บททั้งหมดของ เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ: บทที่ 111 - บทที่ 120

208

บทที่ 111

เซวียหว่านอี้แย้มยิ้มบางเบาดูอ่อนโยน มองดูแล้วช่างคล้ายกับผู้ที่ไร้อารมณ์โกรธเคืองโดยแท้“ท่านพี่ เกิดเรื่องใหญ่โตอันใดขึ้นในหัวเมืองรอบข้างหรือเจ้าคะ ถึงขั้นต้องลำบากให้พวกท่านองครักษ์สิบสองหน่วยออกโรงเองเช่นนี้”เซวียมู่เจากล่าวว่า “มิใช่เรื่องใหญ่โตอันใด เพียงจัดการกับกลุ่มโจรพเนจรกลุ่มหนึ่งเท่านั้น”โจรพเนจรหรือ?เซวียหว่านอี้รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง “แคว้นอวิ๋นฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข หลายปีมานี้ไม่เคยได้ยินข่าวภัยพิบัติที่ใด ชายแดนเหนือสงบเงียบมาช้านาน ชายแดนใต้เมื่อปีก่อนก็ถูกแม่ทัพเย่ตีจนถอยร่น อย่างน้อยห้าสิบปีคงมิกล้ารุกราน แล้วโจรพเนจรเหล่านี้มาจากที่ใดกัน? เหตุไฉนจึงหลบหนีมาถึงหัวเมืองใกล้เคียงได้เจ้าคะ?”วาจานี้กลับทำให้เซวียมู่เจาประหลาดใจยิ่งนักหญิงสาวในยุคสมัยนี้ย่อมมีมุมมองต่อราชสำนักและเรื่องราวในใต้หล้าเป็นของตนเองอีกทั้งในวังหลวงยังมีขุนนางหญิง แม้จะรวมตัวกันอยู่เพียงในวังหลังก็ตามทว่าสิ่งที่เขาสงสัยใคร่รู้ คือสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ของเซวียหว่านอี้ก่อนหน้านี้ล้วนปิดกั้นจากโลกภายนอกนึกไม่ถึงว่านางจะเจรจาพาทีได้มีเหตุผลและรอบรู้ถึงเพียงนี้
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 112

“ย่อมได้อยู่แล้ว”เซวียมู่เจากล่าวว่า “สถานการณ์ในจวนเจิ้นกั๋วกงยังคลุมเครือ ข้างกายเจ้าจำเป็นต้องมีองครักษ์คอยคุ้มกันจริง ๆ รอสักไม่กี่วัน ข้าจะช่วยดูให้”“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านพี่” เซวียหว่านอี้ถอนหายใจด้วยความโล่งอกลำพังมีเพียงหวังหย่วนอยู่ภายนอกคนเดียวนั้นไม่เพียงพอ เรื่องจิปาถะบางประการ จำต้องมีคนเพิ่มอีกสักหลายคนจึงจะเบาแรงและคล่องตัวครั้นกลับถึงจวนเซวียมู่เจามองดูคู่สามีภรรยาหนุ่มสาวที่เดินตามหลังมาพลางกล่าวว่า “พวกเจ้าไปหาท่านแม่ทางโน้นก่อนเถิด ประเดี๋ยวข้าจะตามไป”เรื่องเร่งด่วนในยามนี้ คือต้องไปเยี่ยมดูภรรยาเสียก่อนกล่าวจบ เขาก็เลิกชายเสื้อคลุมก้าวยาว ๆ เดินนำออกไปก่อน“มีเรื่องอันใดให้ต้องรีบร้อนเพียงนั้นหรือ?”เซวียหมิงเฟยหันไปมองเซวียหว่านอี้นางยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย กล่าวว่า “เรื่องมงคล”แม้มิได้กล่าวให้กระจ่างแจ้งทว่าเซวียหมิงเฟยพลันนึกบางสิ่งขึ้นได้ นัยน์ตาเป็นประกาย “พี่สะใภ้ตั้งครรภ์แล้วหรือ?”เมื่อลองตรึกตรองดู ชาติก่อนดูเหมือนจะเป็นช่วงเวลาประมาณนี้เช่นกันหลังกลับมาเกิดใหม่ แม้จะมีเรื่องบุตรสายตรงและอนุเข้ามาวุ่นวายรบกวนจิตใจนางไปบ้าง แต่เรื่องสำคัญใน
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 113

