FAZER LOGIN"ให้ติณอยู่เป็นเพื่อนมั้ย"
"แล้วน้องโฟละ" "อยู่บ้าน" "อื้ม" ฉันพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะโผลสวมกอดพี่ชายที่เดินมามาหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ และเหมือนตริติณจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของฉันตอนนี้ที่เต็มไปด้วยความกลัวและกังวลไปหมดถึงได้ยกแขนขึ้นมาโอบกอดฉันไว้พร้อมกับลูบผมหนาเบาเบา ไม่มีคำพูดใดใดแต่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แฝดมีให้ฉันตลอดมา "อุ้ย! เจ็บรึเปล่า มินินขอโทษนะ" "ไม่" จนฉันลืมไปเลยว่าแขนของตริติณมีพลาสเตอร์ปิดเอาไว้เพราะเพิ่งผ่านการให้สิ่งสำคัญกับคนที่นอนนิ่งมีสายระโยงระยางเต็มไปหมดอยู่ในห้องไอซียูเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา แต่ตริติณก็คือตริติณต่อให้เจ็บมากแค่ไหนก็ไม่ยอมปริปากพูดออกมาหรอก ฉันเลยขยับตัวออกห่างเล็กน้อยก้มหน้ามาเป่าตรงรอยจุดเล็กๆ สีแดงหวังช่วยให้ความเจ็บลดลงบ้าง ถึงจะรู้ว่าอาจจะช่วยไม่ได้เลยก็ตาม อย่างน้อยฉันก็อยากตอบแทนความใจดีของตริติณที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ "ไม่กลัว?" "ไม่" ถ้าเดาไม่ผิด ตริติณคงหมายถึงตัวตนที่เขาเป็นและความอันตรายที่อยู่รอบทุกทิศทุกทางเหมือนอย่างวันนี้ แต่แล้วยังไงหล่ะ ในเมื่อฉันเลือกเปิดใจให้เขาแล้ว เรียนวิชาป้องกันตัวหรือการจับปืนฉันก็เรียนแล้ว จะถอยหนีตอนนี้ทุกอย่างคงสูญเปล่า น่าเสียดายแย่ คงจะมีอยู่เรื่องเดียวที่ฉันกลัว...กลัวว่าเขาจะไม่ตื่นขึ้นมาทำหน้ามึนใส่กันมากกว่า เพียงแค่คิดใจมันก็เบาหวิวเหมือนมีบางอย่างขาดหายไป "ป๊ากับมามี๊จะเป็นห่วง" "มินินรู้" ความรู้สึกของคุณป๊าคุณมี๊เป็นอีกเรื่องที่ฉันกังวล ไม่รู้ว่าเลยว่าถ้าท่านทั้งสองคนทราบเรื่องที่ฉันปิดบังเอาไว้จะว่าอะไรหรือเปล่า และจะรับที่เขาเป็นได้ไหม หรืออาจจะห้ามฉันไม่ให้เข้าใกล้เขาอีก ฉันเองไม่อาจตอบได้เลย เพราะฉันไม่เคยมีแฟนมาก่อน...เขาคือคนแรก "ตริติณช่วยพูดให้มินินได้มั้ย" "ค่อยว่ากันอีกที" "อื้ม" ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ที่ฉันนั่งอยู่ตรงเก้าอี้หน้าห้องฉุกเฉินมีตริติณนั่งอยู่ข้างๆ เป็นที่พิงให้รู้สึกสึกอุ่นใจ ไม่ปล่อยให้ฉันรู้สึกกลัวอยู่คนเดียว ทำฉันเผลอหลับไปเพราะความเหนื่อยล้า รู้สึกตัวอีกทีในตอนที่ได้ยินเสียงทุ้มพูดคุยกันอยู่ไม่ไกล ฉันเลยพยายามลืมตาขึ้นมามองตามเสียง เป็นชาลีที่กำลังยืนคุยกับคุณหมอถึงอาการของเขา