เข้าสู่ระบบท่วงท่านั้นส่งผลให้ชายกระโปรงรั้งถดร่นขึ้นมาจนถึงโคนขาอ่อนทันที ผิวเนื้อขาวผ่องเนียนละเอียดราวกับน้ำนมสัมผัสเข้ากับสายลมเย็นยามจนขนอ่อนลุกชันเกรียวไปด้วยความรู้สึกซาบซ่านและสยิวอย่างบอกไม่ถูก
หวันยิหวารีบหนีบขาเข้าหากันแน่นด้วยความอับอายอย่างถึงที่สุด มือเรียวเล็กพยายามตะครุบชายผ้าพัลวันเพื่อปกปิดความลับใต้ร่มผ้าให้พ้นจากสายตาเจ้าเล่ห์คู่นั้น แต่ท่วงท่าที่ต้องนั่งบิดอยู่บนอานม้าทำให้เธอขยับตัวลำบากเหลือเกิน และนั่นกลับยิ่งทำให้แผ่นหลังเนียนแอ่นโค้งรัดรึง ทรวดทรงองค์เอวอวบอิ่มชูชันยั่วยวนสายตาของซาตานร้ายที่ยืนซ้อนอยู่เบื้องหลังอย่างปิดไม่มิด!
ยังไม่ทันที่เธอจะได้ตั้งสติ ชายหนุ่มก็สปริงตัวปีนขึ้นนั่งซ้อนทางด้านหลังเธอในทันที แผ่นอกกว้างหนาตึงแน่นไปด้วยมัดกล้ามเบียดชิดแผ่นหลังบางจนไร้ช่องว่างให้อากาศไหลผ่าน สัมผัสได้ถึงก้อนเนื้อหัวใจของเขาที่เต้นเป็นจังหวะหนักหน่วง กลิ่นอายความเป็นชายชาตรีและลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดตรงต้นคอระหงทำเอาหัวใจดวงน้อยเต้นโครมครามอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต!
วงแขนแกร่งข้างหนึ่งวาดโอบจากทางด้านหลังมาประคองเอวคอดกิ่วของเธอไว้มั่น ฝ่ามือหนาร้อนผ่าวบดเบียดแผ่ความร้อนผ่านเนื้อผ้าบางเบาของชุดเดรสจนผิวเนื้อสาวใต้ร่มผ้าสั่นระริก ก่อนที่ชายหนุ่มจะกระตุกเชือกบังเหียนเบา ๆ สั่งให้เจ้าวายุออกเดินลัดเลาะไปตามแนวป่า
แสงตะวันเริ่มมืดมิดลงอย่างรวดเร็ว ความสลัวรางของยามราตรีกาลคืบคลานเข้ามาพร้อมกับความเงียบงันที่โรยตัวเข้าปกคลุมรอบกาย มีเพียงเสียงฝีเท้าม้าที่ย่ำไปบนพื้นดินสลับกับเสียงหัวใจของหวันยิหวาที่เต้นรัวกระหน่ำไม่เป็นจังหวะ ทุกครั้งที่ม้าขยับก้าว สะโพกกลมกลึงของเธอก็จะครูดอกไปกับหน้าขาแกร่งของเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้ มันเป็นความใกล้ชิดที่อันตรายชวนให้สยิวใจจนเธอแทบจะสำลักความอึดอัด หญิงสาวลอบกลืนน้ำลายข่มความประหม่า ก่อนจะเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน
“นาย...ขี่ม้าแบบนี้ทุกวันเลยเหรอ” เสียงหวานสั่นพร่าน้อย ๆ พยายามทำใจดีสู้เสือ ทั้งที่ก้อนเนื้อในอกซ้ายเต้นระทึกจนแทบจะกระเด็นกระดอนออกมาด้านนอก
“ก็ไม่ทุกวันหรอก” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยตอบชิดริมหู ลมหายใจอุ่นร้อนพ่นรดผิวกายเนียนตรงต้นคอระหงจนหญิงสาวต้องหดคอหนีด้วยความสยิวซ่าน
ชายหนุ่มลอบยิ้มในความมืดที่กำลังคืบคลาน ก่อนจะกระชับวงแขนที่โอบเอวบางให้แน่นเข้าอีกจนหัวไหล่มนแนบชิดติดกับแผงอกตึงแน่นล่ำสัน ความนุ่มหยุ่นของแผ่นหลังสาวที่บดเบียดกับมัดกล้ามเนื้อแกร่งปลุกเร้าความดิบเถื่อนในกายชายให้ตื่นตัว เขาจงใจขยับกายกดเน้นความแข็งแกร่งของบุรุษเพศเข้าหาเพื่อหยั่งเชิงปฏิกิริยาของคนในอ้อมกอด ก่อนจะเอ่ยต่อกลั้วหัวเราะในลำคอ
“แต่เผอิญว่าวันนี้เจ้าวายุมันอยากเที่ยวในไร่กับผม”
“ปล่อยมือได้แล้วมั้ง” หวันยิหวาประท้วง
“ถ้าผมปล่อยไป เกิดคุณร่วงจากหลังม้าขึ้นมาจะทำไง หืม?”
