“ซินซินของที่หนูเอาออกมาให้อานี่สามารถอยู่ได้เป็นปีเลยนะลูก” อาคนสวยที่เห็นของที่หลานของตนนำออกมาให้ก็ได้หยอกหลานของตนขึ้นมา
“คุณอาต้องบำรุงค่ะน้องชายของซินซินจะได้แข็งแรง” ซินซินตัวน้อยก็ค่อย ๆ พูดตอบอาของตน
“รู้ได้ยังไงว่าเป็นผู้ชายกันคะเจ้าตัวน้อย” อาสาวถามขึ้น ด้วยความสงสัย ทางด้านจินเป่าที่ได้ยินถึงการสนทนาของ ลูกสาวและน้องสาวของตนตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าอะไรเป็นอะไร
“ความลับค่ะ หุหุ" ซินซินอมยิ้มพร้อมทำหน้าตาเจ้าเล่ห์ไปด้วย
“แล้วเจ้าสามกล่องใหญ่ที่หนูเอาออกมานี่มันคืออะไรคะ คนสวยของอา” อาสาวถามเพราะกล่องสองกล่องนี้มันใหญ่มากด้านผู้เป็นพ่อเองก็สงสัยเช่นเดียวกัน
“สบู่หอมค่ะ” เจ้าตัวน้อยตอบคำถามของผู้เป็นอาและเดินไปหยิบสบู่ออกมาให้ผู้เป็นอาและพ่อของตนดูด้วย
เมื่อทั้งสองได้เห็นและได้จับสบู่ที่เจ้าตัวน้อยส่งมาให้ก็ได้เห็นว่าสบู่ก้อนตรงหน้านี้มีลักษณะสวยงามและมีกลิ่นหอมเป็นอย่างมาก สีเป็นสีชมพูอ่อนดูอ่อนหวานแปลกตา
“ซินซินจะให้อาฮัวเหมยเอาไปขายค่ะ” ซินซินตัวน้อยพูดออกมา
“ขายอย่างนั้นเหรอลูก แต่อายังทำงานอยู่เลยนะ” ฮัวเหมยพูดขึ้นมาด้วยความลังเล สบู่ตรงหน้านี้ถ้านำไปขายต้องขายดีอย่างแน่นอน เผลอ ๆ อาจจะได้มากกว่ารายได้ของเธอทั้งปีเสียอีก
“อาก็หาลูกค้าในโรงงานสิคะ หรืออาจะขายให้เขาราคาส่งแล้วให้เขานำไปขายต่อ แต่คน ๆ นั้นต้องไว้ใจได้นะคะ” เจ้าตัวเล็กก็แนะนำผู้เป็นอาขึ้นมา
“สมกับเป็นหลานของอาจริง ๆ ฉลาดมาก ๆ เลยหลานรัก” ฮัวเหมยพูดชมหลานสาวตัวน้อยพร้อมกับหอมแก้มหลานน้อยของตนไปด้วย ฝ่ายผู้เป็นหลานก็ยิ้มจนเห็นลักยิ้มสองข้างให้ผู้เป็นอาคนสวยของตน
“แล้วซินซินจะขายให้อาอย่างไรคะ บอกมาเลยหลานสาว อาพร้อมที่จะทำการค้านี้กับหนู” ผู้เป็นอาสาวเอ่ยอย่างกระตือรือร้นออกมา
“หนูจะขายต่อให้คุณอาก้อนละหนึ่งหยวนค่ะ คุณอาสามารถนำไปขายได้ก้อนละสามหยวน และถ้าหากขายต่อเพื่อให้คนนำไปขายก็ขายส่งให้เขาก้อนละสองหยวนแล้วกันค่ะ หนูรับรองการค้านี้ขายได้ไม่ขาดทุนอย่างแน่นอน” ซินซินตัวน้อยกล่าวกับผู้เป็นอาของตนอย่างมั่นใจ
