LOGINเธอเก่ง เธอดุ เธอสวย เธอไม่เคยเกรงกลัวพร้อมชนกับทุกปัญหาเพื่อครอบครัวที่เธอรัก...
View Moreย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1611 ได้มีครอบครัวหนึ่งถูกไล่ล่าจากน้ำมือของมนุษย์ด้วยกันอย่างโหดร้าย ข้อหาที่พวกเขาตามล่าครอบครัวนี้เป็นเพราะคิดว่าครอบครัวนี้เป็นแม่มด
ทั้ง ๆ ที่ครอบครัวนี้ต่างเป็นคนดีและให้ความช่วยเหลือทุกคนในหมู่บ้านรวมถึงผู้ที่กำลังอยู่ในช่วงเวลายากลำบากมาโดยตลอด
“ฮือ ๆ ท่านแม่ ทำไมพวกเขาจะต้องทำกับเราแบบนี้ด้วย” เด็กหญิงตัวน้อยกอดเอวมารดาของตนเอาไว้แน่นกล่าวทั้งน้ำตาคลอหน่วย
“เอริ ฟังแม่นะ ลูกจงอยู่แต่ในห้องนี้ อีกไม่นานแม่กับพ่อรวมถึงพี่ชายของลูกจะกลับมาจำไว้นะปิดปากของตัวเองให้แน่น ห้ามส่งเสียงร้องอย่างเด็ดขาด” หญิงสาวผมยาวหยักโศกสีน้ำตาลอ่อนปลอบโยนลูกสาวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“แม่พูดจริงนะคะ แม่กับทุกคนจะต้องกลับมาหาหนู” เด็กหญิงผู้อยู่ในวัยสิบสามปีถามเสียงสะอื้น
“แม่ไม่เคยผิดสัญญากับลูกใช่ไหมจ๊ะ” ในขณะที่คนเป็นแม่พูดอยู่นั้น เสียงจากการต่อสู้ด้านนอกก็เริ่มใกล้เข้ามา
“เอริ!! รีบเข้าไป” ผู้เป็นแม่รีบหมุนตัวของเด็กหญิงก่อนที่เธอจะดันแผ่นหลังบางของบุตรตรีอันเป็นที่รักทั้งน้ำตา
และยังไม่ทันที่เด็กหญิงจะได้เอื้อนเอ่ยอะไร ประตูบานใหญ่ก็ปิดลง
“ในนามแห่งข้าผู้สืบทอดเชื้อสายมาจากท่านผู้เป็นดั่งผู้นำของพวกเรา บัดนี้ข้าขอเอ่ยวาจาแห่งคำภีร์ต้องห้ามโดยใช้เลือดจากมือของข้านี้เป็นเครื่องสังเวย
จุดประสงค์ของข้าคือการวิงวอนร้องขอ ขอให้บุตรสาวอันเป็นที่รักของพวกเราอีกทั้งนางยังเป็นผู้สืบทอดแห่งท่านคนสุดท้ายจงปลอดภัย” จบถ้อยคำนี้ประตูบานใหญ่ก็เปล่งแสงประกายสีขาวจนสว่างไปทั่วทั้งบริเวณ
แสงสีขาวนี้แทนที่จะอบอุ่นทว่ากลับร้อนแรงยิ่งกว่าแสงของดวงอาทิตย์อันร้อนระอุจึงทำให้ผู้ที่อยู่ด้านหลังประตูทั้งหมดถูกเผาไหม้จนกลายเป็นเถ้าธุลีดินปลิวไปตามลม
“เฮือก! ฝันร้ายอีกแล้ว ตกลงนี่มันเรื่องอะไรกันแน่ แล้ว เอริคือใครทำไมฉันถึงต้องร้องไห้ทุกครั้งตลอดเลย” เด็กหญิงวัยไม่เกินสิบห้าปีพึมพำ
“เสี่ยวเฉา เธอตื่นแล้วเหรอ ยังไม่เช้าเลยทำไมถึงไม่นอนต่อล่ะ” เด็กหญิงวัยไม่ห่างจากกันมากนักในบ้านเด็กกำพร้าถามขึ้นเมื่อเปิดเปลือกตาของตนแล้วเห็นว่าเพื่อนร่วมห้องนั่งห้อยขาลงข้างเตียง
