เข้าสู่ระบบหนานซวงตระหนักดีว่าหลิงอวี๋เป็นผู้ช่วยชีวิตนางไว้ จึงเอ่ยขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจว่า “ฮูหยินอู่ หนานซวงรอดชีวิตกลับมาได้ในครานี้ ล้วนเป็นเพราะท่านโดยแท้!”“บุญคุณอันใหญ่หลวงนี้ ข้าขอจารึกไว้มิลืมเลือน หากมีโอกาสในภายภาคหน้า ข้าจะต้องตอบแทนท่านอย่างแน่นอน!”หลิงอวี๋แย้มยิ้มบางเบา พลางพินิจพิเคราะห์หนานซวงเมื่อเห็นว่าแม้นางเพิ่งประสบเคราะห์กรรมหนักหนา แต่กลับมิได้แสดงท่าทีอับอายหรือขุ่นเคืองตีโพยตีพายเฉกเช่นสตรีทั่วไป หลิงอวี๋จึงตระหนักได้ว่าสตรีผู้นี้มีจิตใจเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวยิ่งนักนางรู้สึกชื่นชมสตรีเช่นนี้มิน้อย“คุณหนูหนาน มิต้องเกรงใจไป!”หลิงอวี๋เอ่ยขึ้น “อันที่จริงแล้ว พิษที่เจ้าได้รับไปนั้น ส่วนหนึ่งเป็นสิ่งที่ข้าปรุงขึ้นเอง!”หนานซวงพลันตื่นตระหนกขึ้นมาทันใด นางขยับถอยหลังไปเล็กน้อย ตั้งท่าระแวดระวังภัยหลิงอวี๋เห็นดังนั้นจึงหัวเราะออกมา “วางใจเถิด ข้ามิใช่คนของจูเก๋อเยวียน!”“ที่ข้าหมายถึงคือ... ยาพิษที่บีบบังคับให้ท่านกินเมื่อวันก่อนนั้น เป็นยาที่ข้าปรุงขึ้นเอง!”“คุณหนูหนาน คนที่วางยาพิษเจ้าคือสหายของข้า ยามนั้นเขาเข้าใจผิดคิดว่าซินฉาถูกเจ้าจับตัวไป จึงได้วางยาพิษเ
เปลือกตาของหนานซวงสั่นระริก นางตระหนักแน่ชัดแล้วว่าตนถูกลอบปองร้ายก่อนสิ้นสติ นางยังอยู่ที่ห้องตำราของจูเก๋อเว่ย ยามนั้นหนานซวงยังครุ่นคิดอยู่ว่า ท่านลุงมีส่วนรู้เห็นกับการลอบทำร้ายนี้หรือไม่บัดนี้เมื่อได้ยินคำถามของหลิงอวี๋ หนานซวงเองก็ใคร่รู้เช่นกันว่าท่านยายจะมีท่าทีอย่างไรกับเรื่องนี้หากฮูหยินผู้เฒ่าเห็นแก่หน้าตระกูลจูเก๋อแล้วปล่อยให้นางต้องกล้ำกลืนความขมขื่น นางก็คงมิอาจสนิทใจกับท่านยายผู้นี้ได้อีกต่อไปจูเก๋อเยวียนบังอาจใช้ยาต่ำช้าพรรค์นั้นกับนาง ซ้ำยังผสมบุปผาเจ็ดราตรีลงไป การกระทำเช่นนี้ต่างอันใดกับการลงมือสังหารนางทั้งเป็นเล่า?แม้หนานซวงจะยังมิรู้จักหลิงอวี๋ แต่กลับเข้าใจเจตนาที่อีกฝ่ายบอกใบ้ได้ในทันที นางจึงให้ความร่วมมือด้วยการแสร้งหลับตาลงฮูหยินผู้เฒ่าหารู้ไม่ว่าหนานซวงฟื้นคืนสติแล้วทว่านางย่อมเข้าใจความนัยในคำถามของหลิงอวี๋หลิงอวี๋ต้องการดูว่านางจะให้ความยุติธรรมแก่หลานสาวในไส้และหลานสาวนอกตระกูลอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่ฮูหยินผู้เฒ่านิ่งตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ผ่านพ้นเรื่องนี้ไป ข้าจะส่งจูเก๋อเยวียนไปสำนึกผิดที่วัดประจำตระกูล!”“ส่วนเซวียน
