Masukเมื่อทุกคนได้รู้กันหมดแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ได้มานั่งปรึกษากันว่าควรจะทำอย่างไร
“เราไปปล่อยข่าวลือกันดีไหมลูกแต่เราต้องทำอย่างแนบ เนียนโดยอาศัยกันบอกปากต่อปากว่าจะมีพายุหิมะเกิดขึ้น แล้วเราก็นำสิ่งของที่จำเป็นมาขายในตลาดที่ถูกลงเล็กน้อย ถ้าขายถูกมากเกินไปเราอาจจะเป็นที่สงสัยได้” จินเป่าพูดขึ้นมาในสิ่งที่เขาคิดได้
“พ่อจ๋าเยี่ยมไปเลยใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ขึ้นอยู่กับโชค ชะตาของเขาเอง เรื่องปล่อยข่าวลือให้หนูจัดการเองจ้ะ รับรองว่าไม่มีใครรู้แน่ว่ามาจากไหน” ซินซินยืดอกน้อย ๆ ของตนขึ้นพร้อมตบอย่างมั่นใจ
ผู้ใหญ่ทุกคนเมื่อได้เห็นภาพนี้ต่างก็หัวเราะชอบใจกันยกใหญ่ ยกเว้นเจ้าจิวจิวที่เอามือปิดหน้าเพราะอับอายในตัวเพื่อนรักของตน
เมื่อได้บทสรุปแล้วช่วงสาย ๆ หลังจากที่หมอกจางลงแล้ว จินเป่า ซินซิน ฮัวเหมย และจางหยางก็พากันไปที่ตัวอำเภอด้วยกัน ซินซินต้องนำสบู่ออกมาให้อาฮัวเหมยรวมทั้งข้าว ธัญพืชชนิดต่าง ๆ เสื้อกันหนาวผ้าห่ม มาเตรียมเอาไว้ให้อาขายด้วย
ดังนั้นสิ่งของจึงมีมากมายหลายอย่างกองพะเนินเป็นภูเขาย่อม ๆ เลยทีเดียว ทุกคนต่างก็แปลกใจว่าทำไมสิ่งของที่ ซินซินนำออกมาถึงยังไม่หมดเพราะที่เอาออกมานี้ก็มากขึ้นทุกวัน
ซินซินไม่ได้รับรู้ความคิดนี้ของทุกคนแต่ถ้าเธอรู้เธอก็คงจะตอบกลับไปว่าเอาไว้สักวันทุกคนก็จะรู้เองตอนนี้ก็ขอเก็บเป็นความลับไปก่อน เมื่อซินซินได้นำสิ่งของที่คิดว่าจำเป็นออกมาหมดแล้วเจ้าตัวน้อยก็ต้องเข้าไปในตลาดมืดเพื่อทำการปล่อยข่าว
ทางด้านฮัวเหมยและจางหยางก็พากันไปที่โรงงานเหมืองแร่ ที่ฮัวเหมยทำงานอยู่เพื่อไปทำเรื่องให้ฮัวเหมยลาออก และทำการนัดแนะกับลูกค้าของตนว่าต่อไปนี้ต้องไปรับสินค้าที่บ้านแทน หากมีใครถามก็บอกว่ามาเยี่ยมเพื่อนเก่า
“เถ้าแก่จางวันนี้ผมเห็นว่าใกล้หน้าหนาวแล้วผมจึงมีเสื้อกันหนาวมาให้ดูเผื่อเถ้าแก่จะสนใจ” จินเป่าพูดกับเถ้าแก่จางเมื่อมาถึงร้าน
“เข้ามาด้านในกันก่อนอากาศหนาวขนาดนี้ลื้อก็ยังพาลูกมาด้วยนะ มาตัวเล็กเข้ามานั่งในร้านของลุงก่อนลุงมีขนมและน้ำเต้าหู้ร้อน ๆ ให้กิน” เถ้าแก่จางบอกกับเจ้าตัวเล็กที่แกเอ็นดูในความฉลาดและรู้ความของเด็กน้อยตั้งแต่ที่จินเป่าพามาขายของด้วยเมื่อปีก่อน
