คำว่า '
ประจิม' แปลตรงตัวว่า 'ทิศตะวันตก' แต่เวลามันถูกใส่ลงไปในชื่อเรื่องหรือตัวละคร มันมักจะแบกทั้งประวัติศาสตร์และอารมณ์มาให้ด้วย ไม่ใช่แค่บอกทิศทางอย่างเดียว คำนี้มีรากศัพท์จากบาลี-สันสกฤตที่สื่อถึงทิศตะวันตก จึงถูกใช้ในงานเล่าเรื่องตั้งแต่เรื่องเล่าพื้นบ้าน ไปจนถึงตำนานคลาสสิกเพื่อบอกจุดหมายหรือแหล่งกำเนิดที่แตกต่างออกไป ตัวอย่างที่ชัดเจนคือในตำนานการเดินทางที่มีการมุ่งหน้าไปทางตะวันตก ซึ่งมักจะสื่อทั้งการออกผจญภัย การค้นหาความจริง หรือแม้กระทั่งการแสวงบุญไปยังดินแดนที่ไกลและแปลกตาเหมือนกับ 'Journey to the West' ที่เป็นทั้งการเดินทางทางกายและจิตใจ
เมื่อนำมาใช้ในมังงะหรือนิยายร่วมสมัย ความหมายเชิงสัญลักษณ์จะเข้มข้นขึ้นอีก ชั้นหนึ่งคือภาพของดวงอาทิตย์ตก—ความรู้สึกของการสิ้นสุด วาระ ค่ำคืน หรือความโศก ซึ่งผู้เขียนมักเอามาเล่นเป็นธีมของตัวละครที่มีอดีตขมขื่นหรือชะตากรรมหม่นหมอง อีกชั้นคือความหมายถึง 'ฝั่งตะวันตก' ในความเป็นสากล หมายถึงต่างถิ่นหรือวัฒนธรรมที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งในบางเรื่องอาจสื่อถึงความทันสมัย ความเข้มแข็ง หรือแม้กระทั่งอำนาจจากต่างแดน อย่างเช่นในการ์ตูนที่แบ่งโลกออกเป็นโซนทิศต่าง ๆ การที่ตัวละครมาจากฝั่งตะวันตกมักแสดงถึงบุคลิกหรือภูมิหลังที่ต่างจากคนท้องถิ่น
และอีกมุมที่ผมมักชอบสังเกตก็คือความหมายเชิงพุทธศาสนาในวัฒนธรรมเอเชียตะวันออก—ทิศตะวันตกเชื่อมโยงกับแดนพุทธภูมิหรือดินแดนแห่งความสงบในบางความเชื่อ ทำให้คำว่า 'ประจิม' ถูกใช้อย่างคอนทราสต์ระหว่างความว่างเปล่าและความหวัง คนเขียนบางคนเลือกใช้ชื่อที่มีคำนี้เพื่อนำพาธีมการไถ่บาปหรือการตามหาความสงบกลับคืนมา สรุปคือเมื่อเจอคำว่า 'ประจิม' ในตำนานหรือมังงะ ให้มองทั้งสามชั้น—ด้านภูมิศาสตร์ ด้านสัญลักษณ์ของพระอาทิตย์ตก และด้านวัฒนธรรม/ศาสนา เพราะผู้สร้างมักเล่นกับความหมายเหล่านี้เพื่อให้ชื่อมีน้ำหนักและความลึกกว่าคำแปลตรงตัว เพื่อนำเสนอภาพตัวละครหรือสถานที่ที่มีทั้งความคาดหวังและเงามืดในเวลาเดียวกัน