Share

4

Author: Scince
last update Last Updated: 2025-08-01 10:31:01

"คุณ...คุณป้าพูดเรื่องอะไรคะ ฉันแค่เป็นห่วงอนาคตของเด็กที่กำพร้าพ่อคนหนึ่งก็เท่านั้น อย่าลืมสิคะว่าเด็กคนนี้พี่ชายฉันเลี้ยงมาตั้งแต่แบเบาะ ฉันเองก็รักเหมือนหลานสาวแท้ๆคนหนึ่ง"

เธอไม่ได้มานั่งสนใจหรอกว่าพี่ชายจะสนใจไยดีลูกเลี้ยงของตัวเองหรือเปล่า เพราะถ้าจะพูดไปแล้ว เธอแต่งงานก่อนพี่ชายเสียด้วยซ้ำ 

“เลี้ยงงั้นเหรอ” ยายหลิวแสยะยิ้มแล้วพูดต่อว่า "ข้าวเม็ดไหนที่ที่เอามาป้อน ไม่ใช่ว่ามีแต่ยายแก่คนนี้เหรอที่หาเลี้ยงตัวคนเดียวมาตลอด" สายตาของท่านจ้องมองไปที่ลูกสาวเพียงคนเดียวที่เอาแต่เก่งกับคนในครอบครัว แต่กับคนอื่นกลับหงอเป็นไก่ หรือว่าแท้จริงแล้วท่านได้สูญเสียลูกสาวให้กับบ้านอื่นไปแล้ว

“เป็นห่วงอย่างนั้นเหรอ” ยายหลิวหัวเราะในลำคอเสียงเย็น "ที่ชาวบ้านเขานินทากันมันก็ถูกแล้วไม่ใช่เหรอ มีคนสติดีที่ไหนเขาทำเรื่องผิดศีลธรรมแบบนี้กัน ให้หลานแต่งกับอาตัวเอง ไม่รู้สึกว่ามันน่าขยะแขยงสักนิดบ้างเหรอ"

"แล้วยังไงล่ะ มันไม่ผิดกฎหมายนี่คะ อีกอย่างเจ้าสี่ก็เป็นคนดี ในบรรดาพี่น้องเรา เขาหน้าที่การงานดีที่สุด เป็นถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีชามข้าวเหล็กในมือ ต่อไปยังไงก็ไม่มีทางลำบากมีแต่จะก้าวหน้า" หลี่เซียนเถียงข้างๆ คูๆ แต่น้ำเสียงยังคงภูมิใจกับน้องชายเล็ก เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นคนที่เชิดหน้าชูตาให้กับบ้านหลี่มากที่สุด

"กฎหมายอาจจะไปไม่ถึง แต่ศีลธรรมในใจคนมันบอกได้" ยายหลิวก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหลี่เซียน 

ท่านไม่ถือสาและไม่แปลกใจที่ผู้หญิงหน้าตาดีคนนึ่งมายืนเท้าสะเอวเถียงกับท่านอยู่ในตอนนี้ เพราะครอบครัวเป็นแบบไหน คนในครอบครัวก็จะเป็นแบบนั้น เรียกได้ว่าถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

"หล่อนกล้าพูดไหมว่าที่ทำทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพื่อหาคนมาเป็นฉากบังหน้าให้ความลับของน้องชาย หล่อนกำลังจะเอาทั้งชีวิตของหลานสาวฉันไปสังเวยเพื่อรักษาหน้าตาจอมปลอมของชาย แล้วยังมีหน้ามาพูดเรื่องชื่อเสียงอีกเหรอ"

ท่านอาบน้ำร้อนมาก่อน เจอผู้คนมาก็เยอะ ถึงจะอยู่แต่ชนบทก็ใช่ว่าจะไม่เจอใครเลย ต้องมองออกเป็นธรรมดาว่าใครเป็นยังไง ถึงจะมาได้ไม่นานก็เถอะ คนเราสวมหน้ากากเข้าหากันได้ แต่ก็ต้องมีสักครั้งที่เผลอถอด เพราะไม่สบายเท่าใบหน้าที่แท้จริง

