หวังฉิงชวน สาวสวยจากศตวรรษที่ 21 นักศึกษาคณะศิลปะการแสดงและการละคร ซึ่งจะต้องเขียนบทละครแนวพีเรียดย้อนยุคเพื่อผลิตซีรีย์เรื่องยาว 40 ตอนจบ และยังเป็นผลงานภาคบังคับที่นักศึกษาทุกคนจะต้องทำบทละครเพื่อขออนุมัติจบการศึกษา หญิงสาวจึงนำเกร็ดประวัติของท่านหญิงธิดาลูกเจ้าเมือง จากยุคจ้านกว๋อ มาเขียนบทละคร ทว่าประวัติของท่านหญิงผู้นั้นเป็นของปลอมที่ถูกทำขึ้นในยุคนั้น เป็นเหตุให้หวังฉิงชวนเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นกับชีวิต เมื่อเธอเกิดหัวใจวายกะทันหัน ครั้นฟื้นขึ้นมาอีกครั้งดวงวิญญาณของเธอกลับอยู่ในร่างของท่านหญิงหยางเฉียนเฉียน ธิดาเจ้าเมืองอูเจี๋ยนผู้วายชนม์ เธอถูกกลับมาในเหตุการณ์ของท่านหญิงที่นำประวัติของนางมาทำเป็นบทละคร เพื่อล่วงรู้เหตุการณ์จริงในอดีตที่เกิดขึ้น และเธอกลับมาเพื่อผูกวาสนากับจอมโจรเยี่ยคัง ซึ่งมีอดีตเป็นถึงองค์ชายเฉินคัง องค์ชายห้าแคว้นหมิ่นเย่ว วาสนาผูกพันลึกซึ้งเกิดขึ้นกับคนทั้งสอง และสัญญารักมั่นจากหัวใจที่พี่คังมีต่อเฉียนเฉียน นำหวังฉิงชวนให้หวนกลับคืนสู่อ้อมกอด องค์ชายเฉินคังแห่งแคว้นหมิ่นเย่วอีกครั้งเพื่อครองคู่ไปชั่วนิจนิรันดร์
View Moreจวนขนาดใหญ่ตั้งสูงตระหง่าน มีพื้นที่กว้างขวางนับพันหมู่ ภายในเต็มไปด้วยชีวิตของผู้คนนับหลายร้อยชีวิต มีทั้งชายหญิงเด็กและคนชรา เรือนขนาดใหญ่มากมายถูกสร้างขึ้นด้วยช่างฝีมือจำนวนนับหลายร้อยชีวิตจนสามารถเนรมิตให้กลายเป็นสถานที่พำนักของผู้เป็นเจ้าของจวน ได้อย่างงดงามเป็นยิ่งนัก
ภายนอกเต็มไปด้วยผู้คนมากมายต่างทยอยเข้ามาแสดงความยินดีกับผู้เป็นเจ้าของจวน ส่วนพื้นที่ภายในคับคั่งไปด้วยผู้คนที่เดินทางมาร่วมงานเพื่อแสดงความยินดีกันอย่างถ้วนหน้า กับข่าวที่แพร่กระจายไปทั่วเมือง อันเป็นเมืองท่าสำคัญทางเศรษฐกิจซึ่งได้ชื่อว่าเป็นทางสายไหมของทะเล ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของเจ้าเมืองอูเจี๋ยน นามว่าหยางผิง เสียงผู้คนมากมายส่งเสียงเอ็ดอึงเข้ามาถึงภายในเรือนส่วนตัวของหญิงสาวนางหนึ่ง ซึ่งมีฐานะเป็นบุตรีคนรองของผู้เป็นเจ้าของจวน ใบหน้าขาวนวลเนียนเป็นยองใยสะท้อนอยู่บนกระจกสัมฤทธิ์ทรงกลม ยิ่งทำให้แลดูเงาที่กำลังสะท้อนอยู่ในขณะนั้นชัดเจนมากยิ่งขึ้น