เราเคยถูกดึงเข้าไปในโลกของ 'ลุงยาม' แบบที่ไม่ค่อยยอมปล่อยง่าย ๆ — เรื่องนี้ใช้ตัวละครไม่กี่คนแต่แต่ละคนหนักแน่นและมีมิติ จนรู้สึกว่ายังมีชีวิตอยู่หลังหน้ากระดาษ
คนแรกต้องเป็น 'ลุงยาม' เอง —
ชายวัยกลางคนที่ทำงานยามประจำอพาร์ตเมนต์เก่า ๆ นิสัยเก็บตัว พูดน้อย แต่สังเกตดี เขาเป็นแกนกลางของเรื่องทั้งทางกายภาพและอารมณ์ ความทรงจำในอดีตของเขากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ทำให้บทของเขาเต็มไปด้วยความตึงเครียดและความอบอุ่นในเวลาเดียวกัน
รองลงมาคือ 'พลอย' — หญิงสาวที่ย้ายเข้ามาเช่าอพาร์ตเมนต์ของลุง เธอเป็นเหมือนหน้าต่างให้ผู้อ่านเห็นด้านอ่อนโยนและด้านขัดแย้งของสังคมเมือง พลอยไม่ได้แค่เป็นตัวเชื่อมระหว่างลุงยามกับผู้อยู่อาศัยคนอื่น ๆ แต่ยังเป็นแหล่งความหวังและคำถามของเรื่อง ตัวละครนี้ทำให้บทสนทนาและความสัมพันธ์ในเรื่องมีพลัง
อีกคนที่ขาดไม่ได้คือ 'เพื่อนยาม' หรือหนุ่มรุ่นใหม่ที่ทำงานพาร์ทไทม์กับลุง เขานำมุมมองของคนรุ่นใหม่มาเปรียบเทียบกับวิธีคิดดั้งเดิม มีทั้งความห่วงใยและความไม่เข้าใจ ซึ่งผลักดันให้เกิดการปะทะทางอารมณ์ที่น่าจดจำ
นอกจากนั้นยังมีตัวละครสมทบสำคัญอย่างเจ้าของอพาร์ตเมนต์ที่ดูเหมือนไม่ค่อยสนใจ แต่กลับมีอิทธิพลต่อสภาพแวดล้อมและชะตาชีวิตของผู้อยู่อาศัย และเพื่อนบ้านคนอื่น ๆ ที่แต่ละคนสะท้อนแง่มุมของสังคมเมือง — บางคนเป็นคู่แต่งงานที่เหนื่อยล้า, บางคนเป็นนักศึกษา, บางคนเป็นคนเงียบ ๆ ที่เก็บความลับ ทุกตัวช่วยสร้างบรรยากาศให้เรื่องมีความหลากหลาย
ฉากที่ชอบที่สุดคือฉากยามดึกที่ลุงยามกับพลอยนั่งมองไฟที่สลัว ๆ แล้วเริ่มแชร์เรื่องราวชีวิตกัน — มันทำให้เห็นว่าแม้ตัวละครจะไม่ได้มีชื่อเสียงหรือพลังพิเศษ แต่การเล่าเรื่องด้วยมุมมองใกล้ชิดทำให้พวกเขากลายเป็นคนที่เราห่วงใย เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของยามคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของชุมชนขนาดย่อมที่มีแรงดึงดูดในแบบเงียบ ๆ