Share

3

Author: Scince
last update Last Updated: 2025-08-01 10:30:39

จ้าวเสี่ยวเหลียนที่นั่งเงียบอยู่นานก็กระแอมขึ้นมา เป็นการตัดบทสนทนาที่น่าอึดอัดนั้น และแล้วก็ได้ผล เพราะยายหลิวหันกลับมามองหลานสาวที่เป็นดั่งไข่มุกในอุ้งมือของท่าน

 "กินข้าวก่อนเถอะเรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง" ยายหลิวถอนหายใจ สุดท้ายท่านก็ยอมใจอ่อนอีกจนได้

หลิวซือได้แต่พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย พร้อมทั้งนั่งป้อนข้าวลูกสาวที่ตอนนี้ไม่มีแม้แต่แรงจะเชือดไก่ ใบหน้าซีดเซียวบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าลูกสาวจมน้ำ แต่คนว่ายน้ำเก่งระดับจังหวัดจะจมน้ำได้ยังไง นกเสียจากว่าลูกสาวจะตั้งใจ

แล้วเหตุผลอะไรล่ะถึงทำให้ต้องคิดสั้นแบบนั้น แต่พอนึกย้อนไปถึงเรื่องที่ตนสันนิษฐานและเกริ่นไปตั้งแต่ตอนแรกก็แอบกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ เพราะหากเป็นเรื่องจริง ตนคงจะเสียใจมากที่ไม่ได้พูดกับลูกสาวใช้ชัดเจน เพราะต่อให้จะหัวอ่อนและอ่อนแอกับบ้านสามีมากแค่ไหน ก็ไม่มีทางยอมให้ลูกสาวแต่งงานกับคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอาอย่างแน่นอน แม้ว่าจะไม่เกี่ยวข้องกันทางสายเลือดก็เถอะ

บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความเงียบ มีเพียงเสียงซดข้าวต้มเบาๆ ของเสี่ยวเหลียนเท่านั้น เธอรู้ดีว่านี่เป็นเพียงความสงบก่อนพายุลูกใหญ่จะมาถึง และเธอก็ไม่ต้องรอนาน

เสียงฝีเท้าหนักๆ เดินตรงมายังห้องของพวกเธอดังขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนที่ประตูไม้เก่าๆ จะถูกผลักออกอย่างแรงจนกระแทกเข้ากับผนังเสียงดัง 

ปัง!

คนที่ปรากฏตัวคือผู้หญิงวัยยี่สิบปลายๆ รูปร่างเพรียวบาง สวมเสื้อเชิ้ตผ้าเนื้อดีสีฟ้าอ่อนกับกางเกงขาบานยาวสีเข้ม ดูดีและทันสมัยกว่าผู้หญิงคนอื่นในหมู่บ้านแห่งนี้อย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าของหล่อนถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางหนา ทาตาสีเข้ม ปากสีแดงทันสมัย แต่กลับไม่อาจปิดบังความบึ้งตึงและแววตาที่เต็มไปด้วยโทสะเอาไว้ได้

เธอคืออาสาม หลี่เซียน คนริเริ่มแผนการแต่งงานและตามมาด้วยโศกนาฏกรรมครั้งนี้

"พี่สะใภ้ใหญ่" หลี่เซียนไม่แม้แต่จะมองหน้าใครคนอื่น เธอพุ่งเป้าไปที่หลิวซือทันที "ฉันเพิ่งได้ข่าวก็รีบมาที่นี่เลย ตกลงเรื่องที่เขาลือกันคือเรื่องจริงอย่างนั้นเหรอ"

อาสามแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง เพราะข้างนอกลือกันไปทั่วทั้งซอยแล้ว ว่าลูกเลี้ยงของพี่ชายเธอตกน้ำ เรื่องนั้นคงไม่สำคัญเท่าไหร่ แต่คนที่เกิดและโตมากับน้ำจะจมน้ำจนถึงขั้นมีผู้ชายมาช่วยผายปอดได้ยังไงกัน ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห เพราะหมายมั่นปั้นมือเอาไว้แล้วว่าจะให้น้องชายแต่งงานกับหลานสาวบ้านนอกคนนี้

