مشاركة

บทที่ 9

“ซินซินของที่หนูเอาออกมาให้อานี่สามารถอยู่ได้เป็นปีเลยนะลูก” อาคนสวยที่เห็นของที่หลานของตนนำออกมาให้ก็ได้หยอกหลานของตนขึ้นมา

“คุณอาต้องบำรุงค่ะน้องชายของซินซินจะได้แข็งแรง” ซินซินตัวน้อยก็ค่อย ๆ พูดตอบอาของตน

“รู้ได้ยังไงว่าเป็นผู้ชายกันคะเจ้าตัวน้อย” อาสาวถามขึ้น ด้วยความสงสัย ทางด้านจินเป่าที่ได้ยินถึงการสนทนาของ ลูกสาวและน้องสาวของตนตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าอะไรเป็นอะไร

“ความลับค่ะ หุหุ" ซินซินอมยิ้มพร้อมทำหน้าตาเจ้าเล่ห์ไปด้วย

“แล้วเจ้าสามกล่องใหญ่ที่หนูเอาออกมานี่มันคืออะไรคะ คนสวยของอา” อาสาวถามเพราะกล่องสองกล่องนี้มันใหญ่มากด้านผู้เป็นพ่อเองก็สงสัยเช่นเดียวกัน

“สบู่หอมค่ะ” เจ้าตัวน้อยตอบคำถามของผู้เป็นอาและเดินไปหยิบสบู่ออกมาให้ผู้เป็นอาและพ่อของตนดูด้วย

เมื่อทั้งสองได้เห็นและได้จับสบู่ที่เจ้าตัวน้อยส่งมาให้ก็ได้เห็นว่าสบู่ก้อนตรงหน้านี้มีลักษณะสวยงามและมีกลิ่นหอมเป็นอย่างมาก สีเป็นสีชมพูอ่อนดูอ่อนหวานแปลกตา

“ซินซินจะให้อาฮัวเหมยเอาไปขายค่ะ” ซินซินตัวน้อยพูดออกมา

“ขายอย่างนั้นเหรอลูก แต่อายังทำงานอยู่เลยนะ” ฮัวเหมยพูดขึ้นมาด้วยความลังเล สบู่ตรงหน้านี้ถ้านำไปขายต้องขายดีอย่างแน่นอน เผลอ ๆ อาจจะได้มากกว่ารายได้ของเธอทั้งปีเสียอีก

“อาก็หาลูกค้าในโรงงานสิคะ หรืออาจะขายให้เขาราคาส่งแล้วให้เขานำไปขายต่อ แต่คน ๆ นั้นต้องไว้ใจได้นะคะ” เจ้าตัวเล็กก็แนะนำผู้เป็นอาขึ้นมา

“สมกับเป็นหลานของอาจริง ๆ ฉลาดมาก ๆ เลยหลานรัก” ฮัวเหมยพูดชมหลานสาวตัวน้อยพร้อมกับหอมแก้มหลานน้อยของตนไปด้วย ฝ่ายผู้เป็นหลานก็ยิ้มจนเห็นลักยิ้มสองข้างให้ผู้เป็นอาคนสวยของตน

“แล้วซินซินจะขายให้อาอย่างไรคะ บอกมาเลยหลานสาว อาพร้อมที่จะทำการค้านี้กับหนู” ผู้เป็นอาสาวเอ่ยอย่างกระตือรือร้นออกมา

“หนูจะขายต่อให้คุณอาก้อนละหนึ่งหยวนค่ะ คุณอาสามารถนำไปขายได้ก้อนละสามหยวน และถ้าหากขายต่อเพื่อให้คนนำไปขายก็ขายส่งให้เขาก้อนละสองหยวนแล้วกันค่ะ หนูรับรองการค้านี้ขายได้ไม่ขาดทุนอย่างแน่นอน” ซินซินตัวน้อยกล่าวกับผู้เป็นอาของตนอย่างมั่นใจ

