Share

16

Penulis: Scince
last update Tanggal publikasi: 2025-08-13 15:46:20

ช่วงเย็นจ้าวเสี่ยวเหลียนตั้งแต่มาถึงก็ขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง คิดหาวิธีเอาตัวรอดกับงานแต่งงานในครั้งนี้ แต่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ไม่เห็นทางออก ติดต่อยายหลิวตอนนี้ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะท่านเพิ่งจะไปได้แค่วันเดียว อย่างน้อยๆ ก็ต้อง 4-5 วัน แบบนี้คงไม่ทันการณ์

เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ตามด้วยเสียงใสของน้องสาวที่ดังอยู่ข้างนอก ทำให้หญิงสาวหลุดออกจากภวังค์ของตัวเอง

“เข้ามาสิ”

“พี่ แม่ให้มาตามไปกินข้าว” หลี่เฟินเดินมาหยุดตรงหน้าพี่สาว

“เฟินเอ๋อร์ไปกินเถอะ บอกแม่ว่าพี่ไม่หิว”

“พี่ แม่บอกมาแล้วว่ายังไงก็ต้องออกไปกินข้าว ถ้าพี่ไม่ไปฉันก็ห้ามกินข้าว” หลี่เฟินพูดด้วยน้ำเสียงแกมอ้อนวอน

เด็กสาวไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น เพียงแต่คิดว่าถ้าอาสามมาที่บ้านส่วนมากแล้วก็จะมีเรื่องทุกที ยิ่งมาเห็นท่าทางกลัดกลุ้มของพี่สาวก็ยิ่งมั่นใจว่าตนเองสันนิษฐานไม่ผิด

“ไม่มีอะไรหรอกแค่เป็นห่วงยายน่ะ ถ้างั้นพวกเราออกไปกินข้าวกันเถอะ”

เห็นน้องสาวทำสายตาอ้อนวอนก็อดที่จะสงสารไม่ไหว แม้ว่าคนในครอบครัวจะไม่หวังดีกับเธอ แต่ก็รับรู้ได้ว่าน้องสาวแตกต่าง เป็นธรรมดาที่ทั้งสองคนไม่สนิทกัน เพราะพี่น้องเพิ่งเจอหน้ากันได้ไม่นาน แต่คำว่าพี่น้อง ยังไงก็มักจะมีสายใยบางๆ เชื่อมกันอยู่

ขณะที่ทั้งสองเดินออกจากห้อง พบว่าคนอื่นๆ นั่งรอที่โต๊ะอาหารเรียบร้อยแล้ว แม้กระทั่งอาสี่ที่กลับบ้านดึกวันนี้ก้ร่วมโต๊ะด้วย

“กว่าจะมาได้” สะใภ้รองแสร้งบ่นพำพึมกับตัวเอง แต่ความจริงแล้วตั้งใจพูดให้คนอื่นได้ยินด้วย

“อาโหยว เสี่ยวเหลียนมานั่งข้างๆ ย่ามา ทำไมช่วงนี้ย่าถึงรู้สึกว่าเราสองคนไม่ได้เจอหน้ากันเลยทั้งที่อยู่บ้านเดียวกัน” ย่าหลี่กวักมือเรียก ท่าทางใจดีของท่านกลับมาอีกครั้งเหมือนครั้งแรกที่เจอหน้ากันไม่มีผิด

หลิวซือที่กำลังตักข้าวให้กับทุกคนอยู่ก็ชะงักมือ เพราะที่นั่งข้างๆ แม่สามีนั้น นอกจากลูกสาวของเธอที่นั่งข้างซ้ายแล้ว ข้างขวาก็ยังมีหวังหลินอีกคนที่มาตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้

“จริงสิ ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ยังไม่เคยเจอหลินเอ๋อร์เลยนี่นะ หลินเอ๋อร์ทักทายพี่เสี่ยวเหลียนเสียสิ” ย่าหลี่แนะนำหลานสาวให้รู้จักกัน

“สวัสดี” หวังหลินทักทายแบบขอไปที

เธอเกิดในเมือง ถือว่าตัวเองเป็นคนในเมือง เลยไม่ค่อยอยากจะสุงสิงกับคนชนบท เพราะฉะนั้นวันที่แม่บอกว่าลูกเลี้ยงของลุงใหญ่มาถึงเลยหาข้ออ้างไม่มาหา แต่ครั้งนี้เลี่ยงไม่ได้เลยต้องมาด้วยความจำยอม

