Masukภายในห้องหออันกว้างใหญ่ ไร้แม้เงาของแสงเทียนมงคลสีแดง
มีเพียงเปลวไฟจากตะเกียงน้ำมันดวงเล็กตรงมุมห้องที่ไหวริบหรี่ตามรอยแยกของบานหน้าต่าง ทอดเงาดำทะมึนบนผนังหินจนชวนอึดอัด กลิ่นหอมของแป้งผัดหน้าเจ้าสาวที่ควรจะอบอวล กลับถูกกลบมิดด้วยกลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นขมปร่าของยาต้มเข้มข้นที่สะสมมานานนับเดือน... บ่งบอกถึงสภาพร่างกายของผู้เป็นเจ้าของห้องได้เป็นอย่างดี
ครืด... ครืด...
เสียงล้อไม้บดลงบนพื้นหินอย่างเชื่องช้า เยือกเย็น และหนักหน่วง
ท่ามกลางความเงียบสงัด ทุกจังหวะการหมุนของล้อไม้บดขยี้ความเงียบ ดังก้องราวกับเสียงนับถอยหลังของมัจจุราชที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้
เสิ่นอวี้ชิงยังคงยืนนิ่งอยู่กลางห้อง ภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดงสด นางสัมผัสได้ถึงไอสังหารเข้มข้นจนผิวเนื้อเย็นวาบ ลมหายใจของบุรุษเบื้องหน้าหนักหน่วงและขาดห้วง แฝงไปด้วยโทสะบ้าคลั่งที่อัดแน่นจนแทบระเบิด ราวกับสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บและพร้อมจะฉีกกระชากทุกสิ่งให้แหลกคามือ
ฟึ่บ!
ประกายสีเงินวูบวาบผ่านสายตาไปในเสี้ยวพริบตา!
แม้ช่วงล่างจะพิการไร้เรี่ยวแรง ทว่าวรยุทธ์และสัญชาตญาณของอดีตแม่ทัพใหญ่ยังคงเฉียบคม สายลมคมกริบตัดผ่านอากาศ ปลายกระบี่ตวัดเพียงครั้งเดียว ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงชาดก็ขาดสะบั้นออกเป็นสองท่อน ร่วงลงสู่พื้นเย็นเฉียบ
เผยให้เห็นใบหน้างดงามหมดจดที่ปราศจากการแต่งแต้มด้วยเครื่องประทินโฉมใดๆ
ทว่าในวินาทีที่แสงตะเกียงสลัวสาดกระทบดวงหน้านั้น...
มือหนาที่กำด้ามกระบี่มั่นคงกลับชะงักงันไปเพียงเสี้ยวอึดใจ
ดวงตาคมกริบของ ‘เซียวเยี่ย’ หรี่ลงเล็กน้อย แววตาเคียดแค้นแดงก่ำพลันไหววูบด้วยความตกตะลึง
‘เป็นนางงั้นรึ...?’
ภาพความทรงจำเมื่อครึ่งปีก่อนผุดวาบขึ้นมาในหัวของเขาอย่างฉับพลัน
ยามนั้นเขายังเป็นแม่ทัพไร้พ่าย นำทัพผ่านค่ายผู้อพยพนอกเมืองหลวง ท่ามกลางโคลนตม กลิ่นคาวเลือด และเสียงคร่ำครวญของผู้ลี้ภัย มีสตรีร่างบางในชุดผ้าฝ้ายสีซีดกำลังคุกเข่าลงบนพื้นดินเปรอะเปื้อนอย่างไม่รังเกียจ
นางใช้สองมือเปล่าทำความสะอาดแผลเน่าเฟะให้คนชรา ป้อนยาต้มให้เด็กน้อยด้วยแววตามุ่งมั่นและอ่อนโยน รอยยิ้มบางๆ ของนางในวันนั้น ราวกับแสงสว่างสายเดียวที่สาดส่องลงมาในขุมนรก
ในครานั้น เขาเพียงหยุดม้ามองดูนางจากระยะไกล มิได้เอ่ยทักทาย และมิได้สืบสาวว่านางเป็นใคร ได้แต่นึกชื่นชมอยู่เงียบๆ ว่าในกลียุคเช่นนี้ ยังมีสตรีที่จิตใจบริสุทธิ์และไม่รังเกียจคนยากไร้อยู่อีกหรือ...