หลังจากทั้งสามคนอยู่พูดกันได้สักพักก็ได้ถึงเวลาเข้างานช่วงบ่ายของฮัวเหมยแล้ว ทั้งสองพ่อลูกจึงได้เดินไปส่งฮัว เหมยก่อนแล้วค่อยพากันกลับบ้าน ใจจริงซินซินน้อยก็อยากจะเข้าไปในตลาดมืดด้วยแต่ผู้เป็นพ่อไม่ยอมเพราะเป็นห่วงเนื่องจากลูกสาวของตัวเองนั้นยังเด็กมากเกินไป

ในวันนั้นฮัวเหมยก็ได้ลองนำสบู่ไปที่โรงงานด้วยเพราะตนเองต้องการเอาไปให้เหล่าสาว ๆ ที่อยู่ในโรงงานได้เห็นถึงความพิเศษของสินค้าที่ตนจะนำมาขาย

และผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่ทำให้ผิดหวังไปจากที่คิดไปได้เลยเพราะได้มีคนสั่งสินค้าทันที ฮัวเหมยตั้งราคาขายไว้ที่ก้อนละสามหยวนแพงกว่าสหกรณ์สองหยวน

ทางด้านโรงงานเหมืองแร่ที่เป็นที่ทำงานของฮัวเหมย ตอนนี้สาว ๆ หลายคนต่างก็พากันตื่นเต้นกันยกใหญ่กับสินค้าที่รองผู้จัดการซูนำมาขาย

แม้ว่าจะราคาแพงกว่าที่จะต้องซื้อในสหกรณ์ถึงสองหยวนพวกเธอก็ไม่เสียดายเงินเลยสักนิดกับสินค้าชนิดนี้ สินค้าที่ว่าก็คือสบู่หอมนั่นเองโดยที่ซินซินได้นำออกมามีสองกลิ่นคือกลิ่นกุหลาบสีชมพูกับกลิ่นมะลิสีขาว ทุกคนไม่ว่าจะชายหรือหญิงต่างก็ชอบสบู่หอมนี้มาก โดยเฉพาะสาว ๆ เพราะหลังจากที่พวกเธอใช้สบู่ฟอกตัวแล้วหลังจากอาบน้ำกลิ่นสบู่ก็ยังคงติดอยู่ไม่เหมือนสบู่ที่อยู่ในร้านสหกรณ์

ถึงแม้ว่าจะก้อนใหญ่แต่ก็ไม่ได้มีกลิ่นหรือสีที่สวยงามแบบนี้ดังนั้นธุรกิจการขายสบู่ของผู้เป็นอาจึงได้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง อาได้มีตัวแทนการขายในแต่ละโรงงานด้วย คนเหล่านี้ได้มาจากการเป็นญาติพี่น้องในโรงงานเหมืองแร่ที่เป็นคนแนะนำ

มาทางด้านเจ้าตัวน้อยซินซินเมื่อวางแผนปล่อยสบู่ขายไปแล้วเธอก็อยากจะลองนำครีมทาผิวออกมาจำหน่ายด้วยเพราะสินค้าตัวนี้ปัจจุบันได้นำมาให้ผู้เป็นแม่และย่านำมาลองใช้กันดูแล้วทั้งสองคนก็ต่างติดใจกันยกใหญ่ทีเดียว

ซินซินคิดว่าจะต้องแบ่งครีมออกใส่บรรจุภัณฑ์ตามสินค้าของยุคนี้เสียก่อนถึงจะค่อยนำออกมาขายดีกว่า

เจ้าตัวน้อยคิดจะหาสินค้ามาขายเพราะต้องการเก็บเงินนำไปซื้อที่และบ้านที่อยู่ในตัวเมือง เมื่อถึงเวลาที่มีการผ่อนปรนระบบของในยุคนี้มากขึ้น ถึงแม้ว่ามีอะไรหลาย ๆ อย่างจะไม่เหมือนกันกับโลกที่เธอจากมาก็ตามแต่ก็ยังมีความคล้ายคลึงกันอยู่มากเช่นกัน

