บททั้งหมดของ เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ: บทที่ 121 - บทที่ 130

208

บทที่ 121

เซวียหมิงเยว่พิศมองอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะย่อกายลงทำความเคารพอย่างนอบน้อมจากนั้นจึงเอ่ยทักทายคนกลุ่มนั้นที่อยู่เบื้องหน้าสตรีผู้หนึ่งในกลุ่มยิ้มกล่าวว่า “นี่คือหลานสาวของรองเสนาบดีเซวีย เพิ่งจะดั้นด้นจากหนิงโจวมาขอพึ่งใบบุญเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เอง”หลานสาวรึ?ชายหนุ่มลอบเลิกคิ้วขึ้นหากรับไว้เป็นอนุก็นับว่าเหมาะสมดีแต่หากจะยกย่องเป็นภรรยาเอกเกรงว่าจะมิสมควร บิดามารดาที่เรือนคงไม่ยินยอมเป็นแน่เซวียหมิงเยว่มิได้มีใจปฏิพัทธ์ต่อบุรุษเบื้องหน้าผู้นี้ การที่นางออกมาข้างนอกก็เพื่อเสาะหาโอกาสวาสนา มิใช่เสาะหา “บุรุษ”บุรุษนั้นมีอยู่ดาษดื่น ทว่าวาสนานั้นยากจะไขว่คว้าทว่าเซวียหมิงเยว่มิได้คิดอ่านเช่นนั้น ในเมื่อสามารถ “พานพบ” ย่อมต้อง “ไขว่คว้า” เอาไว้ให้จงได้ชาติตระกูลของนางต่ำต้อย หากยังคิดจะอยู่เฉยไม่แก่งแย่งชิงดี ชาตินี้คงจบสิ้นแล้วยอมเป็นภรรยาคนยากไร้ ดีกว่าเป็นอนุตระกูลสูงศักดิ์กระนั้นหรือ?ตระกูลยากไร้นั้นมีมาก จะมีสักกี่คนที่สามารถผงาดขึ้นมาได้อีกครา?น้อยเท่าหยิบมือเท่านั้นให้ผู้อื่นไปเป็นภรรยาคนยากไร้เถิด ส่วนนางจะขอเป็นอนุตระกูลสูงศักดิ์เองมิหนำซ้ำ นางยังปร
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 122

“หมิงเฟยมาแล้วหรือ นับแต่แต่งงานไป ก็หาโอกาสมารวมตัวกันได้ยากยิ่งนัก”แม่นางโจวเอ่ยทักทายก่อนหน้านี้พวกนางพอจะมีมิตรไมตรีต่อกันอยู่บ้าง ทว่านับตั้งแต่ฐานะของพี่น้องตระกูลเซวียสลับเปลี่ยนกัน อีกทั้งนางได้ออกเรือนไป แวดวงสมาคมจึงเปลี่ยนไปบ้างสตรีที่ยังไม่ออกเรือนกับสตรีที่ออกเรือนแล้ว ย่อมมีวงสังคมที่แตกต่างกันการไปมาหาสู่จึงย่อมน้อยลงไปโดยปริยายเซวียหมิงเฟยทรุดกายลงนั่ง สายตาจับจ้องไปที่เซวียหมิงเยว่ยามนี้นางดูเหมือนจะเฉิดฉายไม่น้อย เพิ่งเข้าเมืองหลวงมาได้ไม่กี่วัน ก็สนิทสนมกับสหายของนางถึงเพียงนี้มิหนำซ้ำยังได้รับคำชื่นชมอีกหรือ?ตระกูลเซวีย ถึงคราวต้องให้เด็กกำพร้าผู้นี้มาวางท่าลำพองใจตั้งแต่เมื่อใดกัน“ใช่ข้าไม่อยากมาร่วมวงกับพวกเจ้าเสียเมื่อไร? เป็นพวกเจ้าต่างหากที่รังเกียจว่าข้าออกเรือนแล้ว คุยกับพวกเจ้าไม่รู้ความ จึงไม่ส่งเทียบเชิญมาให้ข้า”ปากเอ่ยตัดพ้อ ทว่าแววตากลับเจือรอยยิ้ม มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคำหยอกเย้าแม่นางโจวกับคนอื่น ๆ มองหน้ากันแล้วหัวเราะร่า “หากเชิญเจ้ามา เจ้าก็อย่าได้เอ่ยถึงใต้เท้าฉู่ไม่หยุดปากต่อหน้าพวกเราเล่า”“พี่น้องคุยเรื่องประสาพี่น้อง เก
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 123