เส้นผมสีดำสนิทยาวสลวยกำลังถูกมือเรียวบางของสตรีผิวพรรณในวัยสาวแรกแย้มซึ่งอยู่ในวัยออกเรือนเช่นเดียวกัน มือนั้นค่อยๆ ยกเส้นผมดำขลับขึ้นมันเป็นแวววาว ก่อนจะบรรจงใช้หวีแปรงผมสีดำสนิทอย่างเบามือ พลางติดเครื่องประดับผม จำพวกหยกสูงค่าสลักลวดลายงดงามหลากหลายรูปทรงลงบนเรือนผมสวยที่ถูกเกล้าขึ้นสูงอย่างสวยงาม ติดตามด้วยรอยแย้มเยือนปรากฏอยู่บนดวงหน้างาม “น้องพี่งดงามจริงๆ สมแล้วที่ท่านพ่อเลือกเจ้าให้เข้าพิธีอภิเษกกับองค์ไทจื่อ”เสียงนั้นพูดออกมาแม้ว่าจะฟังแล้วแลดูน้ำเสียงเรียบเฉยก็ตามที หากแต่แฝงเร้นแรงริษยาเอาไว้อย่างรุนแรง ใบหน้ากลม ปากนิด จมูกหน่อยรับกับดวงตากลมโตของหญิงสาวในวัยเพิ่งจะครบกำหนดปักปิ่นในวันนี้ได้แต่ส่งยิ้มบางๆ ออกมาครั้นได้ยินเช่นนั้น “ความเป็นจริงแล้วผู้ที่จะต้องเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับองค์ไทจื่อ ควรจะเป็นท่านพี่มากกว่าข้านะ ท่านมีความเพียบพร้อมทุกอย่าง มิหนำซ้ำยังรอบรู้ช่วยท่านพ่อแบ่งเบาภาระไปได้อย่างมากมาย ซึ่งมันช่างตรงข้ามกับข้าที่เอาแต่เล่นสนุกไปวันๆ สิ่งที่ข้าถนัดและเก่งที่สุดก็มีแค่เรื่องกินเท่านั้น”หญิงสาวตอบพี่สาวของนางกลับไป รอยแสยะยิ้มเหยียดปรากฏอยู่บนใบหน้าอันสวยงามของผู้เป็นพี่สาว ช่างเป็นรอยยิ้มที่แอบแฝงความอำมหิตออกมาอย่างเห็นได้ชัด ทว่าคนเป็นน้องกลับไม่ล่วงรู้ “เจ้าจะพูดเช่นนั้นไม่ได้หรอกนะ ขึ้นชื่อว่าบุตรเกิดจากภรรยารองย่อมมิได้รับสิทธิเหนือกว่าบุตรที่เกิดจากภรรยาเอกเช่นเจ้าเสียที่ไหนกันเล่าเสวี่ยเอ๋อร์ เจ้าเองก็ล่วงรู้ดีมิใช่รึ”ผู้เป็นพี่สาวถามน้องสาวต่างมารดากลับไป ถ้อยคำดังกล่าวทำให้เด็กสาวที่กำลังจะเข้าพิธีปักปิ่นในวันนี้ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ออกมาทันทีครั้นได้ยินพี่สาวของนางถามกลับมาเช่นนั้น “ท่านพี่ทำไมพูดแบบนั้น ใช่ว่าข้าอยากจะแต่งงานออกเรือนไปเสียที่ไหนกันเล่า ตรงกันข้ามไม่เคยมีความคิดเลยนะ อยากอยู่กับท่านพ่อ ท่านแม่และท่านพี่ รวมไปถึงเฉินเอ๋อร์น้องชายของท่านและข้าที่เพิ่งจะเกิดได้ไม่นาน หากเป็นไปได้อยากให้ท่านพี่ของข้าเข้าพิธีอภิเษกสมรสนี้ที่จะถูกจัดขึ้นมากกว่า เพราะท่านเหมาะสมในทุกๆ ด้านอย่างไม่มีที่ติ”เด็กสาวพูดออกมาตามประสาซื่อและด้วยความรักที่มีให้กับพี่สาวต่างมารดา “เจ้าคิดนั้นจริงรึเสวี่ยเอ๋อร์!”