Masukยังไม่ทันที่ปลายกระบี่จะได้กดลึกลงไปมากกว่านั้น มือหนาที่เคยกุมด้ามอาวุธไว้มั่นคงพลันสั่นระริกอย่างควบคุมไม่ได้
กึก... กึก...
เสียงฟันของเซียวเยี่ยกระทบกันดังก้องท่ามกลางความเงียบสงัด เส้นเลือดฝอยในดวงตาที่เคยแดงก่ำพลันหดเกร็ง ผิวแก้มที่ซีดขาวแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำในชั่วพริบตา ไอเย็นยะเยียบแผ่ออกมาจากทั่วร่าง จนเกล็ดน้ำแข็งสีขาวเริ่มเกาะจับตามไรผมและคิ้วเข้ม
“อึก...!”
เสียงคำรามต่ำในลำคอดังขึ้นอย่างทรมาน กระบี่เล่มหนักร่วงหลุดจากมือ กระแทกลงบนพื้นหินอ่อนเสียงดังสนั่น
‘พิษเหมันต์กลืนกระดูก’ ที่หลับใหลอยู่ในเส้นชีพจรมานานแรมเดือน ถูกโทสะที่พุ่งพล่านกระตุ้นจนระเบิดออกอย่างฉับพลัน!
ร่างสูงใหญ่บนรถเข็นแอ่นเกร็ง กล้ามเนื้อทุกมัดบิดกระตุกด้วยความเจ็บปวดเจียนจะขาดใจ สองมือยกขึ้นกุมแผงอกข้างซ้ายแน่นจนเล็บจิกทะลุเนื้อผ้า ก่อนที่เขาจะทนไม่ไหว พ่นเลือดเสียสีดำข้นคลั่กส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งออกมาเต็มพื้นห้อง!
เลือดดำหยดแล้วหยดเล่าเปรอะเปื้อนลงบนชายกระโปรงสีแดงมงคลของเสิ่นอวี้ชิง ร่างของอดีตแม่ทัพซวนเซจนแทบจะร่วงจากรถเข็น ลมหายใจขาดห้วง ชีพจรเต้นแผ่วรัวจนแทบจับจังหวะไม่ได้
หากปล่อยไว้เช่นนี้อีกไม่เกินสิบลมหายใจ เส้นลมปราณหัวใจจะถูกพิษแช่แข็งจนแตกสลาย และดับสูญไปตลอดกาล
หากเป็นสตรีทั่วไป ยามเห็นอ๋องปีศาจล้มพับกระอักเลือดดำตรงหน้า คงหวีดร้องหนีเตลิด หรือไม่ก็ฉวยโอกาสคว้ากระบี่บนพื้นแทงซ้ำเพื่อเอาชีวิตรอด
ทว่าแววตาของเสิ่นอวี้ชิงกลับไร้ซึ่งความตระหนก
ประกายตาของนางเปลี่ยนเป็นความเฉียบขาดของแพทย์ผู้กุมชะตาชีวิต เท้าทั้งสองไม่ถอยหนีแม้แต่ก้าวเดียว ซ้ำยังพุ่งประชิดเข้าไปหาร่างที่กำลังชักเกร็งอย่างรวดเร็ว
พรึ่บ!
สะบัดข้อมือเพียงครั้งเดียว ปลอกผ้าไหมสีดำใต้แขนเสื้อก็คลี่ออก เผยให้เห็นเข็มเงินขนาดต่างๆ เรียงรายนับร้อยเล่มส่องประกายวาววับ ปลายนิ้วเรียวคีบเข็มเงินขนาดยาวสามเล่มขึ้นมาพร้อมกันอย่างแม่นยำ
“เจ้า... จะทำ... อะไร...”
เซียวเยี่ยที่สติเริ่มเลือนรางเค้นเสียงลอดไรฟันอย่างยากลำบาก สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความระแวงและสับสน
“หากไม่อยากตายตกไปเป็นผีเฝ้าเรือนหอ ก็อยู่นิ่งๆ!”
เสิ่นอวี้ชิงเอ่ยเสียงกร้าว ทรงอำนาจจนบรรยากาศรอบตัวสะกดนิ่ง มือซ้ายของนางกดไหล่หนาของเขาไว้แน่นไม่ให้ดิ้นรน ส่วนมือขวาที่คีบเข็มเงินสะบัดแทงทะลุเสื้อคลุมตัวหนา ลงบนจุดกึ่งกลางแผงอกอย่างไร้ความลังเล!