คำพูดของยายหลิวเปรียบเสมือนคมหอกที่พุ่งเข้าไปปักกลางใจของหลี่เซียนอย่างจัง เธออ้าปากค้าง พูดไม่ออก ใบหน้าซีดเผือดสลับกับแดงก่ำด้วยความโกรธและอับอาย 

ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าหญิงชราท่าทางซื่อ ๆ จากชนบทคนนี้จะกล้าพูดจาฉีกหน้าเธอได้อย่างเจ็บแสบถึงเพียงนี้

"แก...แก...นังแก่ปากเสีย" ในที่สุดหลี่เซียนก็หาเสียงตัวเองเจอ กรีดร้องออกมาเหมือนคนไร้สติ "พูดจาเหลวไหล ปากแบบนี้นี่เองถึงได้เลี้ยงหลานออกมาให้มันเลวทรามต่ำช้าแบบนี้"

แต่ไหนแต่ไรก็เป็นคนอารมณืร้อนอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอคนที่ยั่วยุ ไม่ยอมลงให้ก็ยิ่งหัวร้อนเพิ่มขึ้นไปอีก จนกระทั่งลืมไปแล้วหญิงชราที่ตนหยาบคายใส่ตอนนี้คือแม่ยายองพี่ชายตัวเอง คนที่ต้องให้การเคารพไม่ต่างจากแม่คนหนึ่ง

"ปากของฉันพูดแต่ความจริง" ยายหลิวตอบกลับอย่างไม่เกรงกลัว "ต่างจากปากของบางคน เอาแต่พูดจาโกหกเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ถ้าการแต่งงานนี้มันดีจริง ทำไมไม่ไปทาบทามลูกสาวของผู้จัดการโรงงาน หรือลูกสาวของหัวหน้าแผนกล่ะ ทำไมต้องเจาะจงมาที่หลานสาวจนๆ ของยายแก่คนนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะแกคิดว่าพวกเรายายหลานเป็นแค่เบี้ยที่ไร้ค่า จะหยิบไปทิ้งขว้างที่ไหนก็ได้"

"วันนี้ถ้าฉันไม่ได้สั่งสอนคนแก่ อย่าเรียกฉันว่า หลี่เซียนเลย" หลี่เซียนคลุ้มคลั่งจนขาดสติ ถกแขนเสื้อเชิ้ตของตัวเองขึ้น เงื้อมือขึ้นหมายจะพุ่งเข้ามาตบหน้ายายหลิว

แต่เสี่ยวเหลียนที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วขยับตัวเข้าขวางไว้ทันที เธอปัดมือนั้นออกอย่างแรงจนหลี่เซียนเซถลาไปสองสามก้าว จนเกิดเสียงดังโครมคราม

"พอได้แล้ว" เสี่ยวเหลียนตวาดขึ้นเป็นครั้งแรก น้ำเสียงของเธอทั้งเย็นชาและเด็ดขาด "ที่นี่ไม่ใช่ตลาดสดที่จะมาสาดโคลนใส่ใครก็ได้ตามใจชอบ"

หลี่เซียนที่ถูกหลานสาวนอกไส้ผลักจนเกือบล้มถึงกับตกตะลึง มองเสี่ยวเหลียนอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา นี่ใช่เด็กสาวขี้ขลาดหัวอ่อนที่เคยเจอเมื่อหลายวันก่อนหรือเปล่า

 สายตาคู่นั้น...ทำไมถึงได้แข็งกร้าวและไม่ยอมคน ราวกับเป็นคนละคน

เป็นจังหวะเดียวกับที่ย่าหลี่และหลี่เจียงที่ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายรีบวิ่งเข้ามาในห้องพอดี

