สำหรับ 'Raya and the Last Dragon' เสียงไทยของรายาถูกขับโดยอุรัสยา เสปอร์บันด์ ซึ่งฉันคิดว่าเหมาะกับคาแรกเตอร์คือทั้งเข้มแข็งและมีด้านอ่อนโยนพร้อมกัน เสียงเธอทำให้บทพูดที่เป็นส่วนตัวของรายาดูสมจริง เช่นช่วงที่พูดถึงความสูญเสียและความหวัง เสียงนั้นมีน้ำหนักพอที่จะทำให้ฉากสะเทือนอารมณ์มีพลังโดยไม่ต้องพยายามมาก
บอกเลยว่าฉันชอบการพากย์ของ Kelly Marie Tran ใน 'Raya and the Last Dragon' มาก—เธอคือคนพากย์เสียงตัวเอก Raya ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษ
เสียงของ Kelly มีความเข้มแข็งแบบไม่ต้องตะโกน และยังมีมิติเปราะบางที่ทำให้ตัวละครไม่กลายเป็นฮีโร่ไร้อารมณ์ ความกล้า ความระแวดระวัง และความเหงาที่ Raya เก็บไว้ภายใต้หน้ากากความมั่นใจ ถ้าลองนึกถึงฉากที่ Raya ต้องตัดสินใจเชื่อใจคนอื่นอีกครั้ง เสียงของเธอจะเปลี่ยนจากแข็งกร้าวเป็นนุ่มลงอย่างพอดี ทำให้ฉากซึ้ง ๆ มีแรงกระแทกมากขึ้น
นอกจากงานพากย์ในเรื่องนี้แล้ว Kelly ยังเป็นที่รู้จักจากบท Rose Tico ใน 'Star Wars: The Last Jedi' ซึ่งช่วยให้เห็นมุมที่ต่างออกไปของการแสดงใบหน้าและน้ำเสียง การที่เธอถูกเลือกมาพากย์ Raya ทำให้รู้สึกว่า Disney อยากสื่อความหลากหลายทางวัฒนธรรมจริงจัง เสียงของเธอทำให้ฉันรู้สึกเชื่อมโยงกับการเดินทางค้นหาอัตลักษณ์และความไว้วางใจของตัวละคร จบด้วยภาพความทรงจำของฉากสุดท้ายที่ผสานความหวังและความกล้า—ยังคงทำให้ฉันยิ้มได้ทุกครั้งที่นึกถึง
ฟังครั้งแรกแล้วรู้สึกว่าการพากย์ไทยของ 'Raya and the Last Dragon' เลือกโทนเสียงให้กับ Raya แตกต่างจากต้นฉบับอย่างชัดเจน เพราะการสื่ออารมณ์ในฉากปะทะกับ Namaari ถูกปรับจังหวะและการเน้นคำให้เข้ากับสำเนียงไทยมากขึ้น
ในมุมมองของคนดูวัยยี่สิบปลายที่รักงานพากย์ ผมเห็นว่าระหว่างฉากเผชิญหน้าที่เต็มไปด้วยความเครียด การพากย์ไทยเลือกให้เสียงของ Raya มีน้ำเสียงที่หนักแน่นและคมขึ้นเล็กน้อย จังหวะคำพูดถูกบีบให้กระชับเพื่อรักษาจังหวะหนังที่เร็วกว่าเวอร์ชันต้นฉบับ นอกจากนี้บทสนทนาบางประโยคถูกปรับให้ใช้น้ำเสียงที่เป็นทางการน้อยลงเพื่อให้ผู้ชมไทยเข้าถึงอารมณ์ความสูญเสียและความไม่ไว้วางใจกันได้ง่ายขึ้น
รายละเอียดเล็กๆ อย่างการเน้นพยางค์ในคำพูดสำคัญหรือการหยุดหายใจสั้นๆ ก่อนส่งบท ทำให้ฉากที่ Raya ตัดสินใจเสี่ยงเพื่อความไว้วางใจดูมีน้ำหนักแตกต่างไปจากของเดิม ฉากนี้จึงกลายเป็นตัวอย่างที่ดีของการแปลที่ไม่ใช่แค่แปลคำ แต่แปลจังหวะอารมณ์ด้วย ซึ่งโดยรวมแล้วทำให้การตัดสินใจของตัวละครอ่านง่ายขึ้นในบริบทภาษาท้องถิ่น และยังคงความเข้มข้นของซีนไว้ได้จนรู้สึกติดใจท้ายเรื่อง