“ขอโทษที่ทำให้ตื่น เธอนอนต่อเถอะ ฉันจะไปทำงานแล้ว” เจ้าของชื่อพูดพลางวางเท้าลงบนพื้นกระเบื้องอันเย็นเยียบ
ท้องฟ้าด้านนอกเรือนนอนในขณะนี้ยังคงมืดสนิทมีเพียงแสงไฟจากหลอดไฟให้ความสว่างอยู่เพียงไม่กี่ดวง
เด็กหญิงเดินทอดน่องไปทางอาคารหลังหนึ่งที่มีป้ายเหนือบานประตูเขียนไว้ว่าโรงครัว
“ป้าหม่าคะ หนูมาช่วย”
“เสี่ยวเฉา ทำไมหนูตื่นเช้าจัง ไม่นอนต่ออีกสักหน่อยเป็นเด็กควรนอนให้มากเข้าไว้” หญิงร่างทวมใบหน้าอวบอูมพูดขึ้นอย่างเอ็นดู
“ป้าหม่าคะ หากฉันนอนตื่นสายกว่านี้ เดี๋ยวก็ไม่ได้เคล็ดลับความอร่อยจากป้ากันพอดีฉันยังเรียนรู้มาไม่หมดเลย”
“เธอนี่นับวันยิ่งปากหวาน เอาละในเมื่อตื่นแล้วก็มาช่วยป้าเตรียมทำอาหารเถอะ วันนี้ป้าจะทำโจ๊กปลา”
“ได้เลยค่ะ” เด็กหญิงรีบพับแขนเสื้อตัวยาวของตน
“ป้ามีมันเผาอยู่ตรงนั้น เธอกินก่อนสิ จะได้มีแรง” ผู้สูงวัยกว่าพยักพเยิดหน้าไปทางโต๊ะตัวหนึ่งที่มีถุงมันเผาอยู่ด้านใน
“ป้ากินหรือยังคะ” เสี่ยวเฉามักถามออกไปเช่นนี้ทุกครั้ง
“กินแล้วจ้ะ เธอรีบกินเถอะ หากใครมาเห็นเขาจะหาว่าป้าลำเอียง” หญิงแซ่หม่าพูดด้วยรอยยิ้ม
“ขอบคุณค่ะป้า ถ้าเมื่อไหร่ฉันโตขึ้นและไปจากที่นี่ได้ ถึงตอนนั้นฉันจะมารับป้าไปอยู่ด้วยกันนะคะ” เด็กหญิงพูดไปด้วยใบหน้ามีความสุขหลังจากกัดมันเผาที่ยังคงมีไอความร้อนหลงเหลือ
“ป้าจะรอนะ เสี่ยวเฉาของเราเป็นเด็กดี ไม่แน่ว่าอาจจะมีสักวันที่มีคนใจดีมารับหนูไปอยู่ด้วยก็ได้” ผู้พูดกล่าวอวยพรในระหว่างซอยขิงเพื่อใช้โรยหน้าโจ๊กหม้อใหญ่
“ป้าอยากให้หนูไปจริง ๆ เหรอคะ หากว่าหนูไปแล้วใครจะมาช่วยป้าทำกับข้าวล่ะ ทุกวันนี้ป้าต้องตื่นตั้งแต่เช้า นอนก็ดึกกว่าพวกเราอีก” น้ำเสียงของคนพูดฟังดูหดหู่
“หากว่าหนูจะมีอนาคตที่ดี ป้าก็ยินดีให้หนูจากไปจ้ะ ส่วนเรื่องงานที่นี่แม้ว่ามันจะเหนื่อยหรือว่าหนัก แต่ก็ยังคงเป็นงานที่ป้ารัก เมื่อไหร่ที่หนูมีเวลาก็แค่มาเยี่ยมป้าบ้างก็พอ” หญิงสูงวัยล้างมือก่อนที่จะวางมืออันแสนอบอุ่นลงบนศีรษะของคนตัวเล็ก
“ขอบคุณค่ะป้าหม่า หากมีวันนั้นจริงหนูจะไม่ลืมป้าอย่างแน่นอน” เด็กหญิงนำมือของตนวางซ้อนทับกับมือของหญิงวัยกลางคนเอ่ยจากหัวใจ