ความเจ็บปวดทรมานที่เกิดขึ้นกับร่างกายของหนานซวง ถูกถ่ายทอดมายังหลิงอวี๋ผ่านอาการสัมผัสร่วมที่เชื่อมโยงถึงกันหลิงอวี๋ยังรู้สึกได้ว่าหัวใจของตนกำลังเต้นรัวเร็วราวกับกลองศึกเมื่อหลิงอวี๋เข้าไปใกล้ ฮูหยินผู้เฒ่าก็รีบขยับกายหลีกทางให้ทันทีเบื้องหน้าสายตาคือดรุณีน้อยรูปงามที่นอนแน่นิ่งใบหน้าแดงซ่านอยู่บนเตียงดวงตาของนางปิดสนิท ร่างกายบิดเกร็งไปมาด้วยความทุรนทุราย ลมหายใจติดขัดหอบกระชั้น ทรวงอกกระเพื่อมไหวขึ้นลงอย่างรุนแรงที่มุมปากของนาง มีโลหิตสีดำไหลซึมออกมาหลายสายหลิงอวี๋หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา ซับโลหิตสีดำนั้นเล็กน้อยก่อนจะส่งเข้าไปตรวจสอบในมิติคิ้วเรียวงามขมวดมุ่นเอ่ยถามขึ้นว่า “ฮูหยินผู้เฒ่า พวกท่านพบนางที่ใดหรือเจ้าคะ?”“เรื่องนี้มิชอบมาพากลเสียแล้ว จูเก๋อเยวียนเพียงต้องการให้หนานซวงชื่อเสียงป่นปี้ จนถูกท่านขับไล่ออกจากตระกูลจูเก๋อมิใช่หรือ!”“อีกทั้งสิ่งที่เซวียนหยวนเซินต้องการคือตัวคน มิใช่ชีวิตของนาง เหตุใดจึงต้องใช้ยาแรงถึงเพียงนี้!”ฮูหยินผู้เฒ่ายิ้มขมขื่น “คนของข้าไปพบซวงเอ๋อร์ในห้องตำราของจูเก๋อเว่ย พวกเขาตั้งใจจะยั่วยุให้ข้าและจูเก๋อเว่ยโกรธเกรี้ยวซวงเอ๋อร์ให้มากย
วันนี้จูเก๋อเยวียนมีอายุครบสิบห้าปีบริบูรณ์ เดิมทีควรเป็นวัยดรุณีแรกรุ่นที่งดงามดุจบุปผาหลิงอวี๋มองดวงหน้าที่ได้รับการประทินโฉมมาอย่างวิจิตรบรรจงนั้น แล้วลอบถอนหายใจในอกวัยเพียงนี้ควรไร้เดียงสาบริสุทธิ์ ทว่าแม่นางน้อยผู้นี้กลับรู้จักใช้วิธีการอำมหิตเช่นนี้มาใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่นตั้งแต่วัยเยาว์หากเติบใหญ่ไปภายหน้า จะร้ายกาจเพียงไรกันหลิงอวี๋ได้บอกกล่าวเรื่องราวระหว่างจูเก๋อเยวียนและหนานซวงแก่เซียวหลินเทียนไปจนสิ้นแล้วก่อนหน้านี้ ยามเซียวหลินเทียนได้ฟังความ เขาก็เอ่ยขึ้นว่า “เจ้าคนสกุลเซวียนหยวนผู้นั้นเคยสนทนากับข้า ดูท่าคงสงสัยในฐานะของข้า ถึงได้เอ่ยปากว่าจะมาเยี่ยมเยียนเพื่อพูดคุยสมาคมกับข้าให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น!”“ฟังจากน้ำเสียงแล้ว คนผู้นี้มิใช่คนดีมีเมตตาเป็นแน่!”“พวกเราจำต้องรีบตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเผยอวี้ตกอยู่ในกำมือของเขาหรือไม่ คนเยี่ยงนี้ เรื่องเลวร้ายอันใดล้วนกระทำได้ทั้งสิ้น!”ยามนี้หลิงอวี๋มิได้คาดหวังสิ่งใดในตัวเซวียนหยวนเซินแม้แต่น้อย บุรุษอกสามศอกผู้หนึ่ง เพียงเพราะมิอาจครอบครองหนานซวง กลับคิดอ่านใช้วิธีการต่ำช้าสามานย์เช่นนี้บุรุษไร้ยางอายพรรค์นี้ ยังจะหวังให้