ผ่านมาได้สองสัปดาห์แล้วอาสาวคนสวยของซินซินก็กลับมาบ้านโดยมีอาเขยใบหน้าแกะน้อยพามา โดยการมาครั้งนี้อาเขยเป็นผู้ขี่จักรยานให้อาสาวซ้อน

“แม่คะ พี่คะ พี่สะใภ้อยู่บ้านกันไหมคะช่วยมาเปิดประตูให้ฉันที” ฮัวเหมยตบประตูบานเขื่องหน้าบ้านพร้อมกับตะโกนร้องเรียกคนในบ้านไปด้วย

“มาแล้วจ้า มาแล้ว” แอ๊ด เสียงเปิดประตูมาพร้อมเสียงพูดของซูเหมยดังขึ้น

“ฮัวเหมย น้องเขย มาทั้งสองเข้าบ้านกันก่อนจ้ะ นี่ถ้าเจ้าตัวน้อยรู้ว่าอาคนสวยของตนมาคงต้องดีใจมากเป็นแน่” ซูเหมยพูดในขณะที่ใบหน้าก็แสดงรอยยิ้มของตนไปด้วย

“แล้วเจ้าตัวน้อยไปไหนหรือคะพี่สะใภ้” ฮัวเหมยแปลกใจเพราะไม่ได้ยินเสียงแจ้ว ๆ ของหลานสาวตน

“หลับอยู่จ้ะ ช่วงนี้อากาศค่อนข้างหนาวเจ้าตัวเล็กก็เลยนอนไม่อยากจะตื่นเลย” ซูเหมยยิ้มในขณะที่พูดถึงลูกสาว

เมื่อคนทั้งหมดเดินเข้ามาในบ้านก็นั่งลงที่เก้าอี้นุ่มตรงห้อง รับแขกที่อยู่ในตัวบ้าน ถึงแม้ว่าอากาศข้างนอกจะหนาวเพียงใดแต่ภายในห้องนี้กลับอบอุ่นมาก

เพราะตอนต่อเติมซ่อมแซมบ้านครั้งล่าสุดตอนที่เจ้าตัวน้อยอายุได้สองขวบ เจ้าตัวน้อยได้เอาแบบที่เรียกว่าปล่องไฟมาให้กับจินเป่าดูแล้วพูดชัดบ้างไม่ชัดบ้างเพื่อให้พ่อไปบอกช่างให้ทำตามแบบ

“ห้องนี้อุ่นดีจริง ๆ นะครับ ผมไม่คิดว่าเจ้าปล่องไฟนี่จะดีแบบนี้จุดไฟไว้ข้างใต้ควันก็ขึ้นไปตามปล่องด้านบน ไม่มีควันในบ้านมารบกวนเลย" จางหยางสามีของฮัวเหมยพูดขึ้นมา ครั้งแรกที่เขามาเห็นก็แปลกใจอยู่บ้างว่าเจ้าปล่องนี้มีไว้ทำอะไร แต่พอเข้าหน้าหนาวเมื่อเขาได้มาเห็นก็เข้าใจได้ชัดเจน

“ใช่ไหมล่ะคะมันดีมากเลยล่ะ พี่สะใภ้คะแม่กับพี่ชายไปไหนเหรอคะ ฉันมาตั้งนานแล้วยังไม่เห็นเลย" ฮัวเหมยถามหาแม่กับพี่ชายของตน

“ไปที่กองพลน้อยนะจ๊ะ ทางนั้นเขาเรียกตัวแทนให้ไปประชุม” ซูเหมยตอบคำถามน้องสาวสามี

“แม่คะ หนูตื่นแล้วค่า” เสียงซินซินที่เดินจากห้องนอนออก มาเดินหาแม่ของตนพร้อมทั้งขยี้ตาไปด้วย

“แม่อยู่นี่ค่ะลูก ขยี้ตาแบบนี้ไม่ได้นะคะเดี๋ยวหนูจะเจ็บตาเอาได้ให้แม่พาไปล้างหน้าก่อนค่ะ” ซูเหมยเมื่อได้ยินเสียงลูกสาวของตนเธอเองก็รีบเดินมาหาลูกสาวตัวน้อยทันที

