1 คำตอบ2026-02-14 12:39:38
ประเด็นเกี่ยวกับอัลเฟรด โนเบลและไดนาไมต์เป็นเรื่องที่ผมมักจะเล่าให้เพื่อนฟัง เพราะมันรวมทั้งความฉลาดทางวิทยาศาสตร์และความขัดแย้งทางจริยธรรมไว้ด้วยกัน โนเบลซึ่งเป็นนักประดิษฐ์ชาวสวีเดน ได้พัฒนาไดนาไมต์ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 โดยแก้ปัญหาหลักของไนโตรกลีเซอรินที่ระเบิดได้ง่ายจนอันตราย เขาใส่วัสดุดูดซับอย่างคีเซลกูร์ (diatomaceous earth) ทำให้สารผสมนี้สามารถควบคุมการจุดระเบิดได้อย่างปลอดภัยขึ้นและจดสิทธิบัตรในปี 1867 ผลลัพธ์นั้นทันทีที่เปลี่ยนแปลงการทำงานในเหมือง งานก่อสร้าง และการคมนาคมอย่างรวดเร็ว เพราะงานระเบิดหินยักษ์หรือขยายอุโมงค์กลายเป็นเรื่องที่ทำได้เร็วขึ้น ถูกกว่า และแม่นยำขึ้นมาก
ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมของไดนาไมต์ก็ดูกว้างขวาง ทั้งในแง่บวกและลบ ในด้านบวก ไดนาไมต์ทำให้การสร้างเส้นทางรถไฟ เขื่อน อุโมงค์ และโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เป็นไปได้ในระยะเวลาที่สั้นลงและต้นทุนที่ต่ำลง ยกตัวอย่างเช่นการขุดช่องแคบหรือการขยายเหมืองถ่านหินและแร่ทำได้เร็วขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจแปรเปลี่ยนและอุตสาหกรรมก้าวหน้า แต่ก็ต้องยอมรับว่าการใช้ระเบิดสำหรับกิจกรรมเหล่านี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์อย่างถาวรและบางครั้งทำลายสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้เทคโนโลยีการระเบิดที่ถูกพัฒนาเพื่อใช้ในงานปกติก็ถูกปรับใช้ในทางทหาร ทำให้อาวุธระเบิดมีประสิทธิภาพมากขึ้นและเพิ่มความร้ายแรงของสงครามในยุคต่อมา
ความขัดแย้งนี้เองที่ชัดเจนในตัวโนเบล เขาเก็บตัวเป็นคนค่อนข้างสันโดษ มีอารมณ์ศิลปินผสมวิทยาศาสตร์ และเมื่อเห็นผลกระทบของสิ่งประดิษฐ์ บางบันทึกชี้ว่าเขากังวลต่อภาพลักษณ์ของตนเองในสังคม ซึ่งนำไปสู่การตั้งพินัยกรรมเพื่อจัดตั้งรางวัลที่ชื่อว่า 'รางวัลโนเบล' เพื่อมอบให้กับผู้ที่สร้างคุณูปการแก่มนุษยชาติในสาขาวิทยาศาสตร์ วรรณกรรม และสันติภาพ การตัดสินใจนี้แสดงความพยายามที่จะเปลี่ยนมรดกของตัวเองให้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่เป็นบวกต่อไป แม้ว่าความทับซ้อนของผลดีและผลร้ายจากเทคโนโลยีที่เขาให้กำเนิดจะยังคงเป็นบทเรียนที่ซับซ้อน
โดยส่วนตัว ผมมองว่าเรื่องราวของโนเบลกับไดนาไมต์เป็นตัวอย่างสำคัญของสองด้านของนวัตกรรม เมื่อเทคโนโลยีเพิ่มพลังในการทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จ มันนำมาซึ่งความเจริญและความเสี่ยงไปพร้อมกัน การรับผิดชอบในการใช้เทคโนโลยีจึงสำคัญไม่แพ้การคิดค้นเทคโนโลยีเอง และการที่มรดกของโนเบลถูกนำไปใช้เพื่อเชิดชูผลงานด้านสันติภาพและวิทยาศาสตร์ก็ทำให้ผมรู้สึกว่าคนเราสามารถเลือกชี้นำผลลัพธ์จากสิ่งที่เราสร้างได้ แม้จะเริ่มต้นจากความตั้งใจที่ซับซ้อนก็ตาม
