مشاركة

บทที่ 10

จางหยางที่ตอนนี้เริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าได้ทำตัวแตกตื่นจนเกินไป เมื่อเห็นทุกคนมองมาแต่ทางเขาเป็นตาเดียวเขาก็ได้แต่ยิ้มเขิน ๆ ออกมา

“แล้วตอนนี้ท้องได้กี่เดือนแล้วลูก หนูไปหาหมอมาบ้างหรือเปล่า” แม่ถามฮัวเหมยขึ้นมาด้วยความเป็นห่วง

“ได้สามเดือนกว่าหนูไปหามาแล้วค่ะ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ หลานชายของแม่สบายดี” ฮัวเหมยพูดอย่างยิ้มแย้ม

“รู้ได้ยังไงกันว่าจะเป็นหลานชาย จะชายหรือหญิงหนูก็ต้องรักเขาเท่ากันนะลูก หนูอย่าไปให้ค่านิยมแบบนี้นะมันไม่ดี” แม่ก็พูดออกมายืดยาวเพราะคิดว่าลูกสาวตนจะให้ค่านิยมตามคนส่วนใหญ่เรื่องลูกชายลูกสาว

“แม่อย่าเข้าใจหนูผิดสิคะ หลานสาวตัวน้อยของแม่บอกหนูต่างหากล่ะคะว่าในท้องหนูเป็นน้องชาย หนูเองยังอยากได้ลูกสาวเหมือนเจ้าตัวน้อยเลยด้วยซ้ำ” ฮัวเหมยก็อธิบายคำพูดออกมาอย่างยืดยาว

ซินซินก็ได้แต่นั่งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ต่อไปคงมีแต่เพียงรอยยิ้มกว้างอย่างไร้เดียงสาส่งมาให้ทุกคนเพียงเท่านั้น เมื่อทุกคนอยู่คุยกันสักพักฮัวเหมยก็ได้มาจูงมือเจ้าตัวน้อยเข้ามาในห้องนอนของซินซินเพื่อจะคุยเรื่องการขายสบู่กันต่อ

“ซินซินที่อามาวันนี้อาเอาเงินค่าสบู่มาให้หนูด้วยนะคะ แล้วสบู่ที่บ้านของอาเหลืออยู่ลังเดียวแล้วหนูจะให้อาทำอย่างไรดี” ฮัวเหมยถามเจ้าตัวน้อยขึ้นมา

“พรุ่งนี้หนูจะเอาไปเพิ่มให้อีกห้าลังเลยค่ะ แต่ละลังมีห้าร้อยก้อนหนูก็ส่งให้คุณอาก้อนละหนึ่งหยวนเหมือนเดิม ว่าแต่อาเขยเขาไม่ว่าคุณอาหรือคะที่แอบขายของ” ซินซินถามขึ้นด้วยความแปลกใจ

“ไม่หรอกจ้ะเขาเองยังเอาไปขายให้กับหัวหน้าและคนที่สนิทกันด้วยเลย และทุกคนต่างก็ชอบกันมาก” ฮัวเหมยตอบหลานสาวพร้อมกับลูบหัวของหลานสาวไปด้วย หลานสาวเธออายุเพียงแค่นี้แต่ช่างฉลาดนักเธอคิด

“เรามาคิดเงินกันเถอะหลานรัก สบู่ครั้งก่อนที่หลานให้อาไว้มีสามลัง ลังละห้าร้อยก้อนคิดเป็นเงินหลานก็ได้หนึ่งพันห้าร้อยหยวนแต่อาเพิ่มให้หนูเป็นสองพันหยวนนะคะ เพราะถ้าไม่มีหนูอาคงไม่สามารถทำเงินได้มากแบบนี้” ฮัวเหมยเอาเงินให้หลานสาวตัวน้อยของตนพร้อมโอบกอดหลานด้วยความรักและขอบคุณ

“หนูว่าคุณอาลาออกดีไหมคะเพราะคุณอาท้องแล้วอยู่กับฝุ่นผงมาก ๆ จะไม่เป็นการดีทั้งคุณอาและน้องชายได้”

“นี่หนูอายุสามขวบจริงหรือเปล่าลูก ทำไมหนูถึงรู้เรื่องเยอะจัง” ฮัวเหมยพูดพร้อมบีบจมูกของหลานสาวเบา ๆ อย่างเอ็นดู