หลิวซือหน้าซีดเผือด รีบลุกขึ้นยืนตัวสั่น "อาสาม…เขาลือว่าอะไรเหรอ"

"ก็จะเรื่องอะไรเสียอีกละคะ" หลี่เซียนตวาดเสียงแหลม นิ้วเรียวชี้มาที่เสี่ยวเหลียนซึ่งยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเตียง “เขาลือกันว่าลูกเลี้ยงของพี่ใหญ่ที่บอกว่าโตมากับน้ำ ทำไมถึงจมน้ำได้หรือว่าสาเหตุที่แท้จริงกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย ตอนนี้ข่าวลือมันดังไปทั่วทั้งโรงงานแล้ว คนทั้งโรงงานพูดกันทั่วว่าบ้านหลี่รังแก กดขี่หลานสาวที่เพิ่งย้ายมาอยู่ใหม่จนต้องคิดสั้น เป็นแบบนี้จะให้ฉันเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ความหวังดีของฉันพังเพราะความงะ…” 

อาสามยั้งปากได้ทัน เพราะหางตาเหลือบไปเห็นยายหลิวนั่งอยู่ข้างๆ แต่ก็เชิ่ดหน้าแล้วพูดต่อ “ความหวังดีของฉันต้องพังลงเพราะความคิดน้อยของใครบางคน” 

‘หวังดีอย่างนั้นเหรอ หวังดีโดยการที่จะเอาชีวิตของเด็กสาวคนหนึ่งมาเป็นเครื่องสังเวยเพื่อรักษาความลับของน้องชายตัวเองน่ะเหรอ ช่างกล้าพูดออกมาได้นะ’ เสี่ยวเหลียนแสยะยิ้ม พร้อมทั้งคิดในใจอย่างเย็นชา แต่มือที่กำช้อนแน่นขึ้นก็เปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงของเธอ

"ใจเย็นๆ ก่อนนะอาสาม" หลิวซือพยายามไกล่เกลี่ยเสียงสั่น "มันก็แค่อุบัติเหตุ ไม่ใช่อย่างที่พวกเขาคิดสักหน่อย" เธอพยามเปลี่ยนเรื่องด้วยกลัวว่าเรื่องจะแดงจนเข้าหูผู้เป็นแม่

"ไม่ได้ตั้งใจเหรอคนเราถ้าไม่ได้ตั้งใจจะไปกระโดดน้ำทำไม อีกอย่างหล่อนก็ว่ายน้ำเป็น เสี่ยวเหลียนไหนบอกอาสามมาสิว่าเธอทำแบบนั้นทำไม" หลี่เซียนไม่ฟังเสียงใครทั้งนั้น หันไปถามคนป่วยอย่างหาเรื่อง

 "ฉันอุตส่าห์หวังดี อยากจะให้หลานได้เป็นฝั่งเป็นฝา มีครอบครัวที่มั่นคงดูแลแท้ๆ แต่นี่คือสิ่งที่หล่อนตอบแทนฉันอย่างนั้นเหรอ ทำให้บ้านหลี่ต้องเสียชื่อเสียง ทำให้ฉันต้องอับอายขายขี้หน้า"

ทุกคำพูดของหลี่เซียนเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัวและไร้ซึ่งความเห็นใจ มันคือการโยนความผิดทั้งหมดมาให้เหยื่ออย่างเลือดเย็นที่สุด หลิวซือถูกด่าจนหน้าชา ได้แต่ยืนก้มหน้า ไม่กล้าที่จะเอ่ยปากปกป้องลูกสาวของตัวเองแม้แต่คำเดียว