"เกิดอะไรขึ้น ลูกสาม" ย่าหลี่ร้องเสียงหลงขึ้น เมื่อเห็นลูกสาวตัวเองอยู่ในสภาพตกเป็นรองดวงตาแดงก่ำ ดูก็รู้ว่าถูกขัดใจจนถึงที่สุดแล้ว พร้อมจะร้องไห้โวยวายได้ทุกเมื่อ

หลี่เซียนพอเห็นแม่กับพี่ชายมาก็รีบเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ถูกกระทำทันที วิ่งเข้าไปฟ้องเสียงสั่นเครือ 

"แม่ พี่ใหญ่ ดูพวกนี้สิ ลูกเลี้ยงของพี่ทำร้ายฉัน ฉันอุตส่าห์เป็นห่วงมาเยี่ยมแท้ๆ แต่กลับด่าทอใส่ร้ายฉัน แถมยังลงไม้ลงมืออีก"

ย่าหลี่พอได้ฟังดังนั้นก็หน้าเขียวทันที ท่านหันมาจ้องหน้ายายหลิวและเสี่ยวเหลียนอย่างกินเลือดกินเนื้อ “จริงเหรอ แม่เสี่ยวเฟิน” ท่านหันไปถามลูกสะใภ้ใหญ่ที่เอาแต่เงียบ และทึกทักเอาเองว่าความเงียบเพียงชั่วอึดใจของลูกสะใภ้คือคำตอบ

 "จะเหิมเกริมกันมากเกินไปแล้ว นี่มันบ้านของฉันนะ" จากนั้นก็พูดเสียงลอดไรฟันออกมาเบาๆ

สงครามระลอกใหม่กำลังจะปะทุขึ้นอีกครั้ง แต่เสี่ยวเหลียนไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย เธอมองหน้าศัตรูทีละคน 

อาสามที่ขี้ขลาดและเห็นแก่ตัว ย่าหลี่ที่งมงายในอำนาจ พ่อเลี้ยงที่หูเบาและยึดมั่นในศักดิ์ศรีของผู้ชาย และแม่ของเธอที่ยืนตัวสั่นอยู่มุมห้อง

เธอลุกออกจากเตียง ขยับไปยืนเคียงข้างยายหลิวอย่างเงียบๆ เป็นการประกาศจุดยืนของตัวเองอย่างชัดเจน

‘เส้นแบ่งได้ถูกขีดขึ้นแล้ว’ เธอบอกกับตัวเองในใจ ‘มันคือการต่อสู้ระหว่างเราสองคน...กับพวกเขา’

“เฮอะ กล้าดีนี่ หลายวันก่อนยังหงอเป็นไก่อยู่แล้ว ที่ผ่านมาแค่เสแสร้งสิคะ” ย่าหลี่เห็นท่าทางเป็นศัตรูของจ้าวเสี่ยวเหลียนแล้วก็ปักใจเชื่อว่าลูกสาวพูดความจริง

เพราะความจริงแล้วท่านเองก็ไม่ได้ล่วงรู้ความคิดสกปรกของลูกสาวคนโปรดมาก่อน เลยทึกทักเอาเองว่าจ้าวเสี่ยวเหลียนอาจจะไม่พอใจอะไรสักอย่าง เลยคิดจะทำร้ายตัวเองประท้วง และโยนความผิดมาที่บ้านหลี่ เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ

“เสแสร้งอย่างนั้นเหรอ ใครกันแน่ที่เสแสร้ง” เสี่ยวเหลียนจะทนให้คนอื่นด่ายายของเธอได้ยังไงกันล่ะ ทั้งที่รู้แก่ใจว่าใครกันแน่ที่เสแสร้ง

“แม่ดูเอาเถอะค่ะ นี่ขนาดต่อหน้าแม่กับพี่ใหญ่นะคะ” หลี่เซียนเห็นว่าโอกาสมาถึงแล้วก็รีบขยี้ทันที

