Share

บทที่ 10

จางหยางที่ตอนนี้เริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าได้ทำตัวแตกตื่นจนเกินไป เมื่อเห็นทุกคนมองมาแต่ทางเขาเป็นตาเดียวเขาก็ได้แต่ยิ้มเขิน ๆ ออกมา

“แล้วตอนนี้ท้องได้กี่เดือนแล้วลูก หนูไปหาหมอมาบ้างหรือเปล่า” แม่ถามฮัวเหมยขึ้นมาด้วยความเป็นห่วง

“ได้สามเดือนกว่าหนูไปหามาแล้วค่ะ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ หลานชายของแม่สบายดี” ฮัวเหมยพูดอย่างยิ้มแย้ม

“รู้ได้ยังไงกันว่าจะเป็นหลานชาย จะชายหรือหญิงหนูก็ต้องรักเขาเท่ากันนะลูก หนูอย่าไปให้ค่านิยมแบบนี้นะมันไม่ดี” แม่ก็พูดออกมายืดยาวเพราะคิดว่าลูกสาวตนจะให้ค่านิยมตามคนส่วนใหญ่เรื่องลูกชายลูกสาว

“แม่อย่าเข้าใจหนูผิดสิคะ หลานสาวตัวน้อยของแม่บอกหนูต่างหากล่ะคะว่าในท้องหนูเป็นน้องชาย หนูเองยังอยากได้ลูกสาวเหมือนเจ้าตัวน้อยเลยด้วยซ้ำ” ฮัวเหมยก็อธิบายคำพูดออกมาอย่างยืดยาว

ซินซินก็ได้แต่นั่งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ต่อไปคงมีแต่เพียงรอยยิ้มกว้างอย่างไร้เดียงสาส่งมาให้ทุกคนเพียงเท่านั้น เมื่อทุกคนอยู่คุยกันสักพักฮัวเหมยก็ได้มาจูงมือเจ้าตัวน้อยเข้ามาในห้องนอนของซินซินเพื่อจะคุยเรื่องการขายสบู่กันต่อ

“ซินซินที่อามาวันนี้อาเอาเงินค่าสบู่มาให้หนูด้วยนะคะ แล้วสบู่ที่บ้านของอาเหลืออยู่ลังเดียวแล้วหนูจะให้อาทำอย่างไรดี” ฮัวเหมยถามเจ้าตัวน้อยขึ้นมา

“พรุ่งนี้หนูจะเอาไปเพิ่มให้อีกห้าลังเลยค่ะ แต่ละลังมีห้าร้อยก้อนหนูก็ส่งให้คุณอาก้อนละหนึ่งหยวนเหมือนเดิม ว่าแต่อาเขยเขาไม่ว่าคุณอาหรือคะที่แอบขายของ” ซินซินถามขึ้นด้วยความแปลกใจ

“ไม่หรอกจ้ะเขาเองยังเอาไปขายให้กับหัวหน้าและคนที่สนิทกันด้วยเลย และทุกคนต่างก็ชอบกันมาก” ฮัวเหมยตอบหลานสาวพร้อมกับลูบหัวของหลานสาวไปด้วย หลานสาวเธออายุเพียงแค่นี้แต่ช่างฉลาดนักเธอคิด

“เรามาคิดเงินกันเถอะหลานรัก สบู่ครั้งก่อนที่หลานให้อาไว้มีสามลัง ลังละห้าร้อยก้อนคิดเป็นเงินหลานก็ได้หนึ่งพันห้าร้อยหยวนแต่อาเพิ่มให้หนูเป็นสองพันหยวนนะคะ เพราะถ้าไม่มีหนูอาคงไม่สามารถทำเงินได้มากแบบนี้” ฮัวเหมยเอาเงินให้หลานสาวตัวน้อยของตนพร้อมโอบกอดหลานด้วยความรักและขอบคุณ

“หนูว่าคุณอาลาออกดีไหมคะเพราะคุณอาท้องแล้วอยู่กับฝุ่นผงมาก ๆ จะไม่เป็นการดีทั้งคุณอาและน้องชายได้”

“นี่หนูอายุสามขวบจริงหรือเปล่าลูก ทำไมหนูถึงรู้เรื่องเยอะจัง” ฮัวเหมยพูดพร้อมบีบจมูกของหลานสาวเบา ๆ อย่างเอ็นดู

“สามขวบจริงสิคะ” ซินซินตอบผู้เป็นอา ‘แต่อายุทางจิตวิญญาณนั่นนับไม่ได้แล้ว’ เธอคิดในใจ

“ไว้อาจะลองคิดดูนะคะ”

