให้กันง่ายๆนึกภาพไม่ออกเลย ตอนที่บอกว่าเคยคุยธุรกิจด้วยกันมาเขาคุยกันยังไง ไม่น่าจะงัดกันไปกันมาแบบนี้หรอกใช่ไหม"อันนี้ปลอบใจกันถูกมั้ย""ตริติณพูดจริง ไม่ต้องแต่ง""..."เป็นฉันเองแหละ ที่ไม่น่าเริ่มบทสนทนาเรื่องแต่งงานตามที่ตัวเองรู้สึก เพราะทำเอาคนที่ถามฉันทุกวันนั่งหน้าหงิกคิ้วขมวดผูกเป็นปมแน่นมองตริติณตาขวางเหมือนใกล้จะทนไม่ไหวเต็มที"กวนตีนเก่ง""เห็นมีแต่ลูกพี่ลูกน้องผู้หญิง ที่โชว์รูมก็มีแต่สาวๆ""โชว์รูมมึงไม่มีผู้หญิงงั้นซิ""โชว์รูมกูไม่เหมือนโชว์รูมมึง""กู...""สวัสดีค่ะพี่มินิน พี่ภูผา""จ๊ะน้องโฟ"นั่งหันซ้ายมองขวาฟังผู้ชายตัวใหญ่สองคนเอาแต่เถียงกันอย่างไม่มีใครยอ
เวลาผ่านไปเร็วเหมือนความฝัน เพราะเข้าสู่เดือนที่สิบเอ็ดแล้วที่ฉันมีเขาเข้ามาในชีวิต เป็นสิบเอ็ดเดือนที่เขาทำให้ฉันรู้จักครบทุกรสชาติเหมือนรู้จักกันมาหลายปีเลยก็ว่าได้ ถามว่าฉันให้อภัยเขาหรือยัง ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจตัวเองเท่าไหร่ แต่ลองเอาเหตุผลของเขามาคิดทบทวนดูแล้ว เป็นฉันก็คงทำไม่ต่างกัน ใครจะอยากให้คนที่ตัวเองรักเป็นอันตรายกันละ และถ้าถามถึงเรื่องสถานะระหว่างฉันกับเขายังคงไม่มีคำเรียกที่ชัดเจนเหมือนเดิม เพราะฉันอยากมั่นใจอีกหน่อยว่าเขาจะไม่ล้อเล่นกับใจฉันอีก ที่สำคัญอยากจะดัดนิสัยคนเจ้าเล่ห์อย่างเขาด้วย มีอย่างที่ไหนกันหาช่างมาเปลี่ยนประตูห้องพักให้ฉัน เป็นประตูอย่างดีและแพงมากก็จริง แต่รหัสเปิดประตูเป็นวันเกิดของเขาโดยไม่ถามความสมัครใจจากเจ้าของห้องอย่างฉันเลยสักนิด"พี่มินิน อินขอไปซื้อข้าวกลางวันก่อนนะคะ""จ๊ะ เผื่อพี่กล่องนึงนะเอาเหมือนน้องอิน""ได้เลยค่ะ"ฉันแอบมองตามหลังน้องอินเดินออกไปขึ้นรถของใครบางคนจนลับตา เป็นอย่างนี้มาสักพักหนึ่งแล้วที่น้องอินมีคนมาคอยรับคอยส่งอย่างนี้ ใช่ว่าฉันจะไม่รู้จักเขาคนนั้นนะ แต่เมื่อเป็นเรื่องส่วนตัวของทั้งสองคนและน้องอินโตพอที่จะเรียนรู้ด้วยตั
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกจนรู้สึกเจ็บแปลบที่อก พยายามกลืนอารมณ์ร้อนรุ่มทั้งหมดลงไป ดวงตาคมจ้องมองเธออย่างไม่ละสายตา แสงไฟในห้องสาดกระทบใบหน้าหวานที่ผมคิดถึงทุกคืน แต่ในแววตาคู่นั้นไม่มีความอ่อนโยนเหมือนก่อน มีเพียงความแข็งกร้าวและระยะห่างที่ผมเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง "ตอบเฮีย พามันขึ้นมาทำอะไรบนห้อง" "ทำอะไรก็ได้ ฉันโตแล้ว""มินิน" "...""โอเค เฮียยอม" "นี่ อย่าเข้ามาใกล้นะ" ใบหน้าบึ้งตึงทำใจแกร่งปวดหนึบอย่างที่ไม่เคยเป็น จนผมต้องยกสองมือขึ้นยอมจำนนอย่างยอมแพ้ ค่อยๆ ก้าวขาขยับเข้าไปใกล้อยากรวบตัวเธอมากอด แต่เธอกลับถอยหนีพยายามพองขนเหมือนเม่นน้อยที่พร้อมจะทำร้ายกัน จนผมต้องถอนหายใจระบายความอัดอั้นที่มีให้น้อยลง"เฮียไม่ได้อยากหายไป" "และไม่ได้รู้สึกรำคาญตามที่พูด" เสียงทุ้มต่ำลงโดยไม่รู้ตัว ตัดสินใจอธิบายอย่างใจเย็น แม้รู้ว่าเธอคงไม่เชื่อคำพูดของผมง่ายๆ"ถ้าเฮียไม่พูดแบบนั้น...""มาอธิบายอะไรตอนนี้" ขายาวก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าวจนแทบชิด ครั้งนี้ เธอไม่ขยับถอยหนี ให้เห็นดวงตาคู่กลมแดงก่ำได้ชัดเจนถามกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่แฝงไปด้วยความน้อยใจและโกรธ จนผมร้อนรนแทบทำอะไรไม่ถ
