LOGINขุนเขารับยามาโยนเข้าปากอย่างว่าง่ายมือหนาประคองซ้อนมือเล็กที่ยกแก้วน้ำป้อนมาให้ถึงปากหยักด้วยความลืมตัว
สองมือที่ซ้อนทับกันเหมือนมีไฟฟ้าสถิตย์อยู่ ม่อนดอยชะงักกึก ใบหน้าหวานแดงเรื่อ สายตาหวานจับจ้องไปยังลูกกระเดือกที่ขยับขึ้นลง น้ำที่ไหลลงมาจากริมฝีปากหยักไหลเอื่อยระมาตามแผงอกกว้างเปล่าเปลือยดูเซ็กซี่
ทำไมเธอร้อนวูบวาบแบบนี้เนี้ย!!! จะว่าถึงวัยทองก็ไม่น่าใช่นะ อายุเธอพึ่งจะสามสิบหกเอง ยังอีกตั้งหลายปี
“กระเป๋าสะตังค์กับของมีค่าของคุณวางอยู่บนโต๊ะหัวเตียงนะ มีนาฬิกา กระเป๋าตังค์กับโทรศัพท์ ส่วนของอื่นๆที่อาจตกหล่นในเครื่องบิน คุณค่อยไปดูพรุ่งนี้ถ้าฝนหยุดตก คืนนี้ก็นอนพักไปก่อน อ่อ ถ้าจะเข้าห้องน้ำ ทางด้านนั้น เดินลงบันใดไปนิดเดียว ฉันขอตัวนะ ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็เรียกได้ตลอดฉันนอนอยู่ในห้องนั้น”
ม่อนดอยบอกกับชายหนุ่มเสียยืดยาว พยายามเบือนหน้าไม่มองอกขาวๆและใบหน้าหล่อๆนั้น รีบหันหลังเดินเข้าห้องไปทันที ปล่อยให้ชายหนุ่มมองตามแผ่นหลังที่มีผมหางม้าปลิวไหวตามจังหวะการเดินไปอย่างงงๆ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
เสียงฝนดังตกกระทบแผ่นไม้ดังราวกับเสียงเครื่องดนตรีจากธรรมชาติอันดังต่อเนื่องแบบนี้สามวันติดกัน บางวันตกหนักถึงขั้นมีเสียงฟ้าผ่าดังเปรี้ยงปร้าง ห่าฝนหล่นเทลงมาราวกับฟ้ารั่ว วันนี้ดีหน่อยที่สายฝนเริ่มซาลง เมฆอันมึดครึ้มฟ้าปิดมาหลายวันเริ่มค่อยๆแจ่มใสขึ้น
ขุนเขาได้แต่ทอดสายตามองสายฝนตกกระทบกับยอดไม้และพื้นดินนอกหน้าต่าง
ในมือหนากำโทรศัพท์สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดของยี่ห้อดังที่สภาพของมันตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับท่อนไม้ที่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้
แบตเตอรี่หมด และที่นี่คงไม่มีใครใช้โทรศัพท์รุ่นหรือว่ายี่ห้อที่เขาใช้อยู่อย่างแน่นอน และที่สำคัญ ที่นี่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์!!!