“ท่านแม่ได้เชิญแม่นมเรื่องมารยาทและอาจารย์หญิงมาประจำที่จวนแล้ว”เซวียหมิงเฟยไหนเลยจะยอมปล่อยนางไป “พี่หมิงเยว่ใกล้จะสิบแปดปีแล้ว หากยังไม่เร่งเพิ่มพูนความรู้ความสามารถ วันข้างหน้ายามต้องเจรจาสู่ขอเกรงว่าจะลำบาก อย่าได้ทำให้ความตั้งใจของท่านแม่ต้องเสียเปล่าเลย”นางลุกขึ้นยืน พลางมองแม่นางโจวและคนอื่น ๆ กล่าวว่า “อีกสองวันค่อยมาหาพวกเจ้า วันพรุ่งต้องกลับบ้านเดิมพร้อมกับสามี ยังมีธุระอีกไม่น้อยต้องจัดการ”“ไปเถิด ไปเถิด” หญิงสาวทั้งหลายต่างพากันเร่งเร้า “สตรีที่ออกเรือนไปแล้ว ทั้งดวงใจย่อมมอบให้แก่สามีจนหมดสิ้น”หลังจากเซวียหมิงเฟยจากไป ผู้คนต่างก็ทยอยแยกย้ายกันไปส่วนเซวียหมิงเยว่ที่ยืนเก้อกระดากอายอยู่ไกล ๆ นั้น ผู้ใดจะไปใส่ใจกันเครือข่ายความสัมพันธ์ที่นางหลงคิดว่าเพียรสร้างมาตลอดหลายวันนี้ ถูกเซวียหมิงเฟยทำลายลงอย่างง่ายดายด้วยวาจาเพียงไม่กี่คำข่าวนี้ล่วงรู้ไปถึงหูของเซวียหว่านอี้ นางมิได้แปลกใจแม้แต่น้อยในชาติก่อน สองคนนี้มิได้ข้องแวะกันเซวียหมิงเฟยเป็นคนชอบการถูกรายล้อมด้วยความสนใจ นี่เป็นนิสัยที่ถูกหล่อหลอมมาจากการเติบโตในตระกูลเซวียบัดนี้จู่ ๆ ก็มีเซวียหมิงเยว่โผล่เ
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 124

วาจายังมิทันกล่าวจบ ก็ถูกเซวียหมิงเฟยยกมือขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน“ผู้พี่มิจำเป็นต้องแก้ต่าง การกระทำของท่านได้บ่งบอกทุกสิ่งแล้ว ท้ายที่สุดย่อมไม่มีผู้ใดสามารถมุดเข้าไปในใจของท่าน เพื่อล่วงรู้ความคิดที่แท้จริงได้”“ผู้พี่เคยไตร่ตรองดูหรือไม่ ว่าการกระทำเช่นนี้ของท่าน จะนำมาซึ่งผลลัพธ์เช่นไร?”วาจานี้ ทำให้เซวียหมิงเยว่อดมิได้ที่จะตื่นตระหนกยิ่งกว่าเดิมเซวียหมิงเฟยประคองถ้วยชาด้วยกิริยาท่าทางอันงามสง่า แล้วจิบไปหนึ่งคำก่อนเอ่ยขึ้นว่า “เมืองหลวงนั้นคลาคล่ำไปด้วยเหล่าขุนนางผู้มีอำนาจ หากข้าเป็นผู้เอ่ยเตือน ท่านอาจคิดว่าข้าเพียงกล่าววาจาข่มขวัญให้หวาดกลัวเกินจริง เช่นนั้นให้ท่านแม่เป็นผู้บอกกล่าวแก่ท่านเถิด สตรีเช่นท่านที่เอาแต่พร่ำพรรณนาความทุกข์ยากของตนไปทั่ว ฮูหยินตราตั้งตระกูลใดจะยินดีรับท่านเป็นสะใภ้กัน?”“ไร้ซึ่งอำนาจหนุนหลัง วันทั้งวันเอาแต่โศกเศร้าเคล้าน้ำตา อีกทั้งร่างกายดูไปก็บอบบางขี้โรค ฮูหยินของตระกูลสูงศักดิ์มีหน้ามีตา จะยอมให้ท่านแต่งเข้าเรือนได้อย่างไร?”“ต่อให้เป็นเพียงอนุ ก็ยังนับว่าท่านอาจเอื้อมเกินตัวเสียด้วยซ้ำ”นางมิได้เห็นเซวียหมิงเยว่อยู่ในสายตามาตั้งแต่ต้น
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 125