“อีกหน่อยบ้านเมืองเราก็จะขายสินค้าได้อิสระมากขึ้นใครทำก่อนก็จะรวยก่อนคุณอาเชื่อหนูไหมคะ” ซินซินมองหน้าผู้เป็นอาอย่างจริงจัง

“อามั่นใจในตัวหนูนะลูก เพราะตั้งแต่หนูเกิดมาบ้านของเราก็ดีมาตลอดหนูเป็นเทพธิดาเป็นดาวนำโชคให้กับครอบครัวของเราเลย ฉะนั้นอาเชื่อหนูทุกอย่างและอาคิดว่าถึงแม้ว่าหนูจะยังเป็นเด็กแต่หนูก็รู้สิ่งใดควรไม่ควร

แต่อาและทุกคนก็หวังอยากจะให้หนูใช้ชีวิตแบบเด็ก ๆ ให้มีความสุขเช่นกัน ดังนั้นหนูอย่านำเรื่องที่หนูรู้ไปบอกกับคนอื่นนะคะ เพราะเขาอาจจะมาทำร้ายหนูได้” ฮัวเหมยเองก็กล่าวเตือนหลานสาวตัวน้อยขึ้นมา

“รับทราบค่ะ” ซินซินซึ่งรับรู้ถึงความจริงใจจากผู้เป็นอาที่ส่งมาให้ก็เกิดความรู้สึกอบอุ่นขึ้นในใจ

“เราออกไปข้างนอกกันดีไหมคะ เดี๋ยวอาจางหยางจะสงสัยที่เราสองคนหายไปนาน”

จางหยางได้เห็นภรรยาของตนเดินจูงมือของหลานสาวตัวน้อยออกมาจากห้องแล้วก็รีบเดินมาประคองฮัวเหมยด้วยความเป็นห่วง

“คุณคะ ท้องฉันยังไม่โตนะคะฉันยังเดินได้คล่องอยู่ไม่ต้องประคองก็ได้ฉันอาย”

“คุณจะอายอะไรล่ะครับคนในครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น ผมว่าคุณไปลาออกจากงานเถอะครับผมเป็นห่วง” จางหยางพูดพร้อมกับประคองฮัวเหมยที่จูงมือหลานสาวมานั่งแล้ว

“แม่เองก็เห็นด้วยกับอาหยางนะลูก” เมื่อแม่พูดจบฮัวเหมยก็ได้มองหน้าทุกคนและก็เลยมาถึงหน้าหลานสาวตัวน้อยเป็นคนสุดท้าย

“หนูบอกคุณอาแล้ว เชื่อหนูและทุกคนเถอะค่ะ ตอนนี้รายได้ของคุณอามากกว่าทำงานหลายปีรวมกันเสียอีก” เจ้าตัวน้อยก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง

“ตกลงค่ะ พรุ่งนี้หนูจะไปทำเรื่องกับฝ่ายบุคคล”

“ดีแล้วครับเดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะพาคุณไปเอง”

“กินข้าวเย็นกันได้แล้วค่ะ” เสียงของซูเหมยร้องเรียกทุกคนเมื่อเธอตั้งโต๊ะกับข้าวเสร็จแล้ว

“คืนนี้ก็นอนที่นี่นะลูก กลับมืด ๆ ค่ำ ๆ มันอันตราย ถึงแม้ว่าจะมีไฟตามทางแล้วแต่ถนนมันก็ยังไม่ดีนัก”

“ค่ะแม่” ฮัวเหมยตอบรับผู้เป็นแม่อย่างเชื่อฟัง

ซินซินก็ได้ผู้เป็นพ่ออุ้มเข้ามาในห้องของตัวเองเช่นเดียวกัน โดยมีแม่และพี่ชายตามมาด้วย

“แม่คะ พ่อคะ พี่คะ ซินซินรวยแล้วค่ะ วันนี้คุณอาเอาเงินค่าสบู่มาให้หนูตั้งสองพันหยวน หนูคิดว่าอีกหน่อยหากมีการเปิดโอกาสให้ซื้อบ้านกันได้เราไปซื้อบ้านแล้วย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองกันดีไหมคะ” ซินซินถามครอบครัวของตน

“หนูรับรองว่าครอบครัวเราจะต้องดีขึ้นมากกว่านี้อย่างแน่นอน และเราก็จะได้ไปให้ไกลจากคนบ้านหลงด้วย หนูอยากให้คุณย่าสบายกายและใจค่ะ” ซินซินพูดออกมาจากใจจริง