“เสี่ยวเหลียน” หลิวซือได้ยินเสียงของลูกสาวก็เงยหน้า มุ่นคิ้วไม่พอใจทันที

ทุกครั้งที่เกิดเรื่อง ก็แค่ก้มหน้าเงียบ ให้พวกเขาตำหนิ เหนื่อยแล้วก็หยุดไปเอง เลี่ยงการปะทะน้ำลายได้เป็นอย่างดี 

“แกจะไปตำหนิลูกทำไม เสี่ยวเหลียนพูดถูกแล้ว ฉันเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าใครกันแน่ที่เสแสร้ง” ยายหลิวพูดเสียงเข้ม

หลี่เจียงเห็นท่าไม่ดี ต่อให้เขาจะกล้ามากแค่ไหน ก็ไม่บ้าบิ่นถึงขั้นเอาเรื่องแม่ยาย เลยได้แต่กลืนความไม่พอใจลงท้อง และถามออกไปอย่างใจเย็นว่าเกิดอะไรขึ้น

หลังจากได้ฟังเรื่องราวย่าหลี่ถึงกับยืนไม่อยู่ ท่านไม่ได้ตกใจเรื่องที่จะจับจ้าวเสี่ยวเหลียนแต่งงานกับลูกชายคนเล็ก แต่ตกใจว่าคนอื่นรู้ได้ยังไงว่าลูกชายเป็นพวกชอบตัดแขนเสื้อ

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   120

    ช่วงดึกวันเดียวกันนั้น พ่อจางสังเกตเห็นความผิดปกติของภรรยา อยู่กินมานานเกือบสามสิบปี แค่อ้าปากก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร“มีเรื่องอะไรที่ผมไม่รู้หรือเปล่าครับ” พ่อจางกอดภรรยาจากทางด้านหลัง มั่นใจว่าคนข้างๆ ยังไม่นอน“…." มีเพียงความเงียบที่ตอบกลับมา“วันนี้เจ้าลูกชายตัวดีมาคุยกับผม เรื่องที่ขอยืดเวลาให้กวงเอ๋อร์อยู่ที่นี่ก่อน ทางผมไม่ติดอะไรนะถ้าคุณจะอยู่กับหลานต่อ”“ฉันจะกลับบ้านค่ะ ถ้าพวกเขาไม่ยอมให้ฉันเอาหลานกลับ ก็ให้พวกเขาเลี้ยงกันเอง ฉันจะไม่ยุ่งแล้ว” แม่จางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงน้อยใจ“พูดแบบนั้นก็ไม่ถูก ถ้าคุณอยากจะกลับเพราะคิดถึงผมก็แล้วไปเถอะ แต่อย่ากลับเพียงเพราะอยากประชดลูกเลย เสวี่ยอวี้อาจจะไม่เป็นไร แต่อย่าทำให้ลูกสะใภ้ลำบากใจ ได้ยินว่าเธอยินดีที่ให้กวงเอ๋อร์ไปชิงเต่า แต่เจ้าลูกชายตัวดีไม่ยอม” พ่อจางรับหน้าที่เป็นคนกลา