เสียงคนเป็นพี่ถามกลับไปด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยียบ ใบหน้ากลมรีบพยักขึ้นลงติดต่อกัน เมื่อความคิด ความรู้สึกและจิตใจของคนเป็นน้องคิดเช่นนั้นจริงๆ “ข้าคิดเช่นนั้นจริงๆ นะท่านพี่ หากเจ้าสาวในพิธีอภิเษกสมรสในครั้งนี้คือท่านพี่ ข้าจะดีใจมากๆ เลย”แม่สาวน้อยตอบกลับไปตามประสาซื่อ รอยแสยะยิ้มเหยียดปรากฏออกมาบนใบหน้าเรียวไข่นั้นขึ้นมาทันทีครั้นได้ยินเช่นนั้น “แล้วมีวิธีเยี่ยงไรที่จะทำให้ข้าได้เข้าพิธีอภิเษกสมรสที่กำลังจะถูกจัดขึ้นอีกไม่นานแทนเจ้าเล่า น้องสาวที่น่ารักของข้า”นางกล่าวหยั่งเชิงออกไปพร้อมยกมือเรียวบางขึ้นลูบไล้ใบหน้ากลมของน้องสาวไปมาเบาๆ คนเป็นน้องยกมือขึ้นกอดอกพยายามครุ่นคิดหาวิธีแต่จนแล้วจนรอดสมองช่างตีบตันเสียนี่กระไร ก่อนจะส่ายหน้าไปมาติดต่อกัน “คิดเท่าไรก็คิดไม่ออกเลย ท่านพี่ฉลาดกว่าข้าตั้งเยอะช่วยคิดแทนน้องสาวคนนี้หน่อยนะ”พูดพลางหันไปเกาะแขนประจบพี่สาวของนางทันที เป็นกิริยาที่มักจะใช้ประจำเวลาจะออดอ้อนอยากได้อะไรหรือขอสิ่งใด ใบหน้างามปรากฏรอยแสยะยิ้มเหยียดออกมาบางๆ ครั้นได้ยินเช่นนั้น ก่อนจะกวาดสายตามองไปทั่วบริเวณจวนชั้นในซึ่งเป็นเรือนนอนส่วนตัวของนางและน้องสาวต่างแม่ ซึ่งมีแต่บ่าวรับใช้เพียงไม่กี่คนกำลังทำความสะอาดอยู่ตรงบริเวณส่วนย่อมและอยู่ห่างจากเรือนนอนของนางและน้องสาวพอสมควรเลยทีเดียว ร่างระหงค่อยๆ เยื้องย่างตรงไปที่หน้าต่างซึ่งเปิดอยู่ในขณะนี้ และหน้าต่างบานดังกล่าวทำให้ผู้คนภายนอกสามารถมองเห็นจากด้านนอกมาถึงด้านในภายในห้องดังกล่าวอย่างชัดเจน ก่อนจะเอื้อมมือปิดหน้าต่างบานดังกล่าวจนสนิทด้วยเจตนาแอบแฝงบางอย่าง วันนี้ข้างนอกลมแรงยิ่งนัก หน้าต่างบานนี้ควรปิดซะ หาไม่แล้วจะทำให้เจ้าไม่สบายเอาได้ เกิดไม่สบายขึ้นมาละก็จะพาลกระทบถึงงานมงคลที่กำลังใกล้เข้ามา”คำกล่าวของนางแสร้งพูดด้วยความหวังดี ในขณะที่คนเป็นน้องยิ่งฟังเช่นนั้น ความรู้สึกที่ไม่อยากจะแต่งงานทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นไปอีก “ท่านพี่ก็พูดแบบนี้อีกแล้ว ก็ข้าบอกแล้วว่าไม่อยากเข้าพิธีแต่งงานเลย ดูเอาเถอะท่านยังไม่ออกเรือนทั้งๆ ที่ถึงวัยออกเรือนก่อนข้า ในขณะที่ข้าเพิ่งจะผ่านพิธีปักปิ่นได้ไม่กี่เดือนที่ผ่านมาแล้วจู่ๆ ก็ต้องออกเรือนเลย เช่นนี้แล้วมันไม่ยุติธรรมกับข้าแม้แต่น้อย ตามจริงแล้วฮ่องเต้ประทานสมรสพระราชทานให้ในครั้งนี้ มิได้กำหนดว่าให้ใครเป็นเจ้าสาวเสียหน่อย”เด็กสาวบ่นพึมพำมิรู้วาย คำพร่ำบ่นที่กำลังพรั่งพรูออกมาไม่ขาดปาก ทำให้คนเป็นพี่ยืนมองน้องสาวของนางเขม็งก่อนจะได้ยินเสียงพูดทวงถามกลับมาอีกครา “แล้วท่านพี่คิดออกหรือยังว่าจะทำอย่างไง ข้าจึงจะหลุดพ้นจากพิธีแต่งงานที่กำลังจะมีขึ้นอีกในไม่ช้า”เด็กสาวพูดพลางยกมือขึ้นกอดอกทำท่าฮึดฮัดเป็นการใหญ่ เมื่อไม่ได้รับคำตอบจากอีกฝ่ายกลับมาเสียที ดวงตาคู่สวยลุกวาวโรจน์ครั้นได้ยินเช่นนั้น “ข้ามีวิธีหนึ่งที่จะทำให้เจ้าหลุดพ้นไม่ต้องเข้าพิธีอภิเษกในครั้งนี้”นางตอบน้องสาวกลับไป และนั่นทำให้คนฟังหูผึ่งขึ้นมาโดยพลันครั้นได้ยินเช่นนั้น “วิธีอะไรเหรอท่านพี่”เสียงที่เต็มไปด้วยความยินดีอย่างเห็นได้ชัดถามกลับมาอย่างรวดเร็ว ร่างงามค่อยๆ เดินกลับไปหาน้องสาวต่างแม่ของนาง พร้อมสองมือเรียวตรงเข้าจับบ่าทั้งสองข้างพลางก้มลงกระซิบเบาๆ ชิดริมหู “ข้าก็จะทำให้เจ้าสิ้นลมหายใจไปตลอดกาลอย่างไรเล่าเสวี่ยเอ๋อร์”เสียงกระซิบช่างทำให้ขนทั่วกายพากันลุกเกรียว ทันทีที่ได้ยินเสียงกระซิบบอกกลับมาเช่นนั้น ดวงตากลมโตของคนเป็นคนเป็นน้องเบิกกว้างขึ้นมาโดยพลัน “ทะ..ท่าน!!!”เสียงพูดดังออกมาเพียงแค่นั้น กลับต้องเงียบงันลงทันใด ผลุบ!!! ถุงผ้าถูกคลุมลงบนศีรษะของเด็กสาวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถูกจับลากลงบนตั่งล้มลงไปนอนคว่ำหน้ากับพื้น ร่างของคนเป็นพี่รีบขึ้นคร่อมนั่งทับแผ่นหลังที่พยายามดิ้นรนให้ตัวเองอยู่รอด อู้ว! อู้ว! อู้ว!!! เสียงอู้อี้ดังออกมาตลอดเวลา ด้วยกำลังร่ำร้องขอความช่วยเหลืออยู่ในขณะนั้น “ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยข้าที! ช่วยข้าด้วย!!!”เสียงร้องพยายามขอความช่วยเหลือดังออกมาไม่ขาดสาย “ดิ้นรนร่ำร้องเอาชีวิตรอดทำไมเสวี่ยเอ๋อร์ เจ้าไม่อยากแต่งงานไม่ใช่รึ! ข้าก็กำลังจะสนองให้ได้สมดั่งใจหวังอยู่แล้วนี่ไงเล่าใยจึงขัดขืนเช่นนี้! ขัดขืนทำไม!!!”