เซวียหมิงเยว่ข่มความตระหนกที่อัดแน่นเต็มอก รับคำอย่างรู้ธรรมเนียม“เจ้าค่ะ ขอบพระคุณท่านอาสะใภ้”ฮูหยินเจียงโบกมือ “เจ้าอายุไม่น้อยแล้ว ข้ากับท่านอาของเจ้าจะช่วยหาตระกูลที่เหมาะสมให้ ไม่ปล่อยให้เจ้าต้องน้อยเนื้อต่ำใจเป็นแน่”“ขอบพระคุณท่านอาสะใภ้ หมิงเยว่แล้วแต่ท่านอากับท่านอาสะใภ้จะเมตตาเจ้าค่ะ” นางคาดหวังว่าฮูหยินเจียงจะไม่เลือกที่รักมักที่ชังเพิ่งจะไปสู่ขอการแต่งงานกับจวนเจิ้นกั๋วกงให้บุตรสาวแท้ ๆ ของตน แต่นางกลับต้องแต่งเข้าตระกูลเล็ก ๆหลังจากให้คนพานางกลับไปเรือนตนเองแล้ว ฮูหยินเจียงก็นวดคลึงหว่างคิ้ว รู้สึกปวดศีรษะยิ่งนักเซวียหมิงเฟยครุ่นคิดก่อนเอ่ยว่า “ท่านแม่ ตระกูลขุนนางทั่วไป นางคงไม่แลหรอกเจ้าค่ะ”ฮูหยินเจียงหันมามอง “เจ้าไปได้ยินอะไรมา หรือว่าพบเห็นสิ่งใดเข้า?”เซวียหมิงเฟยจึงถ่ายทอดข่าวคราวที่ได้รับมาในช่วงไม่กี่วันนี้ให้ฮูหยินเจียงรับทราบ“คุณชายตระกูลโจวดูเหมือนจะมีใจให้นาง แต่นางมิได้สนใจ”“วันก่อนรัชทายาทกับซื่อจื่อตระกูลหรงปรากฏตัวที่โรงน้ำชา นางก็รีบพาบ่าวรับใช้ตามไปทันที อีกวันหนึ่งก็เป็นโรงสุรา...”เมื่อสบสายตากับฮูหยินเจียง นางก็กล่าวด้วยน้ำเสียงมั่น
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 126

ในชาติก่อน เซวียหมิงเยว่เคยออกเรือนไปแล้วที่หนิงโจวหรืออาจเป็นเพราะวิถีชีวิตของทั้งสองชาตินี้แตกต่างกัน เซวียหมิงเยว่ในยามนี้จึงไม่รู้ความกระนั้นหรือ?ฮูหยินเจียงยิ้มกล่าวอยู่ด้านข้าง “ข้าได้ส่งคนกลับไปสืบความแล้ว อีกสักสิบวันแปดวันคงได้ข่าวคราว”นัยน์ตาของเซวียหมิงเฟยทอประกายวูบหนึ่ง “ท่านแม่ส่งคนไปสืบความเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ?”ฮูหยินเจียงกล่าว “ย่อมต้องสืบดูว่านางมีความประพฤติเสื่อมเสียอันใดหรือไม่ เพื่อมิให้กระทบกระเทือนถึงพ่อของพวกเจ้า”เซวียหมิงเฟยกล่าวเสริม “ยังต้องให้คนไปสืบเรื่องการแต่งงานของนางด้วยเจ้าค่ะ ว่าแท้จริงแล้วถูกถอนหมั้น หรือเป็นเพราะต้องการมายังเมืองหลวง จึงได้ใช้เล่ห์กลอันใดหรือไม่”ฮูหยินเจียงชะงักไปครู่หนึ่งนางมองดูบุตรสาวทั้งสอง พลางขยับกายให้นั่งตัวตรงขึ้นอย่างเชื่องช้า“ความหมายของเจ้าคือ การมงคลระหว่างนางกับตระกูลซือหม่าแห่งหนิงโจวนั้น อาจเป็นนางที่ถอนหมั้นด้วยตนเองกระนั้นหรือ?”เด็กคนนี้ เพิ่งจะออกเรือนไปได้ไม่นาน ก็รู้จักคิดอ่านเรื่องพรรค์นี้เสียแล้วคนในตระกูลฉู่นั้นเรียบง่ายยิ่งนัก ไม่ควรจะมีเรื่องคาวฉาวโฉ่เช่นนี้เกิดขึ้นฮูหยินเจียงย่อมมิอา
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 127