ช่วงสายของวันเดียวกัน ในวันนี้มีครอบครัวหนึ่งเป็นเศรษฐีมาจากในเมือง ครอบครัวนี้แม้ว่าจะมีลูกถึงสองคนแล้วก็ตามแต่เนื่องจากลูกสาวลูกชายต่างก็อายุมาก
อีกทั้งยังไปอยู่ต่างเมือง ดังนั้นพวกเขาจึงได้มายังสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้เพื่อหวังจะได้ลูกสาวคนเล็ก
“คุณคะ พวกเราไปมาตั้งหลายที่ฉันก็ยังไม่เจอเด็กคนนั้นเลย และในเมืองแห่งนี้ก็เป็นสถานที่สุดท้ายแล้วด้วย” คนเป็นภรรยาพูดขึ้นอย่างร้อนใจ
“ที่รัก หากว่าความฝันของคุณเป็นจริงยังไงซะเราก็ต้องเจอกับเด็กคนนั้นอย่างแน่นอนผมมั่นใจ”
“แต่...ถ้าหากไม่เจอล่ะคะ” แม้หญิงสาวคนนี้จะมีอายุอยู่ในช่วงวัยกลางคนทว่าทั้งรูปร่างและหน้าตาของเธอก็ยังคงดูงดงาม
“หากไม่เจอก็คิดว่าพวกเราไร้วาสนาดีไหมครับ อีกอย่างนี่มันปีอะไรแล้วที่เราจะมาเชื่อเรื่องเร้นลับแบบนั้น” คนเป็นสามีพูดขึ้นด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติหาได้หวาดวิตกใด ๆ ไม่
“แต่คุณคะ ในฝันนั้นย้ำหนักหนาว่าหากพวกเราไม่เจอเด็กคนนั้นภายในปีนี้ครอบครัวของเราจะประสบกับหายนะอันใหญ่หลวง มันจะไม่เป็นไรจริงเหรอ” น้ำเสียงของผู้เป็นภรรยายังคงลังเล
ในขณะที่สามีกำลังจะเอ่ยปากปลอบภรรยาของตนอีกครั้งก็พอดีกับเสียงเคาะประตูดังขึ้นเสียก่อน
“ขอโทษนะคะ ที่ปล่อยให้พวกคุณรอนาน ฉันพาเด็กตามลักษณะที่คุณทั้งสองต้องการมาแล้วค่ะ” หญิงวัยกลางคนผู้เป็นหัวหน้าสถานที่แห่งนี้พูดขึ้นก่อนที่จะมีร่างผอมบางของเด็กหญิงคนหนึ่งปรากฏตัวออกมาจากทางด้านหลัง
“ใช่เธอนี่แหละค่ะ คุณคะฉันเจอแล้ว เด็กคนนี้แหละ” น้ำเสียงอันตื่นเต้นของคนตรงหน้าทำให้เสี่ยวเฉามองเธอด้วยความประหลาดใจ
“ใจเย็นครับที่รัก” ผู้เป็นสามีนำมือของเธอมาลูบเพื่อปลอบประโลม “ฉันว่า คุณผู้ชายกับคุณนายลองสนทนากับเธอดูก่อนไหมคะ”
“ได้ค่ะ” น้ำเสียงของคุณนายตระกูลหยางยังคงสั่นอย่างเห็นได้ชัด จนสามีต้องให้เธอสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ
“หนูน้อยเธอชื่ออะไรจ๊ะ อายุเท่าไหร่” น้ำเสียงของหญิงวัยกลางคนผู้นี้เต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่ช่างคล้ายกับความฝันไม่มีผิด
จึงทำให้เสี่ยวเฉาน้ำตาคลอหน่วยอย่างไม่รู้ตัว “แม่” ถ้อยคำนี้แม้จะแผ่วเบา กระนั้นคุณนายหยางก็ยังคงได้ยินอย่างชัดเจน
