Share

บทที่ 4

“ซีซี?”

เสียงของคนเป็นพ่อดึงสติเธอกลับมา หลิงซีหันมาตามเสียงเรียก ก่อนรีบกะพริบตาถี่ ๆ กลบความรู้สึกที่กำลังตีขึ้นมา ในอก ทางด้านของหลิวซิงเองก็ดูเหมือนจะเพิ่งเห็นพวกเธอ เขาชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนเข็นจักรยานเข้ามาใกล้

“ได้ยินว่าลุงเกือบเกิดเรื่อง” น้ำเสียงของเขายังคงเรียบเรื่อยเหมือนเดิม

เหอจื้อเหวินหัวเราะแห้งออกมา “อืม เกือบไปแล้วจริง ๆ” เขาตอบตามจริงพลางยกมือขึ้นลูบท้ายทอยแก้เก้อ “ดีที่ลูกสาวฉันสังเกตทัน”

หลิวซิงจึงหันมองหลิงซี สายตาคู่นั้นยังนิ่งสงบเหมือนในความทรงจำ ไม่มีใครรู้เลยว่าเด็กหนุ่มคนนี้กำลังแบกอะไรเอาไว้ในใจบ้าง

“เธอเก่งขึ้นนะ”

คำพูดนี้ทำให้คนถูกชมรู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ เพราะคนตรงหน้า… ยังยืนอยู่ตรงนี้แบบยังมีชีวิต ยังพูดได้ และยังหายใจ ไม่ใช่ภาพร่างไร้วิญญาณที่นอนนิ่งอยู่ริมน้ำอีกต่อไป คิดได้เช่นนี้เธอจึงพยายามฝืนยิ้มออกมา

“แน่นอนอยู่แล้ว” เธอกล่าวโดยที่สายตาไม่ได้ละไปจากเพื่อนวัยเด็ก

“อีกไม่กี่เดือนฉันก็จะสอบเกาเข่าแล้วนะ”

หลิวซิงเลิกคิ้วนิดหนึ่ง “ยังมีอารมณ์พูดเรื่องสอบอีกเหรอ”

“ก็ต้องพูดสิ” หลิงซีตอบกลับทันที

“นายเองก็ต้องสอบเหมือนกัน”

คำพูดของเธอทำให้หลิวซิงเงียบไป แม้แต่เสี่ยวเป่าที่ค่อมจักรยานอยู่ด้านข้างเองก็ชะงักไปเหมือนกัน เพราะทุกคนรู้ดีว่าช่วงหลังมานี้หลิวซิงเริ่มคิดจะออกจากโรงเรียนเพื่อไปทำงานแล้วเนื่องจากฐานะทางบ้านของเขาไม่ดี ยายเองก็สุขภาพแย่ลงทุกวัน

“ฉันคงไม่ได้เรียนต่อหรอก”

เด็กหนุ่มพูดอย่างราบเรียบไม่สะท้อนคลื่นอารมณ์ใด ๆ แต่สำหรับหลิงซีเธอรู้ดีว่าเพื่อนคนนี้อยากเรียนมากขนาดไหน

“บ้านฉันไม่มีเงินมากขนาดส่งฉันเรียนหรอก”

ลมทะเลพัดผ่านพวกเขาอย่างเงียบงัน ชวนให้บรรยากาศดูหม่นลง แต่หลิงซีกลับกำมือแน่นขึ้นพลางสูดลมหายใจเข้าลึกเพราะชาติที่แล้ว… เรื่องนี้คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้หลิวซิงค่อย ๆ หายไปจากชีวิตของทุกคน ออกจากโรงเรียน ไปทำงานในบาร์ลับ และสุดท้ายก็จบชีวิตลงอย่างเงียบงันตอนอายุยังน้อยนัก ครั้งนี้เธอจะไม่ปล่อยให้มันเกิดขึ้นแบบเดิมอีกเหมือนกันเพราะอย่างน้อยเด็กหนุ่มตรงหน้าก็เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดกับตัวเอง

