บททั้งหมดของ เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ: บทที่ 131 - บทที่ 140

208

บทที่ 131

“คุณหนู กองทัพชายแดนยังมีอีกสมญานามหนึ่ง ท่านทราบหรือไม่เจ้าคะ?”เซวียหว่านอี้พยักหน้า “อืม กองทัพตระกูลเย่”“เจ้าค่ะ กองทัพตระกูลเย่” แม่นมเฉินกล่าว “ล้วนเป็นเพราะในกองทัพคลาคล่ำไปด้วยลูกหลานตระกูลเย่ แม้กระทั่งสตรีในเรือนก็ยังเข้าร่วมรับใช้ในกองทัพเจ้าค่ะ”เซวียหว่านอี้ “...”“ศึกทางเหนือเมื่อหลายปีก่อน คนตระกูลเย่เหลือรอดไม่ถึงสามส่วน มาปีกลายเกิดศึกทางใต้ รบพุ่งกันจนถึงที่สุด เพื่อให้เหล่าทหารหาญผู้อื่นมีโอกาสรอดชีวิตเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย คนตระกูลเย่จึงยอมเอาชีวิตเข้าแลกยืนหยัดเป็นทัพหน้า แม้กระทั่งท่านแม่ทัพผู้เฒ่า...”น้ำเสียงเจือสะอื้นไห้ แม่นมเฉินฝืนยิ้มกล่าวว่า “ตระกูลเย่ เหลือเพียงท่านแม่ทัพคนเดียวแล้วเจ้าค่ะ สตรีตระกูลเย่ที่รั้งอยู่เหล่านั้น ท่านแม่ทัพล้วนปลดปล่อยให้เป็นไท อนุญาตให้พวกนางแต่งงานใหม่หรือกลับบ้านเดิมได้แล้วเจ้าค่ะ”“ไม่มีผู้ใดคิดจะรั้งอยู่ต่อเลยหรือ?” นางเอ่ยถามแม่นมเฉินหัวเราะแผ่วเบา “รั้งอยู่จะทำอันใดได้เล่าเจ้าคะ คนก็ไม่อยู่แล้ว จะอยู่หรือไปก็มิมีความหมายอันใดอีก”……“ซางซาง”เซี่ยเหิงมาหาลู่ชิงซางอารมณ์ของนางมิได้แปรเปลี่ยนมากนัก ดูเหมือนจะยอมร
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 132

ณ ที่แห่งนี้แม่นมเฉินเอ่ยถึงองค์ชายอีกสองพระองค์ขึ้นมาเช่นกัน“องค์ชายสี่เลือกญาติผู้น้องฝั่งมารดาเช่นกัน มิทราบว่ากุ้ยเฟยจะเลือกผู้ใดให้แก่องค์ชายสามเจ้าค่ะ”พู่กันในมือของเซวียหว่านอี้ชะงักไปเล็กน้อย “กุ้ยเฟยมีอุปนิสัยองอาจผ่าเผย สตรีที่นางเฟ้นหาให้แก่องค์ชายสาม ย่อมมิใช่คนธรรมดาสามัญเป็นแน่”นางตระหนักได้ว่า เรื่องราวหลายสิ่งในชาตินี้ดูเหมือนจะผิดแผกไปจากเดิม อาทิเช่นเรื่องครานี้ ซึ่งมิเคยบังเกิดขึ้นมาก่อนบางทีภายหลังจากที่งานสมรสระหว่างนางกับฉู่ยวนยุติลง สรรพสิ่งทั้งหลายจึงแปรเปลี่ยนไปตามกัน“องค์ชายสามเป็นญาติผู้น้องของท่านกั๋วกง คงไม่ยืนดูเขาเลือกสตรีที่มิได้พึงใจหรอก”แม่นมเฉินครุ่นคิดพลางผงกศีรษะรับ “คุณหนูกล่าวได้ถูกต้องเจ้าค่ะ ทว่าคุณหนูเจ้าคะ ในวัยรุ่นราวคราวเดียวกับท่าน ท่านพอจะรู้จักสตรีที่ดีพร้อมในเมืองหลวงบ้างหรือไม่เจ้าคะ?”เซวียหว่านอี้ฟังก็เข้าใจความนัย จึงยิ้มกล่าวว่า “องค์ชายสามจะคัดเลือกพระชายารองหรืออนุกัน?”แม่นมเฉินตอบว่า “เรื่องนี้บ่าวเองก็มิได้ยินข่าวคราวเลยเจ้าค่ะ”“ฝ่าบาทคงทรงให้ความสำคัญกับองค์ชายห้าเป็นหลัก องค์ชายสามกับองค์ชายสี่ต่างมีพระชายาเ
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 133