“สามขวบจริงสิคะ” ซินซินตอบผู้เป็นอา ‘แต่อายุทางจิตวิญญาณนั่นนับไม่ได้แล้ว’ เธอคิดในใจ

“ไว้อาจะลองคิดดูนะคะ”

“อีกหน่อยบ้านเมืองเราก็จะขายสินค้าได้อิสระมากขึ้นใครทำก่อนก็จะรวยก่อนคุณอาเชื่อหนูไหมคะ” ซินซินมองหน้าผู้เป็นอาอย่างจริงจัง

“อามั่นใจในตัวหนูนะลูก เพราะตั้งแต่หนูเกิดมาบ้านของเราก็ดีมาตลอดหนูเป็นเทพธิดาเป็นดาวนำโชคให้กับครอบครัวของเราเลย ฉะนั้นอาเชื่อหนูทุกอย่างและอาคิดว่าถึงแม้ว่าหนูจะยังเป็นเด็กแต่หนูก็รู้สิ่งใดควรไม่ควร

แต่อาและทุกคนก็หวังอยากจะให้หนูใช้ชีวิตแบบเด็ก ๆ ให้มีความสุขเช่นกัน ดังนั้นหนูอย่านำเรื่องที่หนูรู้ไปบอกกับคนอื่นนะคะ เพราะเขาอาจจะมาทำร้ายหนูได้” ฮัวเหมยเองก็กล่าวเตือนหลานสาวตัวน้อยขึ้นมา

“รับทราบค่ะ” ซินซินซึ่งรับรู้ถึงความจริงใจจากผู้เป็นอาที่ส่งมาให้ก็เกิดความรู้สึกอบอุ่นขึ้นในใจ

“เราออกไปข้างนอกกันดีไหมคะ เดี๋ยวอาจางหยางจะสงสัยที่เราสองคนหายไปนาน”

จางหยางได้เห็นภรรยาของตนเดินจูงมือของหลานสาวตัวน้อยออกมาจากห้องแล้วก็รีบเดินมาประคองฮัวเหมยด้วยความเป็นห่วง

“คุณคะ ท้องฉันยังไม่โตนะคะฉันยังเดินได้คล่องอยู่ไม่ต้องประคองก็ได้ฉันอาย”

“คุณจะอายอะไรล่ะครับคนในครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น ผมว่าคุณไปลาออกจากงานเถอะครับผมเป็นห่วง” จางหยางพูดพร้อมกับประคองฮัวเหมยที่จูงมือหลานสาวมานั่งแล้ว

“แม่เองก็เห็นด้วยกับอาหยางนะลูก” เมื่อแม่พูดจบฮัวเหมยก็ได้มองหน้าทุกคนและก็เลยมาถึงหน้าหลานสาวตัวน้อยเป็นคนสุดท้าย

“หนูบอกคุณอาแล้ว เชื่อหนูและทุกคนเถอะค่ะ ตอนนี้รายได้ของคุณอามากกว่าทำงานหลายปีรวมกันเสียอีก” เจ้าตัวน้อยก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง

“ตกลงค่ะ พรุ่งนี้หนูจะไปทำเรื่องกับฝ่ายบุคคล”

“ดีแล้วครับเดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะพาคุณไปเอง”

“กินข้าวเย็นกันได้แล้วค่ะ” เสียงของซูเหมยร้องเรียกทุกคนเมื่อเธอตั้งโต๊ะกับข้าวเสร็จแล้ว

“คืนนี้ก็นอนที่นี่นะลูก กลับมืด ๆ ค่ำ ๆ มันอันตราย ถึงแม้ว่าจะมีไฟตามทางแล้วแต่ถนนมันก็ยังไม่ดีนัก”

“ค่ะแม่” ฮัวเหมยตอบรับผู้เป็นแม่อย่างเชื่อฟัง

ซินซินก็ได้ผู้เป็นพ่ออุ้มเข้ามาในห้องของตัวเองเช่นเดียวกัน โดยมีแม่และพี่ชายตามมาด้วย