“ถ้าไม่มีเงินก็หา” หลิงซีพูดขึ้นทันที

คำกล่าวนี้ทำให้ทั้งเสี่ยวเป่าและหลิวซิงหันมามองเธอพร้อมกัน ไม่เว้นแม้แต่พ่อของเธอที่ยืนอยู่ตรงนี้ด้วย

“ซีซี พูดน่ะมันง่ายนะลูก...” เหอจื้อเหวินไม่อยากดับความหวังของลูกสาวจึงกล่าวอย่างระมัดระวัง

“แต่พวกลูกจะไปทำงานอะไรกันล่ะ”

คำถามนี้… ถ้าเป็นเมื่อก่อนเธอเองก็คงตอบไม่ได้ แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว เธอมีความทรงจำจากอนาคตอยู่เต็มหัว โดยเฉพาะเรื่องเล็ก ๆ ที่ดูธรรมดาในปี 2008 แต่ในปี 1998 กลับยังแทบไม่มีใครทำ

“ขายของกินค่ะ” สิ้นคำตอบนี้ คนทั้งหมดตรงนั้นต่างพากันเงียบไปทันทีแม้แต่เสี่ยวเป่ายังอ้าปากค้าง

“หา?”

ท่ามกลางความตกใจของทุกคน หลิงซีเริ่มคิดเร็วขึ้น เรื่อย ๆ ก่อนจะพูดต่อ

“อย่างพวกเครื่องดื่มเย็น ๆ หรือไม่ก็ของปิ้งย่าง” เด็กสาวพยายามนึกทบทวนถึงบ้านเกิดที่เธออยู่

“แถวท่าเรือกับโรงเรียนคนเยอะจะตาย ถ้ารสชาติดี ยังไงก็ขายได้”

เหอจื้อเหวินขมวดคิ้วเข้าหากัน “แล้วลูกจะเอาสูตรมาจากไหน”

“หนู… ลองคิดเองได้”

เสี่ยวเป่าหลุดหัวเราะพรืดอย่างไม่ไว้หน้า “พี่ใหญ่จะทำอาหาร?” เขากล่าวอย่างเหลือเชื่อ “อย่าบอกนะว่าจะวางยาคนทั้งตลาด”

“เหอจวิ้นหยาง!” หลิงซีหันไปถลึงตาใส่เขาทันที จนเสี่ยวเป่า หัวเราะลั่นแล้วรีบเข็นจักรยานถอยหนี บรรยากาศที่หม่นลงเมื่อครู่ค่อย ๆ ดีขึ้นอีกครั้ง แต่หลิวซิงกลับยังคงเงียบ เขากำลังมอง หลิงซีนิ่งราวกับพยายามดูว่าอีกฝ่ายพูดเล่นหรือพูดจริง

“เธอคิดจริงเหรอ”

เขาถามขึ้นในที่สุด หลิงซีพยักหน้าทันที “จริงสิ” เธอหยุดคำกล่าวของตนลงเล็กน้อย

“ถ้านายไม่อยากออกจากโรงเรียน ก็ต้องหาเงินก่อนถึงการสอบเกาเข่าจะเหลืออีกไม่กี่เดือนแต่ฉันว่าหากเริ่มจากตอนนี้พวกเรายังพอมีเวลา” หลิงซีพูดขึ้นโดยที่เธอยังมีแผนสำรองอีกแผนที่จะทำให้ทั้งครอบครัวเธอและหลิวซิงรวยภายในชั่วข้ามคืนอยู่ในหัวอีกด้วย

สิ้นคำพูดของเธอ ดูเหมือนว่าลมทะเลจะพัดแรงขึ้น จึงทำให้เส้นผมสีดำของหลิวซิงปลิวไปมา ขณะที่เด็กหนุ่มก้มลงมองพื้น ความจริงแล้ว… เขาไม่เคยอยากลาออกเลย เขาชอบเรียนหนังสือเพราะรู้ดีว่าการศึกษาเปลี่ยนชีวิตได้ แต่ชีวิตคนเราไม่ได้เลือกได้ทุกอย่าง ยายของเขาป่วย ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทุกเดือน ต่อให้เขาเรียนต่อไปได้สุดท้ายก็ยังต้องไปทำงานอยู่ดี