เสี่ยวเหลียนมองภาพนั้นแล้วได้แต่ถอนหายใจ เธอวางถ้วยข้าวต้มลง กำลังจะอ้าปากตอบโต้ แต่แล้วเสียงที่สุขุมทว่าทรงพลังก็ดังขึ้นมาก่อน

"ตกลงว่านี่มันเรื่องอะไรกัน"

ทุกคนหันไปมองต้นเสียง ยายหลิว ท่านลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้จะอายุมากตามกาลเวลา ทว่าท่านกลับคงความสง่างามของสาวงามอันดับหนึ่งในหมู่บ้าน รูปร่างผมเพรียวระหงส์ดูสูงส่ง ผิดกับย่าหลี่ที่รูปร่างค่อนข้างป้อมสั้นทั้งยังหลังค่อม ไม่มีสง่าราศี ท่านจ้องมองไปยังหลี่เซียนด้วยแววตาที่สงบนิ่งแต่แฝงไว้ด้วยความคมกริบราวกับมีด

หลี่เซียนชะงักไปเล็กน้อยเมื่อถูกขัดจังหวะ "ตกลงว่าคุณป้ายังไม่รู้เรื่องเหรอคะ ฉันนึกว่าพี่สะใภ้ใหญ่บอกแล้วเสียอีก"

“เรื่องอะไร” ยายหลิวถามเสียงเข้ม ไม่มีเค้าโครงความใจดีหลงเหลืออยู่ในใบหน้าอีกต่อไป

“คะ คือว่า” หลิวซือเม้มปาก นึกอยากจะฉีกปากน้องสาวสามีให้รู้แล้วรู้รอด จะได้ไม่ต้องพ่นคำพูดเน่าๆออกมาให้คนอื่นเหม็นเน่าจนต้องทะเลาะเบาะแว้งกันได้อีก

“หลิวซือ" ยายหลิวเรียกชื่อเต็มของลูกสาว

พอเห็นว่าไม่มีทางเลือก ยังไงซะเธอก็ไม่คิดจะบ้าจี้ทำตามที่หลี่เซียนบอกอยู่แล้ว เลยเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อวานให้กับผู้เป็นแม่ฟัง

“แต่แม่คะ ทั้งนี้ก็ต้องถามเสี่ยวเหลียนก่อนว่าเรื่องนี้คือสาเหตุที่แท้จริงหรือเปล่า จ้าวเสี่ยวเหลียน…แกบอกยายไปสิวาไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้” ประโยคสุดท้ายหลิวซือหันไปพูดกับลูกสาว

“หลิวซือ รู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังพูดอะไรออกมา” ยายหลิวถึงกับพูดเสียงดัง ไม่คิดเลยว่าคำพูดนี้จะออกมาจากปากของลูกสาว

“แม่คะ ฉันก็บอกแม่แล้วว่าเป็นแค่เรื่องไร้สาระ อีกอย่างอาสามก็คงจะแค่พูดเล่น ฉันเองก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ เคยรับปากแม่แล้วว่ายังไงเสี่ยวเหลียนก็ต้องได้เรียนต่อ หลี่เจียงเองก็รับปากแล้ว พวกเราจะกลับคำได้ยังไงกันละคะ” หลิวซืออธิบายอย่างใจเย็น เวลาเดียวกันนั้นก็หันไปทำหน้าขึงขังใส่ลูกสาวที่เอาแต่นั่งนิ่ง ไม่ยอมพูดหรืออธิบายอะไรเสียที 

“จ้าวเสี่ยวเหลียน ตกลงแกจะบอกได้หรือยังว่าก่อเรื่องทำไม” 

เสี่ยวเหลียนฟังแล้วถึงกับอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าคำพูดแบบนี้จะออกจากปากคนเป็นแม่ ต่อหน้าคนบ้านหลี่ แม่ของเธอดูเปลี่ยนเป็นคนละคน คล้ายกับว่าหล่อนถวายวิญญาณให้กับบ้านหลี่ไปจนหมดแล้ว