ทว่าภาพความทรงจำอันงดงามนั้น กลับถูกความจริงตรงหน้าฉีกกระชากจนแหลกสลาย!
‘ที่แท้... ก็เป็นแค่นางงูพิษที่สวมหน้ากากเสแสร้ง!’
เซียวเยี่ยขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงฟันกระทบกัน ความชื่นชมในอดีตแปรเปลี่ยนเป็นความขยะแขยงจนแทบคลุ้มคลั่ง สตรีที่เขาเคยคิดว่าจิตใจอ่อนโยน แท้จริงแล้วเบื้องหลังกลับละโมบและต่ำช้า บีบคั้นพี่สาวแท้ๆ ให้ต้องผูกคอตาย เพื่อแย่งชิงวาสนาขึ้นเกี้ยวมาเป็นพระชายาของเขา!
ชิ้ง!
ปลายกระบี่เย็นเยียบพุ่งเข้าจ่อแนบสนิทอยู่ตรงคอหอยของเสิ่นอวี้ชิงทันที
แรงกดจากคมกระบี่ไร้ความลังเล คมเหล็กบาดลึกจนหยดเลือดสีสดซึมผ่านผิวเนื้อขาวผ่อง ไหลรินลงมาตามลำคอ ตัดกับสีแดงของชุดมงคล
“นังหญิงแพศยาไร้ยางอาย!”
เสียงตวาดของเขาแหบพร่าทว่าดังก้องกังวาน ใบหน้าคมคายที่บัดนี้ซูบตอบและซีดเซียวจากพิษร้ายถมึงทึงด้วยความเกลียดชังอย่างถึงที่สุด
“เจ้าคิดว่าบีบให้รั่วหลานต้องผูกคอตาย แล้วกระเสือกกระสนแย่งวาสนาขึ้นเกี้ยวมาเป็นพระชายาเอกของเปิ่นหวาง... เจ้าจะได้เสวยสุขในจวนอ๋องแห่งนี้งั้นรึ!”
สายตาที่เขามองนาง เต็มไปด้วยความรังเกียจราวกับมองเศษสวะใต้โคลนตม
“เป็นแค่ลูกอนุชั้นต่ำ จิตใจถึงได้อำมหิตผิดมนุษย์นัก! เจ้าคิดว่าหัวบนบ่ามีกี่หัวกันแน่ ถึงได้กล้าแตะต้องคนของเปิ่นหวาง!”
ท่ามกลางคมกระบี่ที่พร้อมจะปลิดชีพ เสิ่นอวี้ชิงกลับไม่ร้องขอความเมตตา ไม่ถอยหนี และไม่คิดจะยกมือขึ้นจับคอที่เลือดกำลังไหลริน
นางยังคงยืนนิ่งหลังตรง สบสายตากับดวงตาแดงก่ำที่ลุกโชนด้วยไฟโทสะอย่างไม่หลบเลี่ยง แววตาของนางนิ่งสนิท ไร้ความตื่นตระหนกอย่างที่เขาอยากเห็น และความเยือกเย็นเกินมนุษย์นี้เอง ยิ่งโหมไฟแค้นในอกของเขาให้ลุกพรึบขึ้นเป็นเท่าตัว
“ทำไมไม่ร้องขอชีวิต? คิดว่าเปิ่นหวางพิการแล้วจะไม่มีปัญญาฆ่าเจ้าหรือไร!”