เสียงของคนเป็นพี่พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยียบ มือเรียวทั้งสองข้างยังคงจับกดน้องสาวของนางลงกับพื้นอยู่เช่นเดิม ก่อนจะไขว่คว้าหาหมอนพร้อมผ้าห่มผืนหนาบนเตียงนอนมาวางสอดไว้ใต้ใบหน้าของน้องสาวก่อนจะจับกดลงอย่างแรงเพื่อให้หมดลมหายใจ “ท่านทำเช่นนี้กับข้าทำไม! ฆ่าข้าทำไม! ฆ่าข้าทำไม!!!” เด็กสาวส่งเสียงร่ำร้องในขณะที่กำลังถูกจับกดลงบนหมอนและผ้าห่มของตัวเองก่อนจะได้ยินเสียงของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพี่สาวที่นางรักมากยิ่งนักพูดขึ้นมา “เมื่อไร้สิ้นคนเช่นเจ้า! ข้าก็จะได้เข้าพิธีกับไท่จื่อสมดั่งใจเสียที ชีวิตของข้าจะได้หลุดพ้นจากคำว่าลูกเมียรอง! ไม่ต้องอยู่ใต้อาณัติของผู้ใดอีกต่อไป อย่าโทษข้าเลยเสวี่ยเอ๋อร์แต่ต้องโทษตัวเจ้าเองที่เกิดมาแย่งทุกอย่างจากข้าไป เมื่อไม่มีเจ้าสักคน! ทุกอย่างก็จะกลับมาเป็นของข้าดั่งเดิม และจงรู้เอาไว้เถิดว่าข้าเกลียดและชิงชังเจ้าเหนือกว่าสิ่งใดทั้งปวง!!!”สิ้นเสียงถ้อยเจรจาดังกล่าว มือทั้งสองข้างออกแรงอย่างสุดกำลังจับศีรษะของน้องสาวกดลงจนจมอยู่ใต้หมอนกับผ้าห่ม ท่ามกลางอาการดิ้นรนเพื่อให้รอดพ้นจากความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา “เจ้ามันไม่ใช่คนเฉียนเฉียน!...เจ้ามันไม่ใช่คน! ข้าจะไม่มีวันให้อภัยเจ้า! อย่าหวังว่าจะหนีข้าพ้น!!!”เสียงตะโกนร่ำร้องดังเอ็ดอึงด้วยความแค้นอย่างสุดขีด ร่างที่กำลังดิ้นรนเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอดอยู่ในขณะนั้น ค่อยๆ เชื่องช้าลงก่อนจะสงบนิ่งและเงียบงันลงไปทันใด โดยมีสายตาที่เต็มไปด้วยความสะใจที่ได้เห็นความตายของร่างนั้นปรากฏอยู่ตรงหน้า “จบสิ้นกันเสียที! ต่อไปนี้ข้าก็จะพ้นสภาพของการเป็นลูกเมียรองพร้อมก้าวขึ้นนั่งตำแหน่งพระชายาขององค์ไท่จื่อ ว่าที่ฮองเฮาแห่งแคว้นหมิ่นเย่วองค์ต่อไป”เสียงหัวเราะเบาๆ อยู่ในลำคอด้วยความสะใจ ดวงตาจับจ้องอยู่ที่ร่างไร้วิญญาณของน้องสาวต่างแม่พร้อมรอยแสยะยิ้มเหยียดปรากฏขึ้นทั่วดวงหน้างามยุคอดีตหอเทพธิดาเมืองอูเจี๋ยนยามนี้ภายในหอเทพธิดาเพิ่งเสร็จสิ้นพิธีบูชาไปได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม กลิ่นกำยานหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ กลิ่นดอกไม้นานาพรรณหอมตลบอบอวล ด้วยเทพธิดาโปรดปรานดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมทุกชนิดและตรงหน้าแท่นทำพิธีปรากฏบุรุษสูงใหญ่อาภรณ์ขาว เกศานิลกาฬรับกับดวงเนตรคู่สวย กำลังนั่งคุกเข่าขอพรจากเทพธิดาอูเจี๋ยนด้วยความรักและคิดถึงคนที่อยู่ในหัวใจอยู่ทุกค่ำคืน คำอ้อนวอนจากหัวใจกำลังพรั่งพรูออกจากปากบุรุษคนดังกล่าว“ข้าน้อยเฉินคัง ขออ้อนวอนเทพธิดาอูเจี๋ยน ฝากคำรักมั่นและสัญญาของหัวใจไปถึงฉิงชวนฮูหยินของข้าที่สถิตอยู่สวรรค์เบื้องบน คำรักมั่นที่สัญญาไว้จะมิวันแปรเปลี่ยนไปจากหัวใจของข้าน้อย ขอเทพธิดาได้โปรดนำคำรักของข้านี้มอบให้แก่นางได้ล่วงรู้ หากแม้นเทพธิดาและสวรรค์เบื้องบนเมตตา ขอให้ข้าน้อยได้พบดวงวิญญาณของนางสักเพียงครั้งด้วยเถิด”คำอธิษฐานเพียรเฝ้าอ้อนวอนอยู่ในห้วงคำนึงขององค์ชายหนุ่มรูปงามดวงเนตรสีนิลกาฬทอดสายตาจับจ้องอยู่แต่ภาพวาดตรงหน้า ซึ่งเป็นผู้ลงมือวาดกับมือด้วยความโหยหาและอาลัยรักเป็นยิ่งนัก ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็ม
9 เดือนผ่านไปมณฑลฝูเจี๋ยนมณฑลฝูเจี้ยนหรือ มณฑลฮกเกี้ยนเป็นมณฑลชายฝั่งทะเลที่อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของจีน อาณาเขตทางภาคเหนือติดกับมณฑลเจ้อเจียง ภาคใต้ติดกับมณฑลกวางตุ้ง ภาคตะวันออกติดกับช่องแคบไต้หวัน ฝูเจี้ยนมาจากอักษรนำหน้าชื่อเมืองสองเมืองรวมกันคือฝูโจวและเจี้ยนโอว ชื่อนี้ได้รับการตั้งในสมัยราชวงศ์ถังในยุคสมัยจ้านกว๋อซึ่งเจ็ดแคว้นใหญ่เรืองอำนาจอยู่ในขณะนั้น มณฑลฝูเจี๋ยนก็คือแคว้นหมิ่นเย่ว ซึ่งรุ่งเรืองเป็นอย่างมากในยุคโบราณจวบจนกระทั่งปัจจุบันก็ยังรุ่งเรืองเปลี่ยนผันไปตามยุคสมัยที่ผ่านไปภายใต้เรืองร่างงามระหงของหวังฉิงชวน ที่กำลังยืนอยู่บริเวณท่าเทียบเรือฉวนโจว อันเมืองท่าเก่าแก่มีอายุพันกว่าปีซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางสายไหมทางทะเลในยุคโบราณ ดวงตาคู่สวยกำลังเหม่อมองน้ำทะเลสีครามอยู่ตรงเบื้องหน้าภาพในความฝันที่มิอาจลืมเลือนไปจากความทรงจำและจากหัวใจของฉิงชวนไปได้เลย บุรุษรูปร่างสูงใหญ่สวมอาภรณ์ขาว เส้นผมสีดำสนิทยาวจนถึงกลางหลังยืนถือตำราอยู่บนเรือ กำลังสอนหนังสือให้แก่สตรีสาวแสนงามและน้องชายตัวน้อยบนเรือซึ่งเป็นของเจ้าเมืองอูเจี๋ยน