หวังว่าเซวียหมิงเยว่จะมิใช่คนต่ำช้าอย่างที่นางจินตนาการไว้ตัวนางต่ำช้านั้นเป็นเรื่องของตัวนางเองแต่ผู้อื่นจะทำเช่นนั้นมิได้เซวียหมิงเฟยมีความคิดอ่านเป็นของตนเองความต่ำช้าของนาง นางอดทนรับไหว เกิดมาสองชาติภพ ความมั่นใจเพียงเท่านี้ย่อมต้องมีอยู่แต่นางไม่เชื่อว่าเซวียหมิงเยว่จะทำได้การกระทำของอีกฝ่ายในหลายวันที่ผ่านมา ทำให้นางนึกอยากหัวเราะการได้มองดูการกระทำอวดฉลาดของ “คนโง่” จะไม่ให้น่าขันได้อย่างไร?ต่อให้เลวร้ายเพียงไร นางก็ไม่อยากเห็นบ้านเดิมต้องพลอยด่างพร้อยเพราะคนโง่เขลาอีกทั้งเซวียหมิงเยว่เป็นเพียงลูกพี่ลูกน้อง นางและเซวียหว่านอี้ต่างหากที่เป็นคุณหนูสายตรงของบ้านรอง จะยอมให้คนนอกมาทำแปดเปื้อนเกียรติยศวงศ์ตระกูลได้อย่างไรณ เรือนเฟิงเหอเซวียหมิงเยว่นอนระทวยอ่อนแรงอยู่บนตั่งเตียงยามนึกถึงคำตำหนิติเตียนระลอกแล้วระลอกเล่าของเซวียหมิงเฟยเมื่อครู่ ความโกรธเคืองและความหวาดกลัวในใจก็ปะปนกันจนแทบจะทานทนไม่ไหวหากเป็นดั่งที่นางกล่าวจริง การกระทำของตนในช่วงหลายวันนี้ ทำให้นางสูญเสียโอกาสในการแต่งเข้าตระกูลสูงศักดิ์ ผู้เดียวที่ยังพอจะไขว่คว้าไว้ได้ เห็นจะมีเพียงฉู่ยวนแล
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 128

ทันใดนั้นนางก็แสร้งทำสีหน้าตระหนักรู้ แล้วเอ่ยขึ้นว่า “ใต้เท้าฉู่ได้เลื่อนขั้น ดังคำท่านอาว่า มงคลซ้อนมงคล สุราจอกนี้ยังเปี่ยมด้วยความซาบซึ้งใจที่ข้ามีต่อท่านอาและท่านอาสะใภ้ ข้าขอคารวะด้วยการดื่มหมดจอกเจ้าค่ะ”วาจาของนางหนักแน่นจริงใจ แววตามุ่งมั่นใสซื่อ เซวียฉงจะไม่ยินดีได้อย่างไร“ดี ดี ดี เจ้าเด็กคนนี้ สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง วันหน้าเพลา ๆ เรื่องสุราลงบ้าง หมอประจำจวนมาตรวจดูอาการเจ้าแล้วหรือยัง?”เซวียหมิงเยว่พยักหน้า “รบกวนท่านอาต้องเป็นห่วงแล้ว อาการของหมิงเยว่นี้เกิดจากความโศกเศร้ามากเกินไปยามมารดาสิ้นบุญเมื่อครั้งเยาว์วัย ทำให้ร่างกายอ่อนแอภายหลัง แม้ไม่ร้ายแรงถึงแก่ชีวิต ทว่าก็ยากจะหายขาด อย่างไรเสียก็ไม่ถึงตาย หมิงเยว่ปลงตกแล้วเจ้าค่ะ”เมื่อตระหนักได้ว่าสายตาของทุกคนจับจ้องมาที่ตน เซวียหมิงเยว่จึงนั่งลงดังเดิมระหว่างคิ้วฉายแววอิสรเสรีและผ่อนคลาย ชวนให้ผู้คนต้องมองนางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเซวียหว่านอี้เมินเฉยต่อละครฉากนั้น ทว่าคนข้างกายกลับโกรธจนแทบจะหัวเราะออกมาเสียงหัวเราะเยาะหยันถูกซ่อนเร้นไว้หลังจอกสุรา หากมิใช่เพราะอยู่ใกล้ชิด นางคงมิอาจได้ยินไม่แปลกใจที่เซวียหมิ
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 129