“ไหนเอาเสื้อมาให้อั๊วดูสิ” เถ้าแก่จางพูดพร้อมกับหยิบเสื้อที่จินเป่าส่งมาให้ดู เถ้าแก่จางจับเนื้อผ้าและพลิกซ้ายขวากลับด้านนอกด้านในอยู่อย่างนั้นสักพักแล้วก็ยิ้มออกมาด้วยความชอบใจ ซินซินน้อยคิดว่าเธอตกเถ้าแก่ใหญ่รายนี้ได้แล้วเป็นแน่แท้จึงได้นั่งอมยิ้มอย่างอารมณ์ดี
“โอ๊ะเจ้าตัวน้อยลูกของลื้อนี่น่ารักดีแท้ เมื่อไหร่อั๊วจะมีลูกกับเขาบ้างก็ไม่รู้แต่งงานกันมาก็ตั้งหลายปีแล้วจนลื้อมีลูกไปสองคนแล้ว อั๊วเองก็สามสิบห้าแล้วด้วย” เถ้าแก่จางก็พูดขึ้นมาอย่างเศร้าสร้อย
“หนูให้ค่ะคุณลุง” ซินซินเกิดความสงสารคุณลุงเถ้าแก่ผู้ใจดีนี้จึงได้มอบรูปเด็กผู้ชายรูปร่างอวบอ้วนผิวขาวให้กับเถ้า แก่จาง เมื่อเถ้าแก่จางรับไปดูก็รู้สึกถูกใจเป็นอย่างมาก แต่ตัวเขาเองก็แปลกใจว่าเจ้าตัวน้อยนี้เอารูปเด็กหน้าตาน่ารักนี้มาให้กับเขาทำไม
“หนูน้อยให้ลุงทำไมเหรอลูก” เถ้าแก่จางถามเจ้าตัวน้อยด้วยความสงสัย
“ให้คุณป้ามองเช้าและเย็นทุกวัน น้องจะมาเกิดค่ะ” ซินซินตัวน้อยตอบพร้อมกับรอยยิ้มอย่างไร้เดียงสา ด้านเถ้าแก่เมื่อได้ยินคำตอบแบบนี้เขาก็ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะอาจจะเป็นความคิดแบบเด็ก ๆ ก็ได้
“ขอบใจหนูนะลูก เป็นเด็กดีจริง ๆ รู้จักปลอบใจคน” เถ้าแก่จางพูดพร้อมกับนำมือที่ใกล้จะอวบอ้วนนั้นมาลูบหัวเจ้าตัวน้อย
“เถ้าแก่เคยได้ยินข่าวหรือเปล่าว่าบ้านเมืองของเราจะเกิดพายุหิมะ ความรุนแรงยังไม่รู้แน่ชัดแต่ผมคิดว่าเราควรเตรียมตัวตุนเสบียงเอาไว้ก็ดี โดยเฉพาะร้านเถ้าแก่ที่เป็นร้านอาหารด้วย” จินเป่าได้เริ่มแผนการตามที่ลูกสาวตัวน้อยบอกเอาไว้
“ลื้อคิดว่ามันจะมีพายุหิมะจริงเหรอ แต่ตั้งแต่ที่เรารู้จักกันมานาน อั๊วสั่งของตุนไว้ก็ได้แล้วลื้อจะขายแพงขึ้นไหม” เถ้าแก่จางถาม เขาถือคติที่ว่าเหลือดีกว่าขาด
“ไม่แพงหรอกครับเถ้าแก่ อีกสักอาทิตย์หากหิมะเริ่มตกเถ้าแก่ค่อยมาสั่งกับผมก็ได้” จินเป่าพูดขึ้นเพื่อให้เถ้าแก่ได้เห็นเองกับตาว่าหิมะจะเริ่มตกลงมา
ในขณะที่คนทั้งสองกำลังพูดกันอยู่นั้นลูกค้าที่มากินข้าวเถ้าแก่ก็ได้ยินข่าวเรื่องพายุหิมะไปด้วย และเมื่อเขาออกจากร้านไปเขาก็ไปเจอคนที่รู้จักและก็ได้พูดถึงเรื่องพายุขึ้นมา จนตอนนี้ต่างก็ได้มีข่าวเรื่องพายุหิมะกระจายเข้าไปทั่วทั้งอำเภอแล้ว
