Share

4

Penulis: Scince
last update Tanggal publikasi: 2025-08-01 10:31:01

"คุณ...คุณป้าพูดเรื่องอะไรคะ ฉันแค่เป็นห่วงอนาคตของเด็กที่กำพร้าพ่อคนหนึ่งก็เท่านั้น อย่าลืมสิคะว่าเด็กคนนี้พี่ชายฉันเลี้ยงมาตั้งแต่แบเบาะ ฉันเองก็รักเหมือนหลานสาวแท้ๆคนหนึ่ง"

เธอไม่ได้มานั่งสนใจหรอกว่าพี่ชายจะสนใจไยดีลูกเลี้ยงของตัวเองหรือเปล่า เพราะถ้าจะพูดไปแล้ว เธอแต่งงานก่อนพี่ชายเสียด้วยซ้ำ 

“เลี้ยงงั้นเหรอ” ยายหลิวแสยะยิ้มแล้วพูดต่อว่า "ข้าวเม็ดไหนที่ที่เอามาป้อน ไม่ใช่ว่ามีแต่ยายแก่คนนี้เหรอที่หาเลี้ยงตัวคนเดียวมาตลอด" สายตาของท่านจ้องมองไปที่ลูกสาวเพียงคนเดียวที่เอาแต่เก่งกับคนในครอบครัว แต่กับคนอื่นกลับหงอเป็นไก่ หรือว่าแท้จริงแล้วท่านได้สูญเสียลูกสาวให้กับบ้านอื่นไปแล้ว

“เป็นห่วงอย่างนั้นเหรอ” ยายหลิวหัวเราะในลำคอเสียงเย็น "ที่ชาวบ้านเขานินทากันมันก็ถูกแล้วไม่ใช่เหรอ มีคนสติดีที่ไหนเขาทำเรื่องผิดศีลธรรมแบบนี้กัน ให้หลานแต่งกับอาตัวเอง ไม่รู้สึกว่ามันน่าขยะแขยงสักนิดบ้างเหรอ"

"แล้วยังไงล่ะ มันไม่ผิดกฎหมายนี่คะ อีกอย่างเจ้าสี่ก็เป็นคนดี ในบรรดาพี่น้องเรา เขาหน้าที่การงานดีที่สุด เป็นถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีชามข้าวเหล็กในมือ ต่อไปยังไงก็ไม่มีทางลำบากมีแต่จะก้าวหน้า" หลี่เซียนเถียงข้างๆ คูๆ แต่น้ำเสียงยังคงภูมิใจกับน้องชายเล็ก เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นคนที่เชิดหน้าชูตาให้กับบ้านหลี่มากที่สุด

"กฎหมายอาจจะไปไม่ถึง แต่ศีลธรรมในใจคนมันบอกได้" ยายหลิวก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหลี่เซียน 

ท่านไม่ถือสาและไม่แปลกใจที่ผู้หญิงหน้าตาดีคนนึ่งมายืนเท้าสะเอวเถียงกับท่านอยู่ในตอนนี้ เพราะครอบครัวเป็นแบบไหน คนในครอบครัวก็จะเป็นแบบนั้น เรียกได้ว่าถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

"หล่อนกล้าพูดไหมว่าที่ทำทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพื่อหาคนมาเป็นฉากบังหน้าให้ความลับของน้องชาย หล่อนกำลังจะเอาทั้งชีวิตของหลานสาวฉันไปสังเวยเพื่อรักษาหน้าตาจอมปลอมของชาย แล้วยังมีหน้ามาพูดเรื่องชื่อเสียงอีกเหรอ"

ท่านอาบน้ำร้อนมาก่อน เจอผู้คนมาก็เยอะ ถึงจะอยู่แต่ชนบทก็ใช่ว่าจะไม่เจอใครเลย ต้องมองออกเป็นธรรมดาว่าใครเป็นยังไง ถึงจะมาได้ไม่นานก็เถอะ คนเราสวมหน้ากากเข้าหากันได้ แต่ก็ต้องมีสักครั้งที่เผลอถอด เพราะไม่สบายเท่าใบหน้าที่แท้จริง

คำพูดของยายหลิวเปรียบเสมือนคมหอกที่พุ่งเข้าไปปักกลางใจของหลี่เซียนอย่างจัง เธออ้าปากค้าง พูดไม่ออก ใบหน้าซีดเผือดสลับกับแดงก่ำด้วยความโกรธและอับอาย 

ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าหญิงชราท่าทางซื่อ ๆ จากชนบทคนนี้จะกล้าพูดจาฉีกหน้าเธอได้อย่างเจ็บแสบถึงเพียงนี้