หลังจากหลิงอวี๋ชี้แจงแก่ฮูหยินผู้เฒ่าจนสิ้นสงสัยนางก็มิได้เข้าไปก้าวก่ายในเรื่องนี้อีกนางเชื่อมั่นว่า ฮูหยินผู้เฒ่าควบคุมตระกูลจูเก๋อมาเนิ่นนานย่อมมีกลวิธีจัดการปัญหาด้วยตนเองเป็นแน่ครั้นหลิงอวี๋กลับมายังที่นั่ง จูเสียยังคงมีท่าทีขุ่นเคืองอยู่บ้างหลิงอวี๋จึงป้องปากกระซิบข้างหูนางเสียงเบา “เรื่องที่ข้าสนทนากับฮูหยินผู้เฒ่าเมื่อครู่ เป็นเรื่องอัปยศภายในตระกูลจูเก๋อ!”“หากเจ้าอยู่ในเหตุการณ์ ฮูหยินผู้เฒ่าคงกระอักกระอ่วนใจ ข้าจึงต้องให้เจ้าเลี่ยงออกมาเสียก่อน!”“อย่าได้โกรธเคืองไปเลย ประเดี๋ยวข้าจะพาเจ้าไปพบน้องสาวของข้า!”จูเสียมิใช่คนไร้เหตุผล เมื่อได้ยินว่าเป็นเรื่องเสื่อมเสียภายในตระกูลจูเก๋อ นางก็ตระหนักได้ว่าตนเองมิสมควรอยู่ร่วมรับรู้ จึงมิได้เอ่ยสิ่งใดต่อทว่าจูเก๋อเหวินกลับจ้องมองทั้งสองกระซิบกระซาบกันด้วยความใคร่รู้ ราวกับสงสัยว่ามีลับลมคมในปิดบังนางอยู่สาเหตุที่หลิงอวี๋มิปรารถนาให้จูเก๋อเหวินล่วงรู้ ประการแรกเพราะนางยังเยาว์วัยนัก ประการที่สองคือหลิงอวี๋มิใคร่จะทำให้นางต้องเสียใจขณะที่หลิงอวี๋กำลังสนทนากับจูเสีย นางสัมผัสได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่จับจ้องมา จึงหันกลับไปม
ฮูหยินผู้เฒ่าจนปัญญา วาจาก็แจ้งแถลงไขถึงเพียงนี้ จูเก๋อเซวียนกลับยังมิรู้ความ เหตุใดเด็กคนนี้ถึงได้หัวทึบเพียงนี้นะ!ทว่า บางทีจูเก๋อเซวียนคงมิอาจคิดได้ว่าน้องสาวแท้ ๆ ของตนจะร้ายกาจมากปานนั้น นี่สินะ คนในมองมิออก คนนอกพูดมิฟัง!ฮูหยินผู้เฒ่าจึงเอ่ยตรงไปตรงมาว่า “การจะทำให้คนผู้หนึ่งต้องชื่อเสียงป่นปี้ โดยเฉพาะสตรี นอกจากการทำลายชื่อเสียงและเกียรติยศแล้ว ยังจะมีสิ่งใดอีก?”นางกล่าวสืบต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา “หากหลังจบพิธีการ มีคนมาพบเห็นเซวียนหยวนเซินและหนานซวงนอนร่วมเตียงเคียงหมอน เจ้าคิดว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น?”วาจานี้แจ่มแจ้งยิ่งนัก จูเก๋อเซวียนพลันรู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งแผ่นหลังเขาย่อมตระหนักดีว่ามันหมายความว่ากระไร!“ท่านย่า... น้องหญิงใหญ่... นางคงมิทำเรื่องเช่นนี้กระมังขอรับ!”จูเก๋อเซวียนยังคงมิใคร่อยากจะเชื่อ และเอ่ยตะกุกตะกักว่า “ทำเช่นนี้แล้วนางจะได้ประโยชน์อันใดเล่า?”ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวอย่างหมดความอดทน “เจ้าจงไปตรองดูเอาเองเถิด!”“ยามนี้ข้าไม่มีเวลามาอธิบายความแก่เจ้าแล้ว เซวียนเอ๋อร์ อย่าได้กังขาในความอำมหิตของจิตใจคน ยามที่คนผู้หนึ่งคิดชั่ว ย่อมไร้ซึ่งขอบเขต!”“