“ต่อให้หาเงินได้…” เด็กหนุ่มพูดอย่างช้า ๆ “มันก็ไม่พอค่าเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ดี”

คำพูดนี้ทำให้หลิงซีนิ่งไป เพราะเธอรู้ว่าเขาพูดความจริง ยุคนี้ค่าเรียนมหาวิทยาลัยสำหรับครอบครัวยากจนถือเป็นภาระหนักมาก แต่ถึงอย่างนั้น… เธอก็ยังไม่ยอมแพ้

“นายสามารถขอทุนได้” หลิงซีไม่ได้ให้ความหวังแต่เธอพูดจริง

“ส่วนตอนนี้เราก็หาเงินไปก่อน” จบคำหลิวซิงพลันเงยหน้ามองเธอก่อนจะได้ยินประโยคต่อมาของเพื่อน... จะว่าไปหล่อนอาจจะเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของตนก็ว่าได้

“อย่างน้อยนายก็ต้องลองก่อน”

ดวงตาทั้งคู่ของหลิวซิงยังคงเงียบสงบเหมือนเดิม แต่ลึก ๆ กลับเหมือนมีอะไรบางอย่างสั่นไหว ไม่มีใครเคยพูดกับเขาแบบนี้มาก่อน ไม่มีใครบอกว่าเขายัง “มีโอกาส” ส่วนใหญ่มีแต่คนบอกให้เขารีบโต รีบทำงาน และเลิกฝันเรื่องไร้สาระเสียที แม้แต่ตัวเขาเอง… บางครั้งก็เกือบเชื่อแบบนั้นไปแล้ว

“ถ้างั้น…”

หลิวซิงเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนพูดออกมาเสียงเบา

“เธอจะให้ฉันทำอะไร”

ทันทีที่ได้ยินประโยคนี้ของคนตรงหน้า หลิงซีก็หลุดยิ้มออกมา เพราะเธอรู้ว่าครั้งนี้หลิวซิงเริ่มยอมก้าวออกจากเส้นทางเดิมแล้วนั่นเอง

ท่ามกลางลมทะเลที่พัดผ่านคนทั้งสี่ เสี่ยวเป่ามองหน้าพี่สาวสลับกับหลิวซิงไปมา ก่อนจะขมวดคิ้วเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้

“เดี๋ยวก่อนนะ” เด็กหนุ่มชี้หน้าหลิงซีทันที “พี่ใหญ่พูดเหมือนจะเปิดร้านพรุ่งนี้เลย!”

“ไม่ใช่พรุ่งนี้” หลิงซีตอบปฏิเสธ ก่อนที่ประโยคต่อมาจะทำให้ชายต่างวัยทั้งสามถึงกับอ้าปากค้างพร้อมกัน

“แต่เป็นคืนนี้ต่างหาก”

“คืนนี้!” เสี่ยวเป่าเป็นคนแรกที่หาเสียงของตัวเองเจอ

“ใช่! ตีเหล็กต้องตีตอนร้อน” หลิงซีกล่าวจบ เจ้าตัวก็หันไปทางผู้เป็นพ่อ

“พ่อคะ หนูไม่อยากให้พ่อต้องออกทะเลอีกแล้ว” คำพูดของเธอทำให้เหอจื้อเหวินใบหน้ามึนงงมากกว่าเดิม

“ไหน ๆ วันนี้พ่อก็ว่างพวกเรามาทำรถเข็นขายของกันเถอะค่ะ ส่วนหลิวซิง ฉันรู้ว่านายไปสำรวจเมืองของเราหมดแล้ว ดังนั้นนายเป็นผู้หาทำเล หาสถานที่กว้าง ๆ หน่อยพอให้ตั้งร้านได้สองร้าน”

