مشاركة

3

مؤلف: Scince
last update تاريخ النشر: 2025-08-01 10:30:39

จ้าวเสี่ยวเหลียนที่นั่งเงียบอยู่นานก็กระแอมขึ้นมา เป็นการตัดบทสนทนาที่น่าอึดอัดนั้น และแล้วก็ได้ผล เพราะยายหลิวหันกลับมามองหลานสาวที่เป็นดั่งไข่มุกในอุ้งมือของท่าน

 "กินข้าวก่อนเถอะเรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง" ยายหลิวถอนหายใจ สุดท้ายท่านก็ยอมใจอ่อนอีกจนได้

หลิวซือได้แต่พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย พร้อมทั้งนั่งป้อนข้าวลูกสาวที่ตอนนี้ไม่มีแม้แต่แรงจะเชือดไก่ ใบหน้าซีดเซียวบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าลูกสาวจมน้ำ แต่คนว่ายน้ำเก่งระดับจังหวัดจะจมน้ำได้ยังไง นกเสียจากว่าลูกสาวจะตั้งใจ

แล้วเหตุผลอะไรล่ะถึงทำให้ต้องคิดสั้นแบบนั้น แต่พอนึกย้อนไปถึงเรื่องที่ตนสันนิษฐานและเกริ่นไปตั้งแต่ตอนแรกก็แอบกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ เพราะหากเป็นเรื่องจริง ตนคงจะเสียใจมากที่ไม่ได้พูดกับลูกสาวใช้ชัดเจน เพราะต่อให้จะหัวอ่อนและอ่อนแอกับบ้านสามีมากแค่ไหน ก็ไม่มีทางยอมให้ลูกสาวแต่งงานกับคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอาอย่างแน่นอน แม้ว่าจะไม่เกี่ยวข้องกันทางสายเลือดก็เถอะ

บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความเงียบ มีเพียงเสียงซดข้าวต้มเบาๆ ของเสี่ยวเหลียนเท่านั้น เธอรู้ดีว่านี่เป็นเพียงความสงบก่อนพายุลูกใหญ่จะมาถึง และเธอก็ไม่ต้องรอนาน

เสียงฝีเท้าหนักๆ เดินตรงมายังห้องของพวกเธอดังขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนที่ประตูไม้เก่าๆ จะถูกผลักออกอย่างแรงจนกระแทกเข้ากับผนังเสียงดัง 

ปัง!

คนที่ปรากฏตัวคือผู้หญิงวัยยี่สิบปลายๆ รูปร่างเพรียวบาง สวมเสื้อเชิ้ตผ้าเนื้อดีสีฟ้าอ่อนกับกางเกงขาบานยาวสีเข้ม ดูดีและทันสมัยกว่าผู้หญิงคนอื่นในหมู่บ้านแห่งนี้อย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าของหล่อนถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางหนา ทาตาสีเข้ม ปากสีแดงทันสมัย แต่กลับไม่อาจปิดบังความบึ้งตึงและแววตาที่เต็มไปด้วยโทสะเอาไว้ได้

เธอคืออาสาม หลี่เซียน คนริเริ่มแผนการแต่งงานและตามมาด้วยโศกนาฏกรรมครั้งนี้

"พี่สะใภ้ใหญ่" หลี่เซียนไม่แม้แต่จะมองหน้าใครคนอื่น เธอพุ่งเป้าไปที่หลิวซือทันที "ฉันเพิ่งได้ข่าวก็รีบมาที่นี่เลย ตกลงเรื่องที่เขาลือกันคือเรื่องจริงอย่างนั้นเหรอ"

อาสามแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง เพราะข้างนอกลือกันไปทั่วทั้งซอยแล้ว ว่าลูกเลี้ยงของพี่ชายเธอตกน้ำ เรื่องนั้นคงไม่สำคัญเท่าไหร่ แต่คนที่เกิดและโตมากับน้ำจะจมน้ำจนถึงขั้นมีผู้ชายมาช่วยผายปอดได้ยังไงกัน ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห เพราะหมายมั่นปั้นมือเอาไว้แล้วว่าจะให้น้องชายแต่งงานกับหลานสาวบ้านนอกคนนี้