แววตาของดรุณีน้อยแฝงความขัดเขินอันใสกระจ่าง ดวงหน้าเล็กเท่าฝ่ามือ เครื่องหน้าเพียงหมดจดทว่ากลับเจือความโศกศัลย์อยู่สามส่วนโดยมิรู้ตัว ช่างน่าเวทนาสงสารยิ่งนักฮูหยินเจียงพอจะคาดเดาฐานะของสตรีผู้นี้ได้เมื่อหลายวันก่อน ตระกูลเซวียแห่งหนิงโจวส่งจดหมายมา แจ้งว่าจะส่งบุตรสาวของลุงใหญ่เข้าเมืองหลวง ให้พวกตนสองสามีภรรยาช่วยหาคู่ครองที่ดีให้หากเป็นผู้อื่นไหว้วาน ฮูหยินเจียงย่อมไม่ใส่ใจทว่าหัวหน้าตระกูลเซวียเป็นผู้กำชับมาด้วยตนเอง จึงมิอาจปฏิเสธได้“หมิงเยว่?”นางเผยรอยยิ้มเปี่ยมเมตตาบนใบหน้าเซวียหมิงเยว่ก้าวมาข้างหน้าสองก้าว ท่ามกลางสายตาใคร่รู้ของทุกคน นางคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความนอบน้อม ก้มศีรษะโขกคำนับ“หมิงเยว่คารวะท่านอาสะใภ้ จำต้องมารบกวน ขอท่านอาสะใภ้โปรดอย่าได้ถือโทษเจ้าค่ะ”นางส่งสายตาให้แม่นมหลินแม่นมหลินก้าวเข้าไป ยิ้มพลางประคองคนให้ลุกขึ้น“กล่าวอันใดเช่นนั้น คนกันเองมิจำเป็นต้องเกรงใจ เจ้ามาได้ถูกจังหวะนัก น้องสาวและน้องเขยของเจ้าก็อยู่ด้วย พอดีจะได้ทำความรู้จักกันไว้”จากนั้นจึงหันไปกล่าวกับคนรอบข้างว่า “นี่คือบุตรสาวของลุงใหญ่พวกเจ้า อายุมากกว่าพวกเจ้าทั้งสองอยู่
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 114

ยามหวนนึกถึงฉู่ยวนที่ติดตามท่านลุงจากไปเมื่อครู่ เขาช่างดูสูงส่งสง่างาม ทั้งยังหนุ่มแน่นและมากความสามารถยิ่งนักยามรับสำรับ นางได้ยินอย่างชัดเจนคุณชายฉู่กำลังจะได้เลื่อนขั้นเป็นขุนนางขั้นห้า ด้วยวัยเพียงยี่สิบต้น ๆ อนาคตภายหน้าย่อมรุ่งโรจน์ไร้ขีดจำกัดผู้ว่าการอำเภอที่บ้านเกิดของนาง แม้อายุล่วงเข้าห้าสิบกว่าปีแล้ว ก็ยังคงเป็นเพียงขุนนางขั้นเจ็ดมิทราบว่าเหล่าคุณชายในเมืองหลวง จะเก่งกาจเปี่ยมพรสวรรค์เฉกเช่นฉู่ยวนกันหมดหรือไม่?ตระกูลเซวียเป็นเพียงสามัญชน แม้ในตระกูลจะมีทรัพย์สินกิจการอยู่บ้าง ทว่าไร้ซึ่งยศถาบรรดาศักดิ์เซวียฉงเป็นคนแรกที่ได้รับราชการ ทั้งยังเป็นถึงท่านทั่นฮวาในปีนั้นตระกูลเซวียย่อมพลอยมีหน้ามีตาขึ้นมาบ้างนางไม่ปรารถนาจะรั้งอยู่ที่หนิงโจว แต่งงานกับขุนนางเล็ก ๆ หรือตระกูลธรรมดา แล้วใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายจืดชืดไปตลอดชีวิตนางปรารถนาจะเป็นยอดคนเหนือคน ปรารถนาลาภยศสรรเสริญและอำนาจบารมีฉู่ยวนนับว่าไม่เลวทีเดียว ทั้งหนุ่มแน่นมีอนาคต รูปโฉมก็หล่อเหลาคมคายทว่าฉู่ยวนในยามนี้ ทำให้นางหวั่นไหวได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น หามีสิ่งใดมากไปกว่านี้ไม่ที่นี่คือเมืองหลวง เป
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 115