เจียงหมิ่นเผยสีหน้าผิดหวังออกมาเล็กน้อย มิใช่เพราะเซวียหว่านอี้หากแต่เป็นเพราะเรื่องราวที่สนทนากันอยู่นี้เมื่อนึกถึงว่านางแทบมิได้ก้าวเท้าออกจากเรือนตั้งแต่เด็ก ซ้ำยังไร้คนเหลียวแล เพียงเรื่องราวเล็กน้อยเท่านี้ก็ยังฟังได้อย่างออกรสตระกูลขุนนางเก่าแก่ในเมืองหลวงที่มีรากฐานมั่นคง ใครเล่าจะมีทรัพย์สินน้อยลำพังอาศัยเพียงเบี้ยหวัดจากราชสำนัก จะเลี้ยงดูภรรยาและบุตรในเรือนไหวได้อย่างไรเซวียหว่านอี้แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นท่าทีของนาง กล่าวต่อว่า “เดิมทีนึกโลภอยากได้ทองคำเหล่านั้น คิดว่ามีมากเพียงนั้น เพียงได้เศษผงทองติดมาบ้างก็นับว่ากำไรแล้ว ทว่าไม่คาดคิดถึงเรื่องราวถัดจากนั้น ที่ทำเอาพี่ชายท่านนี้ตกใจแทบสิ้นสติ”วาจานี้ ประหนึ่งไปสะกิดต่อมความใคร่รู้ของเจียงหมิ่นเข้าอย่างจังแววตานางเป็นประกาย “เห็นสิ่งใดหรือ?”แววตาคะยั้นคะยอนั้น ชัดเจนจนมิต้องเอ่ยความเซวียหว่านอี้อดขำไม่ได้ “ข้าเพียงคิดว่าเป็นเรื่องแต่งขึ้น เชื่อถือมิได้ กล่าวว่าเห็นนายท่านผู้นั้น ในห้องเก็บสมบัติที่เต็มไปด้วยทองคำและหยก ทรมานบุตรสาวตนเองจนตาย...”สีหน้าของเจียงหมิ่นพลันแข็งค้างเซวียหว่านอี้กล่าวต่ออีกสองประโ
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 134

แรงบีบที่มือหนักหน่วงขึ้นอีกคราเซวียหว่านอี้มองนาง ใช้สายตาปลอบประโลมเจียงหมิ่นกล่าว “เจ้าว่า เป็นแม่ทัพฟางหรือไม่...”เพราะบุตรสาวตั้งครรภ์ก่อนออกเรือน จึงสังหารบุตรสาวของตนเองกระนั้นหรือ?เซวียหว่านอี้ส่ายหน้า กล่าวว่า “ผู้พี่ ข่าวลือนั่นระบุว่า หญิงสาวผู้นั้นสิ้นใจในรังทอง จวนแม่ทัพฟางย่อมมิอาจมีสถานที่เช่นนั้นได้”หลังเงียบงันไปครู่หนึ่ง เจียงหมิ่นก็คืนสติ พลางพยักหน้าถี่รัว“ใช่แล้ว ๆ ข้าเลอะเลือนไปเอง แม่ทัพฟางเป็นเพียงขุนนางขั้นห้า ไฉนเลยจะ... ในเมื่อมิใช่แม่ทัพฟาง เช่นนั้นก็คงเป็นบิดาผู้ให้กำเนิดบุตรในครรภ์ของคุณหนูเจ็ดตระกูลฟาง สังหารคนปิดปากงั้นหรือ?”นางมองเซวียหว่านอี้ด้วยความตื่นตะลึงขณะเดียวกัน ก็ยิ่งปักใจเชื่อในการคาดเดาของตนเอง“จะเป็นผู้ใดกัน?”เซวียหว่านอี้ส่ายหน้าแผ่วเบา “ข้าเพียงได้ยินผ่านหูมาประโยคหนึ่ง ยามนั้นมิได้เก็บมาใส่ใจ จึงมิทราบแน่ชัดว่าบ่าวรับใช้ผู้นั้นทำงานอยู่จวนใด”เจียงหมิ่นถลึงตาใส่นางเชิงตำหนิ กล่าวว่า “เรื่องเช่นนี้ ยามนั้นสมควรให้คนไปลองสอบถามดู”นางเรียกคนข้างกายเข้ามา กำชับความไม่กี่คำ แล้วส่งคนออกไปสืบข่าวจากนั้นจึงขยับเข้าไปใกล
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 135