“เฉียนเฉียน! เฉียนเฉียนลืมตาขึ้นมาสิเจ้า! เจ้าจะทำกับข้าเช่นนี้ไม่ได้นะ! เฉียนเฉียน! เฉียนเฉียน!!!!!”แปะ! หยาดน้ำตาหลั่งรินออกจากขอบหางตาของใบหน้าสวยของหญิงสาว“เฉียนเฉียน!เฉียนเฉียน!”เสียงเรียกที่ค้นหูเป็นอย่างดียังคงดังขึ้นอยู่ชิดริมหูไม่คลาดคราเปลือกตาที่ปิดสนิทค่อยๆ กลอกกลิ้งไปมา พร้อมขนตางอนยาวเริ่มกะพริบขึ้นติดต่อกัน ก่อนจะค่อยๆ เปิดขึ้นมาอย่างช้าๆ ภาพอันพร่าเลือนค่อยๆ แจ่มชัดขึ้นพร้อมเพดานเบื้องบนปรากฏอยู่ตรงหน้า ดวงตากลมโตจับอยู่ที่หลอดไฟสีนวลอ่อนๆ กระจายไปทั่วทั้งเพดานครั้นมองไปทางด้านข้างเสาเหล็กสำหรับแขวนขวดยารักษาอาการของคนป่วยพร้อมสายระโยงระยางต่อตรงเข้ากับท่อนแขนขาวผ่องซึ่งอยู่ในชุดของคนไข้ในโรงพยาบาลของกรุงปักกิ่งดวงตากลมโตดั่งตากวางมองไปทั่วห้องก่อนจะเห็นทิวทัศน์ของเมืองใหญ่ในยุคปัจจุบันเต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้ามากมายตั้งตระหง่านอยู่นอกประตูกระจก“นะ..นี่..นี่..ฉัน..ฉันกลับมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไง! ทะ...ทำไม!...”ฉิงชวนนอนพึมพำอยู่บนเตียงคนไข้ด้วยความรู้สึกสับสนจน
พร้อมเสียงของเฉินคังดังก้องขึ้นมาทันที“รีบพาออกไปจากที่นี่! สกัดพิษเอาไว้อย่าให้แพร่กระจาย”สิ้นเสียงของเฉินคังเสิ่นข่ายรีบอุ้มร่างไร้วิญญาณออกจากบริเวณดังกล่าวอย่างรวดเร็ว ติดตามด้วยองครักษ์คนอื่นๆ รีบประคองร่างของคนที่เหลือออกไปตามคำสั่ง คงเหลือเพียงฉิงชวนและเฉินคังเท่านั้นที่อยู่ภายในบริเวณนั้น “เฉินจิ้น! ปล่อยเฉียนเฉียนของข้าเดี๋ยวนี้!”เสียงตวาดดังกระหึ่ม ดวงเนตรเข็งกร้าวลุกโชนอย่างน่าสะพรึงกลัว แต่มิอาจทำอะไรได้ไปมากกว่านี้ ด้วยเพราะเป็นห่วงฮูหยินของตนเป็นยิ่งนักในขณะที่ทุกคนในที่นั้นต่างพากันตกตะลึงไปตามๆกัน ครั้นเห็นบุรุษสองคนที่มีหน้าตาประดุจพิมพ์เดียวกันจนแยกไม่ออกเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉิงชวนได้แต่มองหน้าของคนทั้งสองสลับไปสลับมาอยู่เช่นนั้น“นะ...นี่...มันอะไรกันรัชทายาทของหมิ่นเย่วเหตุใดจึงมีสองพระองค์”ฉิงชวนเอ่ยออกมาด้วยความงุนงง พร้อมเสียงหัวเราะกึกก้องของเฉินจิ้นดังขึ้นด้วยความขบขัน“เจ้ากล้ามากนักนะ!ที่บุกเข้ามาในวังของข้า อุตสาห์รอดตายมาจากโรคระบาดที่อู