ตอนนี้เขานึกว่าเขาหลงเข้ามาอยู่ในดินแดนลี้ลับ เมืองลับแล ที่วิวัฒนาการได้ย้อนหลังไปประมาณสามสิบถึงสี่สิบปี ไม่คิดเลยว่าในประเทศไทยยังมีสถานที่แบบนี้อยู่อีก ผู้คนอาศัยอยู่ท่ามกลางป่าเขา ไม่มีไฟฟ้าจากทางการ มีแต่ไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ เปิดใช้เป็นเวลาตีห้าถึงสองทุ่ม
เครื่องใช้ไฟฟ้า ตลอดจนถึงเครื่องอำนวยความสะดวกแทบจะไม่มี!!!! บ้านไม้หลังขนาดกลาง สองห้องนอนหนึ่งห้องน้ำ มีเพียงตู้เย็นประตูเดียวเอาไว้แช่ยาและน้ำดื่มเนื้อสัตว์อาหารที่จำเป็น และกระติกน้ำร้อน
โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ไม่ต้องพูดถึง เตาอบไมโครเวฟ เครื่องทำน้ำอุ่น แอร์คอนดิชั่นยิ่งไม่ต้องคิดถึงเลย ดีหน่อยที่นี่เหมือนอากาศจะเย็นตลอด ไม่จำเป็นต้องใช้แอร์หรือพัดลมเลย ลมเย็นพัดโกรกอยู่ตลอดเวลาที่เปิดหน้าต่าง
ที่ต้องมีที่สุดคือผ้าหนาๆในตอนกลางคืน ส่วนตอนกลางวันอากาศสบายๆ
ขุนเขาถอนหายใจ หมุนโทรศัพท์ในมือเล่นอยู่ไปมา แล้วเขาจะติดต่อที่บ้านเขายังไงดี ป่านนี้เออร์วินคงจะร้อนใจที่เขาหายตัวไปแบบนี้ ไหนจะงานที่เขาจะต้องสะสาง เขาจะต้องหาทางติดต่อกับเออร์วินให้เร็วที่สุด คิดพลางก้มลงสำรวจดูบาดแผลที่หัวไหล่ข้างซ้ายที่ถูกพันผ้าไว้โดยรอบจนถึงลำตัวแกร่ง
รอยขีดข่วนทั่วทั้งลำตัว ตามแขนขาและใบหน้าเล็กๆน้อยๆ อาการช่วงสามวันที่ผ่านมานี่ดีขึ้นมาก ต้องขอบใจหญิงสาวที่ช่วยดูแลเขาไม่ว่าจะด้วยหวังผลประโยชน์จากเขาหรือว่าไม่ได้หวังผลก็ตามแต่ ถ้าหากว่าเขาออกไปจากที่นี่ได้เขายินดีตอบแทนเธออย่างงามให้สมกับที่เธอได้ช่วยชีวิตเขา
เมื่อคิดถึงหญิงสาววันนี้ทั้งวันเขาไม่เห็นเธอเลย ตื่นเช้ามาขุนเขาเห็นเพียงอาหารเช้าที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้พร้อมถ้วยยาใบเล็กวางอยู่บนโต๊ะ
พอสายๆเกือบเที่ยงวันก็มีเด็กชายคนหนึ่งหิ้วปิ่นโตขึ้นมาให้เขา โดยเด็กชายแนะนำตัวเองว่าชื่อ ทิวไผ่ ให้เขาเรียกอาทิวเฉยๆก็ได้ สงสัยจะเป็นลูกชายของเธอ อายุอานามก็ปาเข้าไปตั้งสามสิบหกแล้วไม่มีครอบครัวก็แปลกแล้ว
แต่ตลอดระยะเวลาสามวันที่ผ่านมาเขาเห็นเพียงเธออยู่ในบ้านเท่านั้น ไม่ยักเห็นสามีหรือว่าเด็กชายอาทิวอยู่ในบ้านหลังนี้ด้วยเลย หรือว่าที่นี่อาจจะเป็นเหมือนโรงพยาบาลสำหรับที่นี่มีไว้ให้คนป่วยอยู่ และเขาก็จัดอยู่ในประเภทนั้น และมีหญิงสาวที่ได้ชื่อว่าเป็นหมอ อยู่ด้วยเท่านั้น เธออาจจะมีบ้านที่อยู่กับสามีและบุตรชายอีกหลังหนึ่ง