“จางหยางคุณได้ยินข่าวถึงเรื่องพายุหิมะนี้หรือเปล่าตอนนี้ประชาชนต่างก็พากันแตกตื่นตกใจกันมากขึ้น เราในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐคงต้องให้ความเชื่อมั่นกับประชาชนว่าหากมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นจริงเราจะสามารถให้การช่วยเหลือได้” รองนายกประจำมณฑลด้านการปกครองหัวหน้าของจางหยางพูดขึ้น
“แหมท่านลู่ ผมว่าท่านน่าจะกังวลเกินเหตุไปก็ได้นะครับ ผมยังไม่เห็นว่าจะมีหิมะตกลงมาเลยด้วยซ้ำ ชาวบ้านเหล่านั้นก็อาจจะได้ยินข่าวโคมลอยที่ไหนมาก็ได้” จงเจิง รองนายกประจำมณฑลฝ่ายบรรเทาสาธารณภัยพูดแย้งออกมา
เลขาของทั้งสองอย่างจางหยางและอี้ฝานก็ได้แต่มองหน้ากันพร้อมกับส่ายหัวให้กับหัวหน้าของตนที่ชอบทำตัวเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด ทั้ง ๆ ที่ทั้งสองต่างก็เป็นเพื่อนรักกันแต่ที่มักจะชอบทำตัวเป็นศัตรูกันแม้จะมีสาเหตุก็ตาม
แต่ความเล่นใหญ่นี้ต่างหากที่เลขาทั้งสองต้องส่ายหน้าจึงเป็นเหตุให้คนภายนอกเข้าใจผิดอยู่เสมอว่าถ้ารองลู่และรองหมิงอยู่ด้วยกันทุกคนต้องรีบหลีกหนีกันให้ไกล ด้วยเกรงว่าอาจจะเกิดลูกหลงจากการปะทะกันของทั้งสองได้
“ท่านรองหมิงดูท่านพูดเข้าเพราะถ้าเกิดภัยพิบัติจากพายุหิมะขึ้นมาจริง ๆ ผมว่าทางฝ่ายบรรเทาสาธารณภัยของท่านน่าจะเดือดร้อนที่สุดนะท่าน หากท่านไม่เตรียมการรับมือไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เมื่อเกิดเหตุขึ้นมาจริง ๆ ท่านก็อย่ามาร้องไห้ให้ฝ่ายปกครองของผมช่วยนะครับ” รองลู่พูดขึ้นอย่างคิดว่าตนเหนือกว่า ทั้งสองต่างก็โต้แย้งกันไปมาและไม่มีใครยอมใคร จนเดินเข้ามาในห้องของรองนายกลู่จิวซือ ทางด้านเลขาของทั้งสองก็ต้องเดินตามเข้ามาด้วย
เมื่อทั้งหมดเข้ามาในห้องและปิดประตูเรียบร้อยหมดแล้ว ท่านรองหมิงจงเจิงก็เดินเข้าไปกอดคอของท่านรองลู่จิวซืออย่างที่เคยทำเป็นประจำยามที่อยู่ด้วยกัน ภาพนี้ก็ไม่ได้ทำให้เลขาทั้งสองแปลกใจนักเพราะได้เห็นจนชินตาแล้ว
“จิวซือเอ็งว่าจะเกิดภัยพิบัติจากพายุหิมะจริงเหรอ กันเองจะได้หาเตรียมเสบียงรอไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้วเราจะแอบเตรียมไว้ที่ไหนดี” รองหมิงถามเพื่อนของตน