“เสี่ยวเฉา นี่คือชื่อของหนูใช่ไหมจ๊ะ” คำถามอันอ่อนโยนของหญิงสูงวัยกว่าทำให้เสี่ยวเฉามองหล่อนอย่างประหลาดใจ
“คุณรู้หรือคะ” เด็กหญิงย้อนถามด้วยความงุนงงทั้ง ๆ ที่ดวงตายังคงฉ่ำน้ำ
“ใช่จ้ะ หนูอาจจะไม่เชื่อแต่ฉันเคยฝันถึงหนูและฝันถึงมานานมากแล้ว”
ทั้งห้องตกอยู่ภายในความเงียบหลังประโยคนี้ของคุณนายผู้มีอำนาจและเงินทองเป็นหนึ่งในสามของเมืองจบลง
“ที่รัก เสี่ยวเฉาตกใจหมดแล้ว คืออย่างนี้นะหนูน้อย เธออาจจะไม่เชื่อแต่ฉันจะเล่าให้เธอฟัง เรื่องมันเป็นอย่างนี้
ภรรยาของฉันฝันว่าตนเองได้ทำลูกหายไปและในความฝันนั้นก็ปรากฏว่าเป็นใบหน้าของเธอรวมถึงชื่อที่มีคนเรียก ดังนั้นเธอก็เลยดีใจมากไปหน่อยจึงได้บอกหนูแบบนั้น”
“ถ้าอย่างนี้คุณก็หมายความว่าหนูอาจจะเป็นลูกสาวของคุณอย่างนั้นเหรอคะ”
“ใช่จ้ะ แต่ถึงจะใช่หรือไม่พวกเราก็ตั้งใจที่จะรับหนูไปเลี้ยงหากว่าหนูเต็มใจและต้องการให้เราเป็นพ่อแม่” คำตอบของชายวัยกลางคนทำให้เด็กหญิงนิ่งตรึกตรองอยู่ครู่ใหญ่
“หากว่าหนูไปกับพวกคุณ หนูยังจะได้เรียนหนังสืออยู่ไหมคะ” คำถามของเธอทำให้ผู้ใหญ่ภายในห้องยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู
“ได้เรียนสิจ๊ะ ไม่ว่าหนูอยากจะเรียนอะไร จะต้องการเรียนถึงไหนฉันยินดีจะส่งหนูให้ถึงที่สุด” หญิงวัยกลางคนผู้เป็นคุณนายตระกูลอันมั่งคั่งตอบรับเสียงหนัก
“ถ้าอย่างนั้นหนูจะไปอยู่กับพวกคุณค่ะ”
เมื่อเด็กหญิงพูดออกมาแบบนี้ คู่สามีภรรยาจึงได้ยิ้มให้กันอย่างดีใจระคนโล่งอก อีกทั้งเด็กหญิงตรงหน้าก็ดูเป็นเด็กสุภาพเรียบร้อย
“ถ้าอย่างนั้นต่อไปนี้หนูก็เรียกพวกเราว่าพ่อแม่เถอะ เมื่อกลับถึงบ้านแม่จะแนะนำให้หนูได้รู้จักกับพี่ชายพี่สาว” คุณนายตระกูลหยางจับมือเด็กหญิงอย่างสนิทสนม
“หนูมีพี่ด้วยเหรอคะ” ดวงตาของเธอเปล่งประกาย
“ใช่จ้ะ แต่พี่ของหนูเขาทำงานอยู่ต่างเมืองกว่าจะได้เจอกันสักครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่เป็นไรเพราะพวกเขาเองก็ตื่นเต้นที่จะมีน้องสาวเหมือนกัน โดยเฉพาะพี่สาวของหนูเธอบอกว่าจะตัดชุดให้หนูเองเป็นพิเศษเชียวละ” ใบหน้าของผู้พูดเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
สิบสองปีต่อมา ในวันนี้เป็นวันเกิดครบรอบอายุยี่สิบห้าปีของเสี่ยวเฉา จากเด็กกำพร้าในวันวาน