“หนูคิดว่าอีกหน่อยเราจะมีอิสระในการทำอะไรมากขึ้นหรือครับลูก” จินเป่าถามลูกสาวตัวน้อย

“ใช่ค่ะ แต่หนูก็ยังไม่รู้ช่วงเวลาที่แน่นอนแต่อาจจะไม่เกินห้าหรือหกปีหรอกค่ะ” ซินซินตอบขึ้นอย่างกลาง ๆ เพราะในโลกที่เธออยู่ตอนนี้เป็นโลกคู่ขนานกับโลกเดิม และถึงแม้จะมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่คล้ายคลึงกันอยู่ ดังนั้นด้านเวลาก็อาจจะมีการคลาดเคลื่อนกันก็ได้

“ตอนนี้ก็ดึกมากแล้วหนูจะนอนคนเดียวจริงหรือลูก” ผู้เป็นแม่ถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง ถึงแม้ว่าเธอจะถามลูกสาวตัวน้อยทุกวันก็ตาม

“นอนได้ค่ะ หนูก็นอนมาทุกวันแล้วนี่คะ” ซินซินก็ตอบเหมือนทุกวันที่แม่ถาม

“ให้พี่นอนเป็นเพื่อนดีไหมครับ” ซานซานถามน้องสาวด้วยความเป็นห่วงเช่นกัน

“พี่ชายหนูโตแล้วนะคะ เราไม่ควรนอนด้วยกันแล้ว” ซินซินผู้ซึ่งอายุสามขวบตอบพี่ชายของตน เธอรู้ว่าพ่อแม่และพี่ชายเป็นห่วงเธอเพราะพวกเขาถามเธอมาตลอดตั้งแต่เธอแยกห้องนอนออกมาเมื่ออายุได้สามขวบเต็ม

เมื่อทุกคนได้ยินคำตอบที่มั่นใจของลูกสาวตัวน้อยและน้องสาวสุดที่รักแล้วพวกเขาก็ได้แต่ต้องแยกย้ายกันไปนอนยังห้องของตัวเอง

เช้าวันต่อมาอากาศก็ยังคงหนาวอยู่เช่นเดิม ซินซินตัวน้อยเองก็ยังคงนอนอยู่บนที่นอนนุ่มใต้ผ้าห่มอุ่นของตนอย่างมีความสุข

“เจ้าตัวน้อยกำลังจะเกิดพายุหิมะอีกครึ่งเดือนข้างหน้าจงเตรียมตัวรับมือให้พร้อมนะ แล้วห้ามขอพรให้พายุไม่เกิดล่ะ เพราะนี่เป็นชะตากรรมที่มนุษย์จะต้องพบเจอ

แต่เจ้าสามารถขอพรให้มีอาหารและเครื่องนุ่งห่มเพื่อแจก จ่ายช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้ แต่ก็จงอย่าทำมากจนเกินไปตัวเจ้าเองจะเดือดร้อนเอาได้เช่นกัน” เจ้าแม่หนี่วาได้มาเตือนซินซินในความฝัน

“เจ้าแม่อย่าเพิ่งไปเจ้าค่ะ” ซินซินส่งเสียงละเมอออกมา พร้อมกับลืมตาตื่น เธอได้คิดถึงสิ่งที่เจ้าแม่มาเตือนโดยการนั่งนิ่ง ๆ ว่าเธอควรจะทำอย่างไรดีเพราะยุคนี้หากเอาของออกมามากจนเกินไปย่อมเป็นอันตรายกับตัวเองและครอบครัวเป็นแน่

“ซินซินหนูตื่นหรือยังคะ” เสียงผู้เป็นแม่ถามลูกสาวตัวน้อยอยู่หน้าประตูห้องก่อนที่จะเปิดประตูเข้ามา

“เป็นอะไรไปคะ ทำหน้ายุ่งแต่เช้าเชียว”

“คุณแม่คะ หนูฝันถึงเจ้าแม่หนี่วาค่ะ ท่านมาบอกว่าอีกครึ่งเดือนจะเกิดพายุหิมะ ซึ่งหนูเองก็ไม่ทราบความรุนแรงเพราะท่านไม่ได้บอกไว้ ท่านเพียงมาบอกว่าให้เตรียมตัวให้พร้อมเพียงเท่านั้นค่ะ” เมื่อผู้เป็นแม่ได้ฟังก็ตกใจ

“เราลองออกไปปรึกษาทุกคนดูดีไหมคะ หนูไม่ต้องกังวลใจไปนะลูก” ผู้เป็นแม่ปลอบลูกสาวของตนพร้อมกับกอดเจ้าตัวเล็กไว้ในอ้อมแขน