“เอ็งก็หาเช่าโกดังว่าง ๆ ไว้สิ หาคนที่ไว้ใจได้มารับหน้าที่นี้ เอ็งปล่อยคอข้าได้แล้วและก็ไปนั่งให้เรียบร้อยด้วย” รองลู่กล่าวกับเพื่อนของตน
“เมื่อไหร่เราจะไม่ต้องทำเป็นทะเลาะกันสักทีวะข้าล่ะเบื่อ จะแย่ ต้องปั้นหน้าว่าไม่ชอบหน้าเอ็งจนหน้าข้าเมื่อยไปหมด แล้วว่ะ”
“เอ็งก็ทนเอาหน่อย ข้าเองก็เหนื่อยพอกับเอ็งนั่นแหละแต่จะให้ทำยังไงวะเบื้องบนเขาสั่งมาแบบนี้นี่หว่า ข้ากับเอ็งก็ต้องมาช่วยกันเป็นหูเป็นตากันแล้วล่ะว่าใครที่มันทำการขายพรรคให้กับคนอื่น” รองลู่พูดตอบโต้เพื่อนของตนพร้อมกับถอนหายใจไปด้วย
“แล้วข้าจะไปหาเสบียงได้จากไหนวะเอ็งก็รู้ว่ายุคนี้มันขาดแคลนขนาดไหน พวกเรานี่ยังโชคดีที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐยังมีให้กินไม่อดอยาก แต่เรื่องเสบียงชาวบ้านที่ไหนจะมีมาขายให้กัน” รองหมิงเองก็พูดขึ้นมาด้วยความหนักใจ
“ผมขออนุญาตท่านทั้งสองครับ” จางหยางที่ได้ยินรองนายกทั้งสองพูดกันถึงเรื่องเสบียงเขาก็ได้ตัดสินใจที่จะเป็นคนอาสาหามาให้เอง รองทั้งสองเมื่อได้ยินเสียงของจาง หยางพวกเขาก็หันมามองเลขาหนุ่มมากความสามารถตรง หน้านี้พร้อมกัน
“อนุญาต มีอะไรเหรอจางหยางลองว่ามา” ท่านรองลู่เป็นฝ่ายอนุญาตเลขาของตน
“กระผมมีแหล่งเสบียงที่เชื่อถือได้ครับ ผมอยากจะอาสารับหน้าที่ซื้อเสบียงเองครับรับรองได้ของคุณภาพดีและราคาก็ถูกกว่าท้องตลาดแน่นอน” จางหยางพูดขึ้นพร้อมกับมองหน้าเจ้านายทั้งสองไปด้วย
“ถ้าเป็นอย่างที่คุณพูดผมอนุญาตให้คุณจัดซื้อได้เลย แต่กว่าจะได้งบประมาณมาผมว่าคงต้องรอให้หิมะตกก่อนเป็นแน่เพราะคุณเองก็รู้ว่ารองนายกฝ่ายงบประมาณคือใคร” รองลู่ก็พูดด้วยความหนักใจขึ้นมาอีกเช่นกัน
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกันเดี๋ยวผมจะให้เงินส่วนตัวของผมกับคุณไปก่อน แต่คุณก็ช่วยเก็บหลักฐานการซื้อเอาไว้ด้วย เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นจริง ๆ ก็ค่อยนำมาเบิกเพื่อเอาเงินมาคืนผม แต่ถ้ามันไม่เกิดอะไรเราก็แค่นำมาสำรองไว้ในหน่วยก่อนแล้วก็เบิกงบมาคืนทีหลังก็ได้ ผมรวยผมไม่รีบฮ่า ๆ” รองนายกหมิงพูดติดตลกออกมาเพื่อให้ทุกคนไม่เคร่งเครียด