ตอนนี้เธอได้เติบโตเป็นสาวงามอีกทั้งยังเก่งกาจหากเป็นยุคโบราณก็คงจะต้องพูดว่าเก่งทั้งบุ๋นและบู๊
ทั้งนี้เป็นเพราะพี่ชายของเธอนั้นเป็นห่วงน้องสาวคนเล็กและน้องสาวคนนี้เป็นคนเรียนรู้เร็วรวมถึงยังไม่เหมือนกับหญิงสาวผู้ร่ำรวยคนอื่น ดังนั้นเจ้าตัวจึงได้ให้น้องเรียนศิลปะป้องกันตัวทุกแขนงและอาวุธทุกประเภทเมื่อยิ่งเรียนพรสวรรค์ก็ยิ่งปรากฏ
ดังนั้นภายในห้องใหญ่ของคฤหาสน์จึงเต็มไปด้วยถ้วยรางวัลของเสี่ยวเฉาตั้งแต่เด็กจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
ส่วนคนเป็นพี่สาวเองก็รู้สึกพอใจเช่นกันที่น้องสาวของตนเก่งกาจด้านแฟชั่นไม่แพ้ตัวเอง ไม่เพียงแค่พวกพี่เท่านั้นที่รู้สึกภาคภูมิใจในตัวคนเป็นน้อง เพราะแม้แต่ความสามารถของพ่อแม่คุณหนูเล็กตระกูลหยางก็สืบทอดมาจนหมดสิ้น ทั้งทางด้านดนตรีและหัวทางธุรกิจ
แต่แล้วครอบครัวอันอบอุ่นก็ถึงคราวประสบเคราะห์กรรม “แม่คะ พ่อคะ อย่าเพิ่งเดินทางตอนนี้เลยนะคะ ฉันเป็นห่วง” เสี่ยวเฉาพูดขึ้นในขณะใกล้วันเกิดของตน
“ลูกคิดถึงพวกเราเหรอจ๊ะ” คนเป็นแม่ลูบผมยาวของบุตรสาวเอ่ยอย่างรักใคร่
“ใช่ค่ะ หนูรู้สึกยังไงไม่รู้บอกไม่ถูก เอาไว้ปีหน้าค่อยไปนะคะ ถึงเวลานั้นหนูจะไปด้วย” เธอยังคงอ้อนออดมารดาอยู่เช่นเดิม
“ไม่ได้นะสิลูก พ่อนัดกับเพื่อนทางนั้นเอาไว้แล้วและที่สำคัญเรานัดคุยเรื่องงานกันด้วยหากว่าไม่ไปเราคงต้องสูญเสียเงินหลายสิบล้านทีเดียว” คำตอบของคนเป็นพ่อทำให้เสี่ยวเฉาได้แต่ทอดถอนใจ
“คุณพ่อคะ เงินของเราก็มีมากแล้วนะคะทำไมพ่อต้องทำให้ตัวเองเหนื่อยอีก” น้ำเสียงอ่อนใจของคนเป็นลูกทำให้ชายวัยชรายกยิ้มอย่างเอ็นดู
“พ่อทำงานมาตั้งแต่เด็ก หนูจะให้พ่ออยู่เฉย ๆ ไม่ได้หรอก เอาเป็นว่าหลังจากการเดินทางครั้งนี้พ่อกับแม่จะอยู่เฉย ๆ ให้หนูเลี้ยงดีไหม”
“พ่อพูดแล้วนะคะ มาเกี่ยวก้อยสัญญากัน” ผู้เป็นบิดายอมยกนิ้วเกี่ยวก้อยสัญญากับลูกสาวแต่โดยดี
ยิ่งใกล้วันเดินทางของคนทั้งคู่ จิตใจของเสี่ยวเฉาก็เริ่มอยู่ไม่เป็นสุขเช่นกัน แต่เธอไม่รู้ว่าจะห้ามคนทั้งสองได้ยังไงจึงได้แต่ภาวนาขอให้พ่อแม่ปลอดภัย
“ลูกรักวันนี้วันเกิดหนูนะจ๊ะ ยิ้มแย้มหน่อยพ่อกับแม่มีของขวัญให้ด้วยนะ”