“สวัสดีจ้ะ” เสี่ยวเหลียนไม่ใส่ในท่าทางไร้การศึกษาของอีกฝ่าย เพราะยิ่งหล่อนแสดงออกว่ารังเกียจมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งแสดงถึงตัวตนมากเท่านั้น

“รู้จักกันเอาไว้ ต่อไปก็ต้องเรียนที่เดียวกันแล้ว มีอะไรจะได้ช่วยเหลือกัน”

“ยายพูดแบบนี้หมายความว่ายังไงคะ” หวังหลินถามตาโต

“ก็หมายความว่าพี่เสี่ยวเหลียนสอบเข้าโรงเรียนระดับสองของเราได้แล้วยังไงล่ะ อีกไม่กี่วันก็ต้องไปสอบเลือกห้องแล้วไม่ใช่เหรอ วันนั้นอย่าลืมมารับพี่เขาไปด้วยล่ะ เผื่อโชคดีจะได้อยู่ห้องเดียวกัน”

“ฉันเพิ่งรู้ว่าโรงเรียนประจำจังหวัดของเรามาตรฐานต่ำขนาดนี้แล้ว แม้แต่คนชนบทก็มีสิทธิ์สอบเข้าได้ เหลือเชื่อจริงๆ” หญิงสาวเบ้ปากเมื่อได้ยินว่าญาติชนบทได้เข้าเรียนโรงเรียนอันดับต้นๆ ของในเมือง

“คนชนบทที่ไหนกันล่ะ พี่เขาย้ายเข้ามาอยู่ที่ทะเบียนบ้านของพวกเราแล้ว กลายเป็นคนบ้านหลี่โดยสมบูรณ์” ย่าหลี่ยิ้มเจื่อน พยายามอธิบายอย่างในเย็นให้หลานนอกคนนี้ฟัง

“ดีจริงๆ เลยนะคะ ฉันจำได้ว่าตอนเด็กๆ แม่ขอให้ยายโอนชื่อฉันมาอยู่ที่ทะเบียนบ้านเขตนี้เพราะโรงเรียนประถมเขตนี้สอนดีกว่า แต่ยายบอกว่าฉันแซ่หวัง ก็สมควรอยู่ที่ทะเบียนบ้านหวัง แล้วขอถามหน่อยว่าหล่อนแซ่อะไร ถึงมีสิทธิ์ย้ายเข้ามาอยู่”

“หึ” สะใภ้รองแสยะยิ้ม เห็นด้วยกับคำพูดที่แม้จะไร้มารยาทของหลานสาว นึกในใจคนเดียวว่า แม่ลูกคู่นี้ถอดแบบกันมาไม่มีผิดเพี้ยนเลยจริงๆ

“หลินเอ๋อร์” หลี่เจียงตำหนิหลานสาวกลายๆ ถึงยังไงเขาก็ได้ชื่อว่าเป็นพ่อเลี้ยงไม่ควรปล่อยให้คนอื่นรังแก

“นับวันยิ่งพูดจาเลอะเทอะเข้าไปใหญ่ เสียวเหลียนเป็นลูกสาวของลุงใหญ่ก็ถูกต้องแล้วถ้าจะย้ายชื่อมาอยู่ที่ทะเบียนบ้านนี้ ส่วนเธอแซ่หวังก็ต้องอยู่ที่บ้านหวัง การศึกษาไม่ได้ขึ้นอยู่ที่โรงเรียนเพียงอย่างเดียวหรอก ดูจากวันนี้ก็รู้แล้วว่าคนที่สอบเข้าโรงเรียนอันดับต้นๆ ได้ก็ใช่ว่าจะดี” อาสี่พูดนิ่มๆ แต่ทำเอาคนฟังหน้าชาไปตามๆ กัน

“น้าสี่ นี่น้ากำลังด่าฉันอยู่เหรอ ฉันบอกแม่แล้วว่าคนที่นี่ไม่มีใครอยากต้อนรับ พวกเขามองว่าฉันเป็นคนนอก แม่ก็ยังจะดันทุรังให้ฉันมา ฉันแซ่หวังไม่ใช่แซ่หลี่” หวังหลินถูกปู่ย่าตามใจจนเคยตัว อีกทั้งเธอไม่คิดเกรงกลัวผู้เป็นแม่เลยสักนิด ถูกต่อว่าต่อหน้าคนมากมายมีเหรอที่จะทนไหว