1 คำตอบ2026-02-14 17:56:37
น่าแปลกใจที่ชีวิตของอัลเฟรด โนเบลไม่ได้เป็นแค่เรื่องของนักประดิษฐ์ผู้คิดค้น ’ไดนาไมต์’ เท่านั้น แต่เต็มไปด้วยรายละเอียดส่วนตัวและมุมมองที่คนทั่วไปมักไม่ค่อยพูดถึง ผมมักนึกถึงภาพเขาในฐานะคนเก็บตัวที่หลงใหลทั้งวิทยาศาสตร์และวรรณกรรม เกิดในปี 1833 ที่สต็อกโฮล์ม ครอบครัวของเขา โดยเฉพาะบิดา อิมมานูเอล โนเบล มีธุรกิจด้านวิศวกรรมและเครื่องจักรที่ทำงานในรัสเซีย ทำให้อัลเฟรดใช้เวลาเยาว์วัยทั้งในสวีเดนและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก งานทดลองและการเดินทางต่างประเทศทำให้เขาพูดได้หลายภาษาและมีเครือข่ายกว้างขวาง นอกจากการถือครองสิทธิบัตรจำนวนมาก (ตัวเลขที่คุ้นกันคือประมาณ 355 ฉบับ) เขายังลงทุนในกิจการต่างๆ จนมีทรัพย์มากพอที่จะปล่อยให้เป็นมรดกต่อไป
ผมมองว่าความเป็นคนจิตใจละเอียดอ่อนของเขาเป็นจุดที่หลายคนไม่ค่อยทราบ โนเบลเขียนกวีนิพนธ์และบทละครบางชิ้น ซึ่งแสดงให้เห็นมุมที่อ่อนไหวและคิดมากกว่าภาพลักษณ์ของนักประดิษฐ์เพียงอย่างเดียว อีกเรื่องที่มักถูกพูดถึงในหมู่นักประวัติศาสตร์คือเหตุการณ์พาดหัวข่าวผิดพลาดในสื่อฝรั่งเศสเมื่อปี 1888 ซึ่งเป็นประกาศการตายของน้องชายของเขา แต่พาดหัวนั้นเรียกเขาว่า ’พ่อค้าความตาย’ (’Le marchand de la mort est mort’) ตรงนี้ทำให้เขาเริ่มคิดทบทวนเรื่องชื่อเสียงและมรดกที่ตัวเองจะทิ้งไว้ในโลก มากไปกว่านั้น เขามีความสัมพันธ์ทางปัญญากับนักเขียนผู้สนับสนุนสันติภาพอย่างเบอร์ทา ฟอน ซูตเนอร์ ซึ่งเชื่อกันว่ามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจจะจัดตั้งรางวัลเพื่อสันติภาพและความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์และศิลปะ
แง่มุมส่วนตัวอื่นที่ผมคิดว่าน่าสนใจคือเขาไม่เคยแต่งงานและไม่มีทายาทโดยตรง ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ทรัพย์สินมหาศาลของเขากลายเป็นมูลนิธิรางวัล โนเบลตามพินัยกรรมปี 1895 ที่เขาเขียนไว้ก่อนตาย พินัยกรรมดังกล่าวสร้างความประหลาดใจและถูกฟ้องร้องท้าทายหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ถูกนำไปปฏิบัติและมอบรางวัลครั้งแรกในปี 1901 รางวัลที่ตั้งขึ้นสอดคล้องกับความขัดแย้งภายในตัวเขาเอง—คนที่ประดิษฐ์สิ่งที่ถูกนำมาใช้ในสงคราม กลับต้องการให้ทุนสนับสนุนความก้าวหน้าของมนุษยชาติในทางที่ดีขึ้น เรื่องราวนี้ให้ความรู้สึกสะเทือนใจและเต็มไปด้วยความย้อนแย้งซึ่งผมมักคิดถึงเสมอ