“ของขวัญที่ดีสำหรับหนูก็คือขอให้พวกเราอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันทุกปีก็พอค่ะ รวมถึงพี่ชาย พี่สะใภ้ พี่สาว พี่เขย หลาน ๆ และป้าหม่าด้วย” คำพูดของหญิงสาวได้เรียกรอยยิ้มให้กับทุกคน
“เอาเถอะ เราได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันแน่นอน” พ่อผู้ชราพูดขึ้นโดยที่ไม่รู้ว่าอีกสองวันต่อมาเครื่องบินที่ตนกับภรรยานั่งจะเกิดเหตุร้าย
หลังจากจัดการเรื่องงานศพของพวกเขาได้ครึ่งปี ป้าหม่าผู้มีโรคประจำตัวก็เกิดป่วยเพราะอาการกำเริบ
“เสี่ยวเฉาของเราโตแล้วอีกทั้งยังเป็นเด็กดี ป้าไม่เสียใจเลยที่ได้อยู่มาจนถึงทุกวันนี้ หากว่าไม่มีป้าอยู่แล้ว หนูสัญญากับป้านะว่าจะใช้ชีวิตของตนให้ดี จงใช้ชีวิตให้มีความสุข”
น้ำตาของเสี่ยวเฉาหลั่งไหลราวทำนบแตก “ป้าหม่าต้องอยู่กับหนูด้วยสิคะ อย่าพูดแบบนี้ พ่อแม่ก็จากหนูไปแล้วป้าอย่าทิ้งหนูไปอีกคนเลยนะ” หญิงสาวกุมมือของหญิงวัยชราเอาไว้แน่นเอ่ยเสียงสะอื้น
“น้องสาว อย่าทำแบบนี้ไม่อย่างนั้นป้าหม่าจะไปไม่สงบนะ” คนเป็นพี่ชายปลอบพลางนำมือบีบหัวไหล่ของหล่อนเพื่อให้กำลังใจ
เสี่ยวเฉาเงยหน้ามองคนพูดก่อนจะหักห้ามความรู้สึกแล้วหันมาพูดกับหญิงชราด้วยรอยยิ้มทั้งน้ำตาอีกครั้ง
“ป้าหม่าคะ ฉันขอโทษ ฉะ..ฉันจะให้สัญญากับป้าค่ะ” หญิงวัยชราแย้มยิ้มอย่างเป็นสุข จากนั้นอีกสามวันต่อมาดวงตาของป้าหม่าก็ปิดลงตลอดกาล
ภาพเดิม เหตุการณ์เดิม ในวันที่เพิ่งจัดการงานศพของพ่อแม่วนกลับมาอีกครั้ง นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเสี่ยวเฉาก็ใช้ชีวิตตามที่ให้สัญญากับป้าหม่า แม้ว่าภายในใจจะรู้สึกเศร้าหมอง
ทว่าในยามที่พบเจอหน้ากับญาติผู้พี่ที่เหลืออยู่ เธอก็จะยิ้มแย้มราวกับว่าตนสบายดี เพียงแต่เธอไม่คิดจะคบใครเท่านั้นเองจึงทำให้พี่ชายพี่สาวค่อนข้างเป็นห่วง
และแล้วความสูญเสียก็กำลังจะเกิดขึ้นกับเธออีกครั้งเมื่อครอบครัวของพี่ชายติดโรคระบาดที่ยังไม่มียารักษา
“ไม่จริงใช่ไหมคะ ทำไมพวกเราจะต้องเจออะไรแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วย” เสี่ยวเฉาฟูมฟายร้องไห้ราวคนเสียสติ
“น้องเล็กใจเย็น ๆ นะ พี่เชื่อว่าหมอจะต้องหาวิธีรักษาโรคนี้ได้แน่” คนเป็นพี่สาวกอดน้องพร้อมพูดปลอบซึ่งก็เป็นการปลอบตนเองด้วยเช่นกัน