ก่อนที่ประตูห้องฉุกเฉินจะเปิดออกมาพร้อมกับคนตัวโตนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยใบหน้าขาวซีดรายล้อมไปด้วยพยาบาลและเจ้าหน้าที่ที่กำลังช่วยกันย้ายเขาไปยังห้องผู้ป่วยวีไอพีชั้นบน ลูกน้องเขาอีกนั่นแหละที่คอยจัดการทุกอย่างให้ จนฉันเริ่มรู้สึกเกรงใจที่ไม่สามารถช่วยอะไรเขาได้เลย ไม่ได้เลยสักนิด "ชาลีไปพักเถอะ" "ครับ" และนี่คือสิ่งเดียวที่ฉันพอจะช่วยทุกคนได้ตอนนี้ ทันทีที่คนตัวโตถูกย้ายไปนอนบนเตียงในห้องพักวีไอพีเรียบร้อย ฉันก็อาสาเป็นคนอยู่ดูแลเขาด้วยตัวเอง เอ่ยปากให้ชาลีกลับไปพักผ่อน เพราะน่าจะเป็นคนที่เหนื่อยและต้องการพักผ่อนที่สุด แต่ชาลีก็คือชาลีคนที่เฮียภูผาไว้ใจ ทำเพียงแค่เดินออกไปนั่งพักหลับตาเอาแรงตรงหน้าห้องเท่านั้น สมกับตำแหน่งมือซ้ายของเขานั่นแหละ "มินินว่าตริติณกลับไปพักก่อนดีกว่านะ" "..." "จะได้เอาเสื้อผ้าขอใช้มาให้มินินด้วยไง" "อืม" เกือบหนึ่งสัปดาห์แล้วที่เขายังนอนขี้เกียจอยู่บนเตียงไม่มีทีท่าจะลืมตาตื่นขึ้นมาพูดคุยกัน ปล่อยให้ฉันคอยดูแลคอยเช็ดตัวให้อยู่คนเดียวอย่างนี้ สลับกับชาลีที่คอยมาเปลี่ยนเวรให้ฉันกลับไปทำขนมสำหรับขายหน้าร้านวันละสองสามชั่วโมง ส่วนชาลก็คอยช่วยน้องอินอยู่ที่ร้านทุกวัน ฉันเลยพอเบาใจได้ ในตอนที่ฉันกำลังบิดผ้าขนหนูชุบน้ำให้พอหมาด แล้วหันกลับมาเช็ดตามใบหน้าซีดเซียวและลำคอของเขาหวังว่าเขาจะรู้สึกสดชื่นขึ้น สดชื่นมากพอจนอยากตื่นขึ้นมาทำมึนใส่ฉัน สายตาก็เหลือบเห็นปลายนิ้วเรียวยาวที่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ติดอยู่ขยับเล็กน้อยราวกับส่งสัญญาณบอกให้รู้ว่าเขากำลังพยายามตื่นขึ้นมา ทำใจฉันเต้นรัวเผลอยิ้มออกมาด้วยความดีใจ ก่อนจะเรียกสติตัวเองรีบกดสัญญาณเรียกคุณหมอให้มาช่วยตรวจเช็คอาการของเขาอีกครั้ง "..." "ดื่มน้ำก่อนนะ จะได้สดชื่น" หลังจากคุณหมอเข้ามาตรวจอาการของเขาเรียบร้อยแล้ว ฉันก็รีบรินน้ำเปล่าให้เขาดื่มเป็นอันดับแรก จะได้มีเสียงมาคอยตอบคำถามกัน "ยังเจ็บอยู่มั้ย" "อืม" "แต่แผลก็สนิทดีนี่นา" ปากเล็กยู่เข้าหากันมองตรงผ้าพันแผลที่พยาบาลมาเปลี่ยนให้เขาทุกวันด้วยความเป็นห่วง ฉันเองก็คอยดูวิธีการทำแผลทุกขั้นตอนเผื่อจะต้องทำให้เขาหลังจากนี้ ถึงได้รู้ว่าแผลที่ถูกปิดด้วยผ้าก๊อซเอาไว้สามแห่งปิดสนิทไม่มีสีอักเสบออกมาให้เห็นเพราะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี แต่ทำไมเขายังเจ็บอยู่นะ? ฟู่ ฟู่ "..." "อดทนหน่อยนะ เดี๋ยวก็หาย" ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังโน้มตัวลงไปใกล้ เป่าแผลตรงหน้าอกแกร่งเบาเบาหวังให้ลมหายใจอุ่นๆ จากฉันช่วยบรรเทาอาการเจ็บให้กับเขาตามที่เขาบอก "ขอบคุณนะที่ช่วยชีวิตมินินไว้" พร้อมกับขอบคุณจากใจจริงทีี่เขาพาตัวเองมารับกระสุนแทน ไม่อย่างนั้นคงเป็นฉันที่ต้องนอนเป็นผักอยู่บนเตียงผู้ป่วย ไม่ใช่เขา "..." แต่นอกจากเขาจะไม่ตอบอะไรแล้ว ใบหน้าของเขายังเฉยชา ตาคู่คมที่เคยมองเจ้าชู้ใส่แปลเปลี่ยนเป็นดำมืดดูเย็นชาไม่ทำหน้ามึนใส่ จนฉันอดรู้สึกแปลกใจไม่ได้ คิดเข้าข้างตัวเองว่าเขาเพิ่งฟื้นและคงยังเจ็บแผลอยู่ จนกระทั่งเขาบอกให้ฉันตามชาลีเข้ามาในห้อง ฉันเลยปลีกตัวไปยังโซนห้องครัวหยิบผลไม้อย่างแอปเปิ้ลในตู้เย็นมาปอกใส่จานให้เขา อยากเอาใจคนป่วยสักหน่อย ก่อนจะถือจานที่เต็มไปด้วยผลไม้เดินออกมาวางข้างเตียงคนไข้เตรียมป้อนใส่ปากได้รูปนั่น แต่แล้วส้อมที่จิ้มแอปเปิ้ลขึ้นมาก็ต้องลอยค้างอยู่ในอากาศ มองเขาอย่างงุนงงด้วยความไม่เข้าใจ "มึงไปส่งมินิน" "ใครบอกว่ามินินจะกลับ" "ฉันบอก" นี่เขานอนหลับหรือเจ็บแผลจนสมองเบลอไปแล้วหรือยังไงกัน ตื่นขึ้นมาถึงได้ทำเย็นชาใส่ฉันได้ขนาดนี้ แถมยังออกปากไล่กันทางอ้อมอีก แบบนี้ได้เหรอ? "..." "แล้ว...ไม่ต้องมาอีก" "ทำไม?" "รำคาญ" "..." บอกฉันที ว่าฉันควรรู้สึกอย่างไรกับคำพูดใจร้ายของเขา การที่ฉันอยู่คอยดูแลเขามาตลอดหลายวันกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกรำคาญอย่างนั้นเหรอ แถมสีหน้าและแววตาที่มองมาทำให้ฉันเชื่อว่าเขารู้สึกตามที่ปากพูดออกมาจริงๆ เป็นคำพูดที่ออกมาจากความรู้สึกข้างใน ฉันหลงคิดมาตลอด ว่าถ้าเขาตื่นขึ้นมาคงจะดีใจมากที่เห็นฉันนั่งอยู่ข้างๆ ฉันเลยพยายามอยู่นอนเฝ้าเขาทุกวันอย่างมีความหวัง แต่ฉันคิดผิด เพราะนอกจากเขาจะไม่ดีใจอย่างที่คิดแล้ว เขายังบอกว่ารำคาญกันอีกด้วย เป็นฉันที่คิดไปเองคนเดียวเผลอหลงเชื่อคำหลอกที่เขาเคยบอกกันวันนั้น ทำน้ำใสใสเอ่อล้นดวงตาคู่กลม แต่ฉันก็พยายามเงยหน้าไม่ให้น้ำใสใสร่วงหล่นลงมาให้เขาเห็น หมุนตัวเดินไปหยิบกระเป๋าถือและเดินไปหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าใบเล็กในตู้เดินนำชาลีออกไปไม่กลับไปมองคนใจร้ายอีก "ฉันฝากเก็บของในห้องน้ำทิ้งด้วยนะ" "...ครับ" ฉันพูดแค่นั้น ก่อนจะรีบพาตัวเองออกไปจากห้องนี้ให้เร็วที่สุด และคงไม่กล้าพาตัวเองมาทำให้เขาต้องรู้สึกรำคาญอีกแล้ว ตัดสินใจหันไปบอกชาลีว่าฉันจะเรียกรถกลับเอง ฉันรู้ว่าชาลีก็รู้สึกอึดอัดใจไม่น้อยเพราะไม่อยากขัดคำสั่งใครบางคน แต่ในเมื่อฉันยืนยันเสียงแข็งออกไปอย่างนั้นก็ต้องยอมทำตามฉันแต่โดยดี ยืนรอจนฉันขึ้นรถเรียบร้อยมองรถแล่นออกมาจนลับตาไปปึก! "ไม่มีฤกษ์""..."