“คนฉวยโอกาส!”
“เอาเถอะน่า อีกเดี๋ยวก็ถึงแล้ว”
“ไหนบอกอีกตั้งสามกิโลไง!” หญิงสาวตวัดเสียงใส่ เริ่มจับได้ว่ากำลังถูกคนเจ้าเล่ห์ล่อลวง
“ผมล้อเล่น” ชายหนุ่มยักไหล่ ท่าทางไม่ทุกข์ร้อน
“มีอะไรที่นายพูดความจริงบ้างเนี่ย!”
“มีสิ” ภูดิศโน้มใบหน้าลงมาจนชิดพวงแก้มใส กระซิบคำตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่าชวนสั่นสะท้าน
“คุณสวยเซ็กซี่ถูกใจผม นั่นเรื่องจริง”
คำสารภาพตรง ๆ อย่างร้ายกาจทำให้หวันยิหวาหน้าร้อนผ่าวราวกับจะจับไข้ หญิงสาวรีบเบือนหน้าสวยหนีสายตาคมกริบที่จ้องมองลงมา เธอพยายามมองตรงไปยังเส้นทางมืดมิดเบื้องหน้าเพื่อซ่อนความประหม่า
“ขยับห่างจากฉันเลยนะ ฉันไม่ไว้ใจนาย!”
“นี่คุณคิดว่าผมอยากจะมานั่งเบียดกับคุณแบบนี้หรือไง... หืม?” ภูดิศแกล้งลากเสียงต่ำทุ้มพลางแกล้งกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นจนทรวงอกอวบอิ่มลอยเด่นเบียดเข้ากับท่อนแขนล่ำ
“ผมเห็นว่าคุณเป็นแขกคนสำคัญของพ่อเลี้ยงเขาหรอกนะ”
“หึ... เมื่อกี้ฉันบอกนายปาว ๆ แต่นายก็ไม่เชื่อว่าฉันเป็นแขกของพ่อเลี้ยง” หวันยิหวาแค่นเสียงประชด
“เชื่อสิ... ทำไมผมจะไม่เชื่อ” สายตาของภูดิศแปรเปลี่ยนเป็นวับวาวด้วยรอยแค้นที่ซ่อนลึก ชายหนุ่มเหยียดยิ้มหยันในความมืด น้ำเสียงแปรเปลี่ยนเป็นเสียดสีจนคนฟังหนาวสะท้าน
“ผู้หญิงสาว ๆ สวย ๆ อย่างคุณ ถ้าไม่สนใจพ่อเลี้ยง จะถ่อมาถึงที่นี่ทำไมกันเล่า”
“หยุดพูดจาดูถูกฉันเดี๋ยวนี้นะ!” หวันยิหวาตวาดลั่นด้วยความโกรธจัด เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความอัปยศที่ถูกตราหน้าเป็นหญิงใจง่าย
“ไม่งั้นเจอพ่อเลี้ยงเมื่อไหร่ นายได้โดนลงโทษอย่างหนักแน่!”