หลิวซือหน้าซีดเผือด รีบลุกขึ้นยืนตัวสั่น "อาสาม…เขาลือว่าอะไรเหรอ"

"ก็จะเรื่องอะไรเสียอีกละคะ" หลี่เซียนตวาดเสียงแหลม นิ้วเรียวชี้มาที่เสี่ยวเหลียนซึ่งยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเตียง “เขาลือกันว่าลูกเลี้ยงของพี่ใหญ่ที่บอกว่าโตมากับน้ำ ทำไมถึงจมน้ำได้หรือว่าสาเหตุที่แท้จริงกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย ตอนนี้ข่าวลือมันดังไปทั่วทั้งโรงงานแล้ว คนทั้งโรงงานพูดกันทั่วว่าบ้านหลี่รังแก กดขี่หลานสาวที่เพิ่งย้ายมาอยู่ใหม่จนต้องคิดสั้น เป็นแบบนี้จะให้ฉันเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ความหวังดีของฉันพังเพราะความงะ…” 

อาสามยั้งปากได้ทัน เพราะหางตาเหลือบไปเห็นยายหลิวนั่งอยู่ข้างๆ แต่ก็เชิ่ดหน้าแล้วพูดต่อ “ความหวังดีของฉันต้องพังลงเพราะความคิดน้อยของใครบางคน” 

‘หวังดีอย่างนั้นเหรอ หวังดีโดยการที่จะเอาชีวิตของเด็กสาวคนหนึ่งมาเป็นเครื่องสังเวยเพื่อรักษาความลับของน้องชายตัวเองน่ะเหรอ ช่างกล้าพูดออกมาได้นะ’ เสี่ยวเหลียนแสยะยิ้ม พร้อมทั้งคิดในใจอย่างเย็นชา แต่มือที่กำช้อนแน่นขึ้นก็เปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงของเธอ

"ใจเย็นๆ ก่อนนะอาสาม" หลิวซือพยายามไกล่เกลี่ยเสียงสั่น "มันก็แค่อุบัติเหตุ ไม่ใช่อย่างที่พวกเขาคิดสักหน่อย" เธอพยามเปลี่ยนเรื่องด้วยกลัวว่าเรื่องจะแดงจนเข้าหูผู้เป็นแม่

"ไม่ได้ตั้งใจเหรอคนเราถ้าไม่ได้ตั้งใจจะไปกระโดดน้ำทำไม อีกอย่างหล่อนก็ว่ายน้ำเป็น เสี่ยวเหลียนไหนบอกอาสามมาสิว่าเธอทำแบบนั้นทำไม" หลี่เซียนไม่ฟังเสียงใครทั้งนั้น หันไปถามคนป่วยอย่างหาเรื่อง

 "ฉันอุตส่าห์หวังดี อยากจะให้หลานได้เป็นฝั่งเป็นฝา มีครอบครัวที่มั่นคงดูแลแท้ๆ แต่นี่คือสิ่งที่หล่อนตอบแทนฉันอย่างนั้นเหรอ ทำให้บ้านหลี่ต้องเสียชื่อเสียง ทำให้ฉันต้องอับอายขายขี้หน้า"

ทุกคำพูดของหลี่เซียนเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัวและไร้ซึ่งความเห็นใจ มันคือการโยนความผิดทั้งหมดมาให้เหยื่ออย่างเลือดเย็นที่สุด หลิวซือถูกด่าจนหน้าชา ได้แต่ยืนก้มหน้า ไม่กล้าที่จะเอ่ยปากปกป้องลูกสาวของตัวเองแม้แต่คำเดียว

เสี่ยวเหลียนมองภาพนั้นแล้วได้แต่ถอนหายใจ เธอวางถ้วยข้าวต้มลง กำลังจะอ้าปากตอบโต้ แต่แล้วเสียงที่สุขุมทว่าทรงพลังก็ดังขึ้นมาก่อน

"ตกลงว่านี่มันเรื่องอะไรกัน"