"คุณ..นี่มันก็ผ่านมาจะสองอาทิตย์แล้วนะ เมื่อไหร่เราจะได้เป็นผัวเมียกันจริงๆเสียทีอ่ะ"ขุนเขาเอ่ยขึ้นพลางขยับเข้าหาหญิงสาวที่นอนเล่นอ่านหนังสืออยู่บนพรมผืนใหญ่ ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเตาผิงมากนัก อากาศข้างนอกเริ่มหนาวยิ่งกลางคืนแบบนี้ยิ่งหนาวสะท้าน ถ้าไม่มีเตาผิงตั้งอยู่กลางบ้านแบบนี้ มันคือภูมิปัญญาชาวบ้านจริงๆ กลางคืนอากาศหนาวแต่ละครัวเรือนจะนำฝูกที่นอนมานอนเรียงรายกันรอบเตาสี่เหลี่ยมที่ตั้งอยู่ตรงกลางบ้าน พอตอนเช้าก็เก็บที่นอนให้เรียบร้อย เอากาน้ำร้อนมาต้ม ดื่มชาร้อนๆ บ้านไหนมีเด็กน้อยก็จะเอาข้าวเหนียวมาปั้นเป็นก้อนแผ่ออกเอามาย่างกลายเป็นข้าวจี่กินร้อนๆ พอได้อิ่มท้อง"สองอาทิตย์ที่ไหนกันอ่ะคุณ ฉันว่าฉันพึ่งตัดไหมให้คุณไปเมื่อวันก่อนเองนะ แผลยังไม่หายดีหรอก เป็นเดือนนู้นกว่าจะหายสนิทอ่ะ"ม่อนดอยพยายามเฉไฉทำทีนอนคว่ำอ่านหนังสือต่อ พลางกระเถิบถอยหนีร่างสูงที่บัดนีัเข้ามานอนเบียดจนหญิงสาวได้กลิ่นครีมอาบน้ำอ่อนๆที่โชยเข้าจมูกทำให้ใจดวงน้อยเต้นตึกตักเหมือนจะหลุดออกมาจากอก"อุ้ย! คุณขุน ปล่อยนะ จะเอาหนังสือฉันไป
"คุณม่อน จะเอาออกจริงๆ เหรอ"ขุนเขาสบตาร่างบางละห้อย น้ำเสียงเหมือนคนที่ไร้เรี้ยวแรง ท้อแท้และหมดหวังสุดๆ"คุณจะเก็บไว้ก็ได้นะ แต่อย่าคิดว่าฉันจะยอมมีอะไรด้วย เด็ดขาด!"ม่อนดอยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดพร้อมกับสวมถุงมือสำหรับใช้ทางการแพทย์พร้อมกับดีดเสียงดังเพี๊ยะ! ๆ เหมือนราวกับว่ากำลังข่มขวัญชายหนุ่มอยู่ในที แต่จริงๆแล้วดึงให้มันกระชับแนบกับมือเล็กเรียวเท่านั้นเองแต่เสียงนั้นและน้ำเสียงข่มขู่ของหญิงสาว กลับทำให้ขุนเขาขนลุกซู่ขุนเขายันตัวลุกขึ้นมองหญิงสาวอย่างหวาดๆ ในขณะที่ม่อนดอย เดินเข้าไปนั่งเก้าอี้ข้างชายหนุ่มซึ่งอยู่ห่างออกไปเล็กน้อยค่อนไปด้านล่างตรงจุดยุทธศาสตร์ที่หญิงสาวต้องจัดการทันที โดยมีฉากผ้าสีเขียวกั้นไว้ช่วงระหว่างเอว เพื่อปิดไม่ให้ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดได้เห็นสิ่งที่หมอกระทำหัถการนั้นเองขุนเขาหลับตาปี๋เมื่อรับรู้ถึงเข็มที่แทงเข้าตรงส่วนสงวน รู้สึกปวดหนึบเมื่อเข็มปลายเล็กแหลมทิ่มแทงและรู้สึกเจ็บลึกเมื่อหญิงสาวดันสลิ้งบรรจุยาเริ่มเข้าสู่ลำลิงค์ใหญ่ที่บัดนี้อ่อนระทวยหมดเรี่ยวแรงเหมือนดั