“คร๊าบบบ!!” ภูดิศลากเสียงก่อนจะหัวเราะในลำคอ สะใจที่ยั่วโมโหเธอได้สำเร็จ
“เอาล่ะ ผมจะไม่พูดอะไรแล้ว”
ความเงียบโรยตัวลงมาอีกครั้งตามคำสั่ง พร้อมกับความมืดมิดที่เริ่มแผ่ซ่านจนมองไม่เห็นทาง หวันยิหวาเริ่มใจคอไม่ดี ลมหนาวปะทะผิวจนเธอต้องห่อไหล่ นึกขึ้นได้ว่าความมืดขนาดนี้อาจเกิดอันตราย
“เริ่มมืดแล้ว... ม้ามันมองเห็นเหรอ” หญิงสาวเอ่ยถาม ทว่าคนข้างหลังกลับเงียบกริบ มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอ
“นี่นาย! ได้ยินที่ฉันพูดรึเปล่า” เธอเบียดสะโพกเข้าหาแผงอกแกร่งเพื่อประท้วง
“ก็คุณสั่งไม่ให้ผมพูดเองไม่ใช่เหรอ” ชายหนุ่มตอบยียวน
“ก็ฉันห้ามไม่ให้นายพูดจาดูถูกฉัน! แต่นี่ฉันถาม เรื่องความปลอดภัย นายก็ต้องตอบสิ”
“มันดมกลิ่นเอา... มันจำทางกลับคอกของมันได้หรอกน่าคุณ ไม่ต้องกลัวหรอก”
“ก็แค่นี้...” หวันยิหวาพึมพำ ก่อนจะนึกขึ้นได้
“แล้วนายไม่มีไฟฉายหรืออะไรมาเลยเหรอ”
“มี...”
“แต่มือผมไม่ว่าง ผมต้องดูแลแขกคนสำคัญของพ่อเลี้ยง กลัวจะตกร่วงลงไปเจ็บตัวเสียก่อน” คำพูดนั้นคล้ายความห่วงใย ทว่าฝ่ามือหนากลับลูบไล้แผ่วเบาอยู่ที่เอวคอดกิ่วอย่างถือวิสาสะ
“ใกล้ถึงหรือยังเนี่ย” เธอรีบเปลี่ยนเรื่องเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากสัมผัสวาบหวาม
“ทำไม... คุณกลัวมืดเหรอ”
“เปล่า ฉันเมื่อย”
“ก็อย่านั่งให้มันเกร็งนักสิ... ผมอนุญาตให้พิงอกผมก็ได้อะ”
“เชอะ ฝันไปเถอะ” หวันยิหวาเอ่ยปากปฏิเสธความหวังดีแฝงความเจ้าเล่ห์นั้นทันควัน
เมื่อคุณย่ามาถึง ก็รีบตรงเข้ามาดูหน้าหลานชาย ภูดิศที่ดีใจจนออกนอกหน้าก็รีบบอกคุณย่าทันที“ลูกของผมเป็นผู้ชายครับคุณย่า แข็งแรงน่าดูเลย!”“ย่าฟังจากเสียงร้องก็รู้แล้ว... เสียงดังไม่ต่างจากพ่อมันเลย!”ความรู้สึกของผู้เป็นพ่อในยามนั้น มันมากมายเกินกว่าจะเอื้อนเอ่ยเป็นคำพูดใด ๆเมื่อพยาบาลพาเด็กไปเช็ดตัวทำความสะอาดเสร็จ ภูดิศก็ขออุ้มลูกมาให้ภรรยาดู เขาประทับจูบลงบนหน้าผากมนของแม่พันธุ์คนเก่งด้วยความรักที่ท่วมท้นยิ่งกว่าเดิมหวันยิหวาแข็งแรงมาก แม้จะเพิ่งผ่านการคลอดและอ่อนเพลีย แต่เธอก็ยังส่งยิ้มหวานให้สามี แถมยังมีแรงผยุงตัวขึ้นมากดจูบปากสามีเบา ๆ“ยิหวาเก่งมากเลยนะวันนี้”ความรู้สึกของคนเป็นแม่ที่ได้เห็นสามีอุ้มลูกมาให้ดูทั้งน้ำตา... เขาเคยบอกว่าไม่อยากเห็นเธอน้ำตาร่วง แต่กลายเป็นว่าภูดิศกลับร้องไห้เสียเองด้วยความตื้นตันสามปีต่อมา...