เอี๊ยด...ด!เสียงล้อรถเสียดสีไปกับผิวถนนจนเกิดสะเก็ดไฟ บ่งบอกถึงการมาของใครอีกคนที่ผมเป็นคนส่งข้อความไปนัดให้มาเจอหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลได้ไม่ถึงหนึ่งวัน ตริติณฝาแฝดของผู้หญิงที่ผมพูดร้ายกับเธอไปเมื่อหลายวันก่อน"มีอะไร" "มินินเป็นยังไงบ้าง" ทันทีที่รถสปอร์ตหรูสีดำด้านรุ่นล่าสุดมาจอดข้างๆ พร้อมกับเปิดกระจกลงมาเป็นการยืนยันว่าเขาคือคนที่ผมนัดเอาไว้ ก่อนจะทักทายด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายที่ฟังแล้วรู้สึกขัดหูไม่น้อย"ถามทำไม" "...""มีความสุขดี""กูไม่อยู่นาน ฝากมึง...""น้องกู กูดูแลอยู่แล้ว" "งั้นก็ดี" "ส่วนมึง ถ้ายังเคลียร์ตัวเองไม่ได้ ก็อย่ากลับไปวุ่นวายกับมินินอีก" ถ้าไม่ติดว่าเป็นพี่เมีย ผมคงได้ซัดหน้ากวนๆ นั่นสักทีให้หายหมันไส้ ไหนจะคำพูดคำจาที่ไม่เคยคิดว่าเป็นผมที่อายุมากกว่า แต่ผมทำได้เพียงใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มระงับอารมณ์หงุดหงิดที่มีก็เท่านั้น เพราะรู้ตัวเองดีว่าเป็นรองพี่เมียมากจนคะแนนติดลบยากที่จะทำคะแนนบวกตีตื้นขึ้นมาได้ ยังไม่ทันได้ขอบคุณในน้ำใจที่ให้เลือดกับผมในวันนั้นไม่แม้จะเปิดโอกาสได้โต้กลับใดใด รถคันหรูก็ออกตัวไปไกลไม่ทันให้ผมได้เปิดปากพูด ไอ้
"ให้ติณอยู่เป็นเพื่อนมั้ย""แล้วน้องโฟละ" "อยู่บ้าน" "อื้ม" ฉันพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะโผลสวมกอดพี่ชายที่เดินมามาหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ และเหมือนตริติณจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของฉันตอนนี้ที่เต็มไปด้วยความกลัวและกังวลไปหมดถึงได้ยกแขนขึ้นมาโอบกอดฉันไว้พร้อมกับลูบผมหนาเบาเบา ไม่มีคำพูดใดใดแต่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แฝดมีให้ฉันตลอดมา "อุ้ย! เจ็บรึเปล่า มินินขอโทษนะ" "ไม่" จนฉันลืมไปเลยว่าแขนของตริติณมีพลาสเตอร์ปิดเอาไว้เพราะเพิ่งผ่านการให้สิ่งสำคัญกับคนที่นอนนิ่งมีสายระโยงระยางเต็มไปหมดอยู่ในห้องไอซียูเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา แต่ตริติณก็คือตริติณต่อให้เจ็บมากแค่ไหนก็ไม่ยอมปริปากพูดออกมาหรอก ฉันเลยขยับตัวออกห่างเล็กน้อยก้มหน้ามาเป่าตรงรอยจุดเล็กๆ สีแดงหวังช่วยให้ความเจ็บลดลงบ้าง ถึงจะรู้ว่าอาจจะช่วยไม่ได้เลยก็ตาม อย่างน้อยฉันก็อยากตอบแทนความใจดีของตริติณที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้"ไม่กลัว?" "ไม่" ถ้าเดาไม่ผิด ตริติณคงหมายถึงตัวตนที่เขาเป็นและความอันตรายที่อยู่รอบทุกทิศทุกทางเหมือนอย่างวันนี้ แต่แล้วยังไงหล่ะ ในเมื่อฉันเลือกเปิดใจให้เขาแล้ว เรียนวิชาป้องกันตัวหรือการจับปืนฉ