“สองร้าน!?” เขาทวน “เธอจะขายอะไรบ้าง”

“เดี๋ยวนายก็รู้เอง ฉันเชื่อมือนายเรื่องนี้นะสหาย” หลิงซีกล่าวพลางยกมือขึ้นตบบ่าของเขาดังปุ ๆ

หลิวซิงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อย ๆ พยักหน้าตอบรับ แม้ในใจจะยังเต็มไปด้วยคำถาม แต่ลึก ๆ เขากลับรู้สึกถึงประกายไฟเล็ก ๆ ที่เริ่มก่อตัวขึ้นในอกอีกทั้งไม่เคยมีใครบอกว่าเชื่อมั่นในตัวของเขามาก่อน

“ได้... ถ้าเธอเอาจริง ฉันจะไปดูทำเลแถวตลาดโต้รุ่งกับหน้าโรงเรียนมัธยมปลายให้” หลิวซิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เริ่มมีความหนักแน่นขึ้น

“ดีมาก!” หลิงซีฉีกยิ้มกว้าง

ขณะเดียวกันเสี่ยวเป่าที่เห็นคนทั้งคู่ก็อยากเกิดมีส่วนร่วมขึ้นทันที

“พี่ใหญ่แล้วผมล่ะ! จะให้ผมทำอะไร!”

หลิงซีหันไปมองน้องชายตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“นายทำหน้าที่เรียกลูกค้า”

“ได้เลย! เพราะผมรู้ตัวดีว่าเหมาะกับตำแหน่งนี้ที่สุด!”

“แต่ห้ามกินของขายเอง” ยังไม่ทันที่เจ้าตัวจะยืดตัวจนสุด ไหล่ก็ห่อลงเมื่อได้ยินคำพูดนี้

“พี่ใหญ่ใจร้าย!”

เหอจื้อเหวินมองเด็ก ๆ เถียงกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจทั้งขำทั้งอ่อนใจไปพร้อมกันในคราวเดียว

“ซีซี พ่อบอกไว้ก่อนนะ รถเข็นกับเตาไม่ใช่ว่าพูดปุ๊บจะมีปั๊บ”

“มีค่ะ”

หลิงซีตอบทันที

“บ้านลุงเฉินข้างตลาดมีรถเข็นเก่าที่ไม่ได้ใช้ ส่วนเตาถ่านพ่อก็น่าจะรู้จักคนที่ยืมได้”

เหอจื้อเหวินชะงักไป

“ลูกรู้ได้ยังไง”

หลิงซีพลันสะดุ้งในใจ ก่อนรีบตอบออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา

“หนูเคยเห็นผ่าน ๆ ค่ะ”

ความจริงคือในชาติที่แล้ว หลังครอบครัวลำบาก แม่เคยไปขอยืมรถเข็นคันนั้นมาขายโจ๊กอยู่พักหนึ่ง เธอจึงจำได้แม่น เหอจื้อเหวินยังคงมองลูกสาวอย่างสงสัย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ซักต่อ

“งั้นพ่อจะลองไปถามให้”

“ขอบคุณค่ะพ่อ!” หลิงซีเอ่ยจากหัวใจ จะว่าไปชาติที่แล้วเธอมีปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัวน้อยมากเกินไป ดังนั้นในเมื่อมีโอกาสอีกครั้งเธอจะเปลี่ยนทุกอย่างให้ดีขึ้น

“เอาละ คราวนี้ก็มาถึงเรื่องเงินทุน” ซึ่งพอมาถึงเรื่องนี้ทุกคนพลันเงียบเสียงลงไปอีกครั้ง

“ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้น” เธอพูดเมื่อเห็นสีหน้าของน้องชายกับเพื่อนวัยเด็กที่เติบโตมาด้วยกัน