ทุกคนหันไปมองต้นเสียง ยายหลิว ท่านลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้จะอายุมากตามกาลเวลา ทว่าท่านกลับคงความสง่างามของสาวงามอันดับหนึ่งในหมู่บ้าน รูปร่างผมเพรียวระหงส์ดูสูงส่ง ผิดกับย่าหลี่ที่รูปร่างค่อนข้างป้อมสั้นทั้งยังหลังค่อม ไม่มีสง่าราศี ท่านจ้องมองไปยังหลี่เซียนด้วยแววตาที่สงบนิ่งแต่แฝงไว้ด้วยความคมกริบราวกับมีด

หลี่เซียนชะงักไปเล็กน้อยเมื่อถูกขัดจังหวะ "ตกลงว่าคุณป้ายังไม่รู้เรื่องเหรอคะ ฉันนึกว่าพี่สะใภ้ใหญ่บอกแล้วเสียอีก"

“เรื่องอะไร” ยายหลิวถามเสียงเข้ม ไม่มีเค้าโครงความใจดีหลงเหลืออยู่ในใบหน้าอีกต่อไป

“คะ คือว่า” หลิวซือเม้มปาก นึกอยากจะฉีกปากน้องสาวสามีให้รู้แล้วรู้รอด จะได้ไม่ต้องพ่นคำพูดเน่าๆออกมาให้คนอื่นเหม็นเน่าจนต้องทะเลาะเบาะแว้งกันได้อีก

“หลิวซือ" ยายหลิวเรียกชื่อเต็มของลูกสาว

พอเห็นว่าไม่มีทางเลือก ยังไงซะเธอก็ไม่คิดจะบ้าจี้ทำตามที่หลี่เซียนบอกอยู่แล้ว เลยเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อวานให้กับผู้เป็นแม่ฟัง

“แต่แม่คะ ทั้งนี้ก็ต้องถามเสี่ยวเหลียนก่อนว่าเรื่องนี้คือสาเหตุที่แท้จริงหรือเปล่า จ้าวเสี่ยวเหลียน…แกบอกยายไปสิวาไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้” ประโยคสุดท้ายหลิวซือหันไปพูดกับลูกสาว

“หลิวซือ รู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังพูดอะไรออกมา” ยายหลิวถึงกับพูดเสียงดัง ไม่คิดเลยว่าคำพูดนี้จะออกมาจากปากของลูกสาว

“แม่คะ ฉันก็บอกแม่แล้วว่าเป็นแค่เรื่องไร้สาระ อีกอย่างอาสามก็คงจะแค่พูดเล่น ฉันเองก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ เคยรับปากแม่แล้วว่ายังไงเสี่ยวเหลียนก็ต้องได้เรียนต่อ หลี่เจียงเองก็รับปากแล้ว พวกเราจะกลับคำได้ยังไงกันละคะ” หลิวซืออธิบายอย่างใจเย็น เวลาเดียวกันนั้นก็หันไปทำหน้าขึงขังใส่ลูกสาวที่เอาแต่นั่งนิ่ง ไม่ยอมพูดหรืออธิบายอะไรเสียที 

“จ้าวเสี่ยวเหลียน ตกลงแกจะบอกได้หรือยังว่าก่อเรื่องทำไม” 

เสี่ยวเหลียนฟังแล้วถึงกับอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าคำพูดแบบนี้จะออกจากปากคนเป็นแม่ ต่อหน้าคนบ้านหลี่ แม่ของเธอดูเปลี่ยนเป็นคนละคน คล้ายกับว่าหล่อนถวายวิญญาณให้กับบ้านหลี่ไปจนหมดแล้ว

“คุณป้าก็อย่าไปโทษพี่สะใภ้เลยค่ะ อีกอย่างเรื่องนี้ฉันเป็นคนเสนอความคิดเองแหละ จะเป็นอะไรไปละคะ ในเมื่อเสี่ยวเหลียนก็เป็นเหมือนหลานสาวของฉันคนหนึ่ง เรื่องของครอบครัวหลี่ คุณป้าอย่ายุ่งเลยดีกว่าค่ะ” อาสามลอยหน้าลอยตาตอบ ไม่รู้สึกผิดเลยสักิดกับคำพูดที่ตัวเองเพิ่งจะพูดออกมา