“แม่อุ้ม” ซินซินได้อ้าแขนของตนออกเพื่อให้แม่ของตนอุ้มไปล้างหน้า เธอคิดว่าตัวเองเป็นเด็กอยู่นะก็ต้องใช้อภิสิทธิ์ของการเป็นเด็กให้คุ้มสิ

เมื่อผู้เป็นแม่อุ้มลูกสาวไปล้างหน้าที่ต้มและผสมให้น้ำอุ่นแล้วและนำผ้ามาซับให้เจ้าตัวน้อยแห้งแล้วก็พากันเดินกลับมาที่ห้องโถง เมื่อซินซินเห็นอาสาวของตนมาก็ดีใจเป็นอย่างมากพร้อมคิดว่าเรามีเงินแล้วโฮะ ๆ

ฝ่ายผู้เป็นอาที่ไม่ได้รู้ความคิดของหลานสาวก็ยิ้มอย่างดีใจว่าหลานสาวตัวน้อยคงจะคิดถึงตัวเองเป็นแน่ จึงได้ยิ้มกว้างออกมาแบบนี้

“ซินซินดีใจที่อามาหาเหรอครับ” จางหยางก็เอ่ยหยอกล้อหลานสาวตัวน้อยของภรรยาเพราะเขาคิดว่าถ้ามีลูกสาวอย่างเจ้าตัวนุ่มนิ่มตรงหน้านี้คงจะดีไม่น้อย

“ค่ะซินซินคิดถึงคุณอาทั้งสองคนเลยค่ะ” ซินซินพูดขึ้นในขณะที่จางหยางได้เข้ามาขออุ้มเจ้าตัวน้อยไว้เองแล้ว

“ฮัวเหมย ลูกมานานหรือยังจ๊ะ” เสียงคุณย่าเจ้าตัวน้อยเอ่ยถามลูกสาวของตน

“สวัสดีค่ะ/ครับแม่” เสียงทักทายของลูกสาวและลูกเขยกล่าวขึ้นพร้อมกัน

“ยังไม่นานเท่าไหร่ค่ะ ว่าแต่เขาเรียกแม่และพี่ชายไปประชุมเรื่องอะไรกันคะช่วงนี้ก็เข้าหนาวแล้วไม่น่าจะมีงานอะไรให้ทำนักนี่คะ” ฮัวเหมยถามแม่ขึ้นมาด้วยความสงสัย

“ก็ทางกองพลต้องการให้ชาวบ้าแบ่งเสบียงของแต่ละบ้านเพื่อนำไปช่วยบ้านหลงนะสิ” ครั้งนี้เป็นเสียงจินเป่าพี่ชายที่เดินตามแม่เข้ามาทีหลังเป็นผู้ตอบ

“ช่วยทำไมล่ะคะ คนบ้านนั้นหาดีไม่ได้สักคนเห็นแก่ตัว ขี้อิจฉา ขี้เกียจเป็นที่หนึ่งด้วย” ฮัวเหมยก็พูดสาธยายถึงเรื่องคนบ้านนั้นออกมา

“บ้านเขาถูกพวกกระต่ายและหนูเข้าไปกินธัญพืชที่เก็บไว้จนหมดนะ และทางกองพลเขาบอกว่าเมื่อถึงฤดูที่เก็บเกี่ยวธัญพืชทางเขาจะหักของคนบ้านหลงมาคืนในส่วนที่ทุกคนให้ยืมไป” จินเป่าก็ได้พูดขึ้นมาอีกครั้ง เขารู้สึกไม่เต็มใจที่จะให้ของอะไรกับคนบ้านนี้เลยด้วยซ้ำไม่ว่านี่จะเป็นการขอยืมก็ตาม

“แล้วแต่ละบ้านต้องให้เท่าไหร่คะ แล้วบ้านเราจะต้องช่วยมากน้อยแค่ไหนกัน” ซูเหมยก็ถามสามีของตนขึ้นมาบ้าง