“ค่ะแม่” ซินซินตอบรับแม่ของตนพร้อมกับสูดกลิ่นหอมจากร่างกายของผู้เป็นแม่ไปด้วย

เมื่อทุกคนได้ทานอาหารเช้าร่วมกันเสร็จแล้ว ก็พากันมานั่งเล่นที่ห้องโถงของบ้านเพราะเป็นห้องที่มีปล่องไฟทำให้คลายความหนาวลงได้มาก ฮัวเหมยและสามีก็ยังไม่ได้กลับไปเพราะข้างนอกยังมีหมอกอยู่ ทั้งสองจึงต้องรอให้สายกว่านี้เพื่อให้หมอกจางลงไปก่อน

“ซินซินเล่าว่าเจ้าแม่หนี่วาได้มาเตือนว่าอีกครึ่งเดือนจะเกิดพายุหิมะขึ้นค่ะ แต่เจ้าแม่ไม่ได้บอกว่าจะรุนแรงมากน้อยแค่ไหน” ซูเหมยได้พูดถึงสิ่งที่ลูกสาวตัวน้อยเล่าให้เธอฟังเมื่อเช้าออกมา

ทุกคนที่ได้ฟังต่างก็ตกใจไปตาม ๆ กัน เพราะภัยที่เกิดจากพายุหิมะนั้นมีความน่ากลัวมาก พอเกิดทีก็มักจะมีผู้คนอดตายและหนาวตายเป็นจำนวนมากด้วยความขาดแคลนทั้งจากอาหารและเสื้อผ้าที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ยิ่งบ้านไหนไม่แข็งแรงก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เพราะทั้งบ้านและคนก็จะจมไปพร้อมกับหิมะอันหนาวเหน็บ

“เราจะทำอย่างไรกันดีจะบอกว่าฝันถึงเทพมาเตือนก็ไม่ได้เด็ดขาด หากพูดแบบนี้ออกมาบ้านเราคงได้ถูกทหารมาจับเป็นแน่ด้วยข้อหาบูชาความเชื่อ” ผู้เป็นย่าของซินซินกล่าวขึ้นมาด้วยความร้อนใจ

“เดี๋ยวนะครับทำไมทุกคนถึงได้ปักใจเชื่อว่าจะเป็นเรื่องจริงกันครับ” จางหยางถามขึ้นด้วยความสงสัยระคนแปลกใจ

ทุกคนที่ได้ยินคำถามของจางหยางก็ไม่รู้ว่าจะตอบยังไงออกมา จะบอกว่าลูกหลานของตนเป็นเทพธิดามาเกิดก็คงไม่ได้เป็นแน่ ด้วยความเงียบของทุกคนจางหยางก็ยิ่งสงสัยขึ้นไปอีกเขาจึงได้หันมามองหน้าผู้เป็นภรรยาว่าจะให้คำตอบแก่เขาได้หรือไม่

“อาจางหยางคะ อาดูนี่นะคะ” เมื่อจบคำพูดของซินซินก็มีเสื้อบุนวมตัวหนาสีดำออกมาปรากฎอยู่ในมือของเธอหนึ่งตัว จางหยางที่ได้เห็นก็ตกตะลึงเบิกตากว้างไปแล้ว เพราะว่าตอนนี้หลานสาวตัวน้อยนั่งอยู่บนพรมที่พื้นและรอบ ๆ ไม่เคยมีเสื้อตัวนี้มาก่อน แต่อยู่ดี ๆ เสื้อตัวนี้ก็มาอยู่ในมือของหลานตัวน้อยได้ยังไงกัน

ซินซินผู้แสนซนกลัวว่าอาเขยจะไม่เชื่ออีกจึงได้เสกของกินออมาวางไว้รอบตัวอย่างมากมาย ครั้งนี้จางหยางได้สูญสิ้นความสุขุมที่เคยมีอย่างสิ้นเชิง

“ซินซินหนูเป็นนางฟ้ามาเกิดหรือลูกอาตกใจมากเลย แต่หนูไม่ต้องกลัวนะอาจะปกป้องหนูอีกแรงอย่าไปทำให้ใครเห็นอีกนะครับ” จางหยางตอนนี้เชื่ออย่างสนิทใจถึงเรื่องพายุหิมะแล้ว

“อาหยางลูกไม่ตกใจหรือคิดว่าซินซินจะไม่ใช่คนบ้างหรือ” เยว่จินถามกับลูกเขยของตนด้วยความแปลกใจ