หลังจากทั้งสามคนอยู่พูดกันได้สักพักก็ได้ถึงเวลาเข้างานช่วงบ่ายของฮัวเหมยแล้ว ทั้งสองพ่อลูกจึงได้เดินไปส่งฮัว เหมยก่อนแล้วค่อยพากันกลับบ้าน ใจจริงซินซินน้อยก็อยากจะเข้าไปในตลาดมืดด้วยแต่ผู้เป็นพ่อไม่ยอมเพราะเป็นห่วงเนื่องจากลูกสาวของตัวเองนั้นยังเด็กมากเกินไป
ในวันนั้นฮัวเหมยก็ได้ลองนำสบู่ไปที่โรงงานด้วยเพราะตนเองต้องการเอาไปให้เหล่าสาว ๆ ที่อยู่ในโรงงานได้เห็นถึงความพิเศษของสินค้าที่ตนจะนำมาขาย
และผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่ทำให้ผิดหวังไปจากที่คิดไปได้เลยเพราะได้มีคนสั่งสินค้าทันที ฮัวเหมยตั้งราคาขายไว้ที่ก้อนละสามหยวนแพงกว่าสหกรณ์สองหยวน
ทางด้านโรงงานเหมืองแร่ที่เป็นที่ทำงานของฮัวเหมย ตอนนี้สาว ๆ หลายคนต่างก็พากันตื่นเต้นกันยกใหญ่กับสินค้าที่รองผู้จัดการซูนำมาขาย
แม้ว่าจะราคาแพงกว่าที่จะต้องซื้อในสหกรณ์ถึงสองหยวนพวกเธอก็ไม่เสียดายเงินเลยสักนิดกับสินค้าชนิดนี้ สินค้าที่ว่าก็คือสบู่หอมนั่นเองโดยที่ซินซินได้นำออกมามีสองกลิ่นคือกลิ่นกุหลาบสีชมพูกับกลิ่นมะลิสีขาว ทุกคนไม่ว่าจะชายหรือหญิงต่างก็ชอบสบู่หอมนี้มาก โดยเฉพาะสาว ๆ เพราะหลังจากที่พวกเธอใช้สบู่ฟอกตัวแล้วหลังจากอาบน้ำกลิ่นสบู่ก็ยังคงติดอยู่ไม่เหมือนสบู่ที่อยู่ในร้านสหกรณ์
ถึงแม้ว่าจะก้อนใหญ่แต่ก็ไม่ได้มีกลิ่นหรือสีที่สวยงามแบบนี้ดังนั้นธุรกิจการขายสบู่ของผู้เป็นอาจึงได้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง อาได้มีตัวแทนการขายในแต่ละโรงงานด้วย คนเหล่านี้ได้มาจากการเป็นญาติพี่น้องในโรงงานเหมืองแร่ที่เป็นคนแนะนำ
มาทางด้านเจ้าตัวน้อยซินซินเมื่อวางแผนปล่อยสบู่ขายไปแล้วเธอก็อยากจะลองนำครีมทาผิวออกมาจำหน่ายด้วยเพราะสินค้าตัวนี้ปัจจุบันได้นำมาให้ผู้เป็นแม่และย่านำมาลองใช้กันดูแล้วทั้งสองคนก็ต่างติดใจกันยกใหญ่ทีเดียว
ซินซินคิดว่าจะต้องแบ่งครีมออกใส่บรรจุภัณฑ์ตามสินค้าของยุคนี้เสียก่อนถึงจะค่อยนำออกมาขายดีกว่า
เจ้าตัวน้อยคิดจะหาสินค้ามาขายเพราะต้องการเก็บเงินนำไปซื้อที่และบ้านที่อยู่ในตัวเมือง เมื่อถึงเวลาที่มีการผ่อนปรนระบบของในยุคนี้มากขึ้น ถึงแม้ว่ามีอะไรหลาย ๆ อย่างจะไม่เหมือนกันกับโลกที่เธอจากมาก็ตามแต่ก็ยังมีความคล้ายคลึงกันอยู่มากเช่นกัน
ผ่านมาได้สองสัปดาห์แล้วอาสาวคนสวยของซินซินก็กลับมาบ้านโดยมีอาเขยใบหน้าแกะน้อยพามา โดยการมาครั้งนี้อาเขยเป็นผู้ขี่จักรยานให้อาสาวซ้อน