เซียวเยี่ยเค้นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเย็นยะเยียบชวนขนลุก
“แต่ไม่ต้องกลัวไป... ข้าไม่ยอมให้เจ้าตายง่ายๆ หรอก คมกระบี่นี้มันสบายเกินไปสำหรับความผิดของเจ้า!”
เซียวเยี่ยโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย แขนแกร่งเกร็งแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน แววตาเหี้ยมเกรียมขึ้นทุกขณะ
“ข้าจะกักขังเจ้าไว้ในขุมนรกแห่งนี้ ทำให้เจ้าต้องทุกข์ทรมานยิ่งกว่าตายทั้งเป็น! ทุกหยดน้ำตาที่รั่วหลานต้องหลั่ง เจ้าจะต้องชดใช้ด้วยเลือดและเนื้อทุกวันคืน... ข้าจะทำให้เจ้ารู้ซึ้งว่า การก้าวเข้ามาในจวนเยี่ยอ๋อง คือฝันร้ายที่สุดในชีวิตของเจ้า!”
ปลายกระบี่ยังคงกดนิ่ง เลือดอุ่นๆ ไหลหยดลงเปื้อนคอเสื้อ
ทว่าแทนที่จะหวาดผวากับคำขู่เอาชีวิต เสิ่นอวี้ชิงกลับปรายตามองสภาพร่างกายของบุรุษตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์ สายตาของหมอเทวดากวาดมองทะลุความดุดันเกรี้ยวกราด และเห็นความผิดปกติที่ซ่อนอยู่อย่างชัดเจน
ชีพจรที่ขมับเต้นรัวเร็วและติดขัด
ม่านตาขยายกว้างผิดปกติ
ลมหายใจที่พ่นออกมาร้อนผ่าวและมีกลิ่นคาวเลือดจางๆ
และที่สำคัญที่สุด... ปลายเล็บของมือหนาที่กำลังกำด้ามกระบี่แน่นนั้น เริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ!
‘ขู่ว่าจะทรมานข้าให้ตายทั้งเป็นงั้นหรือ?’
เสิ่นอวี้ชิงนึกในใจอย่างเยือกเย็น มุมปากเหยียดขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา
ปลายนิ้วเรียวใต้แขนเสื้อเริ่มขยับ สัมผัสเข้ากับปลายเข็มเงินที่ซ่อนไว้ เตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่อึดใจ
‘ท่านอ๋อง... คมกระบี่ในมือท่านยังไม่ทันจะได้เฉือนเนื้อข้า ตัวท่านเองต่างหากที่จะทนพิษร้ายนี้ไปได้อีกกี่ลมหายใจ!’
บทที่ 8ในห้องหนังสืออันเงียบสงัด ความตึงเครียดที่คุกรุ่นอยู่ตลอดทั้งวันยังคงไม่จางหายแสงจันทร์สลัวลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาทาบทับร่างสูงใหญ่บนรถเข็นไม้ ขับเน้นให้เห็นร่องรอยความโดดเดี่ยวและทรุดโทรมของอดีตแม่ทัพใหญ่เซียวเยี่ยทอดสายตาดุดัน จ้องมองกล่องไม้แกะสลักลวดลายประณีตที่พ่อบ้านหลี่เพิ่งนำมาวางลงบนโต๊ะหนังสือเบื้องหน้าอย่างระมัดระวัง“ท่านอ๋องขอรับ...”