โดยรวมแล้ว โนเบลเป็นคนที่ซับซ้อนมากกว่าภาพลักษณ์ภายนอก ผมมักรู้สึกว่าการได้รู้รายละเอียดแง่มุมชีวิตส่วนตัวของเขาช่วยให้เข้าใจที่มาของ ’Nobel Prize’ มากขึ้น—มันไม่ใช่แค่การบริจาคเงิน แต่มาจากการไตร่ตรองและความหวังจะเปลี่ยนชื่อเสียงและมรดกทางประวัติศาสตร์ให้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อมนุษยชาติ นี่เป็นความคิดที่ทำให้ผมรู้สึกทั้งเศร้าและเต็มไปด้วยความเคารพต่อการตัดสินใจของเขา
2 คำตอบ2026-02-14 14:38:36
ชีวิตช่วงสุดท้ายของอัลเฟด โนเบลมีบรรยากาศเงียบ ๆ แบบที่ทำให้คนทำงานทั้งชีวิตกับสิ่งประดิษฐ์และธุรกิจต้องหันมาทบทวนตัวเองบ่อยครั้ง ผมมองเห็นภาพเขาย้ายไปพำนักในเมืองริมทะเลอย่างซานเรโมเพื่อหวังหาคลายความทรมานจากโรคเรื้อรังและอากาศที่อ่อนโยนกว่า ผมจำได้ว่าช่วงปลายชีวิตของเขาไม่ได้เต็มไปด้วยงานทดลองดังเดิม แต่กลายเป็นการจัดการมรดก ความสัมพันธ์ทางจดหมาย และการคิดถึงว่าชื่อของเขาจะถูกจดจำอย่างไร หลังจากที่มีข่าวลือและเรื่องราวที่ทำให้เขาได้รับฉายาที่ไม่พึงประสงค์ เหตุการณ์นั้นผลักดันให้เขาตัดสินใจเขียนพินัยกรรมฉบับสำคัญในปี 1895 เพื่อเปลี่ยนเส้นทางของมรดกให้เป็นรางวัลสำหรับผู้ที่ทำประโยชน์ต่อมนุษยชาติ การอ่านพาดหัวข่าวร้ายแรงเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของตัวเอง เช่นวลีที่สื่อถึงการเป็น 'พ่อค้าความตาย' ในภาษาฝรั่งเศส ('Le marchand de la mort est mort') กลายเป็นตัวจุดชนวนที่แสดงให้เห็นว่าเขาอยากให้ชื่อของเขาห่างไกลจากคำจำกัดความแบบนั้น สภาพร่างกายของเขาไม่ค่อยดีนักในช่วงท้าย ทั้งอาการเจ็บหน้าอก ความเหนื่อยง่าย และปัญหาเกี่ยวกับระบบหลอดเลือด ซึ่งในที่สุดนำไปสู่โรคหลอดเลือดสมองอย่างรุนแรง เขาเสียชีวิตที่ซานเรโมเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1896 ด้วยวัย 63 ปี เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากช่วงเวลาที่เขาใช้เรียบเรียงความคิดเกี่ยวกับมรดกทางปัญญาและวิธีการทำให้ทรัพย์สินของเขาเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นมากที่สุด ผมรู้สึกว่าในวาระสุดท้าย โนเบลไม่ได้อยู่กับการประดิษฐ์แบบคนหนุ่ม แต่เป็นคนที่พยายามมองอนาคตผ่านการตั้งค่ารางวัลที่จะกระตุ้นการค้นคว้าและความก้าวหน้าในด้านต่าง ๆ ของมนุษยชาติ ความสงบของเมืองริมหาด การเดินทางที่น้อยลง และการสนทนาผ่านจดหมายกลายเป็นภาพจำสุดท้ายสำหรับคนที่เคยเดินทางไปรอบยุโรปและมีโรงงานหลายแห่ง แววตาของเขาในจุดนั้นคงเต็มไปด้วยความหนักแน่นและการตัดสินใจที่มุ่งหวังผลดีต่อผู้อื่น มากกว่าแค่การยึดติดกับชื่อเสียงทางอุตสาหกรรม การจากไปของเขานำมาซึ่งงานจัดการพินัยกรรมที่ซับซ้อน แต่ในท้ายที่สุดแนวคิดของรางวัลที่เขาทิ้งไว้ก็เปลี่ยนวิธีที่โลกให้เกียรติผู้สร้างสรรค์และนักคิดไปตลอดกาล มันเป็นจุดเปลี่ยนที่ผมมองว่าแสดงถึงการเติบโตทางจิตใจของชายคนหนึ่งก่อนสายเกินไป
