ผมเลยไม่ได้ระบุรายชื่อนักแสดงตัวต่อตัวเพราะชื่อที่ให้มาไม่ตรงกับรายการหนังที่ผมจำได้จากแคตาล็อกหลัก แต่ถ้าคุณหมายถึงหนังโจรสลัดดังระดับฮอลลีวู้ดที่ถูกนำไปโปรโมตแรง ๆ ผมมักจะนึกถึงงานอย่าง 'Pirates of the Caribbean: Dead Men Tell No Tales' ซึ่งมีนักแสดงเด่นเช่น Johnny Depp และ Javier Bardem เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นหนังสายบีหรือหนังตลาดที่ตั้งชื่อใหม่ในไทย นักแสดงอาจเป็นนักแสดงรุ่นรอง หรือนักแสดงจากวงการอินดี้ซึ่งข้อมูลไม่กระจายกว้างนัก สรุปแล้วผมรู้สึกว่าชื่อเรื่องนี้มีแนวโน้มเป็นการตั้งชื่อเชิงการตลาดมากกว่าจะเป็นชื่อที่สัมพันธ์กับภาพยนตร์เรื่องเดียวที่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง
แค่ชื่อเรื่องก็ทำให้จินตนาการไหลไปถึงฉากเรือผีกับท้องฟ้ามืดมิดทันที — และเมื่อพูดถึงกองทัพโจรสลัดที่คืนชีพ ใจผมย่อมนึกถึงภาพยนตร์ชุดที่มีผีโจรสลัดเป็นศูนย์กลางมากที่สุดเรื่องหนึ่ง นั่นคือ 'Pirates of the Caribbean: Dead Men Tell No Tales' ซึ่งถ้าชื่อไทยที่คุณให้ไว้เป็นการแปลเชิงพาดหัวของหนังเรื่องนี้ รายชื่อนักแสดงหลักกับตัวละครที่พวกเขารับบทก็ค่อนข้างชัดเจนและมีคนรู้จักหลายคน
ผมชอบตรงที่คาแร็กเตอร์เด่นๆ ถูกถ่ายทอดโดยนักแสดงแบบมีเอกลักษณ์: Johnny Depp รับบทเป็นกัปตันแจ็ค สแปร์โรว์ (Captain Jack Sparrow) คนที่ทำให้ซีรีส์นี้มีทั้งความตลกชาญฉลาดและการแกว่งกรอบของฮีโร่ไปพร้อมกัน ส่วน Javier Bardem เล่นเป็นกัปตันอาร์มันโด ซาลาซาร์ (Captain Armando Salazar) ศัตรูตัวฉกาจที่กลับมาพร้อมความเป็นผีที่ชวนขนลุก ขณะเดียวกัน Brenton Thwaites มารับบทเป็น เฮนรี เทอร์เนอร์ (Henry Turner) ชายหนุ่มที่พยายามแก้คำสาปและหาทางช่วยครอบครัวของตัวเอง
Kaya Scodelario สร้างความสดใหม่ให้เรื่องด้วยบท คารีนา สมิธ (Carina Smyth) นักดาราศาสตร์ผู้ฉลาดและไม่ยอมแพ้ ขณะที่ Geoffrey Rush กลับมารับบทเฮคเตอร์ บาร์โบซา (Hector Barbossa) ในเวอร์ชั่นที่ทั้งซับซ้อนและขบขัน และ Kevin R. McNally เป็นตัวเสริมที่มั่นคงในบทจอแชมี กิบส์ (Joshamee Gibbs) ซึ่งเป็นมิตรและคนที่คอยย้ำความเป็นมนุษย์ในเรื่องที่พูดถึงผีและคำสาป
ฉันจำได้ว่าตอนเห็นโปสเตอร์ครั้งแรกก็รู้สึกว่าน่าจะเป็นหนังโจรสลัดบู๊ระห่ำแบบเดิม แต่จริงๆ แล้วชื่อนี้คือเวอร์ชันภาษาไทยของ 'Pirates of the Caribbean: Dead Men Tell No Tales' ซึ่งเข้าฉายในช่วงปลายพฤษภาคม พ.ศ. 2560 โดยออกฉายในสหรัฐอเมริกาวันที่ 26 พฤษภาคม 2017 และมีการฉายในหลายประเทศรอบๆ วันที่นั้นด้วย
โดยส่วนตัวแล้วฉันคิดว่าการวางโปรแกรมฉายในหลายประเทศแบบนี้ช่วยให้แฟรนไชส์ประเภทบล็อกบัสเตอร์อย่าง 'Pirates of the Caribbean' ได้กระจายกระแสอย่างรวดเร็วและสร้างบรรยากาศรอคอยก่อนเข้าฉายจริง ซึ่งสำหรับคนที่ชอบฉากโจรสลัดผสมความเหนือธรรมชาติ เรื่องนี้ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนของความพยายามผสมองค์ประกอบเก่าและใหม่เข้าด้วยกัน
นอกจากความน่ากลัวแล้ว ผู้เขียนยังให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร การทรยศ และการเสียสละ ฉากจบมีแนวโน้มที่จะให้ความรู้สึกทั้งหวังและขมขื่น—เหมือนที่เคยเห็นในหนังผจญภัยผสมสยองขวัญอย่าง 'Pirates of the Caribbean' แต่มีโทนความหลอนใกล้เคียงกับหนังซอมบี้คนติดตามอย่าง 'Train to Busan' ทั้งหมดนี้ทำให้ผมติดตามไปจนถึงหน้าในที่สุดและยังคงคิดถึงบรรยากาศนั้นอยู่เรื่อยๆ