ในค่ำคืนวันเดียวกันนั้น เสี่ยวเฉาร้องไห้จนหลับไป เจ้าอยากช่วยพวกเขาไหมล่ะ เสียงในความฝันเป็นเสียงแหบพร่าของหญิงชราที่เธอไม่เคยได้ยิน
“อยากค่ะ คุณช่วยพวกเขาได้ไหม ฉันยินยอมแลกกับทุกอย่าง” “แน่ใจนะ เพราะชีวิตต้องแลกด้วยชีวิตและนี่มีถึงสี่ เจ้าคิดว่ายังไงล่ะ” น้ำเสียงแหบพร่านั้นย้อนถามขึ้นอีกครั้ง
“ฉันยินดีค่ะ คุณเอาชีวิตของฉันไปได้เลย”
“ชีวิตของเจ้าไม่มีประโยชน์สำหรับเรา แต่มีประโยชน์กับคนอื่น หากเจ้าบอกเช่นนี้เราจะส่งเจ้าไปที่นั่น เราหวังว่าคำสาปที่ติดตามเจ้ามานานจะหายไป”
ประโยคหลังแม้ว่าจะแผ่วเบากระนั้นเสี่ยวเฉาก็ยังได้ยินอย่างชัดเจน “คุณหมายความว่ายังไงคะ คำสาปอะไร”
“เมื่อถึงเวลาเจ้าจะรู้เอง เราต้องไปแล้ว เจ้าเองก็ควรเตรียมตัวเอาไว้ด้วย สถานที่แห่งนั้นเป็นยุคแห่งความวุ่นวายเจ้าควรเตรียมสิ่งของเอาไว้ให้มากโดยเฉพาะสิ่งของที่เกี่ยวกับปัจจัยของการดำเนินชีวิต วิธีเก็บเจ้าก็แค่เอ่ยคำว่าเก็บของเหล่านั้นจะหายไป เจ้ามีเวลาทั้งหมดคือแค่เช้าวันพรุ่งนี้จนถึงเที่ยงคืน ส่วนเรื่องของพี่ชายเจ้าเขากับครอบครัวจะหายดีในไม่ช้า" หลังจากคำพูดอันยืดยาวนี้จบลงเสี่ยวเฉาก็ลืมตาตื่น
ยังไม่ทันที่เธอจะคิดถึงความฝันเสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องสวยก็ดังขึ้นเสียก่อน
“น้องเล็ก พี่ชายใหญ่ พี่สะใภ้กับเจ้าหนึ่ง เจ้าสอง อาการดีขึ้นแล้วพวกเขาไม่ได้เป็นโรคระบาดหมอตรวจผิดไป ทั้งนี้เป็นเพราะอาการมันคล้ายกัน” น้ำเสียงของคนในสายเต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดี
สายลมหนาวพัดโชยท่ามกลางป่าเขาที่ต้นไม้ยืนต้นตายแห้งเหี่ยวเนื่องจากสภาพอากาศอันเลวร้ายที่มองไปทางไหนก็เห็นเพียงสีขาวโพลนของหิมะที่ทอดยาว ครอบครัวเสือทั้งสี่ตัวที่บัดนี้ได้คืนร่างเดิมเป็นการชั่วคราวได้แยกย้ายกันวิ่งสำรวจป่าแห่งนี้ราวกับเป็นบ้านของตน โดยหญิงสาวผู้อยู่ในชุดเสื้อโค้ทตัวยาวสีน้ำเงินเข้มยืนกอดอกมองการกระทำของพวกมันแต่ละตัว “ระวังตัวกันด้วยล่ะ” เสี่ยวหนิงตะโกนไล่หลังสัตว์ทั้งสี่ที่กำลังวิ่งห่างออกไปไกลซึ่งมีเพียงเสียงคำรามตอบกลับมา แปลได้ว่าไม่ต้องเป็นห่วง เสี่ยวหนิงได้แต่ยกยิ้มโคลงศีรษะก่อนที่จะเดินย้อนกลับลงเขาตามลำพังท่ามกลางเกร็ดละอองสีขาวจากฟ้าเบื้องบน เพียงพริบตาเว