“คุณป้าก็อย่าไปโทษพี่สะใภ้เลยค่ะ อีกอย่างเรื่องนี้ฉันเป็นคนเสนอความคิดเองแหละ จะเป็นอะไรไปละคะ ในเมื่อเสี่ยวเหลียนก็เป็นเหมือนหลานสาวของฉันคนหนึ่ง เรื่องของครอบครัวหลี่ คุณป้าอย่ายุ่งเลยดีกว่าค่ะ” อาสามลอยหน้าลอยตาตอบ ไม่รู้สึกผิดเลยสักิดกับคำพูดที่ตัวเองเพิ่งจะพูดออกมา

"เรื่องของครอบครัวหลี่ แต่คนที่หล่อนกำลังจะเอาทั้งชีวิตไปทิ้งคือหลานสาวของฉัน" ยายหลิวตอบกลับเสียงเรียบ "หล่อนพูดเรื่องเสียชื่อเสียงพูดเรื่องน่าอับอาย งั้นฉันขอถามหน่อยเถอะหลี่เซียน ยังจะมีอะไรที่น่าอับอายไปกว่า การที่บังคับให้หลานสาวแต่งงานกับอาของตัวเอง"

ประโยคนี้เหมือนค้อนหนักๆ ที่ทุบลงกลางวงสนทนา หลี่เซียนถึงกับหน้าเปลี่ยนสี 

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   120

    ช่วงดึกวันเดียวกันนั้น พ่อจางสังเกตเห็นความผิดปกติของภรรยา อยู่กินมานานเกือบสามสิบปี แค่อ้าปากก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร“มีเรื่องอะไรที่ผมไม่รู้หรือเปล่าครับ” พ่อจางกอดภรรยาจากทางด้านหลัง มั่นใจว่าคนข้างๆ ยังไม่นอน“…." มีเพียงความเงียบที่ตอบกลับมา“วันนี้เจ้าลูกชายตัวดีมาคุยกับผม เรื่องที่ขอยืดเวลาให้กวงเอ๋อร์อยู่ที่นี่ก่อน ทางผมไม่ติดอะไรนะถ้าคุณจะอยู่กับหลานต่อ”“ฉันจะกลับบ้านค่ะ ถ้าพวกเขาไม่ยอมให้ฉันเอาหลานกลับ ก็ให้พวกเขาเลี้ยงกันเอง ฉันจะไม่ยุ่งแล้ว” แม่จางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงน้อยใจ“พูดแบบนั้นก็ไม่ถูก ถ้าคุณอยากจะกลับเพราะคิดถึงผมก็แล้วไปเถอะ แต่อย่ากลับเพียงเพราะอยากประชดลูกเลย เสวี่ยอวี้อาจจะไม่เป็นไร แต่อย่าทำให้ลูกสะใภ้ลำบากใจ ได้ยินว่าเธอยินดีที่ให้กวงเอ๋อร์ไปชิงเต่า แต่เจ้าลูกชายตัวดีไม่ยอม” พ่อจางรับหน้าที่เป็นคนกลา