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกันข้าเองก็จะช่วยเอ็งออกด้วยครึ่งหนึ่ง เรามาซื้อเสบียงเก็บไว้สักห้าหมื่นก่อนก็แล้วกัน ออกกันคนละสองหมื่นห้าข้าเองก็พอมีเงินอยู่บ้างถึงไม่รวยเท่ากับเอ็งก็เถอะ” รองนายกลู่ก็พูดขึ้นแต่ก็ยังไม่วายกัดเพื่อนของตนไปเบา ๆ ด้วยความหมั่นไส้
“รับทราบครับ ผมจะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุดท่านทั้งสองไม่ต้องกังวลครับ” จางหยางรับปากขึ้นมาอย่างแข็งขัน
“ท่านครับถ้าอย่างนั้นผมก็ขอไปช่วยหยางหยางด้วยนะครับ เพราะผมพอจะรู้จักคนที่มีโกดังใหญ่ที่พอจะไม่เป็นที่จับตามองของใครได้” อี้ฝานก็เสนอตัวเองออกมาบ้างเขาก็อยาก จะช่วยเพื่อนเช่นกัน
“ตกลงเรื่องเสบียงผมทั้งสองคนยกให้เป็นความรับผิดชอบของพวกคุณ ขอให้พวกคุณจงทำงานรับใช้ประชาชนให้เต็มที่ตามคติพรรคของพวกเรา
ตกเย็นของวันนั้นจางหยางก็ได้ขี่จักรยานของตนมายังบ้านพี่เมียของตนตามลำพังโดยเขาไม่ได้ให้ฮัวเหมยมาด้วยเพราะเป็นห่วงทั้งตัวภรรยาและลูกที่อยู่ในท้อง
เมื่อมาถึงร้องเรียกคนในบ้านอยู่สักพักก็เห็นพี่เมียของตนเป็นคนมาเปิดประตูู เขาทักทายตามมารยาทแล้วก็รีบเดินเข้าไปในบ้าน
“พี่ครับ หลานชายหลานสาวไปไหนกันเหรอครับ” เมื่อเข้ามาในบ้านได้เขาก็รีบถามหาหลาน ๆ ของภรรยาทันที เขารักเด็กสองคนนี้มากโดยเฉพาะเจ้าตัวน้อยเขาอยากมีลูกชายมีเหตุผลเหมือนซานซานและลูกสาวขี้อ้อนเหมือนซินซิน
“อยู่ในครัวกันนะ เจ้าตัวน้อยอยากกินบัวลอยน้ำขิงก็เลยไปอ้อนให้ย่าและแม่ทำให้กิน ส่วนซานซานกำลังทำการบ้านอยู่ในห้องว่าแต่มานี่เกี่ยวกับเรื่องเสบียงหรือเปล่า” จินเป่าถามน้องเขยของตน
“ใช่ครับพี่ ผมจึงรีบมาบอกหลานสาวตัวน้อยว่าตอนนี้ผมได้เป็นผู้รับผิดชอบหน้าที่ในการหาเสบียงเตรียมพร้อมไว้ก่อนครับ”
เมื่อจินเป่าได้ยินสิ่งที่น้องเขยพูดออกมาเขาเองก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งเพราะแผนการช่วยเหลือผู้คนของลูกสาวสำเร็จมาหนึ่งขั้นแล้ว