"เรื่องของครอบครัวหลี่ แต่คนที่หล่อนกำลังจะเอาทั้งชีวิตไปทิ้งคือหลานสาวของฉัน" ยายหลิวตอบกลับเสียงเรียบ "หล่อนพูดเรื่องเสียชื่อเสียงพูดเรื่องน่าอับอาย งั้นฉันขอถามหน่อยเถอะหลี่เซียน ยังจะมีอะไรที่น่าอับอายไปกว่า การที่บังคับให้หลานสาวแต่งงานกับอาของตัวเอง"

ประโยคนี้เหมือนค้อนหนักๆ ที่ทุบลงกลางวงสนทนา หลี่เซียนถึงกับหน้าเปลี่ยนสี 

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   120

    ช่วงดึกวันเดียวกันนั้น พ่อจางสังเกตเห็นความผิดปกติของภรรยา อยู่กินมานานเกือบสามสิบปี แค่อ้าปากก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร“มีเรื่องอะไรที่ผมไม่รู้หรือเปล่าครับ” พ่อจางกอดภรรยาจากทางด้านหลัง มั่นใจว่าคนข้างๆ ยังไม่นอน“…." มีเพียงความเงียบที่ตอบกลับมา“วันนี้เจ้าลูกชายตัวดีมาคุยกับผม เรื่องที่ขอยืดเวลาให้กวงเอ๋อร์อยู่ที่นี่ก่อน ทางผมไม่ติดอะไรนะถ้าคุณจะอยู่กับหลานต่อ”“ฉันจะกลับบ้านค่ะ ถ้าพวกเขาไม่ยอมให้ฉันเอาหลานกลับ ก็ให้พวกเขาเลี้ยงกันเอง ฉันจะไม่ยุ่งแล้ว” แม่จางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงน้อยใจ“พูดแบบนั้นก็ไม่ถูก ถ้าคุณอยากจะกลับเพราะคิดถึงผมก็แล้วไปเถอะ แต่อย่ากลับเพียงเพราะอยากประชดลูกเลย เสวี่ยอวี้อาจจะไม่เป็นไร แต่อย่าทำให้ลูกสะใภ้ลำบากใจ ได้ยินว่าเธอยินดีที่ให้กวงเอ๋อร์ไปชิงเต่า แต่เจ้าลูกชายตัวดีไม่ยอม” พ่อจางรับหน้าที่เป็นคนกลา

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   119

    สิงหาคม 1980ครบกำหนดที่จางเหยากวงต้องกลับไปชิงเต่ากับคุณย่าของเขาแล้ว เจ้าอ้วนยังไม่รู้ชะตากรรมว่าต่อไปตัวเองจะต้องอยู่ห่างจากพ่อแม่ ตอนนี้สองพ่่อลูกกำลังเล่นของเล่นบนเตียงกันอยู่“ผมจำได้ว่าเครื่องบินของกวงเอ๋อร์มีเยอะกว่านี้ไม่ใช่เหรอครับ” สองพ่อลูกชอบเล่นเครื่องบิน ก่อนนอนทุกคืนเขาจะต้องได้เล่นเครื่องบินกับพ่อก่อน แล้วค่อยให้ย่าจางพาไปนอน“ฉันเก็บลงกล่องบางส่วนแล้วละค่ะ” พูดถึงเรื่องนี้ทีไรก็รู้สึกจุกที่ลำคอทุกทีจางเสวี่ยอวี้ได้ยินแบบนั้นก็ถอนหายใจ ให้ลูกชายเล่นเครื่องบินไปก่อน แล้วหันมาปลอบแม่ของลูกแทน “ถ้าอย่างนั้นไม่สู้เราคุยกับแม่ให้ท่านกลับไปชิงเต่าก่อนดีหรือเปล่าครับ ผมจะจ้างพี่เลี้ยงมาอยู่ประจำ คุณยายท่านจะได้ไม่ต้องเหนื่อยเกินไป”ตอนนี้แม้ว่าที่บ้านของเขาจะมีแม่บ้าน แต่ทำงานเช้าเย็นก็กลับ หน้าที่เลี้ยงหลานเป็นของยายทวดและคุณย่า เขารู้ดีว่าพวกท