“พ่อค๊าบ! แม่ค๊าบ! ผมขอนอนด้วยคนนะครับ!”เด็กชายภูริภัทร วัยสามขวบครึ่ง วิ่งพรวดพราดเข้ามาในห้องนอนของบิดามารดา ก่อนจะกระโดดขึ้นมาบนเตียง ภูดิศหน้าตาตื่นทันที เพราะเขากำลังจะประกอบกิจกรรมเมคเลิฟกับภรรยา!“ห้องหนูก็มีนี่ครับภัทร” ภูดิศมองลูกชายที่ทำหน้ามึนใส
หวันยิหวาโหยหาสัมผัสอันคุ้นเคย ความแข็งกร้าวของสามีที่ดุนดันอยู่บริเวณร่องเนื้อทำให้เธอสั่นสะท้านไปทั้งกาย ทุกครั้งที่แก่นกายสอดแทรกเข้ามาเติมเต็ม มันคือความสุขสมอันลึกล้ำที่ไม่อาจหาสิ่งใดเปรียบภูดิศเอ่ยบอกรักเมียและลูกเบา ๆ ทุกจังหวะแนบแน่น เขาไร้ซึ่งความกังวลใด ๆ อีกต่อไป“ถ้าพี่ทำแรงไป ยิหวาบอกพี่นะ”“ค่ะพี่ภู... กำลังดีเลย ยิหวามีความสุขมาก”“ยิหวาเสร็จพร้อมพี่นะ”“ได้สิคะ... อื้อ! พี่ภู...”“ยิหวาใกล้แล้วค่ะ... ดูดแรง ๆ สิคะ”“จัดให้ครับ... ที่รัก”“อื้อ ๆ ๆ!”ผนังกลีบดอกไม้ตอดรัดแก่นกายหนักหน่วงเพียงไม่กี่ครั้ง ชายหนุ่มก็ปลดปล่อยความรักเข้าสู่กายเธอจนถึงฝั่งฝัน เสียงครางหวานหวิวของภรรยายังคงกระตุ้นอารมณ์เสน่หาของเขาได้เสมอ นี่คือเสน่ห์อันเย้ายวนใจของหวันยิหวาที่ทำให้เขาหลงใหลจนหัวปักหัวปำ“ลูกดิ้นแล้วนะยิหวา” ภูดิศแนบหน้ากับท้องอิ่ม“ใช่ค่ะ... ลูกดิ้น คงอยากให้พ่อกอดบ้างน่ะค่ะ ลูกบอกแบบนี้แล้ว พี่ภูยังจะใจร้ายกับเขาได้ลงคออีกเหรอคะ”“ลูกพ่อ... หนูสบายดีใช่ไหมลูก” เสียงผู้เป็นพ่อคงส่งผ่านไปถึงทารกในครรภ์ ร่างน้อยจึงเตะตอบรับฝ่ามือพ่ออีกหนจนแม่ต้องนิ่วหน้า“อูย... ลูกจ๋า ทักทายพ่
“ยิหวาไม่เคยโกรธพี่ภูเลยนะคะ... แต่ตอนนี้ยิหวาอึดอัด ยิหวาขี้ร้อน วันนี้อากาศไม่เย็นพอ ก็เลยรู้สึกอึดอัดน่ะค่ะ”“ยิหวาขี้ร้อน? ไม่น่าใช่ล่ะมั้ง... ปกติยิหวาชอบอากาศสบาย ๆ แบบนี้จะตาย ไม่ร้อนไม่เย็นเกินไป”“พี่ภูมาถูกได้ยังไงคะ คุณแม่บอกพี่เหรอ” เธอถามซ้ำอีกครั้ง“เปล่าเลย พวกท่านใจร้ายกับพี่มาก ปล่อยให้พี่ตามหายิหวาแทบพลิกแผ่นดิน ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกแต่ไม่มีใครยอมบอก... พี่รู้เพราะจ้างนักสืบเอกชนตามหาหรอกนะ”“ตายจริง! ถึงขนาดจ้างนักสืบเลยเหรอคะ” เธอทำตาคว่ำใส่เรื่องแค่นี้ก็น่าจะคิดออก