“เราไม่จำเป็นต้องลงทุนเยอะในครั้งแรก เงินเก็บของฉันพอมีอยู่บ้าง ฉันจะเอามาใช้ก่อน ใครมีแรงก็ลงแรง”

“แต่พี่ใหญ่... เงินนั่นพี่เก็บไว้ซื้อหนังสือเตรียมสอบไม่ใช่เหรอ?” เสี่ยวเป่าเอ่ยถามด้วยความกังวล เพราะเขารู้ดีว่าพี่สาวทุ่มเทให้กับการสอบเกาเข่ามากขนาดไหน

“หนังสือพวกนั้นพี่อ่านจนจำขึ้นใจหมดแล้วละ” หลิงซีตอบด้วยรอยยิ้มที่ทำให้คนฟังรู้สึกเชื่อมั่นอย่างประหลาด โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าหล่อนเคยไปอ่านมันมาจากที่ไหน

“อาซิง นายรีบไปดูที่ทางเถอะ ถ้าได้ที่แล้วรีบมาบอกฉันนะ”

หลิวซิงพยักหน้าอย่างมุ่งมั่นแล้วรีบเข็นจักรยานออกไปทันที ขณะที่เหอจื้อเหวินและเสี่ยวเป่าก็แยกย้ายกันไปจัดการเรื่องรถเข็นและอุปกรณ์ตามแผนที่หลิงซีวางไว้

เมื่อหลิงซีเดินกลับเข้ามาในบ้านไม้หลังเดิมเพื่อเตรียมวัตถุดิบเท่าที่พอจะหาได้ ทันใดนั้น กลิ่นหอมของอาหารที่แสนคุ้นเคยก็ลอยมาแตะจมูก พร้อมกับเสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่เดินอยู่ ในครัว

“แม่คะ พี่ใหญ่กลับมาแล้ว!” ซินเยว่ที่เห็นว่าใครเดินเข้ามาเธอก็ยิ้มกว้างตะโกนบอกผู้อยู่ในครัวทันที

“แม่! เสี่ยวเยว่ แม่กลับมาแล้วเหรอ!”

ทันทีที่พูดจบ หลิงซีก็รีบถอดรองเท้าผ้าใบเก่า ๆ ของตนออกก่อนเปลี่ยนเป็นรองเท้าเดินในบ้านอย่างรวดเร็ว แล้วเดินตรงเข้าไปในครัวแทบจะทันที และภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำให้เธอชะงักค้าง หญิงวัยกลางคนในชุดเสื้อผ้าฝ้ายสีซีดปรากฏสู่สายตา ใบหน้าของแม่ที่ยังคงมีความอ่อนโยนแม้จะดูอิดโรยจากการเดินทาง แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นเหมือนเดิม

“แม่คะ!” หลิงซีรีบโผเข้าไปหาคนตรงหน้าทันที หัวใจของเธอเต้นแรงมากจนแทบจะทะลุออกมาจากอกได้เลย

“ซีซี เป็นอะไรไป ร้องไห้ทำไมลูก ใครแกล้งอะไรลูกหรือเปล่า หรือว่าเครียดเรื่องสอบเกาเข่า” แม่ถามด้วยความตกใจพลางลูบหลังลูกสาวเพื่อปลอบโยน

“เปล่าค่ะแม่ หนูแค่... คิดถึงแม่มากไปหน่อย” หลิงซีผละออกมาพลางปาดน้ำตา เธอพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติก่อนจะเริ่มเล่าแผนการหาเงินที่คุยกับพ่อและเพื่อนให้แม่ฟัง

เมื่อนางหลินได้ยินว่าลูกสาวจะเปิดร้านขายของคืนนี้ก็นิ่งไปครู่หนึ่ง สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความกังวล

“แต่ลูกต้องเตรียมสอบนะซีซี อีกแค่ไม่กี่เดือนเอง แม่กับพ่อยังไหว ลูกไม่ต้องลำบากขนาดนี้หรอก”
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • 18 อีกครั้ง    บทที่ 134