“ก็ข้าวสารคนละสองชั่งนะ หมู่บ้านของเรามีหลายครัวเรือน พวกเขาก็คงน่าจะเลยหน้าหนาวไปได้ หากพวกเขาไม่ขี้เกียจก็ไปหาของกินตามป่าเขาเองสิจะมารอขอแต่คนอื่นช่วยได้ยังไงล่ะ” จินเป่าก็พูดขึ้นด้วยความโมโห

เขาอยากจะปล่อยให้คนบ้านนั้นอดตายเลยด้วยซ้ำถึงแม้ว่าเขาจะมีสายเลือดชั่วของคนบ้านนั้นไหลเวียนอยู่ครึ่งหนึ่งก็ตาม แต่เขาก็ไม่ได้มีความรักหรือความผูกพันอะไรกับคนบ้านนั้นทั้งสิ้น

เพราะตั้งแต่ที่เขาจำความได้เขา น้องสาว และผู้เป็นแม่ต่างก็ทำงานหนักทุกวันตั้งแต่ตื่นนอน เวลากินก็มีแต่น้ำข้าวใส ๆ ที่หาเมล็ดข้าวไม่ได้

แต่คนพวกนั้นไม่ได้ทำงานทำการอะไรกลับได้กินข้าวและกับข้าวกันอย่างอุดมสมบูรณ์ สิ่งที่พวกคนเหล่านั้นกินก็มาจากหยาดเหงื่อของเขา น้องสาว และแม่ แต่คนพวกนั้นก็ยังทำเหมือนพวกเขาไม่มีค่าอะไร

“พ่อคะ” ซินซินเมื่อเห็นว่าพ่อของตนตกอยู่ในภวังค์แห่งความโกรธและเกียดชัง เธอจึงได้ลงจากตักของอาจางหยางมาเขย่าเพื่อเรียกสติพ่อของตน

“ว่ายังไงคะลูกสาวของพ่อ” ด้านจินเป่าเมื่อได้ยินเสียงลูกสาวความรู้สึกที่ไม่ดีต่าง ๆ ก็ได้หายไป

“ซินซินรักพ่อค่ะ พ่อไม่เป็นไร” ซินซินพยายามจะปลอบใจพ่อของตน เมื่อจินเป่าได้ยินเสียงหวานใสของลูกสาวที่ตั้งใจบอกว่ารักเขาและพยายามปลอบใจเขา จินเป่าก็รู้สึกว่าลูกสาวตัวน้อยเป็นเสื้อบุนวมอันอบอุ่นที่แท้จริงโดยแท้

จางหยางเมื่อมองเห็นภาพแบบนี้เขาก็อยากมีลูกสาวอย่างเจ้าตัวน้อยนี้เหมือนกันเขาจะต้องทำอย่างไรถึงจะได้มีซินซินน้อยเป็นของตัวเองกันล่ะ เขาจึงได้หันไปมองภรรยาของตนที่กำลังคุยอยู่กับผู้เป็นแม่อยู่

ฝ่ายภรรยาเมื่อเห็นสามีของตนมองมาด้วยสายตาแสดงความปรารถนาออกมา และเมื่อเธอมองไปทางพี่ชายและเห็นว่าสองคนพ่อลูกต่างก็กอดและหยอกล้อกันอย่างกระหนุงกระหนิงอยู่ เธอก็พอจะเข้าใจอะไรบางอย่างได้แล้ว

“คุณไม่ต้องมองฉันแบบนี้หรอกค่ะ ตอนนี้ฉันท้องได้สามเดือนแล้วอีกหน่อยคุณก็จะได้มีลูกเป็นของตัวเองแล้วค่ะ” ฮัวเหมยพูดขึ้นมาแต่คนที่ได้ยินตอนนี้รู้สึกเหมือนหูอื้อตาลายไปหมดแล้ว เขากำลังคิดอยากจะมีลูกและตอนนี้ความปรารถนาก็เป็นจริงขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว

“คุณคะ คุณเป็นอะไรไปคะ หรือคุณยังไม่อยากมีลูกกัน” เสียงฮัวเหมยถามสามีที่เหมือนกำลังช็อกไปแล้ว

“ใครว่ากันล่ะครับนี่มันไม่ใช่ความฝันใช่ไหมครับ ผมจะได้เป็นพ่อแล้ว และทำไมคุณไม่บอกผมก่อนล่ะครับ แล้วเราก็ขี่จักรยานฝ่าลมหนาวมาบ้านคุณด้วย คุณกับลูกจะเป็นอะไรหรือเปล่าครับ” เมื่อจางหยางได้สติกลับมาก็แสดงถึงความกังวลและเป็นห่วงต่อภรรยาและลูกที่อยู่ในท้องอย่างลนลาน

เมื่อทุกคนได้เห็นปฏิกิริยาของผู้ชายที่ดูสุขุมและเยือกเย็นในตอนที่รู้จักกันใหม่ ๆ แล้วต่างก็พากันหัวเราะออกมา

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 166

    “มีงานด่วนนะ พวกเรากลับบ้านกันเถอะ น้องสาวน้องเขยเหนื่อยหรือเปล่าการเดินทางค่อนข้างไกล” ชุนตอบคำถามหลานสาวก่อนหันไปถามน้องสาวและน้องเขยอย่างเป็นห่วง“ไม่เหนื่อยค่ะ พวกเราไม่ได้นั่งอยู่ข้างนอก” ซูเหมยสำรวจพี่ชายในขณะตอบเมื่อเห็นว่าเขาสุขสบายดีเธอก็วางใจ“เด็ก ๆ เป็นอย่างไรบ้างคะพี่” ซูเหมยถามถึงลูกชา

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 165

    หลังจากซินซินกับมู่หลงเฉินเดินทางกลับมายังมณฑลของตัวเอง เด็กน้อยไท่ไท่ผู้ฉลาดแสนซนก็ได้เข้าโรงเรียนระดับประถมซึ่งเป็นการเข้าเรียนทั้งที่อายุยังน้อยทำให้ครูในโรงเรียนได้ให้เขาทำแบบทดสอบมากมายเด็กชายก็ทำทุกวิชาได้เป็นอย่างดี ที่เป็นอย่างนี้ก็ต้องยกความดีความชอบให้กับจิวจิวผู้ที่คอยสอนสั่งเด็กน้อยในเร

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 164

    “ครับ” เด็กหนุ่มรับคำอย่างมุ่งมั่น“ส่วนของที่อยู่ในซองนี้ พี่จะเก็บรักษาเอาไว้ให้ก่อน เมื่อไหร่ที่นายเติบโตพี่จะมอบมันให้อย่าบอกแม่ของนายล่ะ” มู่หลงเฉินกล่าวกำชับน้องชายพร้อมกับเก็บสิ่งที่อยู่ในซองลงในลิ้นชักตามเดิม“ผมเข้าใจครับ” เด็กหนุ่มรับคำอย่างเชื่อฟังในจดหมายของคุณปู่ได้ระบุไว้ทั้งหมดอย่างล

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 163

    “ซินซินลูกเป็นอะไรครับ ทำไมร้องไห้ไม่หยุดเลย” มู่หลงเฉินพยายามกล่อมบุตรชายเท่าไหร่ เขาก็ไม่ยอมเงียบ ชายหนุ่มจึงได้ถามภรรยาสาวอย่างจนใจ“ส่งลูกมาให้ซินซินเถอะค่ะ แล้วพวกเราไปห้องคุณปู่กัน” ซินซินกล่าวออกมาอย่างยากลำบากเพราะรู้ว่าสามีรักผู้เป็นปู่มากขนาดไหน“หมายความว่า” มู่หลงเฉินกล่าวเพียงแค่นั้น หล