ทว่านางผู้นั้นกลับปักใจรักบุรุษวาณิช ฝ่าฝืนคำทัดทานของบิดามารดา ตัดสินใจหนีตามกันไปอย่างเด็ดเดี่ยวเล่าลือกันว่าภายหลังหนีตามกันไป ทั้งสองครองรักกันหวานชื่นยิ่งนัก และได้ให้กำเนิดบุตรสาวนามว่าถานรั่วอวี่ทว่าสวรรค์มักริษยาคนงาม ผ่านไปกี่ปีนางก็ล้มป่วยและจากไปถานหลางผู้นั้นก็นับว่าเป็นคนรักมั่น มิได้แต่งงานใหม่ ทว่าในปีที่ถานรั่วอวี่อายุสิบหกปี เขาก็ตรอมใจจนล้มป่วยและสิ้นใจในที่สุดในปีนั้นเอง ถานรั่วอวี่จึงได้นำของดูต่างหน้าเดินทางมายังจวนกั๋วกงเพียงแรกเหยียบย่างเข้าจวน ถานรั่วอวี่ก็มีใจปฏิพัทธ์ต่อหรงเจวี๋ยผู้เป็นคู่หมั้นเพียงแรกเห็นฮูหยินกั๋วกงรำลึกถึงสหายสนิทที่ตายจากไปอย่างน่าเวทนา จึงนึกเอ็นดูสงสารถานรั่วอวี่ อีกทั้งการมงคลนี้ก็นางเองที่เป็นผู้ตกลงหมั้นหมายไว้ในตอนนั้นแม้หรงเจวี๋ยจะไม่เต็มใจเพียงไร ก็มิอาจขัดขืนการตัดสินใจของมารดาได้ยิ่งมิต้องเอ่ยถึงหนิงกั๋วกงที่ยืนหยัดเคียงข้างภรรยา สนับสนุนนางอย่างหนักแน่น“หลานชายของข้า แม้จะเป็นคนเย็นชาไร้อารมณ์อยู่บ้าง แต่หาใช่คนเลือดเย็นอำมหิตไม่”ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวต่อ “ทั้งก่อนและหลังแต่งงาน เขาล้วนวางตัวอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 116

“มีเรื่องเช่นนี้อยู่จริง หรือองค์ชายจะมีผู้ที่เหมาะสมแนะนำขอรับ?”เรื่องนี้มิใช่เรื่องใหญ่โตอันใด อย่างน้อยในสายตาคนภายนอก ก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยการเฟ้นหาผู้ติดตามสักสองคนให้น้องสาวตนเอง แม้แต่จะนำมาเป็นหัวข้อสนทนายังมิคู่ควรด้วยซ้ำทว่าองค์ชายสามกลับหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเน้นย้ำเป็นพิเศษหากเซวียมู่เจาไม่คิดให้มากความ ก็เห็นทีจะเสียชาติเกิดแล้วเซี่ยเจินกล่าวว่า “คนที่เจ้าหามา อาจจะมิได้มีปัญหาอันใด ทว่ายามต้องพาเข้าไปยังจวนเจิ้นกั๋วกงนั้น จะราบรื่นหรือไม่ก็ยากจะกล่าว มิสู้ไปขอคนจากผู้พี่โดยตรงไม่ดีกว่าหรือ”“ถึงอย่างไรเขาก็นำทัพจับศึกมาหลายปี ทหารจากชายแดนที่ปลดระวางมาสักคนในมือเขา หากนำมาเป็นผู้ติดตามให้น้องสาวเจ้า ต่อให้มองหาจากที่อื่น ก็ล้วนถือเป็นยอดฝีมือระดับแนวหน้าทั้งสิ้น”เซวียมู่เจาเองก็เคยคิดถึงเรื่องนี้“องค์ชายช่างรู้จักรังแกคนนัก ด้วยฐานะของท่าน การจะเอ่ยปากขอคนจากเย่กั๋วกงย่อมเป็นเรื่องง่ายดาย แต่สำหรับข้าแล้ว เรื่องนี้เอ่ยปากได้ยากยิ่งขอรับ”อีกประการหนึ่ง การหาผู้ติดตามให้น้องสาว จุดประสงค์ก็เพื่อคอยปกป้องนางหากไปขอคนจากเจิ้นกั๋วกงหาก เขาคิดจะลงมือกับน้อ
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 117