เสียงแก้วกาแฟวางกระทบลงบนโต๊ะกระจกในห้องนั่งเล่นที่บ้านใหญ่ของมินิน กว่าสองชั่วโมงแล้วที่ผมนั่งตัวตรงต่อหน้าป๊าและมามี๊ของเธอ ไม่แม้แต่จะขยับตัวหรือลุกไปเข้าห้องห้องน้ำ เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสมาแนะนำตัวต่อหน้าผู้ใหญ่ และเป็นผู้ใหญ่ของผู้หญิงคนแรกในชีวิต บรรยากาศตอนแนะนำตัวในหนึ่งชั่วโมง มีบ้างที่อาจดูอึมครึมรู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวก แต่สุดท้ายผมก็นำเสนอตัวเองได้ดีจนพอจะได้เห็นรอยยิ้มสวยๆ บนใบหน้าของมามี๊มินินบ้าง ไม่แปลกใจว่ารอยยิ้มสวยหวานของมินินได้มาจากใคร และก็ไม่แปลกใจว่าตริติณหน้านิ่งเหมือนใครแล้วผมก็ทำให้เมฆฝนเคลื่อนตัวมาปกคลุมทั่วห้องนั่งเล่นอีกครั้ง เพราะความใจร้อนของผมเอง ใจร้อนผลีผลามพูดถึงเรื่องขอแต่งงานกับเธอไปตามความคิด ไอ้ผมมันก็มาเฟียเก่าคิดอะไรก็พูดไปอย่างนั้น อยากได้ลูกสาวเขาก็ขอกับคุณพ่อตาตรงๆ เพราะสำหรับผมการแสดงความจริงใจด้วยใจจริงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และหวังเพียงคุณพ่อตาและคุณแม่ยายจะเห็นในความจริงใจของลูกเขยคนนี้"วันเดียวกับตริติณก็ได้ครับ ผมพร้อม""ไม่สะดวก""ถ้างั้น...""ห้าปีมาว่ากันใหม่ รอได้ก็รอ รอไม่ได้ก
"ตริติณอะ ทำมาตรฐานไว้สูงมากเลยนะ""คืออะไร""ก็ตริติณขอน้องโฟแต่งงานซีนใหญ่ขนาดนั้น แล้วมินินจะทำยังไงละ""ไม่ต้องทำยังไง ไม่ต้องแต่ง""..."เป็นอีกวันที่ตริติณมานั่งเล่นที่ร้านรอเวลาไปรับน้องโฟที่ไปทำสปาผิวเข้าคอร์สเจ้าสาวร้านข้างๆ ร้านฉันนี่แหละ และบังเอิญมาเจอคู่ปรับที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันอย่างคนหน้ามึนผู้ที่ทำตัวว่างงานทุกคน ฉันก็เลยต้องพาตัวเองมานั่งคั่นกลางระหว่างเสือกับสิงโตที่ดูท่าทางแล้วไม่มีทางยอมให้กันง่ายๆนึกภาพไม่ออกเลย ตอนที่บอกว่าเคยคุยธุรกิจด้วยกันมาเขาคุยกันยังไง ไม่น่าจะงัดกันไปกันมาแบบนี้หรอกใช่ไหม"อันนี้ปลอบใจกันถูกมั้ย""ตริติณพูดจริง ไม่ต้องแต่ง""..."เป็นฉันเองแหละ ที่ไม่น่าเริ่มบทสนทนาเรื่องแต่งงานตามที่ตัวเองรู้สึก เพราะทำเอาคนที่ถามฉันทุกวันนั่งหน้าหงิกคิ้วขมวดผูกเป็นปมแน่นมองตริติณตาขวางเหมือนใกล้จะทนไม่ไหวเต็มที"กวนตีนเก่ง""เห็นมีแต่ลูกพี่ลูกน้องผู้หญิง ที่โชว์รูมก็มีแต่สาวๆ""โชว์รูมมึงไม่มีผู้หญิงงั้นซิ""โชว์รูมกูไม่เหมือนโชว์รูมมึง""กู...""สวัสดีค่ะพี่มินิน พี่ภูผา""จ๊ะน้องโฟ"นั่งหันซ้ายมองขวาฟังผู้ชายตัวใหญ่สองคนเอาแต่เถียงกันอย่างไม่มีใครยอ