พ่อบ้านหลี่ค้อมกายลงต่ำ น้ำเสียงแฝงความกังวลระคนเห็นใจ“คนสนิทของคุณหนูใหญ่ลอบนำสิ่งนี้มาส่งที่ประตูด้านหลัง แจ้งว่าเป็นจดหมายที่นางแอบเขียนฝากมาให้ท่านอ๋องขอรับ”ได้ยินชื่อนั้น หัวใจที่ด้านชาของอดีตแม่ทัพพลันกระตุกวูบมือหนาที่เคยกร้านศึกเอื้อมไปเปิดฝากล่องออกอย่างช้าๆ ด้านในมีผ้าเช็ดหน้าสีขาวบริสุทธิ์ปักลายเป็ดแมนดารินคู่ที่คุ้นตา กลิ่นหอมจางๆ ของดอกหลิวที่นางโปรดปรานยังคงอบอวล ทว่าบนผืนผ้ากลับมีรอยคราบน้ำตาแห้งกรังเป็นวงกว้าง แนบมาพร้อมกับแผ่นกระดาษจดหมายบางเบาหนึ่งฉบับเซียวเยี่ยคลี่กระดาษออกอ่านด้วยมือที่เริ่มสั่นเทา ลายมืออ่อนช้อยคุ้นตาของเสิ่นรั่วหลานปรากฏสู่สายตา‘พี่เซียวเยี่ยของรั่วหลาน...นับตั้งแต่วันที่ท่านบาดเจ็บกลับ
บทที่ 7หลังจากสั่งสอนสาวใช้ทั้งสองจนเข็ดหลาบ เรือนชิงเหยาก็เปลี่ยนสภาพจากเรือนร้างทรุดโทรม กลายเป็นที่พักแสนสบายในพริบตาเตาผิงมุมห้องถูกเติมด้วยถ่านไร้ควันชั้นดี ส่งไออุ่นขับไล่ลมหนาวนอกหน้าต่างจนหมดสิ้น ฟูกหนานุ่มและผ้าห่มขนสัตว์สะอาดเอี่ยมถูกนำมาปูลาดบนเตียงอย่างประณีต บนโต๊ะอาหารมีทั้งไก่ตุ๋นยาจีนส่งควันกรุ่น และหมูสามชั้นผัดซอสรสเข้มข้นวางเรียงรายเสิ่นอวี้ชิงนั่งคีบเนื้อเข้าปากพลางจิบชาร้อนอย่างสบายอารมณ์ส่วนชุ่ยเอ๋อร์กับหวังมามา ทั้งสองยืนตัวลีบ หลุบตาต่ำอยู่ตรงมุมเสา รอยเล็บและคราบเลือดบนใบหน้าเริ่มแห้งกรัง ทว่าพวกนางไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เพียงแค่เสิ่นอวี้ชิงปรายตามองมา ทั้งคู่ก็สะดุ้งสุดตัว ขาสั่นระริกด้วยความหวาดผวา กลัวว่าพิษในร่างจะกำเริบขึ้นมาอีกครา“พวกเจ้าออกไปเฝ้าข้างนอก ใครแอบมาแถวนี้ก็หาทางไล่ไปให้หมด”เสิ่นอวี้ชิงวางตะเกียบลงแล้วเอ่ยสั่งเสียงเรียบ“จะ... เจ้าค่ะพระชายา!”สองสาวใช้รีบย่อกายรับคำอย่างลนลาน แทบจะคลานถอยหลังออกจากห้อง แล้วดึงบานประตูปิดให้อย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวจะรบกวนเวลาพักผ่อนของนางพญามารเมื่อความเงียบสงบกลับคืนมา เสิ่นอวี้ชิงจึงลุกขึ้นเดิน
บทที่ 6แสงแรกของวันใหม่เริ่มขับไล่ความมืดมิด ทว่าความเยียบเย็นในห้องหอยังคงไม่จางหายเซียวเยี่ยปรายตามองเสิ่นอวี้ชิงที่ยืนจัดระเบียบเสื้อผ้าของตนเองอย่างไม่สะทกสะท้าน แม้เขาจะยอมรับข้อตกลงแลกเปลี่ยนชีวิต ทว่าความชิงชังที่หยั่งรากลึกกลับมิได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อยในสายตาของเขา นางยังคงเป็นสตรีละโมบที่ทำลายชีวิตของเสิ่นรั่วหลาน และเป็นเพียงเบี้ยไร้ค่าที่เขาเก็บไว้ใช้รักษาขาเท่านั้น“พ่อบ้านหลี่!”