แรงแทงเข็มผสานเข้ากับลมปราณลึกล้ำ ร่างของเซียวเยี่ยสะท้านเฮือก ทว่านางมิได้หยุดมือ ปลายนิ้วตวัดคว้าเข็มเงินอีกสี่เล่ม แทงสกัดจุดชีพจรรอบขั้วหัวใจอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง
เข็มเงินทุกเล่มสั่นสะเทือนในอากาศเบาๆ กักขังพิษร้ายที่กำลังแล่นเข้าสู่หัวใจเอาไว้ได้อย่างเฉียดฉิว
จากนั้น เสิ่นอวี้ชิงคว้ามือขวาของเขาขึ้นมา ใช้เข็มสามเหลี่ยมเล่มหนาแทงสะกิดลงบนปลายนิ้วทั้งห้าของเซียวเยี่ยทันที!
เลือดพิษสีดำข้นที่เย็นจัด ค่อยๆ ไหลทะลักออกจากปลายนิ้ว หยดลงสู่พื้นห้องทีละหยด กลิ่นคาวเลือดฟุ้งกระจายไปทั่ว ทว่าไอเย็นที่เกาะกุมตามผิวหน้าของเขากลับเริ่มคลายลง ริมฝีปากที่เขียวคล้ำเริ่มคืนสู่สีเลือดจางๆ
อาการชักเกร็งค่อยๆ สงบลง ลมหายใจที่เคยติดขัดเริ่มกลับมาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
เซียวเยี่ยทอดร่างพิงพนักรถเข็นอย่างหมดเรี่ยวแรง เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผากและแผ่นหลังจนเปียกชุ่ม เขารู้สึกได้ชัดเจนว่าความเจ็บปวดเจียนตายที่แผดเผาทรวงอกเมื่อครู่ถูกดึงรั้งกลับไป ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกระชากวิญญาณของเขากลับขึ้นมาจากประตูนรก
นัยน์ตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยจิตสังหาร บัดนี้หรี่ลงมองสตรีตรงหน้าด้วยความสั่นสะท้าน
เบื้องหน้าของเขา... เสิ่นอวี้ชิงยืนตระหง่าน ชายกระโปรงสีแดงมงคลเปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดเลือดดำ ลำคอขาวยังมีรอยเลือดสดจากคมกระบี่ที่เขาฝากไว้ แต่นางกลับไม่แม้แต่จะปรายตามองบาดแผลของตนเอง
นิ้วเรียวกำลังใช้ผ้าเช็ดหน้าบรรจงเช็ดคราบเลือดออกจากปลายเข็มเงินอย่างใจเย็น ท่วงท่าการลงมือเมื่อครู่ช่ำชอง เด็ดขาด และเยือกเย็น เกินกว่าจะเป็นบุตรสาวอนุภรรยาผู้ไร้ปากเสียงในเรือนหลัง
‘วิชาสกัดจุดหยุดพิษเหมันต์... แม้แต่หัวหน้าหมอหลวงในราชสำนักยังทำไม่ได้!’
ความคิดในหัวของเซียวเยี่ยสับสนตีกันไปหมด สตรีที่เขาคิดว่าเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง ละโมบ และบีบคั้นพี่สาว... แท้จริงแล้วมีวิชาแพทย์ล้ำเลิศถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
นางเป็นใครกันแน่?
เสิ่นอวี้ชิงเก็บเข็มเงินเล่มสุดท้ายกลับเข้าที่ ก่อนจะปรายสายตาเรียบนิ่งทว่าเฉียบขาด ก้มลงสบตากับบุรุษบนรถเข็นที่กำลังหอบหายใจรวยริน
“กระบี่ในมือท่านอ๋องยังไม่ทันจะได้เฉือนคอข้า...”
