บททั้งหมดของ ซื่อจื่อรับอนุข้าขอลา บ้านนี้ก็พังไปหมด: บทที่ 231 - บทที่ 240

390

บทที่ 231  

เมื่อฉีซูเซี่ยนได้ฟังถ้อยคำของเมิ่งยางจบ ความคิดแรกที่แวบเข้ามา คือนางเสียสติไปแล้ว ภัยหนาวที่ม่อเป่ยอะไร? นิมิตหยั่งรู้อนาคตอะไร? ก่อนหน้านี้เขาเคยได้ยินมาว่า สตรีบางคนหลังจากแท้งบุตรจะถูกความเศร้าโศกกลัดกลุ้มเกาะกินจิตใจ จนก่อเกิดมารร้ายในใจขึ้นมา ทว่าคนที่เอาแต่ยืนกรานเสียงแข็งบอกว่าตนเองสามารถเห็นนิมิตในอนาคตได้เหมือนอย่างเมิ่งยาง… เขาเพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรกจริง ๆ ทว่าเมื่อสบสายตาของเมิ่งยาง เขากลับเริ่มรู้สึกไม่แน่ใจขึ้นมา “หากท่านซื่อจื่อไม่เชื่อ ไม่ใช่วันนี้ ก็พรุ่งนี้ จะมีองค์ชายพระองค์หนึ่งประสูติในวังหลวงแน่นอน” เหตุผลที่เมิ่งยางรู้เรื่องนี้ ก็เพราะว่าวันประสูติขององค์ชายพระองค์นี้ไม่เป็นมงคลยิ่งนัก ตรงกับวันที่ภัยหนาวเริ่มปรากฏเค้าลางพอดี… ต่อมาเมื่อภัยหนาวทวีความรุนแรงถึงขีดสุด ราชสำนักมิอาจจัดหาเสบียงอาหารและเครื่องนุ่งห่มกันหนาวได้เพียงพอ ผู้คนจำนวนไม่น้อยจึงพากันกล่าวโทษว่าต้นเหตุของพิบัติภัยหนาวรุนแรง ก็คือองค์ชายหกผู้นี้เอง เมิ่งยางยืนยันอย่างหนักแน่น ฉีซูเซี่ยนยังคงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จนกระทั่งในคืนนั้น เขาได้สืบรู้มาว่าในวังหลวงมีนางสนมยศต่ำท่าน
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 232

“ทว่าตัวข้ามิอาจสนใจสิ่งอื่นใดได้… ข้าเป็นเพียงสตรีตัวเล็ก ๆ ท้องฟ้าของข้า ก็คือท่านซื่อจื่อ ข้าเพียงปรารถนาให้ท่านซื่อจื่อได้ดีก็เท่านั้น”ความจริงแล้วตอนเริ่มแรกที่ร่วมมือกับองค์ชายสาม เมิ่งยางยังนึกไม่ออกด้วยซ้ำ เพราะความรู้ด้านประวัติศาสตร์ของนางย่ำแย่มากจริง ๆจนกระทั่งภายหลัง นางพยายามเค้นความทรงจำอย่างหนัก จึงพอนึกออกราง ๆ ว่ารัชทายาทลำดับถัดจากฮ่องเต้ฉงเซิ่งคล้ายจะเป็นองค์ชายลำดับที่สาม“ท่านซื่อจื่อลองนึกถึงองค์ชายสาม นึกถึงความดีความชอบจากการหนุนนำมังกรขึ้นสู่บัลลังก์ เพียงเป็นเงินสามแสนตำลึง หากซื่อจื่อมิได้กักตุนฝ้ายเอาไว้ล่วงหน้า ไม่แน่เมื่อถึงเวลานั้น ต่อให้ชาวบ้านเมืองม่อเป่ยจะหอบเงินมามากมายก็อาจจะซื้อฝ้ายไม่ได้ด้วยซ้ำ…”เมิ่งยางเอ่ยมาถึงตรงนี้ หยาดน้ำตาที่สั่นไหวอยู่บนแพขนตา ก็ร่วงเผาะลงมาฉีซูเซี่ยนเห็นนางเป็นเช่นนั้น หัวใจก็อ่อนยวบลงในที่สุดความจริงสิ่งที่เมิ่งยางกล่าวมาก็ไม่ผิด หากไม่มีผู้ใดล่วงรู้เรื่องภัยหนาวในม่อเป่ย ไม่มีผู้ใดกักตุนฝ้ายเอาไว้ล่วงหน้า บางทีเมื่อถึงเวลานั้นต่อให้มีเงินทองมากมายเพียงใดก็มิอาจซื้อชีวิตได้…ยิ่งไปกว่านั้น ก็แค่เงินสามแสนตำลึง
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 233