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   118

    จ้าวเสี่ยวเหลียนยุ่งอยู่กับการเลี้ยงลูกและเรียน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ลืมใส่ใจน้องสาว ตอนนี้หลี่เฟินสอบเข้ามหาวิทยาลัยมณฑลได้แล้ว เดิมทีแม่หลิวอยากให้มาอยู่กับพี่สาว จะช่วยเลี้ยงหลาน แต่เพราะมหาวิทยาลัยกับค่ายทหารอยู่ไกลกันเดินทางลำบาก เสี่ยวเหลียนเลยเลือกให้น้องสาวอยู่หอพักแทน วันหยุดถึงมาหลานสาว“ไอหยา…ตัวหนักกว่าครั้งที่แล้วอีกนะ” น้าสาวยิ้มกว้างเมื่อได้อุ้มหลานชายวัยสี่เดือน ตอนนี้เขาใส่เสื้อผ้าของเด็กหนึ่งขวบไปแล้วเรียบร้อย“เขาห้ามทักว่าเด็กอ้วนเดี๋ยวจะป่วย ไม่รู้เรื่องอะไรเลย” ยายหลิวดุหลานสาว“จริงเหรอคะ เสี่ยวกวงของเราไม่อ้วนเลย ออกจะผอมไปด้วยซ้ำ ต้องกินเยอะๆ นะ” พอรู้ว่าหลานชายจะป่วยเพราะคำพูดของตัวเอง น้าสาวก็กลับคำเสียอย่างนั้นเสี่ยวเหลียนได้ยินแล้วก็ส่ายหน้า “เด็กคนหนึ่งจะป่วยก็คงไม่เกี่ยวกับคำพูดหรอก เป็นเพราะสภาพแวดล้อมแล้วก็สิ่งที่เขากินเข้าไปมากกว่า เจ็บป

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   117

    จ้าวเสี่ยวเหลียนอยู่โรงพยาบาล 3 วัน ถ้าเป็นคนอื่นคงออกตั้งแต่สองวันแรก แต่เพราะเป็นภรรยาของท่านนายพล เขาอยากมั่นใจก่อนว่าภรรยาและลูกปลอดภัย พ่อจางกับแม่จางมาถึงวันที่เสี่ยวเหลียนออกจากโรงพยาบาลพอดี จางเสวี่ยอวี้ตั้งชื่อลูกชายา จางเหยากวง“ไอหยา…เพิ่งคุยกันไม่กี่วันก่อนแท้ๆ หลานย่าก็รีบออกมาเสียแล้ว ไม่รอย่าเลย” ตอนนี้คุณแม่จางกำลังอุ้มหลายชายตัวอ้วนของท่านอยู่รีบอะไรกันละคะ ความจริงต้องออกตั้นแต่ช่วงต้นเดือนเสียด้วยซ้ำ อีกสองสัปดาห์ก้จะเปิดเทอมแล้ว ม่านม่านจะพักฟื้นทันหรือเปล่า" แม่หลิวมองหน้าลูกสาวที่กำลังอยู่เดือนด้วยความเป็นห่วง“นั่นสิ แล้วเรื่องอยู่เดือนจะทำยังไง” แม่จางถาม“สัปดาห์แรกน่าจะยังไม่มีอะไรหรอกค่ะ ยังไม่ต้องไปก็ได้ แต่หลังจากนั้นยังไงก็ต้องไปเพราะขึ้นปีสามแล้ว เนื้อหาเฉพาะมากขึ้น”“ไม่สู้ให้แม่พากวงเอ๋อร์กลับชิงเต่า พวกลูกจะไ

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   116

    จางเสวี่ยอวี้ยังยืนนิ่งอยู่กับที่ เขาเห็นของเหลวกำลังไหลออกมาจากร่างกายของภรรยา ก่อนหน้านี้เธอมีอาการเจ็บท้องอยู่หลายครั้ง แต่พอเกิดขึ้นจริงเขากลับทำอะไรไม่ถูก“จางเสวี่ยอวี้ เอาของที่เตรียมไว้ไปใส่รถเร็วเข้า” ในจิตสำนึกของเธอแล้ว ตัวเองอายุเท่ากันกับสามี พอน้ำคร่ำแตก อาการเจ็บท้องคลอดของเธอก็ถี่ขึ้น จนเหงื่อท่วมตัวว่าที่คุณพ่อมือใหม่สะดุ้งกับคำสั่งของภรรยา “ได้” เขารีบเดินไปหิ้วกระเป๋าที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้นานแล้วขึ้นรถ ไม่นานก็กลับเข้ามาอุ้มภรรยาไปโรงพยาบาล“ไม่ต้องกลัวนะ ทำใจให้สบาย” ยายหลิวจับมือปลอบใจหลานสาวตลอดทาง โชคดีที่บ้านพักกับโรงพยาบาลอยู่ไม่ไกลกันมาก ใช้เวลาเดินทางแค่ 5 นาทีก็มาถึงโรงพยาบาลตอนนี้เสี่ยวเหลียนถูกเข็นไปยังห้องคลอด จางเสวี่ยอวี้เดินไปตามหวังหว่านอินที่ห้องตรวจด้วยตัวเอง ทำเอาคนไข้แตกตื่นไปตามๆ กัน“นายใจเย็นๆ ก่อน ตอนนี้เธอ