1 คำตอบ2026-02-14 15:31:08
ตั้งแต่เริ่มสนใจเรื่องประวัติศาสตร์คนดัง ผมถูกดึงเข้าไปสู่ความขัดแย้งรอบ ๆ มรดกของอัลเฟรด โนเบล เพราะมันเต็มไปด้วยพาราดอกซ์ที่น่าตื่นเต้นและชวนถกเถียง โดยภาพจำของเขาที่ถูกเล่าต่อกันมาคือเศรษฐีผู้ประดิษฐ์ดินระเบิดและจากความรู้สึกผิดต่อคำวิจารณ์ว่าเป็น 'พ่อค้าความตาย' จึงตัดสินใจมอบทรัพย์สินให้เป็นรางวัลแก่คนที่ทำประโยชน์ต่อมนุษยชาติ แต่คำถามว่ามรดกนั้นสะท้อนความสำนึกผิดจริงหรือเป็นการชำระบัญชีทางสังคมอย่างชาญฉลาด กลายเป็นแก่นปัญหาที่นักประวัติศาสตร์ นักปรัชญา และสังคมวิทยามักหยิบมาถกเถียง สิ่งที่ผมสนใจคือความไม่ลงรอยกันระหว่างแหล่งทุนที่สร้างขึ้นจากอุตสาหกรรมอาวุธกับผลลัพธ์ที่ถูกยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพและความก้าวหน้าอย่างสูงสุด
ในแง่ของการดำเนินงาน สถาบันที่เกิดจากพินัยกรรมของโนเบลถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีความลำเอียงและการเมืองแอบแฝงอยู่ไม่น้อย ตั้งแต่การตัดสินผู้ได้รับรางวัลที่บางครั้งถูกมองว่าเอียงไปทางตะวันตกหรือมีอคติทางชาติ และการเลือกผู้ได้รับรางวัลสันติภาพที่ก่อให้เกิดความโกรธแค้น เช่นกรณีที่บางคนเห็นว่ารางวัลถูกมอบให้แก่บุคคลที่มีประวัติการตัดสินใจทางการทูตหรือทหารที่ขัดแย้ง นอกจากนี้ยังมีเสียงตำหนิเกี่ยวกับความล้มเหลวในการยอมรับผลงานที่เป็นกลุ่มหรือผู้หญิงจำนวนมากที่ถูกมองข้ามเป็นเวลานาน ปัญหาเรื่องการแบ่งรางวัลสูงสุดเพียงสามคนต่อรางวัลหนึ่งก็ดูไม่ทันสมัยเมื่อการค้นพบทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เป็นความพยายามของทีมขนาดใหญ่ ความลับและความไม่โปร่งใสของคณะกรรมการบางครั้งยิ่งทำให้ความน่าเชื่อถือของรางวัลถูกตั้งคำถาม
ด้านจริยธรรม มรดกของโนเบลถูกหยิบยกมาวิเคราะห์ในมิติที่ลึกกว่าแค่ชื่อเสียงของรางวัล หลายคนตั้งคำถามว่าการนำเงินที่ได้จากการขายอาวุธมาสนับสนุนรางวัลสันติภาพหรือรางวัลด้านวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องถูกต้องหรือไม่ ขณะที่อีกฝ่ายชี้ว่าผลของรางวัลช่วยพัฒนาองค์ความรู้และแรงจูงใจให้คนทำสิ่งดี ๆ ต่อสังคม แต่ผมไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามีความขัดแย้งเชิงสัญลักษณ์ที่คนจำนวนหนึ่งยังรู้สึกได้ เช่นเดียวกับข้อวิจารณ์ว่าเกณฑ์ในการให้รางวัลนั้นกว้างและตีความได้หลายแบบ ทำให้เกิดข้อถกเถียงเชิงประวัติศาสตร์และการเมืองอย่างต่อเนื่อง
ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวของอัลเฟรด โนเบลกับมรดกของเขาเป็นบทเรียนที่ซับซ้อนและชวนให้คิดต่อ คนหนึ่งคนสามารถสร้างทั้งสิ่งที่ทำลายและสิ่งที่บำรุงรักษาได้พร้อมกัน รางวัลที่เกิดขึ้นจากพินัยกรรมของเขาไม่ใช่แค่รางวัลในเชิงสัญลักษณ์ แต่ยังเป็นเวทีสะท้อนความขัดแย้งและค่านิยมของสังคมในแต่ละยุค ผมรู้สึกว่าสิ่งที่สำคัญคือต้องยอมรับความขัดแย้งเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงยกย่องหรือประณามอย่างเดียว เพราะการถกเถียงตลอดเวลานั้นเองที่ทำให้มรดกของโนเบลยังคงมีชีวิตและมีความหมายต่อคนรุ่นใหม่
1 คำตอบ2026-02-14 01:04:27
ตำนานที่เล่ากันบ่อยเรื่องเหตุผลที่อัลเฟรด โนเบลก่อตั้งรางวัลโนเบลมีความซับซ้อนกว่าที่คำพูดสั้นๆ จะบอกได้ และฉันชอบไล่ภาพเรื่องราวนี้แบบทีละช็อต เพราะมันบอกอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับคนกับความรับผิดชอบทางจริยธรรมของเทคโนโลยี โนเบลเป็นนักประดิษฐ์และนักธุรกิจที่ร่ำรวยในศตวรรษที่ 19 มีผลงานสำคัญคือการคิดค้นไดนาไมต์ที่เปลี่ยนทั้งอุตสาหกรรมก่อสร้างและการทำสงคราม แม้ชีวิตส่วนตัวของเขาจะค่อนข้างโดดเดี่ยว แต่เขาก็เป็นคนมีความรู้กว้างและสนใจด้านวรรณกรรม วิทยาศาสตร์ และการเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพด้วย ทรัพย์สมบัติที่สะสมไว้จำนวนมากถูกทิ้งไว้ในพินัยกรรมที่เขาจัดทำไว้เมื่อปี 1895 เพื่อให้ตั้งมูลนิธิและมอบรางวัลแก่ผู้ที่ 'มอบประโยชน์สูงสุดแก่มวลมนุษยชาติ' ซึ่งเป็นแนวคิดที่ยังคงสะท้อนจุดมุ่งหมายของรางวัลมาจนถึงทุกวันนี้
แรงผลักดันหลักๆ ที่ทำให้เขาตัดสินใจแบบนี้ไม่ได้มาจากปรัชญาล้วนๆ แต่ผสมผสานทั้งความสำนึกผิด ความกังวลต่อภาพลักษณ์ และอิทธิพลจากผู้คนรอบตัว งานเขียนพาดหัวข่าวที่เรียกเขาว่า "พ่อค้ามรณะ" หลังจากที่สื่อพิมพ์ข้อความสะกดผิดเกี่ยวกับนามสกุลของพี่ชายของเขา เรียกความสนใจไปที่ผลกระทบด้านลบของอาวุธที่เขามีส่วนพัฒนา ทำให้โนเบลใคร่ครวญถึงมรดกที่เขาจะทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง นอกจากนี้ความสัมพันธ์กับนักสันทนาการสันติภาพอย่างเบอร์ธา ฟอน ซุตเนอร์ ยังถูกมองว่าเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เขาให้ความสำคัญกับรางวัลด้านสันติภาพ ส่วนรางวัลสาขาวิทยาศาสตร์และวรรณกรรมสะท้อนความเคารพต่อความก้าวหน้าทางความรู้และศิลปะที่เขาเห็นว่าทำให้โลกดีขึ้น แม้เหตุผลของเขาจะมีความขัดแย้งระหว่างนักประดิษฐ์ผู้สร้างเครื่องมือทำลายและความปรารถนาจะได้ชื่อเสียงในเชิงบวก แต่นั่นแหละที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจ
ผลลัพธ์ของพินัยกรรมไม่ได้ราบรื่นทันที ญาติพี่น้องบางคนคัดค้านและต้องใช้เวลาจัดการทางกฎหมายพอสมควร แต่ในที่สุดรางวัลก็เริ่มมอบครั้งแรกในปี 1901 โดยสถาบันต่างๆ ในสวีเดนและนอร์เวย์เป็นผู้รับผิดชอบการคัดเลือก ผู้ที่คว้ารางวัลในสาขาฟิสิกส์ เคมี สรีรวิทยาหรือการแพทย์ วรรณกรรม และสันติภาพ กลายเป็นสัญลักษณ์การยอมรับคุณูปการต่อมนุษยชาติ ควรย้ำว่ารางวัลสาขาเศรษฐศาสตร์ถูกตั้งขึ้นทีหลังโดยธนาคารกลางสวีเดนในปี 1968 จึงไม่ใช่ส่วนหนึ่งของพินัยกรรมดั้งเดิม ความซับซ้อนในชีวิตและเจตนารมณ์ของโนเบลทำให้ผลงานของเขาดูเป็นทั้งการชดเชยและการยืนยันว่าเทคโนโลยีต้องมีกรอบคุณธรรมควบคู่ไปด้วย
ท้ายที่สุดแล้ว ฉันมองว่าการก่อตั้งรางวัลโนเบลเป็นการตัดสินใจที่ผสมความหวัง ทฤษฎีความรับผิดชอบ และความต้องการแก้ไขภาพลักษณ์ส่วนตัว มันเป็นตัวอย่างที่ดีว่าคนหนึ่งคนสามารถพยายามเปลี่ยนสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นมรดกร้ายให้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่สนับสนุนการค้นคว้า ศิลปะ และความสงบได้ แม้จะมีเงามืดของอดีตอยู่ก็ตาม และนั่นทำให้ฉันรู้สึกทั้งอิ่มเอมกับแนวคิดและเหม่อลอยถึงความขัดแย้งในตัวมนุษย์เอง
3 คำตอบ2026-02-05 01:59:02
ฉันอยากเล่าเหตุผลหลักที่ทำให้ Rosalind Franklin ไม่ได้รับรางวัลโนเบล ด้วยน้ำเสียงที่ยังคงรู้สึกคาใจอยู่บ้างเมื่อคิดถึงประวัติศาสตร์นี้
หนึ่งในเหตุผลที่ชัดเจนที่สุดคือกฎของคณะกรรมการโนเบล: รางวัลไม่สามารถมอบให้กับผู้ที่เสียชีวิตแล้วได้ และ Franklin เสียชีวิตในปี 1958 ขณะที่รางวัลที่เกี่ยวข้องกับการค้นพบโครงสร้างของดีเอ็นเอถูกมอบในปี 1962 ให้แก่ Watson, Crick และ Wilkins นี่เป็นข้อเทคนิคที่ตัดโอกาสของเธออย่างสิ้นเชิง แม้ผลงานของเธอจะมีความสำคัญมากก็ตาม
นอกจากข้อเทคนิคเรื่องวันที่แล้ว อีกปัจจัยที่ต้องพูดถึงคือการยอมรับและการให้เครดิตในวงการวิทยาศาสตร์ช่วงนั้น Franklin มักถูกมองข้ามหรือถูกใช้ข้อมูลโดยผู้อื่นโดยไม่ให้เครดิตอย่างเป็นกลาง ตัวอย่างชัดคือภาพรังสีเอกซ์ที่รู้จักกันในชื่อ 'Photo 51' ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยยืนยันโครงสร้างเกลียวคู่ ถึงแม้ภาพนี้จะเป็นผลงานของเธอ แต่ข้อมูลนั้นถูกนำไปใช้โดย Watson และ Crick ผ่านการเข้าถึงของ Maurice Wilkins โดยที่ Franklin ไม่ได้รับการยอมรับในระดับเดียวกันในตอนแรก
สุดท้ายต้องยอมรับว่ารางวัลโนเบลมักจะตกอยู่กับคนที่สามารถสังเคราะห์แนวคิดและนำเสนอทฤษฎีที่จับต้องได้ Franklin เป็นนักทดลองที่ละเอียด รอบคอบ และมุ่งไปที่ข้อมูลเชิงประจักษ์ มากกว่าจะเป็นคนตั้งโมเดลทฤษฎีที่เซอร์ไพรส์ผู้คน ดังนั้นถ้าเธอยังมีชีวิตอยู่ โอกาสที่คณะกรรมการจะคัดเลือกผู้ได้รับรางวัลท่ามกลางข้อจำกัดเรื่องจำนวนบุคคลและการยอมรับของสังคมวิทยาศาสตร์ก็ยังคงไม่แน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือผลงานของเธอยังคงถูกยกย่องและเป็นบทเรียนเรื่องความยุติธรรมในการให้เครดิตงานวิจัยในภายหลัง