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   119

    สิงหาคม 1980ครบกำหนดที่จางเหยากวงต้องกลับไปชิงเต่ากับคุณย่าของเขาแล้ว เจ้าอ้วนยังไม่รู้ชะตากรรมว่าต่อไปตัวเองจะต้องอยู่ห่างจากพ่อแม่ ตอนนี้สองพ่่อลูกกำลังเล่นของเล่นบนเตียงกันอยู่“ผมจำได้ว่าเครื่องบินของกวงเอ๋อร์มีเยอะกว่านี้ไม่ใช่เหรอครับ” สองพ่อลูกชอบเล่นเครื่องบิน ก่อนนอนทุกคืนเขาจะต้องได้เล่นเครื่องบินกับพ่อก่อน แล้วค่อยให้ย่าจางพาไปนอน“ฉันเก็บลงกล่องบางส่วนแล้วละค่ะ” พูดถึงเรื่องนี้ทีไรก็รู้สึกจุกที่ลำคอทุกทีจางเสวี่ยอวี้ได้ยินแบบนั้นก็ถอนหายใจ ให้ลูกชายเล่นเครื่องบินไปก่อน แล้วหันมาปลอบแม่ของลูกแทน “ถ้าอย่างนั้นไม่สู้เราคุยกับแม่ให้ท่านกลับไปชิงเต่าก่อนดีหรือเปล่าครับ ผมจะจ้างพี่เลี้ยงมาอยู่ประจำ คุณยายท่านจะได้ไม่ต้องเหนื่อยเกินไป”ตอนนี้แม้ว่าที่บ้านของเขาจะมีแม่บ้าน แต่ทำงานเช้าเย็นก็กลับ หน้าที่เลี้ยงหลานเป็นของยายทวดและคุณย่า เขารู้ดีว่าพวกท

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   118

    จ้าวเสี่ยวเหลียนยุ่งอยู่กับการเลี้ยงลูกและเรียน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ลืมใส่ใจน้องสาว ตอนนี้หลี่เฟินสอบเข้ามหาวิทยาลัยมณฑลได้แล้ว เดิมทีแม่หลิวอยากให้มาอยู่กับพี่สาว จะช่วยเลี้ยงหลาน แต่เพราะมหาวิทยาลัยกับค่ายทหารอยู่ไกลกันเดินทางลำบาก เสี่ยวเหลียนเลยเลือกให้น้องสาวอยู่หอพักแทน วันหยุดถึงมาหลานสาว“ไอหยา…ตัวหนักกว่าครั้งที่แล้วอีกนะ” น้าสาวยิ้มกว้างเมื่อได้อุ้มหลานชายวัยสี่เดือน ตอนนี้เขาใส่เสื้อผ้าของเด็กหนึ่งขวบไปแล้วเรียบร้อย“เขาห้ามทักว่าเด็กอ้วนเดี๋ยวจะป่วย ไม่รู้เรื่องอะไรเลย” ยายหลิวดุหลานสาว“จริงเหรอคะ เสี่ยวกวงของเราไม่อ้วนเลย ออกจะผอมไปด้วยซ้ำ ต้องกินเยอะๆ นะ” พอรู้ว่าหลานชายจะป่วยเพราะคำพูดของตัวเอง น้าสาวก็กลับคำเสียอย่างนั้นเสี่ยวเหลียนได้ยินแล้วก็ส่ายหน้า “เด็กคนหนึ่งจะป่วยก็คงไม่เกี่ยวกับคำพูดหรอก เป็นเพราะสภาพแวดล้อมแล้วก็สิ่งที่เขากินเข้าไปมากกว่า เจ็บป

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   117

    จ้าวเสี่ยวเหลียนอยู่โรงพยาบาล 3 วัน ถ้าเป็นคนอื่นคงออกตั้งแต่สองวันแรก แต่เพราะเป็นภรรยาของท่านนายพล เขาอยากมั่นใจก่อนว่าภรรยาและลูกปลอดภัย พ่อจางกับแม่จางมาถึงวันที่เสี่ยวเหลียนออกจากโรงพยาบาลพอดี จางเสวี่ยอวี้ตั้งชื่อลูกชายา จางเหยากวง“ไอหยา…เพิ่งคุยกันไม่กี่วันก่อนแท้ๆ หลานย่าก็รีบออกมาเสียแล้ว ไม่รอย่าเลย” ตอนนี้คุณแม่จางกำลังอุ้มหลายชายตัวอ้วนของท่านอยู่รีบอะไรกันละคะ ความจริงต้องออกตั้นแต่ช่วงต้นเดือนเสียด้วยซ้ำ อีกสองสัปดาห์ก้จะเปิดเทอมแล้ว ม่านม่านจะพักฟื้นทันหรือเปล่า" แม่หลิวมองหน้าลูกสาวที่กำลังอยู่เดือนด้วยความเป็นห่วง“นั่นสิ แล้วเรื่องอยู่เดือนจะทำยังไง” แม่จางถาม“สัปดาห์แรกน่าจะยังไม่มีอะไรหรอกค่ะ ยังไม่ต้องไปก็ได้ แต่หลังจากนั้นยังไงก็ต้องไปเพราะขึ้นปีสามแล้ว เนื้อหาเฉพาะมากขึ้น”“ไม่สู้ให้แม่พากวงเอ๋อร์กลับชิงเต่า พวกลูกจะไ