ประการที่สอง และเป็นสิ่งที่เขาปรารถนาจะทราบมากที่สุดในการมาครั้งนี้ “องค์หญิงทรงคาดการณ์ว่าจะกำหนดราคาฝ้ายไว้ที่เท่าใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”เขาเร่งเดินทางมาจากม่อเป่ยด้วยตนเอง ยามนี้ภัยหนาวยังไม่ปะทุขึ้น ทว่าราคาฝ้ายในท้องตลาดก็เริ่มพุ่งสูงขึ้นแล้วเมื่อวานนี้ราคาฝ้ายในจี้โจวขยับขึ้นจากสองร้อยอีแปะต่อหนึ่งชั่ง เป็นสามร้อยอีแปะแล้ว…แล้วองค์หญิงเล่า?นางกว้านซื้อฝ้ายเหล่านี้เอาไว้ เพื่อเก็งกำไร หรือเพื่อราษฎรในม่อเป่ยกันแน่?เซิ่งจือหว่านย่อมมิได้กระทำไปเพื่อเงินแน่เงินตำลึงที่ซางสิงอวี้ส่งมาจากเท่อตันบัดนี้มีส่วนหนึ่งตั้งกองอยู่ในร้านแลกเงินของตระกูลฉินตามที่ต่าง ๆ และอีกส่วนหนึ่งถูกลำเลียงไปที่เขาเสี่ยนหลงทว่านางก็มิอาจแจกจ่ายฝ้ายเหล่านี้ออกไปโดยไม่คิดเงินแม้แต่อีแปะเดียวได้ หากกระทำเช่นนั้นจะทำให้ตลาดปั่นป่วนเสียสมดุลได้ท้ายที่สุดเซิ่งจือหว่านจึงตัดสินใจกำหนดราคาฝ้ายให้อยู่ระหว่างสองร้อยห้าสิบอีแปะถึงสามร้อยอีแปะ ซึ่งเป็นราคาที่คนยากจนยังพอกัดฟันซื้อหามาได้ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องป้องกันไม่ให้พวกเศรษฐีผู้มีอำนาจทั้งรายน้อยรายใหญ่ฉวยโอกาสกักตุนสินค้ากอบโกยผลประโยชน์…ใต้หล้
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 234

หากตู้อี้จือกลับไปปรากฏตัวในถิ่นอิทธิพลของตระกูลตู้อีกครั้ง เมื่อหวนนึกถึงการถูกกดขี่ข่มเหงที่เคยผ่านมาเหล่านั้น…ขอบตาของนางตู้ก็แดงก่ำขึ้นมาทันที!“ท่านแม่ ครั้งนี้ลูกไปจี้โจวเพื่อคุ้มกันเสบียงอาหารและเสื้อนวมกันหนาวที่องค์หญิงบริจาคให้กองทัพใหญ่ม่อเป่ย หากตระกูลตู้คิดจะลงมือกับลูก ก็ต้องดูหน้าองค์หญิงชิ่งหนิงก่อนขอรับ”ก่อนหน้านี้ ฝ้ายที่ขนส่งผ่านทางน้ำและทางบกล้วนเป็นการเคลื่อนไหวในที่ลับ ส่วนขบวนที่เขาต้องรับหน้าที่คุ้มกันในวันพรุ่งนี้ เป็นการเคลื่อนไหวในที่แจ้งเปิดเผยต่อหน้าผู้คน“แต่… องค์หญิงเปลี่ยนให้คนอื่นไปแทนเจ้าไม่ได้เชียวหรือ?” นางตู้ยังคงไม่ยอมนางต้องการเพียงมีชีวิตอยู่รอด เรื่องอื่นใดนางไม่ต้องการทั้งสิ้นตู้อี้จือกลับจ้องมองนางนิ่ง ๆ พร้อมกล่าวอย่างหนักแน่น “ท่านแม่ไม่อยากคืนความบริสุทธิ์ให้ท่านพ่อ ไม่อยากให้โลงศพของท่านพ่อได้ฝังในสุสานบรรพชนแล้วหรือ?”อยากสิ… แต่นางตู้ไม่อยากให้บุตรชายต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงอันตรายมากกว่า!“ท่านแม่ หากลูกมิอาจล้างมลทินให้ท่านพ่อ มิอาจทำให้ท่านพ่อได้ฝังร่างในสุสานบรรพชนด้วยร่างกายที่สะอาดบริสุทธิ์ได้ ต่อให้มีชีวิตอยู่… ก็เสียแรงท
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 235