“แม่คะ พี่คะ พี่สะใภ้อยู่บ้านกันไหมคะช่วยมาเปิดประตูให้ฉันที” ฮัวเหมยตบประตูบานเขื่องหน้าบ้านพร้อมกับตะโกนร้องเรียกคนในบ้านไปด้วย
“มาแล้วจ้า มาแล้ว” แอ๊ด เสียงเปิดประตูมาพร้อมเสียงพูดของซูเหมยดังขึ้น
“ฮัวเหมย น้องเขย มาทั้งสองเข้าบ้านกันก่อนจ้ะ นี่ถ้าเจ้าตัวน้อยรู้ว่าอาคนสวยของตนมาคงต้องดีใจมากเป็นแน่” ซูเหมยพูดในขณะที่ใบหน้าก็แสดงรอยยิ้มของตนไปด้วย
“แล้วเจ้าตัวน้อยไปไหนหรือคะพี่สะใภ้” ฮัวเหมยแปลกใจเพราะไม่ได้ยินเสียงแจ้ว ๆ ของหลานสาวตน
“หลับอยู่จ้ะ ช่วงนี้อากาศค่อนข้างหนาวเจ้าตัวเล็กก็เลยนอนไม่อยากจะตื่นเลย” ซูเหมยยิ้มในขณะที่พูดถึงลูกสาว
เมื่อคนทั้งหมดเดินเข้ามาในบ้านก็นั่งลงที่เก้าอี้นุ่มตรงห้อง รับแขกที่อยู่ในตัวบ้าน ถึงแม้ว่าอากาศข้างนอกจะหนาวเพียงใดแต่ภายในห้องนี้กลับอบอุ่นมาก
เพราะตอนต่อเติมซ่อมแซมบ้านครั้งล่าสุดตอนที่เจ้าตัวน้อยอายุได้สองขวบ เจ้าตัวน้อยได้เอาแบบที่เรียกว่าปล่องไฟมาให้กับจินเป่าดูแล้วพูดชัดบ้างไม่ชัดบ้างเพื่อให้พ่อไปบอกช่างให้ทำตามแบบ
“ห้องนี้อุ่นดีจริง ๆ นะครับ ผมไม่คิดว่าเจ้าปล่องไฟนี่จะดีแบบนี้จุดไฟไว้ข้างใต้ควันก็ขึ้นไปตามปล่องด้านบน ไม่มีควันในบ้านมารบกวนเลย" จางหยางสามีของฮัวเหมยพูดขึ้นมา ครั้งแรกที่เขามาเห็นก็แปลกใจอยู่บ้างว่าเจ้าปล่องนี้มีไว้ทำอะไร แต่พอเข้าหน้าหนาวเมื่อเขาได้มาเห็นก็เข้าใจได้ชัดเจน
“ใช่ไหมล่ะคะมันดีมากเลยล่ะ พี่สะใภ้คะแม่กับพี่ชายไปไหนเหรอคะ ฉันมาตั้งนานแล้วยังไม่เห็นเลย" ฮัวเหมยถามหาแม่กับพี่ชายของตน
“ไปที่กองพลน้อยนะจ๊ะ ทางนั้นเขาเรียกตัวแทนให้ไปประชุม” ซูเหมยตอบคำถามน้องสาวสามี
“แม่คะ หนูตื่นแล้วค่า” เสียงซินซินที่เดินจากห้องนอนออก มาเดินหาแม่ของตนพร้อมทั้งขยี้ตาไปด้วย
“แม่อยู่นี่ค่ะลูก ขยี้ตาแบบนี้ไม่ได้นะคะเดี๋ยวหนูจะเจ็บตาเอาได้ให้แม่พาไปล้างหน้าก่อนค่ะ” ซูเหมยเมื่อได้ยินเสียงลูกสาวของตนเธอเองก็รีบเดินมาหาลูกสาวตัวน้อยทันที
“แม่อุ้ม” ซินซินได้อ้าแขนของตนออกเพื่อให้แม่ของตนอุ้มไปล้างหน้า เธอคิดว่าตัวเองเป็นเด็กอยู่นะก็ต้องใช้อภิสิทธิ์ของการเป็นเด็กให้คุ้มสิ