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   119

    สิงหาคม 1980ครบกำหนดที่จางเหยากวงต้องกลับไปชิงเต่ากับคุณย่าของเขาแล้ว เจ้าอ้วนยังไม่รู้ชะตากรรมว่าต่อไปตัวเองจะต้องอยู่ห่างจากพ่อแม่ ตอนนี้สองพ่่อลูกกำลังเล่นของเล่นบนเตียงกันอยู่“ผมจำได้ว่าเครื่องบินของกวงเอ๋อร์มีเยอะกว่านี้ไม่ใช่เหรอครับ” สองพ่อลูกชอบเล่นเครื่องบิน ก่อนนอนทุกคืนเขาจะต้องได้เล่นเครื่องบินกับพ่อก่อน แล้วค่อยให้ย่าจางพาไปนอน“ฉันเก็บลงกล่องบางส่วนแล้วละค่ะ” พูดถึงเรื่องนี้ทีไรก็รู้สึกจุกที่ลำคอทุกทีจางเสวี่ยอวี้ได้ยินแบบนั้นก็ถอนหายใจ ให้ลูกชายเล่นเครื่องบินไปก่อน แล้วหันมาปลอบแม่ของลูกแทน “ถ้าอย่างนั้นไม่สู้เราคุยกับแม่ให้ท่านกลับไปชิงเต่าก่อนดีหรือเปล่าครับ ผมจะจ้างพี่เลี้ยงมาอยู่ประจำ คุณยายท่านจะได้ไม่ต้องเหนื่อยเกินไป”ตอนนี้แม้ว่าที่บ้านของเขาจะมีแม่บ้าน แต่ทำงานเช้าเย็นก็กลับ หน้าที่เลี้ยงหลานเป็นของยายทวดและคุณย่า เขารู้ดีว่าพวกท

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   118

    จ้าวเสี่ยวเหลียนยุ่งอยู่กับการเลี้ยงลูกและเรียน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ลืมใส่ใจน้องสาว ตอนนี้หลี่เฟินสอบเข้ามหาวิทยาลัยมณฑลได้แล้ว เดิมทีแม่หลิวอยากให้มาอยู่กับพี่สาว จะช่วยเลี้ยงหลาน แต่เพราะมหาวิทยาลัยกับค่ายทหารอยู่ไกลกันเดินทางลำบาก เสี่ยวเหลียนเลยเลือกให้น้องสาวอยู่หอพักแทน วันหยุดถึงมาหลานสาว“ไอหยา…ตัวหนักกว่าครั้งที่แล้วอีกนะ” น้าสาวยิ้มกว้างเมื่อได้อุ้มหลานชายวัยสี่เดือน ตอนนี้เขาใส่เสื้อผ้าของเด็กหนึ่งขวบไปแล้วเรียบร้อย“เขาห้ามทักว่าเด็กอ้วนเดี๋ยวจะป่วย ไม่รู้เรื่องอะไรเลย” ยายหลิวดุหลานสาว“จริงเหรอคะ เสี่ยวกวงของเราไม่อ้วนเลย ออกจะผอมไปด้วยซ้ำ ต้องกินเยอะๆ นะ” พอรู้ว่าหลานชายจะป่วยเพราะคำพูดของตัวเอง น้าสาวก็กลับคำเสียอย่างนั้นเสี่ยวเหลียนได้ยินแล้วก็ส่ายหน้า “เด็กคนหนึ่งจะป่วยก็คงไม่เกี่ยวกับคำพูดหรอก เป็นเพราะสภาพแวดล้อมแล้วก็สิ่งที่เขากินเข้าไปมากกว่า เจ็บป

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   117

    จ้าวเสี่ยวเหลียนอยู่โรงพยาบาล 3 วัน ถ้าเป็นคนอื่นคงออกตั้งแต่สองวันแรก แต่เพราะเป็นภรรยาของท่านนายพล เขาอยากมั่นใจก่อนว่าภรรยาและลูกปลอดภัย พ่อจางกับแม่จางมาถึงวันที่เสี่ยวเหลียนออกจากโรงพยาบาลพอดี จางเสวี่ยอวี้ตั้งชื่อลูกชายา จางเหยากวง“ไอหยา…เพิ่งคุยกันไม่กี่วันก่อนแท้ๆ หลานย่าก็รีบออกมาเสียแล้ว ไม่รอย่าเลย” ตอนนี้คุณแม่จางกำลังอุ้มหลายชายตัวอ้วนของท่านอยู่รีบอะไรกันละคะ ความจริงต้องออกตั้นแต่ช่วงต้นเดือนเสียด้วยซ้ำ อีกสองสัปดาห์ก้จะเปิดเทอมแล้ว ม่านม่านจะพักฟื้นทันหรือเปล่า" แม่หลิวมองหน้าลูกสาวที่กำลังอยู่เดือนด้วยความเป็นห่วง“นั่นสิ แล้วเรื่องอยู่เดือนจะทำยังไง” แม่จางถาม“สัปดาห์แรกน่าจะยังไม่มีอะไรหรอกค่ะ ยังไม่ต้องไปก็ได้ แต่หลังจากนั้นยังไงก็ต้องไปเพราะขึ้นปีสามแล้ว เนื้อหาเฉพาะมากขึ้น”“ไม่สู้ให้แม่พากวงเอ๋อร์กลับชิงเต่า พวกลูกจะไ