"แก...แก...นังแก่ปากเสีย" ในที่สุดหลี่เซียนก็หาเสียงตัวเองเจอ กรีดร้องออกมาเหมือนคนไร้สติ "พูดจาเหลวไหล ปากแบบนี้นี่เองถึงได้เลี้ยงหลานออกมาให้มันเลวทรามต่ำช้าแบบนี้"

แต่ไหนแต่ไรก็เป็นคนอารมณืร้อนอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอคนที่ยั่วยุ ไม่ยอมลงให้ก็ยิ่งหัวร้อนเพิ่มขึ้นไปอีก จนกระทั่งลืมไปแล้วหญิงชราที่ตนหยาบคายใส่ตอนนี้คือแม่ยายองพี่ชายตัวเอง คนที่ต้องให้การเคารพไม่ต่างจากแม่คนหนึ่ง

"ปากของฉันพูดแต่ความจริง" ยายหลิวตอบกลับอย่างไม่เกรงกลัว "ต่างจากปากของบางคน เอาแต่พูดจาโกหกเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ถ้าการแต่งงานนี้มันดีจริง ทำไมไม่ไปทาบทามลูกสาวของผู้จัดการโรงงาน หรือลูกสาวของหัวหน้าแผนกล่ะ ทำไมต้องเจาะจงมาที่หลานสาวจนๆ ของยายแก่คนนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะแกคิดว่าพวกเรายายหลานเป็นแค่เบี้ยที่ไร้ค่า จะหยิบไปทิ้งขว้างที่ไหนก็ได้"

"วันนี้ถ้าฉันไม่ได้สั่งสอนคนแก่ อย่าเรียกฉันว่า หลี่เซียนเลย" หลี่เซียนคลุ้มคลั่งจนขาดสติ ถกแขนเสื้อเชิ้ตของตัวเองขึ้น เงื้อมือขึ้นหมายจะพุ่งเข้ามาตบหน้ายายหลิว

แต่เสี่ยวเหลียนที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วขยับตัวเข้าขวางไว้ทันที เธอปัดมือนั้นออกอย่างแรงจนหลี่เซียนเซถลาไปสองสามก้าว จนเกิดเสียงดังโครมคราม

"พอได้แล้ว" เสี่ยวเหลียนตวาดขึ้นเป็นครั้งแรก น้ำเสียงของเธอทั้งเย็นชาและเด็ดขาด "ที่นี่ไม่ใช่ตลาดสดที่จะมาสาดโคลนใส่ใครก็ได้ตามใจชอบ"

หลี่เซียนที่ถูกหลานสาวนอกไส้ผลักจนเกือบล้มถึงกับตกตะลึง มองเสี่ยวเหลียนอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา นี่ใช่เด็กสาวขี้ขลาดหัวอ่อนที่เคยเจอเมื่อหลายวันก่อนหรือเปล่า

 สายตาคู่นั้น...ทำไมถึงได้แข็งกร้าวและไม่ยอมคน ราวกับเป็นคนละคน

เป็นจังหวะเดียวกับที่ย่าหลี่และหลี่เจียงที่ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายรีบวิ่งเข้ามาในห้องพอดี

"เกิดอะไรขึ้น ลูกสาม" ย่าหลี่ร้องเสียงหลงขึ้น เมื่อเห็นลูกสาวตัวเองอยู่ในสภาพตกเป็นรองดวงตาแดงก่ำ ดูก็รู้ว่าถูกขัดใจจนถึงที่สุดแล้ว พร้อมจะร้องไห้โวยวายได้ทุกเมื่อ

หลี่เซียนพอเห็นแม่กับพี่ชายมาก็รีบเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ถูกกระทำทันที วิ่งเข้าไปฟ้องเสียงสั่นเครือ 

"แม่ พี่ใหญ่ ดูพวกนี้สิ ลูกเลี้ยงของพี่ทำร้ายฉัน ฉันอุตส่าห์เป็นห่วงมาเยี่ยมแท้ๆ แต่กลับด่าทอใส่ร้ายฉัน แถมยังลงไม้ลงมืออีก"

ย่าหลี่พอได้ฟังดังนั้นก็หน้าเขียวทันที ท่านหันมาจ้องหน้ายายหลิวและเสี่ยวเหลียนอย่างกินเลือดกินเนื้อ “จริงเหรอ แม่เสี่ยวเฟิน” ท่านหันไปถามลูกสะใภ้ใหญ่ที่เอาแต่เงียบ และทึกทักเอาเองว่าความเงียบเพียงชั่วอึดใจของลูกสะใภ้คือคำตอบ