    “ระยะ?”ชายหนุ่มตอบตามข้อมูลที่มี จากนั้นทั้งลูกศิษย์และอาจารย์ก็ทำงานร่วมกันต่อไปโดยไม่เร็วนัก จากหมายเลขห้าไปยังหมายเลขหก และจากหมายเลขหกไปยังหมายเลขเจ็ด ข้อมูลของแต่ละร่างถูกแยกออกจากกันอย่างเคร่งครัด ไม่มีใครนำสิ่งที่พบในร่างก่อนหน้ามาตั้งเป็นคำตอบล่วงหน้าให้ร่างถัดไป จนกระทั่งผ่านไปหลายร่าง รูป

  • 18 อีกครั้ง    บทที่ 133

    ในทางนิติเวช การพบร่างผู้เสียชีวิตภายในอาคารที่เกิดเพลิงไหม้ ไม่ได้หมายความว่าสาเหตุการเสียชีวิตจะต้องเป็น “ถูกไฟคลอก” เสมอไป และสิ่งแรกที่แพทย์นิติเวชต้องตอบให้ได้คือ ผู้เสียชีวิตยังมีชีวิตอยู่ในขณะที่เกิดเพลิงไหม้หรือไม่ เพราะร่างกายของคนเป็นกับร่างของผู้ที่เสียชีวิตไปก่อนแล้ว ย่อมตอบสนองต่อควันแล

  • 18 อีกครั้ง    บทที่ 132

    คราวนี้คำตอบมาช้ามากกว่าเดิม “ไม่มีครับ”ปลายปากกาของเจ้าหน้าที่หยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะจดประโยคดังกล่าวลงไปโดยไม่แสดงความเห็น ในเวลาเดียวกัน อีกห้องหนึ่ง ผู้รอดชีวิตซึ่งได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลหลังตรวจอาการเบื้องต้นก็กำลังให้ปากคำกับตำรวจเช่นกันชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่าที่ใบหน้ายังคงซีด ดวงตาแดงช้

  • 18 อีกครั้ง    บทที่ 131

    ในทางจิตวิทยามีปรากฏการณ์หนึ่งที่เรียกว่า “normalcy bias” (นอร์-มัล-ซี ไบ-อัส) หรืออคติที่ทำให้มนุษย์ประเมินภัยต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะสมองมักใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมาเป็นหลักในการตัดสินสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นหากสถานที่แห่งหนึ่งเปิดกิจการมาสิบปีโดยไม่เคยเกิดไฟไหม้ คนจำนวนหนึ่งจึงไม่ได้คิดว่า “วันนี้อา

  • 18 อีกครั้ง    บทที่ 130

    “นี่แหละคืองานของพวกเขา... และของพวกเรา” สุดท้ายผู้เป็นอาจารย์ก็เลือกกล่าวออกมาเพียงเท่านี้คำพูดสั้น ๆ กลับทำให้ทุกคนตกอยู่ในความเงียบงัน เพราะต่างรู้ดีว่า สิ่งที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงพยายามปกป้องเมื่อคืนไม่ใช่อาคารหรือทรัพย์สิน หากแต่เป็นชีวิตของผู้คนที่ไม่มีสิ่งใดสามารถนำมาทดแทนได้ เพราะสำหรับคนที่

  • 18 อีกครั้ง    บทที่ 129

    หลังฟังจบหัวคิ้วของหลัวเหวินโจวก็ขมวดเข้าหากันแน่นขึ้น ก่อนถามต่อ “แล้วมีการเคลื่อนย้ายร่างหรือยังครับ?”“ยังครับ พวกเรายังไม่ได้เคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิต เนื่องจากสภาพร่างบางส่วนเสียหายอย่างรุนแรง อีกทั้งยังอยู่ใกล้ชิดกันมาก จึงต้องรอให้เจ้าหน้าที่นิติเวชเข้าตรวจสอบก่อนครับ”“ดีครับ” ชายวัยกลางคน

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status