เวลาผ่านไปเร็วเหมือนความฝัน เพราะเข้าสู่เดือนที่สิบเอ็ดแล้วที่ฉันมีเขาเข้ามาในชีวิต เป็นสิบเอ็ดเดือนที่เขาทำให้ฉันรู้จักครบทุกรสชาติเหมือนรู้จักกันมาหลายปีเลยก็ว่าได้ ถามว่าฉันให้อภัยเขาหรือยัง ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจตัวเองเท่าไหร่ แต่ลองเอาเหตุผลของเขามาคิดทบทวนดูแล้ว เป็นฉันก็คงทำไม่ต่างกัน ใครจะอยากให้คนที่ตัวเองรักเป็นอันตรายกันละ และถ้าถามถึงเรื่องสถานะระหว่างฉันกับเขายังคงไม่มีคำเรียกที่ชัดเจนเหมือนเดิม เพราะฉันอยากมั่นใจอีกหน่อยว่าเขาจะไม่ล้อเล่นกับใจฉันอีก ที่สำคัญอยากจะดัดนิสัยคนเจ้าเล่ห์อย่างเขาด้วย มีอย่างที่ไหนกันหาช่างมาเปลี่ยนประตูห้องพักให้ฉัน เป็นประตูอย่างดีและแพงมากก็จริง แต่รหัสเปิดประตูเป็นวันเกิดของเขาโดยไม่ถามความสมัครใจจากเจ้าของห้องอย่างฉันเลยสักนิด"พี่มินิน อินขอไปซื้อข้าวกลางวันก่อนนะคะ""จ๊ะ เผื่อพี่กล่องนึงนะเอาเหมือนน้องอิน""ได้เลยค่ะ"ฉันแอบมองตามหลังน้องอินเดินออกไปขึ้นรถของใครบางคนจนลับตา เป็นอย่างนี้มาสักพักหนึ่งแล้วที่น้องอินมีคนมาคอยรับคอยส่งอย่างนี้ ใช่ว่าฉันจะไม่รู้จักเขาคนนั้นนะ แต่เมื่อเป็นเรื่องส่วนตัวของทั้งสองคนและน้องอินโตพอที่จะเรียนรู้ด้วยตั
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกจนรู้สึกเจ็บแปลบที่อก พยายามกลืนอารมณ์ร้อนรุ่มทั้งหมดลงไป ดวงตาคมจ้องมองเธออย่างไม่ละสายตา แสงไฟในห้องสาดกระทบใบหน้าหวานที่ผมคิดถึงทุกคืน แต่ในแววตาคู่นั้นไม่มีความอ่อนโยนเหมือนก่อน มีเพียงความแข็งกร้าวและระยะห่างที่ผมเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง "ตอบเฮีย พามันขึ้นมาทำอะไรบนห้อง" "ทำอะไรก็ได้ ฉันโตแล้ว""มินิน" "...""โอเค เฮียยอม" "นี่ อย่าเข้ามาใกล้นะ" ใบหน้าบึ้งตึงทำใจแกร่งปวดหนึบอย่างที่ไม่เคยเป็น จนผมต้องยกสองมือขึ้นยอมจำนนอย่างยอมแพ้ ค่อยๆ ก้าวขาขยับเข้าไปใกล้อยากรวบตัวเธอมากอด แต่เธอกลับถอยหนีพยายามพองขนเหมือนเม่นน้อยที่พร้อมจะทำร้ายกัน จนผมต้องถอนหายใจระบายความอัดอั้นที่มีให้น้อยลง"เฮียไม่ได้อยากหายไป" "และไม่ได้รู้สึกรำคาญตามที่พูด" เสียงทุ้มต่ำลงโดยไม่รู้ตัว ตัดสินใจอธิบายอย่างใจเย็น แม้รู้ว่าเธอคงไม่เชื่อคำพูดของผมง่ายๆ"ถ้าเฮียไม่พูดแบบนั้น...""มาอธิบายอะไรตอนนี้" ขายาวก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าวจนแทบชิด ครั้งนี้ เธอไม่ขยับถอยหนี ให้เห็นดวงตาคู่กลมแดงก่ำได้ชัดเจนถามกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่แฝงไปด้วยความน้อยใจและโกรธ จนผมร้อนรนแทบทำอะไรไม่ถ