“แม่คะ พ่อคะ พี่คะ ซินซินรวยแล้วค่ะ วันนี้คุณอาเอาเงินค่าสบู่มาให้หนูตั้งสองพันหยวน หนูคิดว่าอีกหน่อยหากมีการเปิดโอกาสให้ซื้อบ้านกันได้เราไปซื้อบ้านแล้วย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองกันดีไหมคะ” ซินซินถามครอบครัวของตน

“หนูรับรองว่าครอบครัวเราจะต้องดีขึ้นมากกว่านี้อย่างแน่นอน และเราก็จะได้ไปให้ไกลจากคนบ้านหลงด้วย หนูอยากให้คุณย่าสบายกายและใจค่ะ” ซินซินพูดออกมาจากใจจริง

“หนูคิดว่าอีกหน่อยเราจะมีอิสระในการทำอะไรมากขึ้นหรือครับลูก” จินเป่าถามลูกสาวตัวน้อย

“ใช่ค่ะ แต่หนูก็ยังไม่รู้ช่วงเวลาที่แน่นอนแต่อาจจะไม่เกินห้าหรือหกปีหรอกค่ะ” ซินซินตอบขึ้นอย่างกลาง ๆ เพราะในโลกที่เธออยู่ตอนนี้เป็นโลกคู่ขนานกับโลกเดิม และถึงแม้จะมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่คล้ายคลึงกันอยู่ ดังนั้นด้านเวลาก็อาจจะมีการคลาดเคลื่อนกันก็ได้

“ตอนนี้ก็ดึกมากแล้วหนูจะนอนคนเดียวจริงหรือลูก” ผู้เป็นแม่ถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง ถึงแม้ว่าเธอจะถามลูกสาวตัวน้อยทุกวันก็ตาม

“นอนได้ค่ะ หนูก็นอนมาทุกวันแล้วนี่คะ” ซินซินก็ตอบเหมือนทุกวันที่แม่ถาม

“ให้พี่นอนเป็นเพื่อนดีไหมครับ” ซานซานถามน้องสาวด้วยความเป็นห่วงเช่นกัน

“พี่ชายหนูโตแล้วนะคะ เราไม่ควรนอนด้วยกันแล้ว” ซินซินผู้ซึ่งอายุสามขวบตอบพี่ชายของตน เธอรู้ว่าพ่อแม่และพี่ชายเป็นห่วงเธอเพราะพวกเขาถามเธอมาตลอดตั้งแต่เธอแยกห้องนอนออกมาเมื่ออายุได้สามขวบเต็ม

เมื่อทุกคนได้ยินคำตอบที่มั่นใจของลูกสาวตัวน้อยและน้องสาวสุดที่รักแล้วพวกเขาก็ได้แต่ต้องแยกย้ายกันไปนอนยังห้องของตัวเอง

เช้าวันต่อมาอากาศก็ยังคงหนาวอยู่เช่นเดิม ซินซินตัวน้อยเองก็ยังคงนอนอยู่บนที่นอนนุ่มใต้ผ้าห่มอุ่นของตนอย่างมีความสุข

“เจ้าตัวน้อยกำลังจะเกิดพายุหิมะอีกครึ่งเดือนข้างหน้าจงเตรียมตัวรับมือให้พร้อมนะ แล้วห้ามขอพรให้พายุไม่เกิดล่ะ เพราะนี่เป็นชะตากรรมที่มนุษย์จะต้องพบเจอ

แต่เจ้าสามารถขอพรให้มีอาหารและเครื่องนุ่งห่มเพื่อแจก จ่ายช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้ แต่ก็จงอย่าทำมากจนเกินไปตัวเจ้าเองจะเดือดร้อนเอาได้เช่นกัน” เจ้าแม่หนี่วาได้มาเตือนซินซินในความฝัน

“เจ้าแม่อย่าเพิ่งไปเจ้าค่ะ” ซินซินส่งเสียงละเมอออกมา พร้อมกับลืมตาตื่น เธอได้คิดถึงสิ่งที่เจ้าแม่มาเตือนโดยการนั่งนิ่ง ๆ ว่าเธอควรจะทำอย่างไรดีเพราะยุคนี้หากเอาของออกมามากจนเกินไปย่อมเป็นอันตรายกับตัวเองและครอบครัวเป็นแน่

“ซินซินหนูตื่นหรือยังคะ” เสียงผู้เป็นแม่ถามลูกสาวตัวน้อยอยู่หน้าประตูห้องก่อนที่จะเปิดประตูเข้ามา