กำแพงวังทิศเหนือทิศเหนือของพระราชวังหมิ่นเย่วหันหน้าออกสู่ทะเล ระยะทางจากประตูวังทางทิศเหนือเดินทางไปยังเรือของเฉินคังที่จอดรอรับอยู่ภายในบริเวณนั้นใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยามก็เดินทางถึงจุดหมาย ร่นระยะเวลาได้สั้นที่สุดและรวดเร็วบริเวณด้านข้างของกำแพงวังทางทิศใต้เป็นแม่น้ำซึ่งเชื่อมต่อกับทะเล และเบื้องล่างเต็มไปด้วยกองทหารของเฉินคังที่ปลอมตนเป็นทหารรักษาวังปะปนอยู่ภายในวังหลวงมีจำนวนด้วยกันถึงห้าพันนายเลยทีเดียวซึ่งเป็นกำลังพลของเฉินคังสามพันนาย และกองทหารจากตระกูลมู่ของเสิ่นข่ายอีกสองพันนาย ผนึกกำลังล้อมวังกำจัดเฉินจิ้นให้จงได้ ท่ามกลางกระแสลมแรงที่พัดมาจากทะเล พระวรกายสูงใหญ่ขององค์ชายเฉินคัง ฉลองพระองค์สีขาวสูงค่า ประดับกวานสัญลักษณ์ขององค์รัชทายาทซึ่งเป็นฉลองพระองค์ของพระเชษฐษา ที่เสิ่นข่ายนำออกมาให้พระองค์ทรงสวมเพื่อปลอมตนเป็นองค์ชายเฉินจิ้นวรกายสูงสง่า องอาจและผึ่งผาย ยืนอยู่ทางเดินบนกำแพงของวังหลวงทอดพระเนตรเรือใหญ่ของพระองค์เตรียมพร้อมรอรับเสด็จกลับเกาะเผิงหู่พร้อมหยางเฉียนเฉียน พระชายาคนงามที่ยังไม่ล่วงรู้จะมีเหตุการณ์ให
ในขณะเดียวกันพระตำหนักคร่ำครวญร่างระหงของหยางเสวี่ยเหยาในชุดนักโทษคุมขัง ไร้อาภรณ์สูงค่าห่อหุ้มกาย ไร้เครื่องประดับล้ำค่าประดับกายที่บ่งบอกฐานันดรศักดิ์อันสูงส่งของนาง เส้นผมดำขลับยาวถึงเอวปล่อยลงมิได้เกล้าอย่างสวยงาม รองรับเครื่องประดับของพระชายาซึ่งมีพระสวามีเป็นถึงองค์รัชทายาท เจ้าผู้ครองแคว้นที่จะขึ้นปกครองในเบื้องหน้าร่างงามถูกนำตัวออกมาจากตำหนักเดียวดายเพื่อฟังโทษทัณฑ์ของตน“หยางเสวี่ยเหยามีพระบรมราชโองการ!”เสียงของผู้ถือราชโองการดังขึ้นพร้อมร่างของสตรีสาวที่เคยสูงศักดิ์ถูกกดลงให้นั่งคุกเข่าลงกับพื้นเพื่อรับราชโองการ“คุกเข่าลง! คุกเข่า!!!”เสียงเจ้าหน้าที่กรมอาญาตวาดดุดันก่อนจะใช้เท้าเตะเข้าที่ข้อพับทั้งสองข้างตุบ! ร่างระหงทรุดฮวบลงกับพื้นทันทีเพื่อฟังราชโองการ“พวกเจ้าช่างบังอาจยิ่งนัก หาญกล้ากระทำการอันไร้มารยาทเยี่ยงนี้กับข้า ข้ามิใช่นักโทษแต่อย่างใดเหตุไฉนต้องกระทำกับข้าเช่นนี้ด้วย เพียงเพราะถูกกล่าวหายังมิได้เข้ารับการสอบสวนจากองค์ไทจื่อพระสวามีของข้าแต่อย่
Comments