หลังจากซินซินกับมู่หลงเฉินเดินทางกลับมายังมณฑลของตัวเอง เด็กน้อยไท่ไท่ผู้ฉลาดแสนซนก็ได้เข้าโรงเรียนระดับประถมซึ่งเป็นการเข้าเรียนทั้งที่อายุยังน้อยทำให้ครูในโรงเรียนได้ให้เขาทำแบบทดสอบมากมายเด็กชายก็ทำทุกวิชาได้เป็นอย่างดี ที่เป็นอย่างนี้ก็ต้องยกความดีความชอบให้กับจิวจิวผู้ที่คอยสอนสั่งเด็กน้อยในเรื่องต่าง ๆ ตามที่เจ้าตัวได้รู้มาจากซินซินในครั้งอดีตส่วนพี่เลี้ยงอีกสามนั้นก็ต่างสั่งสอนในเรื่องที่พวกเขาถนัดไม่ว่าจะเป็นเรื่องการต่อสู้ เรื่องการวางแผน การใช้มารยาต่าง ๆ ทำให้เด็กน้อยทั้งฉลาดและเจ้าเล่ห์เกินกว่าใครส่วนพ่อกับแม่ของเจ้าตัวนั้นตั้งแต่กลับมาจากไร่ชาพวกเขาก็ต่างยุ่งอยู่กับการทำงานแม้จะมีลุงและอาคอยช่วยก็ตาม“ไท่ไท่แม่กับพ่อจะยุ่งสักพักนะ เมื่อไหร่ที่กิจการของเราอยู่ตัว แม่จะอยู่กับลูกอย่างเต็มที่เลย” หญิงสาวกล่าวกับบุตรชายหลังมืออาหารเย็น“พ่อเองก็จะอยู่กับลูกเหมือนกัน” มู่หลงเฉินอุ้มบุตรชายยกขึ้นสูงทำให้เขาหัวเราะออกมาอย่างถูกใจไม่ว่าคนทั้งสองจะยุ่งและเหนื่อยขนาดไหนแต่สิ่งที่สองสามีภรรยาต่างทำไม่เคยขาดก็คือการเข้ามาหอมแก้มบุตรชายต
“ซินซินลูกเป็นอะไรครับ ทำไมร้องไห้ไม่หยุดเลย” มู่หลงเฉินพยายามกล่อมบุตรชายเท่าไหร่ เขาก็ไม่ยอมเงียบ ชายหนุ่มจึงได้ถามภรรยาสาวอย่างจนใจ“ส่งลูกมาให้ซินซินเถอะค่ะ แล้วพวกเราไปห้องคุณปู่กัน” ซินซินกล่าวออกมาอย่างยากลำบากเพราะรู้ว่าสามีรักผู้เป็นปู่มากขนาดไหน“หมายความว่า” มู่หลงเฉินกล่าวเพียงแค่นั้น หลังจากที่ชายหนุ่มส่งลูกให้ภรรยาแล้วเขาก็รีบวิ่งจากห้องนอนของตนไปหาผู้เป็นปู่ทันที“คุณปู่” มู่หลงเฉินตะโกนเรียกปู่ชราเสียงดัง แต่ไร้ซึ่งการตอบรับทำให้ชายหนุ่มรู้ทันทีว่าปู่ได้จากเขาไปแล้วจากไปตลอดกาลมู่หลงเฉินมีเพียงดวงตาที่แดงก่ำเพียงเท่านั้น แม้อยากจะหลั่งน้ำตามากทว่าเขาไม่อาจทำได้เนื่องจากผู้เป็นปู่ไม่ชอบให้ลูกผู้ชายร้องไห้ แม้จะทุกข์ใจมากขนาดไหนก็ตามจงห้ามหลั่งน้ำตาชายหนุ่มนึกย้อนไปถึงช่วงหัวค่ำ ปู่พูดกับเขาคล้ายเป็นการสั่งเสีย “แกโตแล้วมีครอบครัวที่ดีแล้วจงใช้ชีวิตให้ดี ตอนนี้ปู่ก็หมดห่วงแล้วจะได้ไปอย่างสบายใจหลังจากปู่ไม่อยู่ แกเข้าไปในห้องหนังสือของปู่นะ ปู่ได้เตรียมทุกอย่างไว้หมดแล้ว”ในตอนนั้นเขาพยายามจะแย้ง แต่ปู่ก็ยกมือห้าม เขาจึงได้แต
