เซวียหว่านอี้แย้มยิ้มบางเบาดูอ่อนโยน มองดูแล้วช่างคล้ายกับผู้ที่ไร้อารมณ์โกรธเคืองโดยแท้“ท่านพี่ เกิดเรื่องใหญ่โตอันใดขึ้นในหัวเมืองรอบข้างหรือเจ้าคะ ถึงขั้นต้องลำบากให้พวกท่านองครักษ์สิบสองหน่วยออกโรงเองเช่นนี้”เซวียมู่เจากล่าวว่า “มิใช่เรื่องใหญ่โตอันใด เพียงจัดการกับกลุ่มโจรพเนจรกลุ่มหนึ่งเท่านั้น”โจรพเนจรหรือ?เซวียหว่านอี้รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง “แคว้นอวิ๋นฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข หลายปีมานี้ไม่เคยได้ยินข่าวภัยพิบัติที่ใด ชายแดนเหนือสงบเงียบมาช้านาน ชายแดนใต้เมื่อปีก่อนก็ถูกแม่ทัพเย่ตีจนถอยร่น อย่างน้อยห้าสิบปีคงมิกล้ารุกราน แล้วโจรพเนจรเหล่านี้มาจากที่ใดกัน? เหตุไฉนจึงหลบหนีมาถึงหัวเมืองใกล้เคียงได้เจ้าคะ?”วาจานี้กลับทำให้เซวียมู่เจาประหลาดใจยิ่งนักหญิงสาวในยุคสมัยนี้ย่อมมีมุมมองต่อราชสำนักและเรื่องราวในใต้หล้าเป็นของตนเองอีกทั้งในวังหลวงยังมีขุนนางหญิง แม้จะรวมตัวกันอยู่เพียงในวังหลังก็ตามทว่าสิ่งที่เขาสงสัยใคร่รู้ คือสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ของเซวียหว่านอี้ก่อนหน้านี้ล้วนปิดกั้นจากโลกภายนอกนึกไม่ถึงว่านางจะเจรจาพาทีได้มีเหตุผลและรอบรู้ถึงเพียงนี้
อ่านเพิ่มเติม