น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นชา แต่ทรงพลังจนสะกดคนฟัง
“ทว่าตัวท่านเอง กลับเกือบจะก้าวขาลงหลุมศพไปเสียแล้ว”
บทที่ 8ในห้องหนังสืออันเงียบสงัด ความตึงเครียดที่คุกรุ่นอยู่ตลอดทั้งวันยังคงไม่จางหายแสงจันทร์สลัวลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาทาบทับร่างสูงใหญ่บนรถเข็นไม้ ขับเน้นให้เห็นร่องรอยความโดดเดี่ยวและทรุดโทรมของอดีตแม่ทัพใหญ่เซียวเยี่ยทอดสายตาดุดัน จ้องมองกล่องไม้แกะสลักลวดลายประณีตที่พ่อบ้านหลี่เพิ่งนำมาวางลงบนโต๊ะหนังสือเบื้องหน้าอย่างระมัดระวัง“ท่านอ๋องขอรับ...”พ่อบ้านหลี่ค้อมกายลงต่ำ น้ำเสียงแฝงความกังวลระคนเห็นใจ“คนสนิทของคุณหนูใหญ่ลอบนำสิ่งนี้มาส่งที่ประตูด้านหลัง แจ้งว่าเป็นจดหมายที่นางแอบเขียนฝากมาให้ท่านอ๋องขอรับ”ได้ยินชื่อนั้น หัวใจที่ด้านชาของอดีตแม่ทัพพลันกระตุกวูบมือหนาที่เคยกร้านศึกเอื้อมไปเปิดฝากล่องออกอย่างช้าๆ ด้านในมีผ้าเช็ดหน้าสีขาวบริสุทธิ์ปักลายเป็ดแมนดารินคู่ที่คุ้นตา กลิ่นหอมจางๆ ของดอกหลิวที่นางโปรดปรานยังคงอบอวล ทว่าบนผืนผ้ากลับมีรอยคราบน้ำตาแห้งกรังเป็นวงกว้าง แนบมาพร้อมกับแผ่นกระดาษจดหมายบางเบาหนึ่งฉบับเซียวเยี่ยคลี่กระดาษออกอ่านด้วยมือที่เริ่มสั่นเทา ลายมืออ่อนช้อยคุ้นตาของเสิ่นรั่วหลานปรากฏสู่สายตา‘พี่เซียวเยี่ยของรั่วหลาน...นับตั้งแต่วันที่ท่านบาดเจ็บกลับ
บทที่ 7หลังจากสั่งสอนสาวใช้ทั้งสองจนเข็ดหลาบ เรือนชิงเหยาก็เปลี่ยนสภาพจากเรือนร้างทรุดโทรม กลายเป็นที่พักแสนสบายในพริบตาเตาผิงมุมห้องถูกเติมด้วยถ่านไร้ควันชั้นดี ส่งไออุ่นขับไล่ลมหนาวนอกหน้าต่างจนหมดสิ้น ฟูกหนานุ่มและผ้าห่มขนสัตว์สะอาดเอี่ยมถูกนำมาปูลาดบนเตียงอย่างประณีต บนโต๊ะอาหารมีทั้งไก่ตุ๋นยาจีนส่งควันกรุ่น และหมูสามชั้นผัดซอสรสเข้มข้นวางเรียงรายเสิ่นอวี้ชิงนั่งคีบเนื้อเข้าปากพลางจิบชาร้อนอย่างสบายอารมณ์ส่วนชุ่ยเอ๋อร์กับหวังมามา ทั้งสองยืนตัวลีบ หลุบตาต่ำอยู่ตรงมุมเสา รอยเล็บและคราบเลือดบนใบหน้าเริ่มแห้งกรัง ทว่าพวกนางไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เพียงแค่เสิ่นอวี้ชิงปรายตามองมา ทั้งคู่ก็สะดุ้งสุดตัว ขาสั่นระริกด้วยความหวาดผวา กลัวว่าพิษในร่างจะกำเริบขึ้นมาอีกครา“พวกเจ้าออกไปเฝ้าข้างนอก ใครแอบมาแถวนี้ก็หาทางไล่ไปให้หมด”เสิ่นอวี้ชิงวางตะเกียบลงแล้วเอ่ยสั่งเสียงเรียบ“จะ... เจ้าค่ะพระชายา!”สองสาวใช้รีบย่อกายรับคำอย่างลนลาน แทบจะคลานถอยหลังออกจากห้อง แล้วดึงบานประตูปิดให้อย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวจะรบกวนเวลาพักผ่อนของนางพญามารเมื่อความเงียบสงบกลับคืนมา เสิ่นอวี้ชิงจึงลุกขึ้นเดิน