เมื่อผู้เป็นแม่อุ้มลูกสาวไปล้างหน้าที่ต้มและผสมให้น้ำอุ่นแล้วและนำผ้ามาซับให้เจ้าตัวน้อยแห้งแล้วก็พากันเดินกลับมาที่ห้องโถง เมื่อซินซินเห็นอาสาวของตนมาก็ดีใจเป็นอย่างมากพร้อมคิดว่าเรามีเงินแล้วโฮะ ๆ
ฝ่ายผู้เป็นอาที่ไม่ได้รู้ความคิดของหลานสาวก็ยิ้มอย่างดีใจว่าหลานสาวตัวน้อยคงจะคิดถึงตัวเองเป็นแน่ จึงได้ยิ้มกว้างออกมาแบบนี้
“ซินซินดีใจที่อามาหาเหรอครับ” จางหยางก็เอ่ยหยอกล้อหลานสาวตัวน้อยของภรรยาเพราะเขาคิดว่าถ้ามีลูกสาวอย่างเจ้าตัวนุ่มนิ่มตรงหน้านี้คงจะดีไม่น้อย
“ค่ะซินซินคิดถึงคุณอาทั้งสองคนเลยค่ะ” ซินซินพูดขึ้นในขณะที่จางหยางได้เข้ามาขออุ้มเจ้าตัวน้อยไว้เองแล้ว
“ฮัวเหมย ลูกมานานหรือยังจ๊ะ” เสียงคุณย่าเจ้าตัวน้อยเอ่ยถามลูกสาวของตน
“สวัสดีค่ะ/ครับแม่” เสียงทักทายของลูกสาวและลูกเขยกล่าวขึ้นพร้อมกัน
“ยังไม่นานเท่าไหร่ค่ะ ว่าแต่เขาเรียกแม่และพี่ชายไปประชุมเรื่องอะไรกันคะช่วงนี้ก็เข้าหนาวแล้วไม่น่าจะมีงานอะไรให้ทำนักนี่คะ” ฮัวเหมยถามแม่ขึ้นมาด้วยความสงสัย
“ก็ทางกองพลต้องการให้ชาวบ้าแบ่งเสบียงของแต่ละบ้านเพื่อนำไปช่วยบ้านหลงนะสิ” ครั้งนี้เป็นเสียงจินเป่าพี่ชายที่เดินตามแม่เข้ามาทีหลังเป็นผู้ตอบ
“ช่วยทำไมล่ะคะ คนบ้านนั้นหาดีไม่ได้สักคนเห็นแก่ตัว ขี้อิจฉา ขี้เกียจเป็นที่หนึ่งด้วย” ฮัวเหมยก็พูดสาธยายถึงเรื่องคนบ้านนั้นออกมา
“บ้านเขาถูกพวกกระต่ายและหนูเข้าไปกินธัญพืชที่เก็บไว้จนหมดนะ และทางกองพลเขาบอกว่าเมื่อถึงฤดูที่เก็บเกี่ยวธัญพืชทางเขาจะหักของคนบ้านหลงมาคืนในส่วนที่ทุกคนให้ยืมไป” จินเป่าก็ได้พูดขึ้นมาอีกครั้ง เขารู้สึกไม่เต็มใจที่จะให้ของอะไรกับคนบ้านนี้เลยด้วยซ้ำไม่ว่านี่จะเป็นการขอยืมก็ตาม
“แล้วแต่ละบ้านต้องให้เท่าไหร่คะ แล้วบ้านเราจะต้องช่วยมากน้อยแค่ไหนกัน” ซูเหมยก็ถามสามีของตนขึ้นมาบ้าง
“ก็ข้าวสารคนละสองชั่งนะ หมู่บ้านของเรามีหลายครัวเรือน พวกเขาก็คงน่าจะเลยหน้าหนาวไปได้ หากพวกเขาไม่ขี้เกียจก็ไปหาของกินตามป่าเขาเองสิจะมารอขอแต่คนอื่นช่วยได้ยังไงล่ะ” จินเป่าก็พูดขึ้นด้วยความโมโห
เขาอยากจะปล่อยให้คนบ้านนั้นอดตายเลยด้วยซ้ำถึงแม้ว่าเขาจะมีสายเลือดชั่วของคนบ้านนั้นไหลเวียนอยู่ครึ่งหนึ่งก็ตาม แต่เขาก็ไม่ได้มีความรักหรือความผูกพันอะไรกับคนบ้านนั้นทั้งสิ้น