ย่าหลี่ได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่ส่ายหน้า โชคทีท่านยังไม่พยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของลูกสาว ไม่อย่างนั้นแต่งเข้าครอบครัวทหารไปมีแต่จะทำให้ขายหน้าเปล่าๆ

หลิวซือเห็นแบบนี้ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งออก ลืมไปสนิทเลยว่าหวังหลินเป็นเด็กที่เอาแต่ใจ และเชื่อว่าสามีเองก็เห็นข้อเสียของหลานสาวเรื่องนี้ เขาเลยไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรกที่จะให้หลานสาวของตัวเองแต่งกับครอบครัวผู้พัน เพราะเขาเป็นคนที่รักในชื่อเสียงของตระกูลมาก

เรื่องราวจบลงด้วยการที่หวังหลินขอโทษที่พูดจาไม่ดีใส่เสี่ยวเหลียนก่อน เจ้าตัวเองก็ไม่ได้ติดใจเอาความ เพราะพูดกับคนไม่มีสมองพูดไปก็เปลืองน้ำลายเปล่าๆ

ก่อนนอนคืนนั้นหลิวซือเข้ามาในห้องของลูกสาว พยายามพูดจาหว่านล้อมให้คำนึงข้อดีข้อเสียของการแต่งงานในครั้งนี้

“แกเห็นแล้วนะว่าอาสามจ้องจะงาบผู้พันไปเป็นลูกเขย"

“ตรงไหนคะ ฉันไม่เห็นจะรู้เรื่อง” เสี่ยวเหลียนหัวเราะเบาๆ กับความคิดของผู้เป็นแม่

“เหลียนเอ๋อร์ แม่รู้ว่าแกอยากจะเรียนต่อ แต่แล้วยังไงล่ะ ในเมื่อชื่อเสียงของแกมันเสียไปแล้ว เรียนจบออกมาบ้านไหนจะอยากรับเป็นลูกสะใภ้ ต่อไปจะไม่ต้องอยู่เป็นโสดไปจนตายเหรอ”

“ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่คะ ฉันกับผู้พันจางก็ไม่ได้ทำอะไรผิด เขาทำดีช่วยเหลือคนก็ไม่ควรต้องมารับผิดชอบเรื่องเล็กน้อยพวกนี้ แม่เองก็มีประสบการณ์มาแล้ว แต่งงานที่ปราศจากความรักมันลงเอยแบบไหน”

หลิวซือได้ยินแบบนั้นก็สะอึกจนพูดไม่ออก เธอยอมรับว่าหลงในหน้าตาของพ่อเสี่ยวเหลียนจริง แต่จะเอาคนพรรค์นั้นมาเปรียบเทียบกับผู้พันมันเทียบกันได้ที่ไหนกันล่ะ

“ถ้ายายแกอยู่ ฉันเชื่อว่ายังไงก็ต้องเห็นด้วยกับเรื่องนี้”

“ถ้างั้นแม่ก็รอให้ยายกลับมาก่อนสิคะแล้วค่อยว่ากัน ผู้พันเองก็ไปปฏิบัตินอกพื้นที่ไม่รู้ว่าจะกลับวันไหน แล้วถ้าเกิดเขาไม่ได้กลับมาเร็วๆ นี้ฉันจะทำยังไง อนาคตของฉันไม่ต้องเสียไปเปล่าๆ เหรอ”

ได้ยินลูกสาวพูดแบบนี้หลิวซือก็ตาสว่าง เธอเอาแต่คิดว่าจะยอมให้หลี่เซียนมาชุบมือเปิบเอาลูกเขยของตนเองไปไม่ได้ แต่ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้

“อืม ที่แกพูดมาก็มีเหตุผล อีกไม่กี่วันก็จะสอบเลือกห้องแล้ว ถ้าอย่างนั้นแกก็ทำตามปกติไปก่อน ส่วนเรื่องอื่นๆ ให้ผู้ใหญ่จัดการกันเอง”