“แปลกใจมากกว่าครับแต่ไม่ได้กลัวอะไรเพราะก่อนที่ผมจะได้พบกับฮัวเหมย ผมได้เคยไปฝึกจิตอยู่กับพระอาจารย์ท่านหนึ่งท่านเคยบอกว่าสักวันผมจะได้แต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่งที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นผู้ที่มีความพิเศษมาก ๆ ท่านบอกให้ผมคอยช่วยเป็นกำลังให้กับคนผู้นี้ด้วย” จางหยางเล่าถึงอดีตของตน

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 166

    “มีงานด่วนนะ พวกเรากลับบ้านกันเถอะ น้องสาวน้องเขยเหนื่อยหรือเปล่าการเดินทางค่อนข้างไกล” ชุนตอบคำถามหลานสาวก่อนหันไปถามน้องสาวและน้องเขยอย่างเป็นห่วง“ไม่เหนื่อยค่ะ พวกเราไม่ได้นั่งอยู่ข้างนอก” ซูเหมยสำรวจพี่ชายในขณะตอบเมื่อเห็นว่าเขาสุขสบายดีเธอก็วางใจ“เด็ก ๆ เป็นอย่างไรบ้างคะพี่” ซูเหมยถามถึงลูกชา

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 165

    หลังจากซินซินกับมู่หลงเฉินเดินทางกลับมายังมณฑลของตัวเอง เด็กน้อยไท่ไท่ผู้ฉลาดแสนซนก็ได้เข้าโรงเรียนระดับประถมซึ่งเป็นการเข้าเรียนทั้งที่อายุยังน้อยทำให้ครูในโรงเรียนได้ให้เขาทำแบบทดสอบมากมายเด็กชายก็ทำทุกวิชาได้เป็นอย่างดี ที่เป็นอย่างนี้ก็ต้องยกความดีความชอบให้กับจิวจิวผู้ที่คอยสอนสั่งเด็กน้อยในเร

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 164

    “ครับ” เด็กหนุ่มรับคำอย่างมุ่งมั่น“ส่วนของที่อยู่ในซองนี้ พี่จะเก็บรักษาเอาไว้ให้ก่อน เมื่อไหร่ที่นายเติบโตพี่จะมอบมันให้อย่าบอกแม่ของนายล่ะ” มู่หลงเฉินกล่าวกำชับน้องชายพร้อมกับเก็บสิ่งที่อยู่ในซองลงในลิ้นชักตามเดิม“ผมเข้าใจครับ” เด็กหนุ่มรับคำอย่างเชื่อฟังในจดหมายของคุณปู่ได้ระบุไว้ทั้งหมดอย่างล

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 163

    “ซินซินลูกเป็นอะไรครับ ทำไมร้องไห้ไม่หยุดเลย” มู่หลงเฉินพยายามกล่อมบุตรชายเท่าไหร่ เขาก็ไม่ยอมเงียบ ชายหนุ่มจึงได้ถามภรรยาสาวอย่างจนใจ“ส่งลูกมาให้ซินซินเถอะค่ะ แล้วพวกเราไปห้องคุณปู่กัน” ซินซินกล่าวออกมาอย่างยากลำบากเพราะรู้ว่าสามีรักผู้เป็นปู่มากขนาดไหน“หมายความว่า” มู่หลงเฉินกล่าวเพียงแค่นั้น หล

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 162

    ทำให้เจ้าหน้าที่ สามสี่คนต้องตกใจตื่น พวกเขามองกันเหลอหลาว่าใครที่มาเรียก แต่ทว่าก็ไม่เห็นตัวคนจึงทำให้พวกเขาพากันขนลุกซู่พร้อมทั้งคิดเหมือนกันว่าพวกเขาน่าจะเจอดีเข้าแล้วและก่อนที่พวกเขาคิดฟุ้งซ่านไปมากกว่านี้ พวกเขาก็เห็นรถของมู่หลงเฉินที่จอดอยู่หน้าประตูโรงพยาบาลทำให้พวกเขารีบออกมาดู และก็ต้องขนต

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 161

    “ซินซินขอโทษนะคะ ที่ทำให้พี่ลำบาก” หญิงสาวกอดชายหนุ่มพร้อมพูดจาออดอ้อนอย่างอ่อนหวาน“พี่เข้าใจน้องครับ” ชายหนุ่มเอามือลูบผมภรรยากล่าวตามจริง แม้ว่าในบ้างครั้งเขาจะรู้สึกเหนื่อยก็ตาม แต่หลังจากคิดได้ว่าการที่ภรรยากำลังอุ้มท้องบุตรของตนนั้นลำบากกว่าเขาตั้งหลายเท่าก็ทำให้เขากลับรู้สึกสงสารหญิงสาวเป็นอย

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status