“เป็นอะไรไปคะ ทำหน้ายุ่งแต่เช้าเชียว”

“คุณแม่คะ หนูฝันถึงเจ้าแม่หนี่วาค่ะ ท่านมาบอกว่าอีกครึ่งเดือนจะเกิดพายุหิมะ ซึ่งหนูเองก็ไม่ทราบความรุนแรงเพราะท่านไม่ได้บอกไว้ ท่านเพียงมาบอกว่าให้เตรียมตัวให้พร้อมเพียงเท่านั้นค่ะ” เมื่อผู้เป็นแม่ได้ฟังก็ตกใจ

“เราลองออกไปปรึกษาทุกคนดูดีไหมคะ หนูไม่ต้องกังวลใจไปนะลูก” ผู้เป็นแม่ปลอบลูกสาวของตนพร้อมกับกอดเจ้าตัวเล็กไว้ในอ้อมแขน

“ค่ะแม่” ซินซินตอบรับแม่ของตนพร้อมกับสูดกลิ่นหอมจากร่างกายของผู้เป็นแม่ไปด้วย

เมื่อทุกคนได้ทานอาหารเช้าร่วมกันเสร็จแล้ว ก็พากันมานั่งเล่นที่ห้องโถงของบ้านเพราะเป็นห้องที่มีปล่องไฟทำให้คลายความหนาวลงได้มาก ฮัวเหมยและสามีก็ยังไม่ได้กลับไปเพราะข้างนอกยังมีหมอกอยู่ ทั้งสองจึงต้องรอให้สายกว่านี้เพื่อให้หมอกจางลงไปก่อน

“ซินซินเล่าว่าเจ้าแม่หนี่วาได้มาเตือนว่าอีกครึ่งเดือนจะเกิดพายุหิมะขึ้นค่ะ แต่เจ้าแม่ไม่ได้บอกว่าจะรุนแรงมากน้อยแค่ไหน” ซูเหมยได้พูดถึงสิ่งที่ลูกสาวตัวน้อยเล่าให้เธอฟังเมื่อเช้าออกมา

ทุกคนที่ได้ฟังต่างก็ตกใจไปตาม ๆ กัน เพราะภัยที่เกิดจากพายุหิมะนั้นมีความน่ากลัวมาก พอเกิดทีก็มักจะมีผู้คนอดตายและหนาวตายเป็นจำนวนมากด้วยความขาดแคลนทั้งจากอาหารและเสื้อผ้าที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ยิ่งบ้านไหนไม่แข็งแรงก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เพราะทั้งบ้านและคนก็จะจมไปพร้อมกับหิมะอันหนาวเหน็บ

“เราจะทำอย่างไรกันดีจะบอกว่าฝันถึงเทพมาเตือนก็ไม่ได้เด็ดขาด หากพูดแบบนี้ออกมาบ้านเราคงได้ถูกทหารมาจับเป็นแน่ด้วยข้อหาบูชาความเชื่อ” ผู้เป็นย่าของซินซินกล่าวขึ้นมาด้วยความร้อนใจ

“เดี๋ยวนะครับทำไมทุกคนถึงได้ปักใจเชื่อว่าจะเป็นเรื่องจริงกันครับ” จางหยางถามขึ้นด้วยความสงสัยระคนแปลกใจ

ทุกคนที่ได้ยินคำถามของจางหยางก็ไม่รู้ว่าจะตอบยังไงออกมา จะบอกว่าลูกหลานของตนเป็นเทพธิดามาเกิดก็คงไม่ได้เป็นแน่ ด้วยความเงียบของทุกคนจางหยางก็ยิ่งสงสัยขึ้นไปอีกเขาจึงได้หันมามองหน้าผู้เป็นภรรยาว่าจะให้คำตอบแก่เขาได้หรือไม่

“อาจางหยางคะ อาดูนี่นะคะ” เมื่อจบคำพูดของซินซินก็มีเสื้อบุนวมตัวหนาสีดำออกมาปรากฎอยู่ในมือของเธอหนึ่งตัว จางหยางที่ได้เห็นก็ตกตะลึงเบิกตากว้างไปแล้ว เพราะว่าตอนนี้หลานสาวตัวน้อยนั่งอยู่บนพรมที่พื้นและรอบ ๆ ไม่เคยมีเสื้อตัวนี้มาก่อน แต่อยู่ดี ๆ เสื้อตัวนี้ก็มาอยู่ในมือของหลานตัวน้อยได้ยังไงกัน