“หมายความว่ายังไงให้ผู้ใหญ่จัดการ ขอบอกไว้ก่อนนะคะว่าถ้าฉันได้เรียนแล้วก็ไม่มีทางลาออกกลางคันแน่นอน ถ้าพวกเขาอยากจะรับผิดชอบจริงๆ ก็ต้องรอให้ฉันเรียนจบได้ก่อนได้ แต่ถ้ารอไม่ได้ก็ถือว่าฉันกับเขาไม่มีวาสนาต่อกัน แม่ออกไปได้แล้วล่ะค่ะฉันง่วงนอนแล้ว”

เสี่ยวเหลียนคลุมโปง ไม่สนใจผู้เป็นแม่ที่อ้าปากเตรียมจะพูดโน้มน้าวตนเองอีก

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   120

    ช่วงดึกวันเดียวกันนั้น พ่อจางสังเกตเห็นความผิดปกติของภรรยา อยู่กินมานานเกือบสามสิบปี แค่อ้าปากก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร“มีเรื่องอะไรที่ผมไม่รู้หรือเปล่าครับ” พ่อจางกอดภรรยาจากทางด้านหลัง มั่นใจว่าคนข้างๆ ยังไม่นอน“…." มีเพียงความเงียบที่ตอบกลับมา“วันนี้เจ้าลูกชายตัวดีมาคุยกับผม เรื่องที่ขอยืดเวลาให้กวงเอ๋อร์อยู่ที่นี่ก่อน ทางผมไม่ติดอะไรนะถ้าคุณจะอยู่กับหลานต่อ”“ฉันจะกลับบ้านค่ะ ถ้าพวกเขาไม่ยอมให้ฉันเอาหลานกลับ ก็ให้พวกเขาเลี้ยงกันเอง ฉันจะไม่ยุ่งแล้ว” แม่จางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงน้อยใจ“พูดแบบนั้นก็ไม่ถูก ถ้าคุณอยากจะกลับเพราะคิดถึงผมก็แล้วไปเถอะ แต่อย่ากลับเพียงเพราะอยากประชดลูกเลย เสวี่ยอวี้อาจจะไม่เป็นไร แต่อย่าทำให้ลูกสะใภ้ลำบากใจ ได้ยินว่าเธอยินดีที่ให้กวงเอ๋อร์ไปชิงเต่า แต่เจ้าลูกชายตัวดีไม่ยอม” พ่อจางรับหน้าที่เป็นคนกลา

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   119

    สิงหาคม 1980ครบกำหนดที่จางเหยากวงต้องกลับไปชิงเต่ากับคุณย่าของเขาแล้ว เจ้าอ้วนยังไม่รู้ชะตากรรมว่าต่อไปตัวเองจะต้องอยู่ห่างจากพ่อแม่ ตอนนี้สองพ่่อลูกกำลังเล่นของเล่นบนเตียงกันอยู่“ผมจำได้ว่าเครื่องบินของกวงเอ๋อร์มีเยอะกว่านี้ไม่ใช่เหรอครับ” สองพ่อลูกชอบเล่นเครื่องบิน ก่อนนอนทุกคืนเขาจะต้องได้เล่นเครื่องบินกับพ่อก่อน แล้วค่อยให้ย่าจางพาไปนอน“ฉันเก็บลงกล่องบางส่วนแล้วละค่ะ” พูดถึงเรื่องนี้ทีไรก็รู้สึกจุกที่ลำคอทุกทีจางเสวี่ยอวี้ได้ยินแบบนั้นก็ถอนหายใจ ให้ลูกชายเล่นเครื่องบินไปก่อน แล้วหันมาปลอบแม่ของลูกแทน “ถ้าอย่างนั้นไม่สู้เราคุยกับแม่ให้ท่านกลับไปชิงเต่าก่อนดีหรือเปล่าครับ ผมจะจ้างพี่เลี้ยงมาอยู่ประจำ คุณยายท่านจะได้ไม่ต้องเหนื่อยเกินไป”ตอนนี้แม้ว่าที่บ้านของเขาจะมีแม่บ้าน แต่ทำงานเช้าเย็นก็กลับ หน้าที่เลี้ยงหลานเป็นของยายทวดและคุณย่า เขารู้ดีว่าพวกท