เจียงหมิ่นพยักหน้าอย่างพึงพอใจสำรับเย็นทานที่จวนกว่างผิงโหวเจียงเซิ่นจือกลับจากปฏิบัติหน้าที่ราชการ เมื่อเห็นนาง ใบหน้าก็เปื้อนยิ้มในทันที “มาแล้วรึ?”“คารวะผู้พี่เจ้าค่ะ” นางลุกขึ้นทำความเคารพอีกฝ่ายไม่ทันจะได้ยืดกายขึ้น เด็กหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งก็เดินเข้ามา เมื่อเห็นเซวียหว่านอี้ ก็ยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว“ผู้พี่หว่านอี้ มิได้พบกันเสียหลายวันเลย” นี่คือคุณชายรองตระกูลเจียง เจียงอี้จือยามนี้กำลังศึกษาอยู่ที่สำนักศึกษาหลวงบุตรหลานขุนนางขั้นเจ็ดขึ้นไปในราชวงศ์อวิ๋น ล้วนสามารถเข้าศึกษาในสำนักศึกษาหลวงได้ฉู่ยวนเป็นเพียงสามัญชน จึงเข้าศึกษาได้เพียงสำนักศึกษาทั่วไปบุตรหลานขุนนางบางคนที่ทนต่อความเข้มงวดของสำนักศึกษาหลวงไม่ไหว ก็จะเลือกไปเรียนที่สำนักศึกษาทั่วไปเช่นกันคนจำพวกนี้ส่วนมากมักเป็นบุตรอนุ หรือไม่ก็บุตรคนรองและบุตรคนเล็กของภรรยาเอกเนื่องด้วยอาจารย์ในสำนักศึกษาหลวงล้วนเป็นปราชญ์เมธีแห่งยุค บุตรชายคนโตสายตรงในแต่ละตระกูลจึงมิอาจเลือกได้เซวียหว่านอี้ยิ้มทักทายเขาฮูหยินจางเห็นดังนั้น จึงยิ้มกล่าวว่า “ในเมื่อมากันพร้อมหน้าแล้ว ก็ทานกันเถิด”ทุกคนนั่งลงด้วยใบหน้ายิ้มแ
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 136

แววตาของเจียงเซิ่นจือเยียบเย็นลงเล็กน้อย สายตาทอดมองไปที่น้องสาวทั้งสองอีกคราเจียงหมิ่นรู้ว่าปิดบังต่อไปมิได้แล้ว จึงหันกลับไปมองเขาด้วยสายตาออดอ้อนเอาใจ“ท่านพี่ เหตุใดต้องดุด้วยเล่า ข้ามิได้ก่อเรื่องอันใดเสียหน่อย”นางดึงมือเซวียหว่านอี้ให้กลับไปนั่งที่เดิม “เพียงแค่คุยกับหว่านอี้เรื่องของคุณหนูเจ็ดตระกูลฟาง ยามนี้ยังมิทราบว่าผู้ใดเป็นคนลงมือสังหาร ข้าก็เพียงให้คนในเรือนออกไปสืบข่าวดูบ้าง มิได้ทำเรื่องราวให้ใหญ่โตเอิกเกริกแต่อย่างใด”เจียงเซิ่นจือมิได้ใส่ใจคำแก้ตัวของนาง “ว่าต่อ”สาวใช้มิกล้าเงยหน้า ด้วยเกรงว่าจะถูกสายตาของคุณชายใหญ่ข่มขวัญจนตาย“บ่าวไปที่ตรอกถงฮวา ข้างร้านแป้งย่างตระกูลหวังมีบ้านอยู่หลังหนึ่ง คนบ้านนั้นทำงานรับใช้อยู่ในจวนขุนนางใหญ่ เขาเห็นกับตาว่าเจ้านายของบ้านหลังนั้น ลงมือสังหารสตรีในจวนนางหนึ่งเจ้าค่ะ...”วาจาสั่นเครือไม่กี่ประโยคหลังจากนั้น ทำให้เจียงเซิ่นจือตระหนักถึงบางสิ่งได้อย่างเฉียบไว“เจ้าหมายถึงตระกูลเว่ยแห่งตรอกชิงอวิ๋นหรือ?”เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรตรอกชิงอวิ๋นมีตระกูลเว่ยอยู่จริง ดำรงตำแหน่งรองเจ้ากรมกวงลู่ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ผู้ใดก็ดำรงตำแหน
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 137