ซินซินผู้แสนซนกลัวว่าอาเขยจะไม่เชื่ออีกจึงได้เสกของกินออมาวางไว้รอบตัวอย่างมากมาย ครั้งนี้จางหยางได้สูญสิ้นความสุขุมที่เคยมีอย่างสิ้นเชิง

“ซินซินหนูเป็นนางฟ้ามาเกิดหรือลูกอาตกใจมากเลย แต่หนูไม่ต้องกลัวนะอาจะปกป้องหนูอีกแรงอย่าไปทำให้ใครเห็นอีกนะครับ” จางหยางตอนนี้เชื่ออย่างสนิทใจถึงเรื่องพายุหิมะแล้ว

“อาหยางลูกไม่ตกใจหรือคิดว่าซินซินจะไม่ใช่คนบ้างหรือ” เยว่จินถามกับลูกเขยของตนด้วยความแปลกใจ

“แปลกใจมากกว่าครับแต่ไม่ได้กลัวอะไรเพราะก่อนที่ผมจะได้พบกับฮัวเหมย ผมได้เคยไปฝึกจิตอยู่กับพระอาจารย์ท่านหนึ่งท่านเคยบอกว่าสักวันผมจะได้แต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่งที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นผู้ที่มีความพิเศษมาก ๆ ท่านบอกให้ผมคอยช่วยเป็นกำลังให้กับคนผู้นี้ด้วย” จางหยางเล่าถึงอดีตของตน

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 166

    “มีงานด่วนนะ พวกเรากลับบ้านกันเถอะ น้องสาวน้องเขยเหนื่อยหรือเปล่าการเดินทางค่อนข้างไกล” ชุนตอบคำถามหลานสาวก่อนหันไปถามน้องสาวและน้องเขยอย่างเป็นห่วง“ไม่เหนื่อยค่ะ พวกเราไม่ได้นั่งอยู่ข้างนอก” ซูเหมยสำรวจพี่ชายในขณะตอบเมื่อเห็นว่าเขาสุขสบายดีเธอก็วางใจ“เด็ก ๆ เป็นอย่างไรบ้างคะพี่” ซูเหมยถามถึงลูกชา

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 165

    หลังจากซินซินกับมู่หลงเฉินเดินทางกลับมายังมณฑลของตัวเอง เด็กน้อยไท่ไท่ผู้ฉลาดแสนซนก็ได้เข้าโรงเรียนระดับประถมซึ่งเป็นการเข้าเรียนทั้งที่อายุยังน้อยทำให้ครูในโรงเรียนได้ให้เขาทำแบบทดสอบมากมายเด็กชายก็ทำทุกวิชาได้เป็นอย่างดี ที่เป็นอย่างนี้ก็ต้องยกความดีความชอบให้กับจิวจิวผู้ที่คอยสอนสั่งเด็กน้อยในเร

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 164

    “ครับ” เด็กหนุ่มรับคำอย่างมุ่งมั่น“ส่วนของที่อยู่ในซองนี้ พี่จะเก็บรักษาเอาไว้ให้ก่อน เมื่อไหร่ที่นายเติบโตพี่จะมอบมันให้อย่าบอกแม่ของนายล่ะ” มู่หลงเฉินกล่าวกำชับน้องชายพร้อมกับเก็บสิ่งที่อยู่ในซองลงในลิ้นชักตามเดิม“ผมเข้าใจครับ” เด็กหนุ่มรับคำอย่างเชื่อฟังในจดหมายของคุณปู่ได้ระบุไว้ทั้งหมดอย่างล

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 163

    “ซินซินลูกเป็นอะไรครับ ทำไมร้องไห้ไม่หยุดเลย” มู่หลงเฉินพยายามกล่อมบุตรชายเท่าไหร่ เขาก็ไม่ยอมเงียบ ชายหนุ่มจึงได้ถามภรรยาสาวอย่างจนใจ“ส่งลูกมาให้ซินซินเถอะค่ะ แล้วพวกเราไปห้องคุณปู่กัน” ซินซินกล่าวออกมาอย่างยากลำบากเพราะรู้ว่าสามีรักผู้เป็นปู่มากขนาดไหน“หมายความว่า” มู่หลงเฉินกล่าวเพียงแค่นั้น หล