ขุนเขาตะโกนออกมาอย่างลิงโลด พร้อมทั้งโอบรัดร่างเล็กบางนั้นแน่น"เรารักกันแล้ว งั้นกลับเข้าไปต่อจากเมื่อกี้กันดีกว่านะ ผมอยากมีลูกหลายๆคน จะได้ไม่เหงา"ชายหนุ่มทำท่าจะอุ้มร่างบางเข้าไปข้างในที่พักที่ทั้งสองพึ่งออกมาไม่นาน แต่ม่อนดอยขืนตัวไว้ไม่ยอมให้ร่างสูงอุ้มแต่โดยดี ทั้งยังดันร่างสูงออกห่าง"ฉันบอกแล้วไงคะว่า ถ้าคุณไม่เอาแอสแซสรอรี่ หรือเครื่องประดับที่คุณฝังอยู่ออก ฉันไม่มีวันยอมมีอะไรกับคุณแน่"ม่อนดอยบอกเสียงแข็ง นั้นทำเอาขุนเขาชะงักงัน ก่อนจะทำหน้าสลด มองหญิงสาวด้วยสายตาวิงวอนสุดฤิทธิ์"ม่อนอ่ะ...ทำไมใจร้าย...ลองก่อนไม่ได้เหรอ ลองใช้ดูก่อนถ้าไม่ชอบค่อยเอาออก นะ..."ร่างสูงโอดครวญ"ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันแอบวางยาสลบ แล้วเอามันออกให้เอง หึหึ"หญิงสาวหัวเราะหึหึออกมาอย่างหมายมาด ขุนเขาหลุบตามองเป้ากางเกงของตนเองอย่างหมดอาลัยตายอยาก สงสัยงานนี้คงต้องบอกลาเจ้ามุกเก้าเม็ดนี่จริงๆเสียแล้ว เพื่อเมียอันเป็นที่รัก เอาว่ะ ถึงจ
คำตอบที่ค่อนข้างยียวนนั้นกวนประสาทของเขาได้ไม่เบาเลยขุนเขาถอนหายใจ พยายามใจเย็นให้ได้มากที่สุด"คุณม่อน คุณเป็นเมียผมนะ เมียไม่รอผัวออกจากโรงพยาบาลนี่มันจะไม่เกินไปหน่อยเหรอ""ฮึ! คุณก็ให้คนที่เป็นเมียคุณจริงๆ รอสิ ฉันไม่ใช่เมียคุณจริงๆซะหน่อย มันก็แค่ละครที่คุณสร้างมันขึ้นมา ฉันไม่โทษคุณหรอกนะ ผิดที่ฉันโง่เองต่างหากที่รู้ไม่เท่าทันคุณ เป็นหมากตัวหนึ่งให้คุณหลอกใช้มาตลอด"ท้ายประโยคมีแววสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด"คุณพูดเรื่องอะไรน่ะม่อน ใครหลอกใช้ใคร นี่ผมงงไปหมดแล้ว"ขุนเขาเอ่ย พลางเดินมาทรุดตัวลงนั่งข้างกายหญิงสาว ก่อนจะจับร่างบางให้หันหน้ามาคุยกัน จ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่บัดนี้รื้นไปด้วยหยาดน้ำใส"คุณไง คุณหลอกใช้ฉันมาตลอด หลอกให้ฉันแต่งงานด้วยเพราะต้องการที่จะแก้แค้นอาของคุณกับคุณพิซซิล่า"ในที่สุดม่อนดอยก็พูดในสิ่งที่ได้ยินมาและมันอัดอั้นอยู่ในใจตลอดระยะเวลาสามสี่อาทิตย์ที่ผ่านมา"แก้แค้น? ผมนี่นะ! คุณ