บทที่ 6แสงแรกของวันใหม่เริ่มขับไล่ความมืดมิด ทว่าความเยียบเย็นในห้องหอยังคงไม่จางหายเซียวเยี่ยปรายตามองเสิ่นอวี้ชิงที่ยืนจัดระเบียบเสื้อผ้าของตนเองอย่างไม่สะทกสะท้าน แม้เขาจะยอมรับข้อตกลงแลกเปลี่ยนชีวิต ทว่าความชิงชังที่หยั่งรากลึกกลับมิได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อยในสายตาของเขา นางยังคงเป็นสตรีละโมบที่ทำลายชีวิตของเสิ่นรั่วหลาน และเป็นเพียงเบี้ยไร้ค่าที่เขาเก็บไว้ใช้รักษาขาเท่านั้น“พ่อบ้านหลี่!”เสียงตวาดกร้าวของเยี่ยอ๋องดังก้องออกไปนอกห้องประตูหนาหนักถูกผลักเปิดออกทันที พ่อบ้านชราพร้อมคนรับใช้ร่างกำยำสองคนก้าวเข้ามารอรับคำสั่งอย่างนอบน้อม ทว่าสายตาที่เหลือบมองเสิ่นอวี้ชิงยังคงเต็มไปด้วยความเหยียดหยามอย่างเปิดเผย“พานางออกไปจากเรือนหลักของข้า” เซียวเยี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “พาไปขังไว้ที่เรือนชิงเหยาท้ายจวน หากไม่ได้รับอนุญาตจากเปิ่นหวาง ห้ามนางก้าวออกจากเขตเรือนแม้แต่ก้าวเดียว!”เรือนชิงเหยา... แท้จริงแล้วคือเรือนร้างที่ทรุดโทรมที่สุดในจวนอ๋อง ไร้คนเหลียวแลมานานนับสิบปี ผนังไม้ผุพัง ลมหนาวพัดกรรโชกผ่านรอยแยกตลอดเวลา ซ้ำร้ายยังอยู่ติดกับสุสานเก่าท้ายจวนการส่งพระชายาเอกที่เพิ่งแต่ง
บทที่ 5กลิ่นคาวเลือดสีดำที่คลุ้งไปทั่วห้อง ค่อยๆ ถูกสายลมหนาวที่พัดลอดรอยแยกหน้าต่างพัดพาให้เจือจางลง ทว่าบรรยากาศระหว่างคนทั้งสองกลับยิ่งทวีความอึดอัดและตึงเครียดหนักหน่วงยิ่งกว่าเดิมแสงตะเกียงน้ำมันริบหรี่สะท้อนเงาทึมเทาของคนทั้งคู่ลงบนผนังหิน ราวกับซากปรักหักพังหลังผ่านพ้นสงครามเซียวเยี่ยทอดกายพิงพนักรถเข็น ลมหายใจที่เคยขาดห้วงเริ่มกลับคืนสู่จังหวะสม่ำเสมอ ความเจ็บปวดเสียดแทงราวกับกระดูกในอกถูกบดขยี้ทุเลาลงจนน่าประหลาด แม้เรี่ยวแรงจะฟื้นคืนมาไม่ถึงสามส่วน แต่เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าเส้นชีพจรที่เคยถูกความเย็นยะเยือกแช่แข็ง บัดนี้เริ่มมีไออุ่นแผ่วเบาไหลเวียน ชุบชีวิตที่เกือบมอดดับให้ฟื้นคืนมาอีกครั้งสายตาคมกริบของอดีตแม่ทัพตวัดขึ้นมองสตรีตรงหน้า...แววตาคู่นั้นมิได้มีเพียงเพลิงแค้นอีกต่อไป หากแต่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยอย่างถึงที่สุดเบื้องหน้าของเขา เสิ่นอวี้ชิงมิได้แสดงท่าทีหวั่นไหวต่อรังสีสังหารที่ยังคงอบอวล นางหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดขึ้นมาซับคราบเลือดตรงลำคอขาวที่เขาฝากแผลไว้ด้วยคมกระบี่อย่างใจเย็น หยาดเลือดสีชาดซึมเปรอะเนื้อผ้า ก่อนที่นางจะบรรจงจัดเก็บเข็มเงินเข้าสู่ปลอก