เขาควรจะรู้จักเธอดีกว่าใครทั้งหมด ไอ้เรื่องที่ควรจะรู้กลับไม่รู้เสียได้ “พี่ภูน่าจะรู้ว่ายิหวาไม่มีที่ไป ถ้าไม่อยู่กับคุณย่าแล้วจะไปอยู่กับใครได้”“ก็พี่ไม่รู้จักบ้านคุณย่า ถามใครก็ไม่มีใครบอกสักคน ทุกคนพร้อมใจกันปิดบังพี่ แล้วจะให้ทำยังไง ถ้าไม่ใช้วิธีนี้พี่คงไม่ได้เจอยิหวา”“แล้วทำไมต้องตามหายิหวาขนาดนี้ล่ะคะ ยิหวาไม่ใช่คนที่พี่รักเสียหน่อย ทำไมต้องเสียเงินเสียทองตามหาให้วุ่นวายด้วย”“ก็พี่รักยิหวา! พี่ขาดหวันยิหวาไม่ได้... กลับบ้านกับพี่นะครับ”“ชิ... ยิหวาคิดว่าพี่ภูไปคืนดีกับคุณโรสเสียอีก”“คนแบบนั้
“ผมจะไปบ้านคุณย่ารมณีย์ครับ”ทุกคนที่นั่งรอเพื่อจะบอกข่าวสำคัญต่างหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก ภูดิศเห็นกิริยานั้นก็ระบายยิ้มละกุม เขารู้ดีว่าเหตุใดทุกคนจึงมีสีหน้าตระหนก เพราะผู้ใหญ่ทุกคนต่างร่วมมือกันซ่อนภรรยาของเขาไว้“ผมบอกแล้วไงครับ... ว่าผมต้องตามหายิหวาให้เจอ คุณแม่กับน้าดวงใจอย่าทำหน้าแบบนั้นสิครับ พวกท่านไม่ใช่เหรอที่ต้องการพิสูจน์หัวใจของผมแบบนี้ บัดนี้ก็ทำสำเร็จแล้วนี่ครับ”ชายหนุ่มแบมือออกสองข้างอย่างยอมนนท์ แต่แววตามุ่งมั่นไม่เปลี่ยน ผู้ใหญ่ต่างสะดุ้งกันเป็นแถบ“พวกเราแค่...” ม่านฟ้าลุกขึ้นมากระดิกแขนบุตรชาย หวังจะอธิบาย แต่ภูดิศส่ายหน้าช้า ๆ“ไม่ต้องอธิบายหรอกครับ ถึงพูดตอนนี้ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ผมเจอยิหวาแล้ว และผมจะทำให้คุณแม่กับน้าดวงใจเห็นว่าผมจริงใจแค่ไหน... ชีวิตผมขาดหวันยิหวาไม่ได้จริง ๆ ผมขอตัวนะครับ”ร่างสูงทิ้งคำพูดสุดท้ายไว้เพียงเท่านั้น ก่อนจะก้าวฉับ ๆ ออกไปขึ้นรถยนต์คันโตดวงใจ ม่านฟ้า พ่อเลี้ยงสุริยา และป้าชื่น ต่างเดินตามออกมารองรับแสงแดดยามสาย มองดูไฟท้ายรถที่เคลื่อนตัวห่างออกไปเรื่อย ๆ ใบหน้าของทุกคนเริ่มแต้มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความหวัง เห็นความตั้งใจเต็มเปี่ยมเช