และหลังจากที่ครอบครัวของซินซินรู้ว่าบุตรหลานของตนตั้งครรภ์ พวกเขาต่างก็พากันทำอาหารบำรุงให้ซินซินกินทุกวัน จนทำให้หญิงสาวตื้นตันในความเอาใจใส่ของคนรอบตัวเป็นอย่างมากรวมถึงน้องชาย และพี่ชายก็ไม่ให้พี่สาวน้องสาวต้องทำงานหนักเหมือนเคยอีก ส่วนซานซานก็ได้ทำการยื่นเรื่องขอเรียนจบแล้ว จากนั้นเจ้าตัวก็กลับมาทำงานที่บ้านโดยที่ซินซินได้แนะนำให้เขาได้รู้จักกับลี่มี่ทางโทรศัพท์ จากนั้นคนทั้งคู่ก็มักจะติดต่อกันแทบจะตลอดเวลา“พี่ชาย พี่คิดยังไงกับพี่สาวลี่มี่อย่างนั้นเหรอ” ซินซินผู้กินผลไม้รสเปรี้ยวอยู่ถามไถ่พี่ชายผู้ยังโสดด้วยความอยากรู้หลังจากได้รู้มาว่าผู้เป็นพี่มักจะไปเจอกับลี่มี่มาแล้วหลายครั้งจากมู่มู่“เขาก็เป็นผู้หญิงเก่ง น่ารัก โก๊ะ ๆ ดูตลกดีคล้ายกระต่าย น้องถามทำไม” ซานซานละจากงานในมือมองหน้าผู้เป็นน้องอย่างสงสัย“พี่ไม่รู้สึกพิเศษอะไรอย่างอื่นบ้างเลยหรือคะ อย่างเช่นอยากเจอหน้าเขาบ่อย ๆ คิดถึงอะไรทำนองนี้” ซินซินถามไปก็ก้มหน้ากินผลไม้ของตนต่อไป“พี่ก็คุยกับเขาอยู่ทุกวันนะ คิดถึงอย่างนั้นหรือ” ชายหนุ่มผู้พี่นิ่งคิดก่อนที่เขาจะถามตนเองวนไปมาว่าคิดอย่างไ
เสียงพิธีกรบนเวทีได้ประกาศถึงเวลาส่งตัวบ่าวสาวเข้าห้องหอ ทำให้มู่หลงเฉินรีบอุ้มหญิงสาวข้างกายขึ้นในวงแขนแกร่งทันทีอย่างไม่รีรอ“พี่เฉิน!” ซินซินส่งเสียงเรียกชื่อชายหนุ่มอย่างตกใจการกระทำอันใจร้อนของชายหนุ่มได้ทำให้แขกในงานเลี้ยงต่างส่งเสียงโห่แซวเขาโดยเฉพาะอดีตลูกน้องเก่าของชายหนุ่มผู้ไม่เคยคิดว่าอดีตเจ้านายของตนจะเป็นคนใจร้อนภายในห้องหอของคู่บ่าวสาวซึ่งอยู่กันตามลำพังในตอนนี้ ซินซินได้แต่บีบมือเข้าหากันแน่นด้วยความตื่นเต้นหัวใจเต้นรัวเร็วแทบจะทะลุออกจากอกส่วนมู่หลงเฉินเขามองหญิงสาวที่นั่งก้มหน้าอยู่บนริมขอบเตียงนิ่งด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยนที่หายากของเจ้าตัว“ซินซินน้องจะไม่เงยหน้ามองพี่สักนิดเลยหรือครับ” เสียงทุ้มของบุรุษหนุ่มกล่าวขึ้นหลังจากที่เขานั่งลงข้างกายหญิงสาว“เอ่อ” ซินซินประหม่าเกินกว่าจะพูดออกมามู่หลงเฉินยกยิ้มด้วยความเอ็นดูภรรยาตัวน้อย ดังนั้นชายหนุ่มจึงได้ก้มหน้าอันหล่อเหลาของตนลงไปทางด้านหน้าของหญิงสาวทำให้ลมหายใจอุ่นร้อนและกลิ่นกายของชายหนุ่มเข้ามาปะทะจมูกของซินซินจากนั้นชายหนุ่มจึงได้นำมือของตนจับปลายคางเล็กข