เสียงตวาดกร้าวของเยี่ยอ๋องดังก้องออกไปนอกห้องประตูหนาหนักถูกผลักเปิดออกทันที พ่อบ้านชราพร้อมคนรับใช้ร่างกำยำสองคนก้าวเข้ามารอรับคำสั่งอย่างนอบน้อม ทว่าสายตาที่เหลือบมองเสิ่นอวี้ชิงยังคงเต็มไปด้วยความเหยียดหยามอย่างเปิดเผย“พานางออกไปจากเรือนหลักของข้า” เซียวเยี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “พาไปขังไว้ที่เรือนชิงเหยาท้ายจวน หากไม่ได้รับอนุญาตจากเปิ่นหวาง ห้ามนางก้าวออกจากเขตเรือนแม้แต่ก้าวเดียว!”เรือนชิงเหยา... แท้จริงแล้วคือเรือนร้างที่ทรุดโทรมที่สุดในจวนอ๋อง ไร้คนเหลียวแลมานานนับสิบปี ผนังไม้ผุพัง ลมหนาวพัดกรรโชกผ่านรอยแยกตลอดเวลา ซ้ำร้ายยังอยู่ติดกับสุสานเก่าท้ายจวนการส่งพระชายาเอกที่เพิ่งแต่ง
บทที่ 5กลิ่นคาวเลือดสีดำที่คลุ้งไปทั่วห้อง ค่อยๆ ถูกสายลมหนาวที่พัดลอดรอยแยกหน้าต่างพัดพาให้เจือจางลง ทว่าบรรยากาศระหว่างคนทั้งสองกลับยิ่งทวีความอึดอัดและตึงเครียดหนักหน่วงยิ่งกว่าเดิมแสงตะเกียงน้ำมันริบหรี่สะท้อนเงาทึมเทาของคนทั้งคู่ลงบนผนังหิน ราวกับซากปรักหักพังหลังผ่านพ้นสงครามเซียวเยี่ยทอดกายพิงพนักรถเข็น ลมหายใจที่เคยขาดห้วงเริ่มกลับคืนสู่จังหวะสม่ำเสมอ ความเจ็บปวดเสียดแทงราวกับกระดูกในอกถูกบดขยี้ทุเลาลงจนน่าประหลาด แม้เรี่ยวแรงจะฟื้นคืนมาไม่ถึงสามส่วน แต่เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าเส้นชีพจรที่เคยถูกความเย็นยะเยือกแช่แข็ง บัดนี้เริ่มมีไออุ่นแผ่วเบาไหลเวียน ชุบชีวิตที่เกือบมอดดับให้ฟื้นคืนมาอีกครั้งสายตาคมกริบของอดีตแม่ทัพตวัดขึ้นมองสตรีตรงหน้า...แววตาคู่นั้นมิได้มีเพียงเพลิงแค้นอีกต่อไป หากแต่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยอย่างถึงที่สุดเบื้องหน้าของเขา เสิ่นอวี้ชิงมิได้แสดงท่าทีหวั่นไหวต่อรังสีสังหารที่ยังคงอบอวล นางหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดขึ้นมาซับคราบเลือดตรงลำคอขาวที่เขาฝากแผลไว้ด้วยคมกระบี่อย่างใจเย็น หยาดเลือดสีชาดซึมเปรอะเนื้อผ้า ก่อนที่นางจะบรรจงจัดเก็บเข็มเงินเข้าสู่ปลอก