ขณะเดียวกัน ณ ไร่ชาอันกว้างใหญ่ พ่อเลี้ยงสุริยาเดินเร่งเท้าตามหาภรรยาทั่วบริเวณ เขาอยากบอกข่าวดีนี้แก่แม่เลี้ยงม่านฟ้าใจจะขาด อยากเห็นสีหน้าปิติยินดีของคนรัก เพราะหลังจากครองคู่กันมา ทั้งสองก็ไม่มีบุตรด้วยกันเลย อีกทั้งในยามนี้ พ่อเลี้ยงสุริยาก็ไม่ได้ตั้งอคติหรือรังเกียจภูดิศลูกชายของม่านฟ้าอีกต่อไปแล้วร่างสูงก้าวฉับ ๆ ด้วยความกระวนกระวาย ทุกคนที่เขาเดินผ่านและเอ่ยถาม ต่างชี้มือไปทางทิศทางเดียวกันพ่อเลี้ยงแทบจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปด้วยหัวใจที่พองโตด้วยความหวัง“ม่านฟ้า!” เขาละล่ำละลักร้องเรียกเมื่อเห็นร่างภรรยา แม่เลี้ยงม่านฟ้าหยุดมือจากงานตรงหน้า เธออาสาเข้ามาช่วยคนงานคัดสรรใบชาเกรดพรีเมียมเตรียมส่งออกตั้งแต่เช้า“คุณมีอะไรหรือเปล่าคะ ท่าทางรีบร้อนเชียว... หรือว่า เกิดเรื่องอะไรขึ้นอีกคะ” แม่เลี้ยงหน้าตาตื่น ลมหายใจสะดุดด้วยความกังวล จนสามีต้องรีบส่ายหน้าพัลวันก่อนเธอจะคิดเลยเถิด“ไม่ใช่ ๆ ไม่ใช่เรื่องร้าย แต่เป็นเรื่องดีต่างหากล่ะคุณ”“เรื่องดี? เรื่องอะไรคะ หรือว่ายิหวากลับมาแล้ว!”สุริยาส่ายหน้าอีกครั้ง ยิ่งสร้างความงุนงงใคร่รู้ให้ภรรยา“แล้วเรื่องอะไรกันล่ะคะ คุณรีบบอกฉันเร็วเข้าเ
หลังจากวางสายจากเจนจิรา ภูดิศยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้วที่ปวดตุบ ๆ ชายหนุ่มคว้ากุญแจรถเตรียมจะขับไปโรงพักอีกครั้ง ทว่าดวงใจเดินเข้ามาขวางไว้เสียก่อน“จะไปไหนเหรอภู”“จะไปโรงพักครับ”ดวงใจมองสภาพลูกเลี้ยงด้วยความสงสารจับใจ เสียงที่แหบพร่าและร่างกายที่ซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เธอตบบ่าแกร่งหนัก ๆ อย่างให้กำลังใจ“น้าขอให้เรื่องร้าย ๆ ผ่านพ้นไปเสียทีนะภู... เสร็จเรื่องนี้น้าก็หวังว่าภูจะพบความสุขจริง ๆ เสียที”“ผมจะมีความสุข... ก็ต่อเมื่อได้เจอยิหวาครับ” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าหนักแน่นดวงใจมองตามร่างสูงที่เดินเอื่อย ๆ ออกไปอย่างเวทนา หากไม่ติดว่าต้องตามหาเมีย ภูดิศคงล้มพับหมดแรงไปนานแล้ว“ป้าสงสารคุณภูจังค่ะ... คุณดวงใจกำลังทำร้ายแกเกินไปหรือเปล่าคะ” ป้าชื่นที่ยืนมองอยู่เอ่ยขึ้นด้วยความทนไม่ไหว“มันถึงเวลาที่เขาต้องเคลียร์ตัวเองให้ขาดต่างหากล่ะป้า... ฉันอยากให้เขาเลิกเจ้าชู้ เลิกมีพันธะค้างคาเสียที จะได้ไม่มีปัญหาแบบนี้ตามมาอีก”“แต่ป้ากลัวคุณภูจะเป็นบ้าไปเสียก่อนสิคะ!”“เราใจอ่อนไม่ได้ค่ะป้า... ปัญหามันเกิดเพราะความไม่ชัดเจนของตาภูทั้งนั้น ตั้งแต่เรื่องที่ยิหวาเกือบถูกลากไปข่มขืนวันน