ช่างน่าเสียดายนัก หากมาถึงเมืองหลวงได้เร็วกว่านี้ก็คงจะดีทว่าในยามนั้นนางยังมิพ้นช่วงไว้ทุกข์ จึงมิอาจเดินทางจากมาได้ยามมองเซวียหว่านอี้ผู้สวมอาภรณ์หรูหรา นางก็บังเกิดความริษยายิ่งนัก พร้อมกันนั้นความปรารถนาในลาภยศอำนาจก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นนางเชื่อมั่นว่าตนมิได้ด้อยไปกว่าผู้น้องทั้งสองของตระกูลเซวีย ในเมื่อผู้น้องยังแต่งเข้าจวนกั๋วกงได้ เช่นนั้นหากนางจะหมายปองสิ่งที่สูงส่งยิ่งกว่ามิได้เล่า?ได้ยินมาว่าวันนี้มีคนจากในวังมาเยือน ซ้ำยังเป็นถึงองค์ชายสาม………ณ จวนเจิ้นกั๋วกงเย่อันประคองกล่องชาดใบหนึ่งขึ้นตรงหน้าเย่จั๋วด้วยท่าทีนอบน้อม“คุณชาย ของขวัญตอบแทนจากตระกูลเซวียขอรับ”นี่เป็นเพียงหนึ่งในของขวัญเหล่านั้นตำราในมือของเย่จั๋วถูกเคาะลงบนอกเบา ๆ นัยน์ตาภายใต้หน้ากากเงินบางเฉียบทอดมองไปเขาเอื้อมมือไปเปิดออกกล่องทรงสี่เหลี่ยมแบ่งเป็นสองชั้น สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือชุดตัวในสีแดงชาดชุดหนึ่งเขาหยิบขึ้นมาพิจารณาเพียงครู่ ฝีเข็มละเอียดประณีต มองปราดเดียวก็รู้ว่าตั้งใจทำอย่างยิ่งชั้นล่างเป็นรองเท้าคู่หนึ่ง“เก็บไว้เถิด”เขาเอ่ยสั่งเสียงเรียบ “พิธีปักปิ่นราบรื่นดีหรือ
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 118

ความยิ่งใหญ่ตระการตาในพิธีปักปิ่นของเซวียหว่านอี้ ทำให้แขกเหรื่อที่มาร่วมเป็นสักขีพยานต่างพากันชื่นชมมิขาดปากโดยเฉพาะของขวัญที่ส่งมาจากในวัง และสินสอดอันล้ำค่าที่ขนมาเป็นหีบ ๆ จากจวนเจิ้นกั๋วกง ล้วนทำให้ผู้คนตาลายด้วยความตื่นตาตื่นใจในบรรดาผู้คนเหล่านั้น ย่อมมีผู้ที่นึกเสียดาย“หากตอนนั้นพวกเรารับปากการแต่งงานนี้ เพียงแค่สินสอดเหล่านี้ ก็เพียงพอที่จะทำให้ครอบครัวร่ำรวยขึ้นมาได้”“เจิ้นกั๋วกงช่างมือเติบยิ่งนัก สินสอดมากมายเพียงนี้ ซ้ำยังประเมินค่ามิได้ทุกชิ้น หรือว่าจะขนมาจนหมดคลังสมบัติของจวนกั๋วกงแล้ว?”“ตระกูลเย่เป็นขุนศึกมาหลายชั่วคน ออกศึกทำสงครามตลอดทั้งปี ของบรรณาการจากสงครามย่อมมีมากมายสุดคณานับ ขนอย่างไรก็มิหมดหรอก”หลายวันต่อมา ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างโจษจันถึงความยิ่งใหญ่ของพิธีปักปิ่นบุตรสาวตระกูลเซวีย และสินสอดอันมหาศาล ทำเอาผู้คนอิจฉาตาร้อนกันถ้วนหน้ามีคนอิจฉา ย่อมต้องมีคนริษยา“สินสอดมากมายแล้วอย่างไรเล่า เจิ้นกั๋วกงถึงอย่างไรก็เป็นคนพิการไปแล้ว ชาตินี้ไร้ทายาท ทำได้เพียงรับบุตรบุญธรรม”“ตอนที่ฝ่าบาทพระราชทานสมรสให้เจิ้นกั๋วกง มีกี่บ้านที่พยายามหลบเลี่ยงแทบไม่ทัน
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 119