เสียงเคาะประตูจากด้านนอกดังขึ้นขัดการสนทนาของคนทั้งสอง เมื่อบานประตูไม้หนาหนักเปิดออกชายหนุ่มในเครื่องแบบคนนั้นก็ยกมือป้องปากข้างหูคนเป็นเจ้านาย ผู้เป็นใหญ่ของสถานที่เริ่มคิ้วขมวดหลังฟังจบเขาก็โบกมือให้ชายคนนี้เป็นสัญญาณให้เดินถอยไป “ฉันกลับบ้านพร้อมกับคู่หมั้นได้แล้วใช่ไหมคะ” หญิงสาวขยับกายของตนด้วยกิริยานุ่มนวลถามขึ้นด้วยรอยยิ้มละไม “ใช่ครับ ผมต้องขอโทษด้วยที่ทำให้คุณหนูใหญ่หยางเสียเวลา” แม้ปากเขาจะพูดเช่นนี้ทว่าใบหน้ากับการกระทำนั้นค่อนข้างสวนทางเป็นอย่างยิ่ง ภายในอกของเขารู้สึกผิดหวังที่หนึ่งหญิงหนึ่งชายไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเมื่อคืน เสียงประตูห้องเปิดออกโดยไม่มีการแจ้งเตือนจ
ความภาคภูมิใจฉายชัดบนใบหน้าของเขาอย่างชัดเจนจนทำให้ผู้ที่หลุดออกมาจากสมาธิหลังจากเย็บแผลจนเสร็จสมบูรณ์หันมาเห็น “ฉันเก่งมากใช่ไหมคะ” หล่อนถามอย่างไร้อาการเก้อเขิน “ใช่ครับ ทั้งเก่งทั้งสวยและยังฉลาดมากที่สุด” คำชมของเขาทำให้คนถูกชมหน้าแดงซ่านหล่อนหลุบตาลงต่ำด้วยสะท้านกับสายตาของคนพูดที่ไม่ดูเวล่ำเวลา เสียงละเมอของคนเจ็บดังขึ้นจึงทำให้บรรยากาศระหว่างชายหนุ่มหญิงสาวหายไปหลี่ลู่เหอกระแอมในลำคอเปลี่ยนเป็นมานั่งตัวตรงมองไปทางคนเจ็บที่ยังไม่ลืมตา “เขาจะฟื้นตอนไหนหรือครับ” เขาบ่ายหน้ามาถามหญิงคนรักที่กำลังถอดถุงมือ “ฉันคิดว่าน่าจะเช้าค่ะ พี่เหอคะช่วยฉันปลดเชือกด้านหลังหน่อยไม่รู้ว่ามันติดอะไร” เสี่ยวหนิงตอบพลางพยายามแก้ปมเชือกชุดที่ใช้ผ่าตัดคนไข้จำเป็นของตน
ฉับพลันดวงตาของคนฟังก็เบิกกว้างก่อนที่เขาจะปรับอารมณ์ของตนให้เป็นปกติ “น้องรู้เรื่องนี้ได้ยังไง” น้ำเสียงของเขาแสดงความประหลาดใจ “คือ หากฉันบอกว่าสามารถรู้อนาคตได้พี่จะเชื่อฉันไหมคะ” แม้ว่าท่าทางของเธอจะดูกึ่งเล่นกึ่งจริงทว่าในหลายเหตุการณ์ที่ผ่าน ๆ มาหลี่ลู่เหอจึงได้พยักหน้าลงโดยไร้ข้อกังขา เสี่ยวหนิงมองคนรักราวกับจะให้ทะลุถึงจิตใจ “ทำไมมองพี่แบบนั้นล่ะครับ” ชายหนุ่มถามขึ้นพลางดึงมือของเธอขึ้นมาเป่าเพื่อหวังเพิ่มความอบอุ่น “ทำไมฉันบอกอะไรพี่ก็เชื่อไปซะหมดล่ะคะไม่กลัวว่าตัวเองจะถูกหลอกเลยเหรอ” คนพูดเงยหน้าจ้องเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่มผู้กำลังมองตนอยู่เช่นกันเอ่ยเสียงอ่อน “หากพี่ไ