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 162

    ทำให้เจ้าหน้าที่ สามสี่คนต้องตกใจตื่น พวกเขามองกันเหลอหลาว่าใครที่มาเรียก แต่ทว่าก็ไม่เห็นตัวคนจึงทำให้พวกเขาพากันขนลุกซู่พร้อมทั้งคิดเหมือนกันว่าพวกเขาน่าจะเจอดีเข้าแล้วและก่อนที่พวกเขาคิดฟุ้งซ่านไปมากกว่านี้ พวกเขาก็เห็นรถของมู่หลงเฉินที่จอดอยู่หน้าประตูโรงพยาบาลทำให้พวกเขารีบออกมาดู และก็ต้องขนต

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 161

    “ซินซินขอโทษนะคะ ที่ทำให้พี่ลำบาก” หญิงสาวกอดชายหนุ่มพร้อมพูดจาออดอ้อนอย่างอ่อนหวาน“พี่เข้าใจน้องครับ” ชายหนุ่มเอามือลูบผมภรรยากล่าวตามจริง แม้ว่าในบ้างครั้งเขาจะรู้สึกเหนื่อยก็ตาม แต่หลังจากคิดได้ว่าการที่ภรรยากำลังอุ้มท้องบุตรของตนนั้นลำบากกว่าเขาตั้งหลายเท่าก็ทำให้เขากลับรู้สึกสงสารหญิงสาวเป็นอย

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 39

    ทางด้านครอบครัวบ้านซูเมื่อรู้ว่าฮัวเหมยคลอดลูกแล้วจากจางหยางที่มาเรียกพวกเขาตั้งแต่เช้า และพวกเขาคิดว่าจะเข้าไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลพร้อมกับจางหยางเลย “ซานซานเดี๋ยวพวกพ่อไปส่งลูกที่โรงเรียนก่อนนะครับแล้วตอนเที่ยงเมื่อลูกพักกลางวันพ่อจะไปรับกินข้าวและก็พาลูกมาหาน้องชายคนใหม่” “ครับ” เมื่อพ่อและลูกชายค

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 38

    “จินจินน้องสวยมากเลยครับสวยเหมือนตอนที่เราได้เจอและรู้จักกันใหม่ ๆ เลย” อี้เฟิงพูดขึ้นพร้อมกับเอามือจับเชยคางของเยว่จินให้มองสบตากับตัวเอง “ปีนี้ฉันอายุสี่สิบสามแล้วนะคะ ตอนที่เราเจอกันตอนนั้น ฉันเพิ่งจะสิบสี่เอง” เยว่จินพูดออกมาอย่างเขินอายหน้าแดงก่ำ “ไม่ว่าจินจินของพี่จะอายุเท่าไหร่สำหรับพี่จินจ

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 35

    หลังจากที่ผู้ใหญ่บ้านและเหล่าชาวบ้านได้ช่วยกันจับตัวจินเซียงมาส่งให้กับจินเป่าได้แล้วผู้ใหญ่บ้านก็ได้ถามในเรื่องที่เขาสงสัยออกมา “จินเป่าเรื่องที่เจียวเจียวนำมาพูดมันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า” “ผู้ใหญ่ได้ยินมาว่ายังไงล่ะครับผมไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นพูดอะไรออกไปบ้าง” จินเป่าก็ได้ถามกับผู้ใหญ่บ้านขึ้นม

  • 1969 ซินซินไม่ใช่ดาวหายนะ   บทที่ 34

    “คุณไปพาคนที่ชื่อหลงเหวินเข้ามาในห้องนี้นะให้เขาได้มาดูหน้าพ่อกับแม่ของเขาเป็นครั้งสุดท้าย” อี้เฟิงเดินออกมาด้านนอกแล้วก็ไปบอกกับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่แถวนั้น “ครับท่าน” เจ้าหน้าที่คนนั้นทำความเคารพแล้วก็เดินไปเรียกชื่อหลงเหวินในระหว่างที่ทั้งสามรวมทั้งผู้ช่วยของอี้เฟิงเดินมาด้วยกัน อี้เฟิงจึ

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status