วาจาของคนผู้นี้ช่างร้ายกาจยิ่งนักแม้แต่ใต้เท้าผู้ตรวจการอาวุโสวัยไม้ใกล้ฝั่งจะขัดหูขัดตาเขา ก็ยังถูกเย่จั๋วตอกกลับด้วยถ้อยคำเหน็บแนมประชดประชันจนหน้าหงายเล่นเอาขุนนางเฒ่าผู้รับใช้ราชสำนักมาถึงสามรัชกาลบันดาลโทสะจนแทบจะวิ่งชนเสาปลิดชีพตนเองกลางท้องพระโรง“ขอบพระคุณเจ้าค่ะท่านแม่” เซวียหว่านอี้มิได้มีความเห็นต่างในเรื่องนี้แต่ประการใดทว่า…“ท่านแม่ ทางฝั่งเรือนเฟิงเหอนั้นขอท่านโปรดจับตามองสักหน่อย การไขว่คว้าลาภยศสรรเสริญย่อมเป็นวิสัยของมนุษย์ แต่จะปล่อยให้นางมาชักนำภัยมาสู่ตระกูลเรามิได้เจ้าค่ะ”เซวียหมิงเยว่ถูกจัดให้พำนักอยู่ที่เรือนเฟิงเหอ ซึ่งในตระกูลเซวียนับว่าเป็นเรือนพักที่อยู่ในเกณฑ์พอใช้ได้ สภาพแวดล้อมงดงามทว่ากลับมิได้สะดวกสบายนักฮูหยินเจียงพยักหน้า “วางใจเถิด เด็กคนนี้ใจคอทะเยอทะยานเทียมฟ้า ทั้งยังมีเล่ห์เหลี่ยม หากนางสามารถปีนป่ายขึ้นไปได้จริง อย่างน้อยตระกูลเซวียของเราก็พลอยได้ดีไปด้วย แต่หากทำไม่สำเร็จ ก็แค่ส่งตัวกลับหนิงโจวเสีย”การที่เซวียหมิงเฟยแต่งงานกับฉู่ยวนนั้น ในระยะเวลาอันสั้นคงยังมิอาจเห็นผลตอบแทนอันใดส่วนทางด้านเซวียหว่านอี้นั้น เซวียฉงก็มิเคยคาดหวั
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 120

หกปีมานี้ เขาได้มอบเกียรติยศและการดูแลในฐานะพระชายาซื่อจื่อให้นางอย่างครบถ้วนเว้นเสียแต่ความรักใคร่ ทั้งยังมิเคยร่วมหอลงโรงเขามิใช่คนต่ำช้าสามานย์วาจาที่ควรเอ่ยก็ได้เอ่ยไปจนสิ้น มิเคยมีสิ่งใดปิดบังอำพรางแม้แต่น้อยยามนี้อีกฝ่ายเอ่ยปากขอหย่าขาด หรงเจวี๋ยรู้สึกเพียงว่าศิลาหินก้อนมหึมาที่ทับถมอยู่กลางอกมาตลอดหกปี ในที่สุดก็ได้คลายออกแล้วหกปีมานี้ แทบจะผลาญสิ้นเรี่ยวแรงของเขาไปกว่าครึ่งยามหวนนึกถึงตำแหน่งพระชายาที่ถูกนางครอบครอง ความรู้สึกไร้หนทางต่อกรภายในใจนั้นรัดรึงเขาไว้อย่างแน่นหนาแม้รู้แจ้งว่าเรื่องนี้มิใช่ความผิดของนาง ทว่าตัวเขาเองมิใช่ผู้บริสุทธิ์หรอกหรือ?เขามิใช่คนเย็นชาไร้หัวใจ เมื่อคราแรกที่คิดถอนหมั้น สิ่งใดที่พอจะนึกเผื่อแผ่แก่นางได้ เขาก็ตรึกตรองจนถ้วนทั่ว แม้แต่ทางหนีทีไล่ในภายภาคหน้าก็จัดเตรียมไว้อย่างรอบคอบหากนางเปลี่ยนสถานะเป็นบุตรบุญธรรมจวนกั๋วกง วันหน้ายามออกเรือนย่อมมีหน้ามีตาเป็นแน่“นางผู้นั้นออกเรือนไปแล้วหรือ?” เซี่ยเจินเอ่ยถามบุตรีคนเดียวของอดีตหัวหน้าสำนักศึกษาหลวง เนี่ยเหวินจวินครั้งหนึ่งนางเคยมีใจปฏิพัทธ์ต่อหรงเจวี๋ย เป็นความรักที่สำรวมอย
อ่านเพิ่มเติม
ก่อนหน้า
1
...
1011121314
...
21
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status