เอี๊ยด...ด!เสียงล้อรถเสียดสีไปกับผิวถนนจนเกิดสะเก็ดไฟ บ่งบอกถึงการมาของใครอีกคนที่ผมเป็นคนส่งข้อความไปนัดให้มาเจอหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลได้ไม่ถึงหนึ่งวัน ตริติณฝาแฝดของผู้หญิงที่ผมพูดร้ายกับเธอไปเมื่อหลายวันก่อน"มีอะไร" "มินินเป็นยังไงบ้าง" ทันทีที่รถสปอร์ตหรูสีดำด้านรุ่นล่าสุดมาจอดข้างๆ พร้อมกับเปิดกระจกลงมาเป็นการยืนยันว่าเขาคือคนที่ผมนัดเอาไว้ ก่อนจะทักทายด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายที่ฟังแล้วรู้สึกขัดหูไม่น้อย"ถามทำไม" "...""มีความสุขดี""กูไม่อยู่นาน ฝากมึง...""น้องกู กูดูแลอยู่แล้ว" "งั้นก็ดี" "ส่วนมึง ถ้ายังเคลียร์ตัวเองไม่ได้ ก็อย่ากลับไปวุ่นวายกับมินินอีก" ถ้าไม่ติดว่าเป็นพี่เมีย ผมคงได้ซัดหน้ากวนๆ นั่นสักทีให้หายหมันไส้ ไหนจะคำพูดคำจาที่ไม่เคยคิดว่าเป็นผมที่อายุมากกว่า แต่ผมทำได้เพียงใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มระงับอารมณ์หงุดหงิดที่มีก็เท่านั้น เพราะรู้ตัวเองดีว่าเป็นรองพี่เมียมากจนคะแนนติดลบยากที่จะทำคะแนนบวกตีตื้นขึ้นมาได้ ยังไม่ทันได้ขอบคุณในน้ำใจที่ให้เลือดกับผมในวันนั้นไม่แม้จะเปิดโอกาสได้โต้กลับใดใด รถคันหรูก็ออกตัวไปไกลไม่ทันให้ผมได้เปิดปากพูด ไอ้
"ให้ติณอยู่เป็นเพื่อนมั้ย""แล้วน้องโฟละ" "อยู่บ้าน" "อื้ม" ฉันพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะโผลสวมกอดพี่ชายที่เดินมามาหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ และเหมือนตริติณจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของฉันตอนนี้ที่เต็มไปด้วยความกลัวและกังวลไปหมดถึงได้ยกแขนขึ้นมาโอบกอดฉันไว้พร้อมกับลูบผมหนาเบาเบา ไม่มีคำพูดใดใดแต่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แฝดมีให้ฉันตลอดมา "อุ้ย! เจ็บรึเปล่า มินินขอโทษนะ" "ไม่" จนฉันลืมไปเลยว่าแขนของตริติณมีพลาสเตอร์ปิดเอาไว้เพราะเพิ่งผ่านการให้สิ่งสำคัญกับคนที่นอนนิ่งมีสายระโยงระยางเต็มไปหมดอยู่ในห้องไอซียูเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา แต่ตริติณก็คือตริติณต่อให้เจ็บมากแค่ไหนก็ไม่ยอมปริปากพูดออกมาหรอก ฉันเลยขยับตัวออกห่างเล็กน้อยก้มหน้ามาเป่าตรงรอยจุดเล็กๆ สีแดงหวังช่วยให้ความเจ็บลดลงบ้าง ถึงจะรู้ว่าอาจจะช่วยไม่ได้เลยก็ตาม อย่างน้อยฉันก็อยากตอบแทนความใจดีของตริติณที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้"ไม่กลัว?" "ไม่" ถ้าเดาไม่ผิด ตริติณคงหมายถึงตัวตนที่เขาเป็นและความอันตรายที่อยู่รอบทุกทิศทุกทางเหมือนอย่างวันนี้ แต่แล้วยังไงหล่ะ ในเมื่อฉันเลือกเปิดใจให้เขาแล้ว เรียนวิชาป้องกันตัวหรือการจับปืนฉ