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 162

    ทำให้เจ้าหน้าที่ สามสี่คนต้องตกใจตื่น พวกเขามองกันเหลอหลาว่าใครที่มาเรียก แต่ทว่าก็ไม่เห็นตัวคนจึงทำให้พวกเขาพากันขนลุกซู่พร้อมทั้งคิดเหมือนกันว่าพวกเขาน่าจะเจอดีเข้าแล้วและก่อนที่พวกเขาคิดฟุ้งซ่านไปมากกว่านี้ พวกเขาก็เห็นรถของมู่หลงเฉินที่จอดอยู่หน้าประตูโรงพยาบาลทำให้พวกเขารีบออกมาดู และก็ต้องขนต

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 161

    “ซินซินขอโทษนะคะ ที่ทำให้พี่ลำบาก” หญิงสาวกอดชายหนุ่มพร้อมพูดจาออดอ้อนอย่างอ่อนหวาน“พี่เข้าใจน้องครับ” ชายหนุ่มเอามือลูบผมภรรยากล่าวตามจริง แม้ว่าในบ้างครั้งเขาจะรู้สึกเหนื่อยก็ตาม แต่หลังจากคิดได้ว่าการที่ภรรยากำลังอุ้มท้องบุตรของตนนั้นลำบากกว่าเขาตั้งหลายเท่าก็ทำให้เขากลับรู้สึกสงสารหญิงสาวเป็นอย

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 13

    เมื่อทั้งสองคนกับหนึ่งภูตเข้าไปถึงที่หมายแล้วก็มองเห็นต้นไม้ภูตที่เริ่มจะทิ้งใบของตนลงจนตอนนี้ใบบนต้นเหลืออยู่ไม่มากเท่าไหร่นัก เธอและจิวจิวก็ได้ยินเสียงร่ำไห้ออกมาจากต้นไม้ต้นนี้เช่นเดียวกัน มันเป็นเสียงที่มีแต่ความเศร้าและเจ็บปวด “โอ๋ ๆ คุณปู่ต้นไม้ไม่ต้องร้องไห้แล้วนะ ซินซินกับจิวจิวมาช่วยแล้ว ไ

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 12

    เมื่อซินซินออกมาจากห้องครัวก็เห็นอาเขยนั่งอยู่ในห้องโถงและกำลังคุยกับพ่อของตนอยู่ เธอก็แปลกใจเล็กน้อยและก็ใช้ขาสั้น ๆ ของตนเดินเข้ามาหาพ่อและอาเขยทันที “สวัสดีค่ะคุณอา” ซินน้อยพยายามพูดให้ช้าลงพร้อมกับที่ตัวเองก็เดินไปเกาะเข่าพ่อของตนแล้วก็ส่งสายตาให้พ่ออุ้มตนเองขึ้นมานั่งบนตัก ผู้เป็นพ่อก็ไม่ทำให้

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 11

    เมื่อทุกคนได้รู้กันหมดแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ได้มานั่งปรึกษากันว่าควรจะทำอย่างไร “เราไปปล่อยข่าวลือกันดีไหมลูกแต่เราต้องทำอย่างแนบ เนียนโดยอาศัยกันบอกปากต่อปากว่าจะมีพายุหิมะเกิดขึ้น แล้วเราก็นำสิ่งของที่จำเป็นมาขายในตลาดที่ถูกลงเล็กน้อย ถ้าขายถูกมากเกินไปเราอาจจะเป็นที่สงสัยได้” จินเป่าพูดขึ้นมาใน

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 10

    จางหยางที่ตอนนี้เริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าได้ทำตัวแตกตื่นจนเกินไป เมื่อเห็นทุกคนมองมาแต่ทางเขาเป็นตาเดียวเขาก็ได้แต่ยิ้มเขิน ๆ ออกมา “แล้วตอนนี้ท้องได้กี่เดือนแล้วลูก หนูไปหาหมอมาบ้างหรือเปล่า” แม่ถามฮัวเหมยขึ้นมาด้วยความเป็นห่วง “ได้สามเดือนกว่าหนูไปหามาแล้วค่ะ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ หลานชายของแม่สบาย

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status