เมื่อก้าวเท้ามาถึงหน้าประตูจวน เพลิงโทสะที่เดิมทีกดข่มเอาไว้พลันปะทุขึ้นมาอีกครา ยามเมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างของเซวียหมิงเยว่นางทอดสายตามองฉู่ยวนที่กำลังสนทนาอยู่กับเซวียมู่เจาด้วยแววตาอ่อนโยน กระทั่งแฝงแววอาลัยอาวรณ์ลึกซึ้ง ประหนึ่งกลัวว่าผู้อื่นจะดูไม่ออกนี่ถึงขั้นไม่คิดจะรักษาภาพลักษณ์กันแล้วใช่หรือไม่?“ยามนี้แล้ว เหตุใดผู้พี่ถึงยังไม่ไปร่ำเรียนกับท่านอาจารย์อีกเล่า?”นางมองเซวียหมิงเยว่เบื้องหน้าด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา “ผู้น้องได้รับการอบรมสั่งสอนจากชนชั้นสูงในวัง มิจำเป็นต้องจ้างอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมาเพิ่ม ทว่าอาจารย์ท่านนี้ท่านแม่เป็นผู้คัดเลือกเชิญเข้ามาในจวนด้วยตนเอง ก่อนหน้านี้ผู้พี่ออกไปข้างนอกทุกวี่วัน ปล่อยวันเวลาให้ผ่านเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ เหตุไฉนวันนี้ยังคิดจะอู้อีกหรือ?”เซวียหมิงเยว่ข่มกลั้นต่อวาจาเหน็บแนมของอีกฝ่าย ฝืนยิ้มอย่างอ่อนแอ “ผู้น้องกับใต้เท้าฉู่กำลังจะไปแล้ว ข้าเพียงแค่อยากออกมาส่งพวกเจ้าเท่านั้น รอพวกเจ้าคล้อยหลังไป ข้าก็จะไปหาท่านอาจารย์เอง”การกระทำเช่นนี้ของนางมิได้มีความผิดอันใด เซวียหมิงเยว่รู้ดี ทว่านั่นกลับยิ่งทำให้นางนึกรังเกียจ“ผู้พ
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 130

“คุณหนู คุณหนูเจ้าคะ...”ยามมองเซวียหมิงเยว่ที่ล้มพับกองอยู่บนพื้นอย่างอ่อนระโหยโรยแรง เซวียมู่เจาก็เหลือเพียงความจนใจเขาชี้มือไปที่นาง สี่โม่ก้าวเข้าไปอุ้มร่างนั้นขึ้น แล้วมุ่งหน้าไปยังเรือนเฟิงเหอทันที ส่วนบ่าวไพร่อีกคนรีบวิ่งไปเชิญท่านหมอ……ครั้นล่วงรู้ว่าคนทางเรือนเฟิงเหอเป็นลมล้มพับไป เซวียหว่านอี้ก็เพียงฟังไว้เป็นเรื่องขบขันเรื่องหนึ่งเท่านั้นเซวียหมิงเฟยผู้นั้นเป็นคนวางอำนาจอยู่บ้าง ซ้ำยังหลงตัวเอง และแน่นอนว่าความหยิ่งยโสก็มีมิใช่น้อยทว่าหากจะกล่าวว่านางเลวร้ายเพียงไร ก็มิได้ถึงขั้นนั้นชาติก่อน ยามที่ฐานะของทั้งสองยังมิได้เปิดเผย เซวียหมิงเฟยอย่างมากก็เพียงทำเมินเฉยใส่นาง ทว่ามิเคยทำให้นางต้องอับอายขายหน้าต่อธารกำนัลยิ่งมิเคยปล่อยให้ผู้ใดทุบตีหรือด่าทอนางการอบรมเลี้ยงดูของสตรีตระกูลขุนนาง ย่อมมิใช่วิธีการสกปรกโสมมเช่นนั้นดูท่า เซวียหมิงเยว่คงจะไปล่วงเกินนางเข้าให้แล้วจริง ๆ มิเช่นนั้นมีหรือจะถูกนางตะคอกใส่หน้าเช่นนี้“ข้างกายองค์ชายห้ามีคนเพิ่มมาคนหนึ่งเจ้าค่ะ”แม่นมเฉินประคองถ้วยน้ำแกงหวานเดินเข้ามาจากด้านนอก แล้ววางลงตรงหน้านางอย่างเบามือเซวียหว่านอี้เอ่
อ่านเพิ่มเติม
ก่อนหน้า
1
...
1112131415
...
21
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status