 "จะเหิมเกริมกันมากเกินไปแล้ว นี่มันบ้านของฉันนะ" จากนั้นก็พูดเสียงลอดไรฟันออกมาเบาๆ

สงครามระลอกใหม่กำลังจะปะทุขึ้นอีกครั้ง แต่เสี่ยวเหลียนไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย เธอมองหน้าศัตรูทีละคน 

อาสามที่ขี้ขลาดและเห็นแก่ตัว ย่าหลี่ที่งมงายในอำนาจ พ่อเลี้ยงที่หูเบาและยึดมั่นในศักดิ์ศรีของผู้ชาย และแม่ของเธอที่ยืนตัวสั่นอยู่มุมห้อง

เธอลุกออกจากเตียง ขยับไปยืนเคียงข้างยายหลิวอย่างเงียบๆ เป็นการประกาศจุดยืนของตัวเองอย่างชัดเจน

‘เส้นแบ่งได้ถูกขีดขึ้นแล้ว’ เธอบอกกับตัวเองในใจ ‘มันคือการต่อสู้ระหว่างเราสองคน...กับพวกเขา’

“เฮอะ กล้าดีนี่ หลายวันก่อนยังหงอเป็นไก่อยู่แล้ว ที่ผ่านมาแค่เสแสร้งสิคะ” ย่าหลี่เห็นท่าทางเป็นศัตรูของจ้าวเสี่ยวเหลียนแล้วก็ปักใจเชื่อว่าลูกสาวพูดความจริง

เพราะความจริงแล้วท่านเองก็ไม่ได้ล่วงรู้ความคิดสกปรกของลูกสาวคนโปรดมาก่อน เลยทึกทักเอาเองว่าจ้าวเสี่ยวเหลียนอาจจะไม่พอใจอะไรสักอย่าง เลยคิดจะทำร้ายตัวเองประท้วง และโยนความผิดมาที่บ้านหลี่ เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ

“เสแสร้งอย่างนั้นเหรอ ใครกันแน่ที่เสแสร้ง” เสี่ยวเหลียนจะทนให้คนอื่นด่ายายของเธอได้ยังไงกันล่ะ ทั้งที่รู้แก่ใจว่าใครกันแน่ที่เสแสร้ง

“แม่ดูเอาเถอะค่ะ นี่ขนาดต่อหน้าแม่กับพี่ใหญ่นะคะ” หลี่เซียนเห็นว่าโอกาสมาถึงแล้วก็รีบขยี้ทันที

“เสี่ยวเหลียน” หลิวซือได้ยินเสียงของลูกสาวก็เงยหน้า มุ่นคิ้วไม่พอใจทันที

ทุกครั้งที่เกิดเรื่อง ก็แค่ก้มหน้าเงียบ ให้พวกเขาตำหนิ เหนื่อยแล้วก็หยุดไปเอง เลี่ยงการปะทะน้ำลายได้เป็นอย่างดี 

“แกจะไปตำหนิลูกทำไม เสี่ยวเหลียนพูดถูกแล้ว ฉันเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าใครกันแน่ที่เสแสร้ง” ยายหลิวพูดเสียงเข้ม

หลี่เจียงเห็นท่าไม่ดี ต่อให้เขาจะกล้ามากแค่ไหน ก็ไม่บ้าบิ่นถึงขั้นเอาเรื่องแม่ยาย เลยได้แต่กลืนความไม่พอใจลงท้อง และถามออกไปอย่างใจเย็นว่าเกิดอะไรขึ้น

หลังจากได้ฟังเรื่องราวย่าหลี่ถึงกับยืนไม่อยู่ ท่านไม่ได้ตกใจเรื่องที่จะจับจ้าวเสี่ยวเหลียนแต่งงานกับลูกชายคนเล็ก แต่ตกใจว่าคนอื่นรู้ได้ยังไงว่าลูกชายเป็นพวกชอบตัดแขนเสื้อ