เพราะตั้งแต่ที่เขาจำความได้เขา น้องสาว และผู้เป็นแม่ต่างก็ทำงานหนักทุกวันตั้งแต่ตื่นนอน เวลากินก็มีแต่น้ำข้าวใส ๆ ที่หาเมล็ดข้าวไม่ได้
แต่คนพวกนั้นไม่ได้ทำงานทำการอะไรกลับได้กินข้าวและกับข้าวกันอย่างอุดมสมบูรณ์ สิ่งที่พวกคนเหล่านั้นกินก็มาจากหยาดเหงื่อของเขา น้องสาว และแม่ แต่คนพวกนั้นก็ยังทำเหมือนพวกเขาไม่มีค่าอะไร
“พ่อคะ” ซินซินเมื่อเห็นว่าพ่อของตนตกอยู่ในภวังค์แห่งความโกรธและเกียดชัง เธอจึงได้ลงจากตักของอาจางหยางมาเขย่าเพื่อเรียกสติพ่อของตน
“ว่ายังไงคะลูกสาวของพ่อ” ด้านจินเป่าเมื่อได้ยินเสียงลูกสาวความรู้สึกที่ไม่ดีต่าง ๆ ก็ได้หายไป
“ซินซินรักพ่อค่ะ พ่อไม่เป็นไร” ซินซินพยายามจะปลอบใจพ่อของตน เมื่อจินเป่าได้ยินเสียงหวานใสของลูกสาวที่ตั้งใจบอกว่ารักเขาและพยายามปลอบใจเขา จินเป่าก็รู้สึกว่าลูกสาวตัวน้อยเป็นเสื้อบุนวมอันอบอุ่นที่แท้จริงโดยแท้
จางหยางเมื่อมองเห็นภาพแบบนี้เขาก็อยากมีลูกสาวอย่างเจ้าตัวน้อยนี้เหมือนกันเขาจะต้องทำอย่างไรถึงจะได้มีซินซินน้อยเป็นของตัวเองกันล่ะ เขาจึงได้หันไปมองภรรยาของตนที่กำลังคุยอยู่กับผู้เป็นแม่อยู่
ฝ่ายภรรยาเมื่อเห็นสามีของตนมองมาด้วยสายตาแสดงความปรารถนาออกมา และเมื่อเธอมองไปทางพี่ชายและเห็นว่าสองคนพ่อลูกต่างก็กอดและหยอกล้อกันอย่างกระหนุงกระหนิงอยู่ เธอก็พอจะเข้าใจอะไรบางอย่างได้แล้ว
“คุณไม่ต้องมองฉันแบบนี้หรอกค่ะ ตอนนี้ฉันท้องได้สามเดือนแล้วอีกหน่อยคุณก็จะได้มีลูกเป็นของตัวเองแล้วค่ะ” ฮัวเหมยพูดขึ้นมาแต่คนที่ได้ยินตอนนี้รู้สึกเหมือนหูอื้อตาลายไปหมดแล้ว เขากำลังคิดอยากจะมีลูกและตอนนี้ความปรารถนาก็เป็นจริงขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
“คุณคะ คุณเป็นอะไรไปคะ หรือคุณยังไม่อยากมีลูกกัน” เสียงฮัวเหมยถามสามีที่เหมือนกำลังช็อกไปแล้ว
“ใครว่ากันล่ะครับนี่มันไม่ใช่ความฝันใช่ไหมครับ ผมจะได้เป็นพ่อแล้ว และทำไมคุณไม่บอกผมก่อนล่ะครับ แล้วเราก็ขี่จักรยานฝ่าลมหนาวมาบ้านคุณด้วย คุณกับลูกจะเป็นอะไรหรือเปล่าครับ” เมื่อจางหยางได้สติกลับมาก็แสดงถึงความกังวลและเป็นห่วงต่อภรรยาและลูกที่อยู่ในท้องอย่างลนลาน
เมื่อทุกคนได้เห็นปฏิกิริยาของผู้ชายที่ดูสุขุมและเยือกเย็นในตอนที่รู้จักกันใหม่ ๆ แล้วต่างก็พากันหัวเราะออกมา