ฟังจากความนัยแล้ว เห็นทีจะส่งคนไปจัดการเรียบร้อยแล้วถูกต้องเซวียหว่านอี้ผู้มิได้เอื้อนเอ่ยวาจามาโดยตลอดสังเกตเห็นว่า บ่าวรับใช้ข้างกายผู้พี่ที่ปลีกตัวออกไปอย่างเงียบเชียบเมื่อครู่ ป่านนี้ยังมิได้กลับมาคิดว่าคงจะพาคนไปสืบความด้วยตนเองเป็นแน่จวนกว่างผิงโหวหาได้เข้าร่วมการแก่งแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทไม่ทว่าเซวียหว่านอี้ได้รับสมรสพระราชทานกับเย่จั๋ว ตระกูลเจียงในฐานะตระกูลเกี่ยวดอง ในสายตาคนนอกย่อมถือว่าได้เลือกยืนอยู่ฝั่งองค์รัชทายาทแล้วองค์ชายห้าเก็บงำประกายมิดชิด เบื้องบนมีองค์ชายรองที่นำทัพจับศึกอยู่ภายนอก องค์ชายสามผู้ปรีชาสามารถแต่กลับยอมศิโรราบแก่องค์รัชทายาท รวมไปถึงองค์ชายสี่ที่ลุ่มหลงในศาสตร์อักษรและภาพวาด กล่าวได้ว่าแต่ละพระองค์ล้วนมีจุดเด่นแตกต่างกันไปองค์ชายห้าจึงดูมิได้โดดเด่นเพียงนั้นหากจะกล่าวว่าความเหิมเกริมของตระกูลเว่ยมิได้อาศัยบารมีขององค์ชายห้า จะเป็นไปได้อย่างไรก่อนหน้านี้เป็นเพียงเรื่องกระทบกระทั่งเล็กน้อย คนอื่นจึงไม่จำเป็นต้องถือสาหาความ เพื่อมิให้ถูกครหาว่าเป็นการขัดแย้งระหว่างพรรคพวก หรือจงใจเล่นงานองค์ชายห้าทว่าหากเรื่องนี้เป็นความจริง ย่อมต้อง
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 138

ณ ตำหนักเฟิ่งจ่าวฮองเฮาหรงประทับเด่นสง่าอยู่ ณ ตำแหน่งประธาน เบื้องล่างรายล้อมด้วยกุ้ยเฟยทั้งสองและเหล่าสนมชายาอีกกว่ายี่สิบนางหากเทียบกับวังหลังของฮ่องเต้องค์ก่อนแล้ว เหล่าสนมชายาของฝ่าบาทในรัชกาลปัจจุบันนับว่ามีจำนวนน้อยยิ่งนักที่มากที่สุดเห็นจะเป็นปฐมจักรพรรดิไท่จู่ที่มีสนมชายารวมแล้วเกือบแปดสิบนางหาใช่เพราะพระองค์มักมากในกามไร้ศีลธรรมไม่ หากแต่เป็นเพราะการกรำศึกรบพุ่งมาตลอดทาง สตรีในวังหลังจึงเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ ทว่าไม่มีผู้ใดสามารถก้าวล่วงภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากอย่างฮองเฮาฮุ่ยเสียนไปได้ราชวงศ์อวิ๋นไม่เหมือนราชวงศ์อื่น นับแต่สถาปนาแผ่นดินจวบจนบัดนี้เป็นเวลาร่วมร้อยปี มีจักรพรรดิครองราชย์สืบต่อกันมาสี่พระองค์นอกเหนือจากปฐมจักรพรรดิผู้ก่อตั้งราชวงศ์แล้ว องค์จักรพรรดิอีกสามพระองค์ที่เหลือล้วนเป็นพระโอรสองค์โตในสายเลือดมังกรแท้ที่ถือกำเนิดจากฮองเฮาทั้งสิ้นเป็นการสืบทอดราชบัลลังก์โดยองค์รัชทายาทอย่างถูกต้องตามครรลองคลองธรรม“ฝ่าบาทเสด็จ!”สิ้นเสียงขานก้องของขันที บุรุษรูปงามผู้สวมฉลองพระองค์ลายมังกรสีเหลืองสดใสก็ก้าวย่างเข้ามาด้วยท่วงท่าผ่าเผยยามเหล่าสนมชายาในตำหนักแลเห็น
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 139