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   115

    กุมภาพันธ์ 1980ปิดเทอมฤดูหนาวเสี่ยวเหลียนไม่ได้กลับชิงเต่า เพราะจางเสวี่ยอวี้ไม่อยากให้เธอต้องเดินทางไกลช่วงที่หิมะตกหนัก“เข้าใจแล้วค่ะ วางแล้วนะคะ”“ใครโทรมาครับ” จางเสวี่ยอวี้เดินเข้ามาโอบเอวของภรรยา มือหนาลูบหน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นมานิดๆ ของภรรยา“แม่น่ะค่ะ โทรมากำชับ บอกว่าปิดเทอมนี้ไม่ต้องกลับบ้าน” เธอยิ้มตอบสามี รู้สึกดีทุกครั้งที่เขาลูบท้องลูกของพวกเธอ“ผมทำเรื่องขอย้ายไปอยู่บ้านเป็นหลังแล้ว คิดว่าสะดวกกว่าอยู่บนอาคาร”“ทำไมละคะ” เธอคิดว่าอยู่บนอาคารก็สะดวกดี ฤดูหนาวไม่ต้องคอยมากวาดหิมะบนหลังคา ติดแค่พื้นที่แคบไปสักหน่อยก็เท่านั้น“อยู่บ้านเป็นหลังดีกว่า อีกหน่อยคุณยายก็ต้องมาช่วยดูแลคุณ ท่านจะได้ไม่อึดอัดที่อยู่แต่บนอาคารอย่างเดียว”

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   109

    ตุลาคม 1979ทุกปีช่วงวันชาติจางเสวี่ยอวี้จะพาภรรยากลับซูโจวไปเยี่ยมยายหลิว และปีนี้ก็เช่นเดียวกัน แต่พิเศษเพิ่มเข้ามาคือมีแม่หลิวไปด้วย ท่านเดินทางมาถึงบ้านพักของลูกเขยตั้งแต่เมื่อวานแล้ว

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   107

    ทางด้านบ้านหลี่ตอนนี้กลับมีสีหน้าเคร่งเครียด โดยเฉพาะย่าหลี่ ทันทีที่อาสี่อ่านหนังสือข้อตกลงหลังหย่าเรียบร้อย ทว่าคนที่พูดขึ้นก่อนกลับเป็นอาสาม“ไม่ยุติธรรม ถ้าไม่ติดว่าฉันเลี้ยงแกมากับมือ คงคิดว่าแกเป็นคนของ

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   106

    20 กุมภาพันธ์ 1979วันนี้เป็นวันที่โรงอาบน้ำของแม่หลิวเปิดอย่างเป็นทางการ มีแขกมาร่วมแสดงความยินดีมากมาย ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นคนมีหน้ามีตาของที่นี่ทั้งนั้น และแน่นอนว่ามากกว่าครึ่งเป็นคนรู้จักของบ้านจางเสียเป็นส่วนให

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   105

    ผ่านไปหลายวันเสี่ยวเหลียนก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ต้องการ แต่เธอเชื่อว่าอาสี่เป็นคนฉลาด เขาย่อมรู้ดีว่าเวลาไหนควรรุกและเวลาไหนที่ควรถอย ระหว่างนี้เธอก็มักจะไปวนเวียนอยู่แถวสำนักงานของเขาอยู่บ่อยครั้ง และทุกครั้งที่ไปแม่สามีก็จะไปด้วย แน่นอนว่าไม

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status