ปลายติ่งหูของเซิ่งจือหว่านร้อนขึ้นเล็กน้อยนางชอบซางสิงอวี้หรือ? คงกล่าวได้เพียงว่า… มีความชื่นชม มีความรู้สึกดีให้บ้างหากจะกล่าวว่าชอบก็คงยังไม่ถึงขั้นแต่ในภายภาคหน้า หากนางทำการใหญ่สำเร็จจริง ก็ไม่จำเป็นต้องครองตนเป็นผู้มีจิตใจผ่องแผ้วละทิ้งเรื่องทางโลกอีกต่อไปแล้วดังนั้นนางจึงมองเขาแล้วตอบอย่างเรียบเฉยว่า “ไม่รังเกียจ”แค่ไม่รังเกียจเองหรือ?ซางสิงอวี้รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่รู้สึกว่าควรเป็นเช่นนี้ถูกต้องแล้วแต่ไม่เป็นไร ตอนนี้ก็แค่ไม่รังเกียจ แต่หลังจากนี้จะต้องมีโอกาสแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกชอบ และชอบมากยิ่งขึ้นไปอีกแน่!ซางสิงอวี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ“ฉีซื่อจื่อ! ท่านเข้าไปไม่ได้!” ในตอนนั้นเอง เสียงของอั้นจื่อก็ดังมาจากด้านนอกดวงตาของเซิ่งจือหว่านฉายแววเกลียดชังขึ้นมาทันทีต้องแบบนี้สิถึงจะเรียกว่ารังเกียจ! ซางสิงอวี้แอบยิ้มร่าในใจมีเสียงต่อสู้แว่วดังมาจากด้านนอก เดาว่าหลิวซางกับฉีซูเซี่ยนคงเริ่มลงไม้ลงมือกันแล้ว“องค์หญิงจะให้ข้าน้อยออกไปจัดการหรือไม่?” ซางสิงอวี้กระตือรือร้นอยากลองออกไปประชันฝีมือทว่าเซิ่งจือหว่านกลับปรายตามองเขาปราดหนึ่ง ซางสิงอวี้
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 236

ใบหน้างามเลิศล้ำของเซิ่งจือหว่านเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “คงมิใช่ว่ายังคิดจะอาศัยเส้นสายของเราไปขอร้องให้ท่านปรมาจารย์ตู้รับฉีซูหล่างเป็นศิษย์อีกหรอกกระมัง?”ฉีซูเซี่ยนมีสีหน้ากระอักกระอ่วน “แต่ซูหล่างเพิ่งจะอายุสิบขวบ...”“สิบขวบแล้วอย่างไร?” เซิ่งจือหว่านเอ่ยขัดจังหวะเขา “หรือว่าซื่อจื่อจะลืมเรื่องที่เขาขโมยสินเดิมของเราไปแล้ว?”หืม—เรื่องขโมยอะไรกัน? แล้วขโมยสิ่งใด?ผู้คนต่างพากันเงี่ยหูฟังฉีซูเซี่ยนสีหน้าบึ้งตึงขึ้นมาทันที “เรื่องนั้นมันผ่านไปแล้ว!”เกรงว่าเรื่องที่เซิ่งจือหว่านเอ่ยถึงคงจะเป็นเรื่องนี้!“หึ” เซิ่งจือหว่านเย้ยหยัน “มิสู้ซื่อจื่อมาเดิมพันกับเราอีกสักครั้ง ที่นี่เลย ไปเชิญเจ้าสำนักศึกษาชิงหยุนมาสอบถามดู ว่าเป็นเราที่สั่งให้ไล่เขาออกจากสำนัก หรือเป็นเพราะตัวเขาทำสิ่งใดลงไป?”การที่สำนักศึกษาชิงหยุนกล้าไล่ฉีซูหล่างออกจากสำนักโดยไม่เห็นแก่หน้าท่านปรมาจารย์ตู้ จะต้องเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากเป็นแน่ ในใจของเซิ่งจือหว่านพอจะคาดเดาได้บ้างแล้วพอฉีซูเซี่ยนได้ยินเรื่องเดิมพัน ก็นึกถึงวันที่ท่านแม่ถูกนางหลอกจนตกหลุมพรางขึ้นมา...“อย่างไรกัน? ซื่อจื่อไม่เชื่อเรา แล้วไ
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 237