ทว่าในทางกลับกัน เขาเองก็มิได้ปฏิบัติต่อบุตรคนอื่นอย่างเลวร้ายแต่อย่างใดหากเป็นฝีมือของตระกูลเว่ยจริง เขาจะไม่มีวันละเว้นโทษให้เป็นแน่แม้กระทั่งฮุ่ยกุ้ยเฟยและโอรสก็ต้องพลอยรับโทษทัณฑ์ไปด้วยแม่ทัพเจิ้นเวยพิทักษ์ชายแดนปกป้องแผ่นดิน สร้างความดีความชอบไว้มิใช่น้อยในการศึกทางเหนือ อีกทั้งยังต้องกลายเป็นคนพิการหากเป็นการลอบทำร้ายดั่งเช่นทั่วไป พระองค์อาจมิได้กริ้วถึงเพียงนี้ทว่าการทำร้ายคุณหนูตระกูลขุนนางนางหนึ่งจนต้องตายตกอย่างน่าอับอายเช่นนี้ หากกล่าวให้กว้างออกไป ย่อมกระทบต่อภาพลักษณ์ราชสำนักแห่งราชวงศ์อวิ๋น จะให้ละเว้นโทษทัณฑ์สถานเบาได้อย่างไรฮองเฮาหรงพลันกระจ่างแจ้ง มิน่าเล่าเมื่อครู่ยามเอ่ยถึงกรมกวงลู่ ฝ่าบาทจึงพูดว่ามิต้องรีบร้อนพี่ชายของฮุ่ยกุ้ยเฟย เป็นหนึ่งในรองเจ้ากรมกวงลู่นั่นเอง“คนผู้นั้นในตระกูลเว่ยคือผู้ใดหรือเพคะ?” นางเอ่ยถามรองเจ้ากรมเว่ยมีบุตรชายในเรือนมิใช่น้อย ทว่าล้วนเป็นคนดาษดื่นไร้ความสามารถหากมิใช่เพราะมีฮุ่ยกุ้ยเฟยหนุนหลัง ตำแหน่งรองเจ้ากรมเว่ยคงมิอาจนั่งได้อย่างมั่นคงฮ่องเต้เฉียนหยวนขมวดคิ้วมุ่น “ดูเหมือนจะเป็น เว่ยหงเฉิง”ฮองเฮาหรง “...”ดวงต
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 140

ฮูหยินเจียง “...”มือของนางสั่นเทาเล็กน้อย สีหน้าดูย่ำแย่ยิ่งนักยามได้ฟังข่าวคราวจากคนที่ส่งไปสืบความยังหนิงโจว เพลิงโทสะก็พลุ่งพล่านขึ้นกลางใจความบริสุทธิ์ของสตรีสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด นางกลับยอมวางยาคู่หมั้นและน้องสาวในตระกูลอย่างลับ ๆ เพื่อสลัดให้หลุดพ้นจากการแต่งงานกับจวนซือหม่าแห่งหนิงโจว“คุณชายน้อยตระกูลซือหม่าแห่งหนิงโจวมีใจปฏิพัทธ์ต่อแม่นางหมิงเยว่ ทว่าถูกวางแผนร้ายจนต้องร่วมหอลงโรงกับหลานสาวของหัวหน้าตระกูล จึงรู้สึกละอายใจต่อนางยิ่งนัก ด้วยเหตุนี้ เขาจึงรู้สึกรังเกียจสตรีจากบ้านหัวหน้าตระกูลผู้นั้นอยู่บ้าง”แม้ว่าเซวียฉงจะรับราชการอยู่ในเมืองหลวง ทั้งยังมีตำแหน่งเป็นขุนนางขั้นสามทว่าหนทางห่างไกลนับพันลี้ ย่อมไม่อาจคอยช่วยเหลือตระกูลเซวียได้ตลอดเวลามังกรพลัดถิ่นหรือจะสู้งูเจ้าที่ หากซือหม่าแห่งหนิงโจวคิดจะสั่งสอนตระกูลเซวียขึ้นมาจริง ๆ เกรงว่าเซวียฉงเองก็คงไม่อาจยื่นมือเข้าช่วยได้ในทันที“งานมงคลของทั้งสองกำหนดจัดขึ้นในเดือนหก และด้วยเหตุนี้ เหล่าสตรีตระกูลเซวียในหนิงโจวจึงมิอาจหลีกเลี่ยงข้อครหาจากผู้คนได้”ฮูหยินเจียงสีหน้าทะมึนลง คนที่มีจิตใจอำมหิตเช่นนี้ จะปล่อย
อ่านเพิ่มเติม
ก่อนหน้า
1
...
1213141516
...
21
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status