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   118

    จ้าวเสี่ยวเหลียนยุ่งอยู่กับการเลี้ยงลูกและเรียน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ลืมใส่ใจน้องสาว ตอนนี้หลี่เฟินสอบเข้ามหาวิทยาลัยมณฑลได้แล้ว เดิมทีแม่หลิวอยากให้มาอยู่กับพี่สาว จะช่วยเลี้ยงหลาน แต่เพราะมหาวิทยาลัยกับค่ายทหารอยู่ไกลกันเดินทางลำบาก เสี่ยวเหลียนเลยเลือกให้น้องสาวอยู่หอพักแทน วันหยุดถึงมาหลานสาว“ไอหยา…ตัวหนักกว่าครั้งที่แล้วอีกนะ” น้าสาวยิ้มกว้างเมื่อได้อุ้มหลานชายวัยสี่เดือน ตอนนี้เขาใส่เสื้อผ้าของเด็กหนึ่งขวบไปแล้วเรียบร้อย“เขาห้ามทักว่าเด็กอ้วนเดี๋ยวจะป่วย ไม่รู้เรื่องอะไรเลย” ยายหลิวดุหลานสาว“จริงเหรอคะ เสี่ยวกวงของเราไม่อ้วนเลย ออกจะผอมไปด้วยซ้ำ ต้องกินเยอะๆ นะ” พอรู้ว่าหลานชายจะป่วยเพราะคำพูดของตัวเอง น้าสาวก็กลับคำเสียอย่างนั้นเสี่ยวเหลียนได้ยินแล้วก็ส่ายหน้า “เด็กคนหนึ่งจะป่วยก็คงไม่เกี่ยวกับคำพูดหรอก เป็นเพราะสภาพแวดล้อมแล้วก็สิ่งที่เขากินเข้าไปมากกว่า เจ็บป

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   117

    จ้าวเสี่ยวเหลียนอยู่โรงพยาบาล 3 วัน ถ้าเป็นคนอื่นคงออกตั้งแต่สองวันแรก แต่เพราะเป็นภรรยาของท่านนายพล เขาอยากมั่นใจก่อนว่าภรรยาและลูกปลอดภัย พ่อจางกับแม่จางมาถึงวันที่เสี่ยวเหลียนออกจากโรงพยาบาลพอดี จางเสวี่ยอวี้ตั้งชื่อลูกชายา จางเหยากวง“ไอหยา…เพิ่งคุยกันไม่กี่วันก่อนแท้ๆ หลานย่าก็รีบออกมาเสียแล้ว ไม่รอย่าเลย” ตอนนี้คุณแม่จางกำลังอุ้มหลายชายตัวอ้วนของท่านอยู่รีบอะไรกันละคะ ความจริงต้องออกตั้นแต่ช่วงต้นเดือนเสียด้วยซ้ำ อีกสองสัปดาห์ก้จะเปิดเทอมแล้ว ม่านม่านจะพักฟื้นทันหรือเปล่า" แม่หลิวมองหน้าลูกสาวที่กำลังอยู่เดือนด้วยความเป็นห่วง“นั่นสิ แล้วเรื่องอยู่เดือนจะทำยังไง” แม่จางถาม“สัปดาห์แรกน่าจะยังไม่มีอะไรหรอกค่ะ ยังไม่ต้องไปก็ได้ แต่หลังจากนั้นยังไงก็ต้องไปเพราะขึ้นปีสามแล้ว เนื้อหาเฉพาะมากขึ้น”“ไม่สู้ให้แม่พากวงเอ๋อร์กลับชิงเต่า พวกลูกจะไ