บทที่ 4ยังไม่ทันที่ปลายกระบี่จะได้กดลึกลงไปมากกว่านั้น มือหนาที่เคยกุมด้ามอาวุธไว้มั่นคงพลันสั่นระริกอย่างควบคุมไม่ได้กึก... กึก...เสียงฟันของเซียวเยี่ยกระทบกันดังก้องท่ามกลางความเงียบสงัด เส้นเลือดฝอยในดวงตาที่เคยแดงก่ำพลันหดเกร็ง ผิวแก้มที่ซีดขาวแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำในชั่วพริบตา ไอเย็นยะเยียบแผ่ออกมาจากทั่วร่าง จนเกล็ดน้ำแข็งสีขาวเริ่มเกาะจับตามไรผมและคิ้วเข้ม“อึก...!”เสียงคำรามต่ำในลำคอดังขึ้นอย่างทรมาน กระบี่เล่มหนักร่วงหลุดจากมือ กระแทกลงบนพื้นหินอ่อนเสียงดังสนั่น‘พิษเหมันต์กลืนกระดูก’ ที่หลับใหลอยู่ในเส้นชีพจรมานานแรมเดือน ถูกโทสะที่พุ่งพล่านกระตุ้นจนระเบิดออกอย่างฉับพลัน!ร่างสูงใหญ่บนรถเข็นแอ่นเกร็ง กล้ามเนื้อทุกมัดบิดกระตุกด้วยความเจ็บปวดเจียนจะขาดใจ สองมือยกขึ้นกุมแผงอกข้างซ้ายแน่นจนเล็บจิกทะลุเนื้อผ้า ก่อนที่เขาจะทนไม่ไหว พ่นเลือดเสียสีดำข้นคลั่กส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งออกมาเต็มพื้นห้อง!เลือดดำหยดแล้วหยดเล่าเปรอะเปื้อนลงบนชายกระโปรงสีแดงมงคลของเสิ่นอวี้ชิง ร่างของอดีตแม่ทัพซวนเซจนแทบจะร่วงจากรถเข็น ลมหายใจขาดห้วง ชีพจรเต้นแผ่วรัวจนแทบจับจังหวะไม่ได้หากปล่อยไว้เช่นนี้
บทที่ 3ภายในห้องหออันกว้างใหญ่ ไร้แม้เงาของแสงเทียนมงคลสีแดงมีเพียงเปลวไฟจากตะเกียงน้ำมันดวงเล็กตรงมุมห้องที่ไหวริบหรี่ตามรอยแยกของบานหน้าต่าง ทอดเงาดำทะมึนบนผนังหินจนชวนอึดอัด กลิ่นหอมของแป้งผัดหน้าเจ้าสาวที่ควรจะอบอวล กลับถูกกลบมิดด้วยกลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นขมปร่าของยาต้มเข้มข้นที่สะสมมานานนับเดือน... บ่งบอกถึงสภาพร่างกายของผู้เป็นเจ้าของห้องได้เป็นอย่างดีครืด... ครืด...เสียงล้อไม้บดลงบนพื้นหินอย่างเชื่องช้า เยือกเย็น และหนักหน่วงท่ามกลางความเงียบสงัด ทุกจังหวะการหมุนของล้อไม้บดขยี้ความเงียบ ดังก้องราวกับเสียงนับถอยหลังของมัจจุราชที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้เสิ่นอวี้ชิงยังคงยืนนิ่งอยู่กลางห้อง ภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดงสด นางสัมผัสได้ถึงไอสังหารเข้มข้นจนผิวเนื้อเย็นวาบ ลมหายใจของบุรุษเบื้องหน้าหนักหน่วงและขาดห้วง แฝงไปด้วยโทสะบ้าคลั่งที่อัดแน่นจนแทบระเบิด ราวกับสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บและพร้อมจะฉีกกระชากทุกสิ่งให้แหลกคามือฟึ่บ!ประกายสีเงินวูบวาบผ่านสายตาไปในเสี้ยวพริบตา!แม้ช่วงล่างจะพิการไร้เรี่ยวแรง ทว่าวรยุทธ์และสัญชาตญาณของอดีตแม่ทัพใหญ่ยังคงเฉียบคม สายลมคมกริบตัดผ่านอากาศ ปลายกระ