ภายในรถพยาบาลซึ่งได้เปิดประตูหลังเอาไว้ ซินซินตอนนี้ก็กำลังช่วยทำแผลให้กับคู่หมั้นหนุ่มอย่างตั้งใจ“พี่เฉินเจ็บมากไหมคะ” ซินซินถามเขาในระหว่างที่ตัดเสื้อของชายหนุ่มออกและเห็นแผลยาว ที่แม้ว่าเลือดจะหยุดแล้วแต่ปากแผลที่เปิดออกก็ยังคงให้ความน่ากลัวอยู่ดี“ไม่เจ็บครับ ยาที่น้องให้พี่กินได้ผลดีมาก” ชายหนุ่มตอบหญิงสาวที่มีน้ำตาคลอหน่วย“จะไม่เจ็บได้ยังไงกัน ตอนซินซินเห็นมีดของคนร้ายหันมาทางพี่น้องหัวใจแทบหยุดเต้น” ซินซินพูดไปมือก็ทำแผลไปอย่างระมัดระวัง“พี่ขอโทษที่ทำให้น้องเป็นกังวล ต่อไปนี้พี่จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกน้องวางใจได้” มู่หลงเฉินเอามือลูบศีรษะของหญิงสาวกล่าวปลอบโยนเสียงอ่อน“พี่ยังคิดว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้อีกหรือคะ” ซินซินสูดจมูกของตนกล่าวพร้อมส่งตาเขียวให้ชายหนุ่มด้านหน้า“ไม่มีแล้วครับ ต่อไปจะไม่มีแล้วพี่คะ..คิดว่า” “พี่เฉินเราแต่งงานกันเถอะค่ะ ซินซินไม่รอจนอายุยี่สิบแล้ว” ซินซินพูดโพล่งขึ้นมา โดยที่มู่หลงเฉินยังกล่าวไม่ทันจบว่าเขากำลังจะทำเรื่องลาออกชายหนุ่มนิ่งงันคล้ายถูกสาป เขาจ้องมองใบหน้าสวยหวานของหญิงคนรักนิ่ง
“เสี่ยวเฉินนายต้องใจเย็น ๆ นะเข้าใจไหมไม่อย่างนั้นแผนของเราพังแน่” ชุนเอามือตบบ่าพร้อมกล่าวกับว่าที่หลานเขยเสียงหนัก“ทราบ” ชายหนุ่มรับคำแม้ในใจจะรู้สึกไม่เป็นสุขก็ตาม“หัวหน้าเราจับหล่อนมาได้แล้ว นำไปหมู่บ้านเลยไหม” รองหัวหน้าของโจรชั่วพูดด้วยความดีใจที่มันสามารถจับตัวหญิงสาวผู้งดงามมาได้“พาไปเลย รีบหน่อยก็ดี หน้าตาหญิงผู้นี้ดูดีเสียด้วย อย่างนี้น่าจะขายได้ราคางามอยากจะเรียกค่าไถ่แต่ไม่มีข้อมูลช่างน่าเสียดาย” หัวหน้าของพวกมันกำลังจะเอามือหยาบลูบใบหน้าของซินซินแต่มันก็ได้ถูกขัดจังหวะโดยนกตัวหนึ่งที่ถ่ายมูลรดหัวของมันอย่างตั้งใจ“ไอ้นกบ้าที่ตั้งมากมาขี้ใส่หัว...” ถ้อยคำอันหยาบคายถูกพ่นออกจากปากของมันอย่างต่อเนื่อง ส่วนลูกน้องของมันก็รีบพาซินซินหนีห่างจากผู้เป็นหัวหน้าของตนด้วยกลัวว่าจะโดนลูกหลงจนพวกมันพาตัวซินซินมาถึงรถจากนั้นพวกมันก็นำตัวซินซินใส่เข้าไปภายในรถที่พวกมันหาซื้อมาได้อย่างผิดกฎหมายด้วยเงินจำนวนสูงและหญิงสาวที่พวกมันได้จับมา“เสี่ยวเฉินขับตามไปได้ ทิ้งระยะห่างไกล ๆ ด้วยล่ะ” ชุนกล่าวย้ำกับว่าที่หลานเขยชายหนุ่มพยักหน้ารับด