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   116

    จางเสวี่ยอวี้ยังยืนนิ่งอยู่กับที่ เขาเห็นของเหลวกำลังไหลออกมาจากร่างกายของภรรยา ก่อนหน้านี้เธอมีอาการเจ็บท้องอยู่หลายครั้ง แต่พอเกิดขึ้นจริงเขากลับทำอะไรไม่ถูก“จางเสวี่ยอวี้ เอาของที่เตรียมไว้ไปใส่รถเร็วเข้า” ในจิตสำนึกของเธอแล้ว ตัวเองอายุเท่ากันกับสามี พอน้ำคร่ำแตก อาการเจ็บท้องคลอดของเธอก็ถี่ขึ้น จนเหงื่อท่วมตัวว่าที่คุณพ่อมือใหม่สะดุ้งกับคำสั่งของภรรยา “ได้” เขารีบเดินไปหิ้วกระเป๋าที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้นานแล้วขึ้นรถ ไม่นานก็กลับเข้ามาอุ้มภรรยาไปโรงพยาบาล“ไม่ต้องกลัวนะ ทำใจให้สบาย” ยายหลิวจับมือปลอบใจหลานสาวตลอดทาง โชคดีที่บ้านพักกับโรงพยาบาลอยู่ไม่ไกลกันมาก ใช้เวลาเดินทางแค่ 5 นาทีก็มาถึงโรงพยาบาลตอนนี้เสี่ยวเหลียนถูกเข็นไปยังห้องคลอด จางเสวี่ยอวี้เดินไปตามหวังหว่านอินที่ห้องตรวจด้วยตัวเอง ทำเอาคนไข้แตกตื่นไปตามๆ กัน“นายใจเย็นๆ ก่อน ตอนนี้เธอ

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   115

    กุมภาพันธ์ 1980ปิดเทอมฤดูหนาวเสี่ยวเหลียนไม่ได้กลับชิงเต่า เพราะจางเสวี่ยอวี้ไม่อยากให้เธอต้องเดินทางไกลช่วงที่หิมะตกหนัก“เข้าใจแล้วค่ะ วางแล้วนะคะ”“ใครโทรมาครับ” จางเสวี่ยอวี้เดินเข้ามาโอบเอวของภรรยา มือหนาลูบหน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นมานิดๆ ของภรรยา“แม่น่ะค่ะ โทรมากำชับ บอกว่าปิดเทอมนี้ไม่ต้องกลับบ้าน” เธอยิ้มตอบสามี รู้สึกดีทุกครั้งที่เขาลูบท้องลูกของพวกเธอ“ผมทำเรื่องขอย้ายไปอยู่บ้านเป็นหลังแล้ว คิดว่าสะดวกกว่าอยู่บนอาคาร”“ทำไมละคะ” เธอคิดว่าอยู่บนอาคารก็สะดวกดี ฤดูหนาวไม่ต้องคอยมากวาดหิมะบนหลังคา ติดแค่พื้นที่แคบไปสักหน่อยก็เท่านั้น“อยู่บ้านเป็นหลังดีกว่า อีกหน่อยคุณยายก็ต้องมาช่วยดูแลคุณ ท่านจะได้ไม่อึดอัดที่อยู่แต่บนอาคารอย่างเดียว”

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   109

    ตุลาคม 1979ทุกปีช่วงวันชาติจางเสวี่ยอวี้จะพาภรรยากลับซูโจวไปเยี่ยมยายหลิว และปีนี้ก็เช่นเดียวกัน แต่พิเศษเพิ่มเข้ามาคือมีแม่หลิวไปด้วย ท่านเดินทางมาถึงบ้านพักของลูกเขยตั้งแต่เมื่อวานแล้ว

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   107

    ทางด้านบ้านหลี่ตอนนี้กลับมีสีหน้าเคร่งเครียด โดยเฉพาะย่าหลี่ ทันทีที่อาสี่อ่านหนังสือข้อตกลงหลังหย่าเรียบร้อย ทว่าคนที่พูดขึ้นก่อนกลับเป็นอาสาม“ไม่ยุติธรรม ถ้าไม่ติดว่าฉันเลี้ยงแกมากับมือ คงคิดว่าแกเป็นคนของ

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   106

    20 กุมภาพันธ์ 1979วันนี้เป็นวันที่โรงอาบน้ำของแม่หลิวเปิดอย่างเป็นทางการ มีแขกมาร่วมแสดงความยินดีมากมาย ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นคนมีหน้ามีตาของที่นี่ทั้งนั้น และแน่นอนว่ามากกว่าครึ่งเป็นคนรู้จักของบ้านจางเสียเป็นส่วนให

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   105

    ผ่านไปหลายวันเสี่ยวเหลียนก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ต้องการ แต่เธอเชื่อว่าอาสี่เป็นคนฉลาด เขาย่อมรู้ดีว่าเวลาไหนควรรุกและเวลาไหนที่ควรถอย ระหว่างนี้เธอก็มักจะไปวนเวียนอยู่แถวสำนักงานของเขาอยู่บ่อยครั้ง และทุกครั้งที่ไปแม่สามีก็จะไปด้วย แน่นอนว่าไม

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status