บทที่ 4ยังไม่ทันที่ปลายกระบี่จะได้กดลึกลงไปมากกว่านั้น มือหนาที่เคยกุมด้ามอาวุธไว้มั่นคงพลันสั่นระริกอย่างควบคุมไม่ได้กึก... กึก...เสียงฟันของเซียวเยี่ยกระทบกันดังก้องท่ามกลางความเงียบสงัด เส้นเลือดฝอยในดวงตาที่เคยแดงก่ำพลันหดเกร็ง ผิวแก้มที่ซีดขาวแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำในชั่วพริบตา ไอเย็นยะเยียบแผ่ออกมาจากทั่วร่าง จนเกล็ดน้ำแข็งสีขาวเริ่มเกาะจับตามไรผมและคิ้วเข้ม“อึก...!”เสียงคำรามต่ำในลำคอดังขึ้นอย่างทรมาน กระบี่เล่มหนักร่วงหลุดจากมือ กระแทกลงบนพื้นหินอ่อนเสียงดังสนั่น‘พิษเหมันต์กลืนกระดูก’ ที่หลับใหลอยู่ในเส้นชีพจรมานานแรมเดือน ถูกโทสะที่พุ่งพล่านกระตุ้นจนระเบิดออกอย่างฉับพลัน!ร่างสูงใหญ่บนรถเข็นแอ่นเกร็ง กล้ามเนื้อทุกมัดบิดกระตุกด้วยความเจ็บปวดเจียนจะขาดใจ สองมือยกขึ้นกุมแผงอกข้างซ้ายแน่นจนเล็บจิกทะลุเนื้อผ้า ก่อนที่เขาจะทนไม่ไหว พ่นเลือดเสียสีดำข้นคลั่กส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งออกมาเต็มพื้นห้อง!เลือดดำหยดแล้วหยดเล่าเปรอะเปื้อนลงบนชายกระโปรงสีแดงมงคลของเสิ่นอวี้ชิง ร่างของอดีตแม่ทัพซวนเซจนแทบจะร่วงจากรถเข็น ลมหายใจขาดห้วง ชีพจรเต้นแผ่วรัวจนแทบจับจังหวะไม่ได้หากปล่อยไว้เช่นนี้
บทที่ 3ภายในห้องหออันกว้างใหญ่ ไร้แม้เงาของแสงเทียนมงคลสีแดงมีเพียงเปลวไฟจากตะเกียงน้ำมันดวงเล็กตรงมุมห้องที่ไหวริบหรี่ตามรอยแยกของบานหน้าต่าง ทอดเงาดำทะมึนบนผนังหินจนชวนอึดอัด กลิ่นหอมของแป้งผัดหน้าเจ้าสาวที่ควรจะอบอวล กลับถูกกลบมิดด้วยกลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นขมปร่าของยาต้มเข้มข้นที่สะสมมานานนับเดือน... บ่งบอกถึงสภาพร่างกายของผู้เป็นเจ้าของห้องได้เป็นอย่างดีครืด... ครืด...เสียงล้อไม้บดลงบนพื้นหินอย่างเชื่องช้า เยือกเย็น และหนักหน่วงท่ามกลางความเงียบสงัด ทุกจังหวะการหมุนของล้อไม้บดขยี้ความเงียบ ดังก้องราวกับเสียงนับถอยหลังของมัจจุราชที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้เสิ่นอวี้ชิงยังคงยืนนิ่งอยู่กลางห้อง ภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดงสด นางสัมผัสได้ถึงไอสังหารเข้มข้นจนผิวเนื้อเย็นวาบ ลมหายใจของบุรุษเบื้องหน้าหนักหน่วงและขาดห้วง แฝงไปด้วยโทสะบ้าคลั่งที่อัดแน่นจนแทบระเบิด ราวกับสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บและพร้อมจะฉีกกระชากทุกสิ่งให้แหลกคามือฟึ่บ!ประกายสีเงินวูบวาบผ่านสายตาไปในเสี้ยวพริบตา!แม้ช่วงล่างจะพิการไร้เรี่ยวแรง ทว่าวรยุทธ์และสัญชาตญาณของอดีตแม่ทัพใหญ่ยังคงเฉียบคม สายลมคมกริบตัดผ่านอากาศ ปลายกระ