ดวงตาทั้งคู่ของฉีซูเซี่ยนจ้องมองไปที่เซิ่งจือหว่าน หวังจะมองเห็นความรู้สึกแม้เพียงเศษเสี้ยวบนใบหน้าของนางทว่า กลับไม่มีเลยนางเพียงแต่ยิ้ม ทั้งที่ความสูงด้อยกว่าเขา แต่ความเฉยชาในดวงตากลับข่มเขาจนพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียวกำปั้นทั้งสองข้างของเขาคลายออก และกลับมากำแน่นอีกครั้ง“หากฉีซื่อจื่อไม่อยากเลือกอย่างใดเลย ก็ไม่เป็นไร องค์หญิงย่อมไม่อาจรั้งตัวซื่อจื่อไว้ได้”ทางด้านล่าง เสียงของซางสิงอวี้ดังแว่วขึ้นมาอีกครั้งฉีซูเซี่ยนหลับตาลง มีหรือที่เขาจะไม่รู้?หากวันนี้เขาไม่ขอโทษ พรุ่งนี้ในราชสำนักย่อมมีฎีกาเพิ่มขึ้นมาอีกหลายฉบับ ที่จะฟ้องร้องเขากับจวนกั๋วกง เริ่มจากพี่หญิงพัวพันกับเกลือเถื่อน ตามด้วยบิดาแอบเลี้ยงอนุไว้นอกจวน จนถึงเรื่องที่เขาหย่าร้างกับเซิ่งจือหว่าน...หากเป็นเพียงการฟ้องร้องเขาเรื่องที่ล่วงเกินเบื้องสูงก็แล้วไป แต่ที่น่ากลัวคือ เรื่องที่ซูหล่างลอบสับเปลี่ยนสินเดิม หรือทั้งเรื่องอื่น ๆ ที่เขาทำไว้ก็จะล่วงรู้ถึงฝ่าบาทด้วย“ข้าเลือกรับโทษโบยสามสิบที!” ฉีซูเซี่ยนกัดฟันเอ่ยออกมาในที่สุดสิ้นเสียงคำพูดนั้น ซางสิงอวี้ก็เอ่ยต่อ “องค์หญิงทรงสะดวกจะลงทัณฑ์เองหรือไม่? หากไม
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 238

ทว่ายังไม่ทันที่ฉีกั๋วกงจะได้เอ่ยปากฉีซูเซี่ยนก็มองไปยังฉีซูหล่างที่อยู่ด้านข้างก่อน—“ซูหล่าง! บอกข้ามา เหตุใดเจ้าจึงถูกไล่ออกจากสำนักศึกษา?” น้ำเสียงของฉีซูเซี่ยนฟังดูดุดันฉีซูหล่างชะงักไป นัยน์ตาไหววูบ “ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน ท่านเจ้าสำนักเพียงแต่บอกว่าข้าไม่อาจอยู่ที่สำนักศึกษาได้อีกแล้ว”“พูดความจริงมา!” ฉีซูเซี่ยนคว้าตัวเขาไว้ทันทีฉีซูหล่างสะดุ้งสุดตัว สำหรับพี่ชายอย่างฉีซูเซี่ยนผู้นี้ เขาให้ความเคารพมาโดยตลอด และด้วยเหตุนี้ เขาจึงรู้สึกว่าเซิ่งจือหว่านที่เสนอตัวอยากจะแต่งงานกับพี่ชายของเขา ไม่คู่ควรจะเป็นพี่สะใภ้ของเขาเลยแม้แต่น้อยทว่าพอเซิ่งจือหว่านหย่าขาดขึ้นมาจริง ๆ กลายเป็นว่าแม้แต่สำนักศึกษาเขาก็ยังเข้าไปไม่ได้เสียแล้วในใจของฉีซูหล่างนั้นเคียดแค้นเซิ่งจือหว่านอย่างมากเมื่อถูกฉีซูเซี่ยนคว้าตัวไว้ ขอบตาของเขาก็เริ่มแดงก่ำขึ้นมาทันที“พอได้แล้ว! เจ้าจะขู่เขาเพราะเหตุใดกัน?” ฉีกั๋วกงหน้าดำคร่ำเครียด “แผลบนหลังของเจ้าเกิดอะไรขึ้น?”ฉีซูเซี่ยนสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในโรงน้ำชาให้ฟัง“อะไรนะ? นางบ้าไปแล้วหรือ?!” ฉีซูหล่างถลึงตาและขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เ
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 239