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   116

    จางเสวี่ยอวี้ยังยืนนิ่งอยู่กับที่ เขาเห็นของเหลวกำลังไหลออกมาจากร่างกายของภรรยา ก่อนหน้านี้เธอมีอาการเจ็บท้องอยู่หลายครั้ง แต่พอเกิดขึ้นจริงเขากลับทำอะไรไม่ถูก“จางเสวี่ยอวี้ เอาของที่เตรียมไว้ไปใส่รถเร็วเข้า” ในจิตสำนึกของเธอแล้ว ตัวเองอายุเท่ากันกับสามี พอน้ำคร่ำแตก อาการเจ็บท้องคลอดของเธอก็ถี่ขึ้น จนเหงื่อท่วมตัวว่าที่คุณพ่อมือใหม่สะดุ้งกับคำสั่งของภรรยา “ได้” เขารีบเดินไปหิ้วกระเป๋าที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้นานแล้วขึ้นรถ ไม่นานก็กลับเข้ามาอุ้มภรรยาไปโรงพยาบาล“ไม่ต้องกลัวนะ ทำใจให้สบาย” ยายหลิวจับมือปลอบใจหลานสาวตลอดทาง โชคดีที่บ้านพักกับโรงพยาบาลอยู่ไม่ไกลกันมาก ใช้เวลาเดินทางแค่ 5 นาทีก็มาถึงโรงพยาบาลตอนนี้เสี่ยวเหลียนถูกเข็นไปยังห้องคลอด จางเสวี่ยอวี้เดินไปตามหวังหว่านอินที่ห้องตรวจด้วยตัวเอง ทำเอาคนไข้แตกตื่นไปตามๆ กัน“นายใจเย็นๆ ก่อน ตอนนี้เธอ

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   115

    กุมภาพันธ์ 1980ปิดเทอมฤดูหนาวเสี่ยวเหลียนไม่ได้กลับชิงเต่า เพราะจางเสวี่ยอวี้ไม่อยากให้เธอต้องเดินทางไกลช่วงที่หิมะตกหนัก“เข้าใจแล้วค่ะ วางแล้วนะคะ”“ใครโทรมาครับ” จางเสวี่ยอวี้เดินเข้ามาโอบเอวของภรรยา มือหนาลูบหน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นมานิดๆ ของภรรยา“แม่น่ะค่ะ โทรมากำชับ บอกว่าปิดเทอมนี้ไม่ต้องกลับบ้าน” เธอยิ้มตอบสามี รู้สึกดีทุกครั้งที่เขาลูบท้องลูกของพวกเธอ“ผมทำเรื่องขอย้ายไปอยู่บ้านเป็นหลังแล้ว คิดว่าสะดวกกว่าอยู่บนอาคาร”“ทำไมละคะ” เธอคิดว่าอยู่บนอาคารก็สะดวกดี ฤดูหนาวไม่ต้องคอยมากวาดหิมะบนหลังคา ติดแค่พื้นที่แคบไปสักหน่อยก็เท่านั้น“อยู่บ้านเป็นหลังดีกว่า อีกหน่อยคุณยายก็ต้องมาช่วยดูแลคุณ ท่านจะได้ไม่อึดอัดที่อยู่แต่บนอาคารอย่างเดียว”

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status