ไม่พูดเปล่าร่างสูงที่ยังคงอุ้มร่างบางไว้ใช้เท้าดีดประตูให้ปิดลงโดยไม่สนใจคุณหมอผู้กองหนุ่มที่ยังคงยืนอ้าปากค้าง ก้าวเท้าออกห่างประตูแทบไม่ทันเกือบโดนประตูที่ปิดลงกระทันหันนั้นกระแทกเข้าหน้า พลางทำท่าจะตะโกนถามออกไปอีกครั้ง แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อมีมือหนาของใครคนหนึ่งมาดึงมือของเขาให้เดินออกมาไกลจากประตู"ปล่อยเขาสองคนไว้เถอะครับ ยังไงเราก็คนนอก ให้เวลาเขาหน่อย ผู้กองไปชิมน้ำหมักชาวดอยกับผมดีกว่า พรุ่งนี้เราก็ต้องกลับค่ายกันแล้ว ผู้ใหญ่กับพวกชาวบ้านเค้าจัดสำรับ เปิดไหรอพวกเราอยู่ที่ศาลาหมู่บ้านแล้วครับ"หมวดชัชชายเอ่ย พลางถือวิสาสะตบบ่าคุณหมอผู้กองหนุ่มเบาๆ"ว่าแต่จะไม่เกิดอะไรร้ายแรงขึ้นนะครับ ผมเป็นห่วงคุณม่อนจังเลยครับหมวด"ผู้กองคีรินทร์ยังมิวายที่จะหันไปมองบ้านพักที่ชายหนุ่มอุ้มหญิงสาวเข้าไปอย่างเสียไม่ได้"โอ้ย! ไม่เกิดอะไรร้ายแรงหรอกครับ ยังไงเสียพวกเขาก็เป็นผัวเมียกัน อาจจะมีปัญหากันบ้างระหองระแหงตามประสาลิ้นกับฟัน ต้องให้โอกาสเขาปรับความเข้าใจกันเสียหน่อย ขี้คร้านพรุ่งนี้
ด้วยอารมณ์โทสะที่พุ่งขึ้นเมื่อได้ยินคำตอบที่หลุดออกมาจากริมฝีปากอิ่ม ชายหนุ่มกดริมฝีปากหยักได้รูปลงบนเรียวปากอิ่มเล็กนั้นจนเกือบเป็นกระแทก ทั้งยังบดเบียดแผงอกกว้างเข้ากับหน้าอกหยุ่นๆที่มีเพียงผ้ากระโจมอกเปียกชื้นกั้นกลาง มือแข็งสอดประคองลำคอเรียวเล็กจับตรึงไม่ให้หญิงสาวได้มีโอกาสเบือนหน้าหนีจุมพิศอันเร่าร้อนไปด้วยแรงโทสะอีกมือข้างที่ว่างขยี้ขยำประทุมถันก้อนกลมทั้งยังดึงรั้งผ้าถุงเปียกชื้นนั้นออกเพื่อสัมผัสกับเนื้อแท้ของสองเต้าที่เด้งสู้มือ บี้บดขยี้เม็ดติ่งสีชมพูชูชันม่อนดอยเบิกตากว้าง เกิดอาการไหววูบ เมื่อริมฝีปากร้อนๆ กดกระแทกจุมพิตกับริมฝีปากบาง ปลายลิ้นนุ่ม ชอนไชเข้าไปในโพรงปาก เกี่ยวกระหวัดกับปลายลิ้นร้อนของเธอเบาๆ ก่อนจะดูดกลืนตวัดลิ้นร้อนรัวไล้ทั่วปลายลิ้นของเธออีก ส่งให้กระแสความวาบหวามแล่นพล่านจนขนลุกซู่ไปทั่วทั้งตัว จูบครั้งนี้ไม่เหมือนกับจูบครั้งก่อนเมื่อนานมาแล้ว จูบของเขาคราวนี้ราวกับจะสูบวิญญาณออกไปจากตัวเธอขุนเขายังคงไล้ริมฝีปากของเขาไปตามใบหน้านวล เลื่อนต่ำลง พรมจูบไปทั่วลำคอเรียวระหง ขบเม้มจนเธอขนลุกเกรียว ม่อนดอยแทบลืมหายใจเมื่อใบหน้าของขุนเ