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   116

    จางเสวี่ยอวี้ยังยืนนิ่งอยู่กับที่ เขาเห็นของเหลวกำลังไหลออกมาจากร่างกายของภรรยา ก่อนหน้านี้เธอมีอาการเจ็บท้องอยู่หลายครั้ง แต่พอเกิดขึ้นจริงเขากลับทำอะไรไม่ถูก“จางเสวี่ยอวี้ เอาของที่เตรียมไว้ไปใส่รถเร็วเข้า” ในจิตสำนึกของเธอแล้ว ตัวเองอายุเท่ากันกับสามี พอน้ำคร่ำแตก อาการเจ็บท้องคลอดของเธอก็ถี่ขึ้น จนเหงื่อท่วมตัวว่าที่คุณพ่อมือใหม่สะดุ้งกับคำสั่งของภรรยา “ได้” เขารีบเดินไปหิ้วกระเป๋าที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้นานแล้วขึ้นรถ ไม่นานก็กลับเข้ามาอุ้มภรรยาไปโรงพยาบาล“ไม่ต้องกลัวนะ ทำใจให้สบาย” ยายหลิวจับมือปลอบใจหลานสาวตลอดทาง โชคดีที่บ้านพักกับโรงพยาบาลอยู่ไม่ไกลกันมาก ใช้เวลาเดินทางแค่ 5 นาทีก็มาถึงโรงพยาบาลตอนนี้เสี่ยวเหลียนถูกเข็นไปยังห้องคลอด จางเสวี่ยอวี้เดินไปตามหวังหว่านอินที่ห้องตรวจด้วยตัวเอง ทำเอาคนไข้แตกตื่นไปตามๆ กัน“นายใจเย็นๆ ก่อน ตอนนี้เธอ

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   115

    กุมภาพันธ์ 1980ปิดเทอมฤดูหนาวเสี่ยวเหลียนไม่ได้กลับชิงเต่า เพราะจางเสวี่ยอวี้ไม่อยากให้เธอต้องเดินทางไกลช่วงที่หิมะตกหนัก“เข้าใจแล้วค่ะ วางแล้วนะคะ”“ใครโทรมาครับ” จางเสวี่ยอวี้เดินเข้ามาโอบเอวของภรรยา มือหนาลูบหน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นมานิดๆ ของภรรยา“แม่น่ะค่ะ โทรมากำชับ บอกว่าปิดเทอมนี้ไม่ต้องกลับบ้าน” เธอยิ้มตอบสามี รู้สึกดีทุกครั้งที่เขาลูบท้องลูกของพวกเธอ“ผมทำเรื่องขอย้ายไปอยู่บ้านเป็นหลังแล้ว คิดว่าสะดวกกว่าอยู่บนอาคาร”“ทำไมละคะ” เธอคิดว่าอยู่บนอาคารก็สะดวกดี ฤดูหนาวไม่ต้องคอยมากวาดหิมะบนหลังคา ติดแค่พื้นที่แคบไปสักหน่อยก็เท่านั้น“อยู่บ้านเป็นหลังดีกว่า อีกหน่อยคุณยายก็ต้องมาช่วยดูแลคุณ ท่านจะได้ไม่อึดอัดที่อยู่แต่บนอาคารอย่างเดียว”

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status