เซิ่งจือหว่านนั่งรออยู่ในห้องรับรองเป็นเวลาราวหนึ่งถ้วยชา ชายชราผู้หนึ่งในชุดคลุมสีเทา และผมขาวไปครึ่งศีรษะก็ค่อย ๆ เดินเข้ามาเซิ่งจือหว่านสั่งให้อั้นจื่อและคนอื่น ๆ คอยเฝ้าอยู่ด้านนอกประตูมิได้ถูกปิด ทว่าพวกนางก็เพิ่งจะเดินห่างออกมาสีหน้าที่ดูสำรวมและดูมีภูมิความรู้ของชายชราพลันเปลี่ยนไปทันที “ช่วงนี้องค์หญิงมีตำราหมากรุกเล่มใหม่บ้างหรือไม่? ข้าน้อยมีหมากกลกระดานหนึ่งที่แก้ไม่ตกมานาน องค์หญิงรีบมาช่วยข้าน้อยดูเร็วเถิด!”พูดพลางก็รอไม่ไหวจนต้องหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่สอดไว้ในตำราออกมาหลิวซางถึงกับสะดุดเท้าตนเอง นางสงสัยว่าตนเองฟังผิดไปหรือไม่?เหตุใดปรมาจารย์ตู้ถึงยังต้องขอคำชี้แนะเรื่องการเดินหมากจากองค์หญิงอีกเล่า?!ทว่านางก็ไม่กล้าแอบฟังคำสนทนาของนาย จึงเดินห่างออกไปอีกเซิ่งจือหว่านรู้นิสัยของปรมาจารย์ตู้มานานแล้ว เมื่อปีนั้นนางก็ใช้หมากกลกระดานหนึ่ง ทำให้เขายอมรับฉีซูหล่างเป็นศิษย์ทว่าวันนี้นางมาเพราะมีธุระอื่น จึงเลื่อนตำราหมากรุกนั้นออกไป“ท่านอาจารย์ตู้ทราบเรื่องที่ฉีซูหล่างถูกขับออกจากสำนักศึกษาแล้วหรือไม่?”ปรมาจารย์ตู้รู้อยู่แล้วว่านางมาเพื่อถามเรื่องนี้ เขาถอน
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 240

หญิงชรายื่นมือออกไปตามสัญชาตญาณเซิ่งจือหว่านขมวดคิ้ว พลางก้าวเท้าไปข้างหน้า“องค์หญิง...” ติงหลานอดไม่ได้ที่จะเอ่ยออกมาเบา ๆคนใกล้ตายที่ไม่เป็นมงคลเช่นนี้ องค์หญิงเสด็จมาเยี่ยมก็เกินพอแล้ว เหตุใดยังต้องเข้าใกล้อีกฝ่ายด้วยเล่า?“พวกเจ้าออกไปก่อน” เซิ่งจือหว่านกลับมิได้สนใจนางนางรู้สึกว่า... หญิงชราผู้นี้คล้ายมีบางอย่างจะพูดกับนางติงหลานถูกอั้นจื่อลากตัวออกไป ส่วนปรมาจารย์ตู้ยังไม่ทันได้สติ ก็ถูกหลิวซาง “เชิญ” ออกไปเช่นกันแววตาของหญิงชรายิ่งทอประกายสว่างขึ้น ตามระยะที่เซิ่งจือหว่านขยับเข้าใกล้ ดุจแสงเทียนที่เผาไหม้ไส้เทียนช่วงสุดท้ายก่อนจะดับมอด“ซืออวี้... เจ้า... เจ้าก็ออกไปด้วย!” หญิงชราเอ่ยปากเด็กหนุ่มไม่เต็มใจนัก ทว่าก็ไม่อยากขัดคำสั่งของท่านย่าเขาเดินออกจากห้องพลางหันหลังกลับมามองแทบทุกก้าวรอจนเขาออกไปแล้ว หญิงชราพยายามเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก คล้ายอยากจะมองเห็นเซิ่งจือหว่านให้ชัดเจนกว่านี้เซิ่งจือหว่านขมวดคิ้วหญิงชราส่งเสียงครืดคราดอยู่ในลำคอสองครั้ง มุมปากฉีกยิ้ม “เหมือน!... เหมือนเหลือเกิน... คุณหนู!”“เหมือนผู้ใด?” เซิ่งจือหว่านก้าวเข้าไปข้างหน้าหญิงชร
อ่านเพิ่มเติม
ก่อนหน้า
1
...
2223242526
...
39
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status