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   120

    ช่วงดึกวันเดียวกันนั้น พ่อจางสังเกตเห็นความผิดปกติของภรรยา อยู่กินมานานเกือบสามสิบปี แค่อ้าปากก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร“มีเรื่องอะไรที่ผมไม่รู้หรือเปล่าครับ” พ่อจางกอดภรรยาจากทางด้านหลัง มั่นใจว่าคนข้างๆ ยังไม่นอน“…." มีเพียงความเงียบที่ตอบกลับมา“วันนี้เจ้าลูกชายตัวดีมาคุยกับผม เรื่องที่ขอยืดเวลาให้กวงเอ๋อร์อยู่ที่นี่ก่อน ทางผมไม่ติดอะไรนะถ้าคุณจะอยู่กับหลานต่อ”“ฉันจะกลับบ้านค่ะ ถ้าพวกเขาไม่ยอมให้ฉันเอาหลานกลับ ก็ให้พวกเขาเลี้ยงกันเอง ฉันจะไม่ยุ่งแล้ว” แม่จางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงน้อยใจ“พูดแบบนั้นก็ไม่ถูก ถ้าคุณอยากจะกลับเพราะคิดถึงผมก็แล้วไปเถอะ แต่อย่ากลับเพียงเพราะอยากประชดลูกเลย เสวี่ยอวี้อาจจะไม่เป็นไร แต่อย่าทำให้ลูกสะใภ้ลำบากใจ ได้ยินว่าเธอยินดีที่ให้กวงเอ๋อร์ไปชิงเต่า แต่เจ้าลูกชายตัวดีไม่ยอม” พ่อจางรับหน้าที่เป็นคนกลา

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   119

    สิงหาคม 1980ครบกำหนดที่จางเหยากวงต้องกลับไปชิงเต่ากับคุณย่าของเขาแล้ว เจ้าอ้วนยังไม่รู้ชะตากรรมว่าต่อไปตัวเองจะต้องอยู่ห่างจากพ่อแม่ ตอนนี้สองพ่่อลูกกำลังเล่นของเล่นบนเตียงกันอยู่“ผมจำได้ว่าเครื่องบินของกวงเอ๋อร์มีเยอะกว่านี้ไม่ใช่เหรอครับ” สองพ่อลูกชอบเล่นเครื่องบิน ก่อนนอนทุกคืนเขาจะต้องได้เล่นเครื่องบินกับพ่อก่อน แล้วค่อยให้ย่าจางพาไปนอน“ฉันเก็บลงกล่องบางส่วนแล้วละค่ะ” พูดถึงเรื่องนี้ทีไรก็รู้สึกจุกที่ลำคอทุกทีจางเสวี่ยอวี้ได้ยินแบบนั้นก็ถอนหายใจ ให้ลูกชายเล่นเครื่องบินไปก่อน แล้วหันมาปลอบแม่ของลูกแทน “ถ้าอย่างนั้นไม่สู้เราคุยกับแม่ให้ท่านกลับไปชิงเต่าก่อนดีหรือเปล่าครับ ผมจะจ้างพี่เลี้ยงมาอยู่ประจำ คุณยายท่านจะได้ไม่ต้องเหนื่อยเกินไป”ตอนนี้แม้ว่าที่บ้านของเขาจะมีแม่บ้าน แต่ทำงานเช้าเย็นก็กลับ หน้าที่เลี้ยงหลานเป็นของยายทวดและคุณย่า เขารู้ดีว่าพวกท

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   118

    จ้าวเสี่ยวเหลียนยุ่งอยู่กับการเลี้ยงลูกและเรียน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ลืมใส่ใจน้องสาว ตอนนี้หลี่เฟินสอบเข้ามหาวิทยาลัยมณฑลได้แล้ว เดิมทีแม่หลิวอยากให้มาอยู่กับพี่สาว จะช่วยเลี้ยงหลาน แต่เพราะมหาวิทยาลัยกับค่ายทหารอยู่ไกลกันเดินทางลำบาก เสี่ยวเหลียนเลยเลือกให้น้องสาวอยู่หอพักแทน วันหยุดถึงมาหลานสาว“ไอหยา…ตัวหนักกว่าครั้งที่แล้วอีกนะ” น้าสาวยิ้มกว้างเมื่อได้อุ้มหลานชายวัยสี่เดือน ตอนนี้เขาใส่เสื้อผ้าของเด็กหนึ่งขวบไปแล้วเรียบร้อย“เขาห้ามทักว่าเด็กอ้วนเดี๋ยวจะป่วย ไม่รู้เรื่องอะไรเลย” ยายหลิวดุหลานสาว“จริงเหรอคะ เสี่ยวกวงของเราไม่อ้วนเลย ออกจะผอมไปด้วยซ้ำ ต้องกินเยอะๆ นะ” พอรู้ว่าหลานชายจะป่วยเพราะคำพูดของตัวเอง น้าสาวก็กลับคำเสียอย่างนั้นเสี่ยวเหลียนได้ยินแล้วก็ส่ายหน้า “เด็กคนหนึ่งจะป่วยก็คงไม่เกี่ยวกับคำพูดหรอก เป็นเพราะสภาพแวดล้อมแล้วก็สิ่งที่เขากินเข้าไปมากกว่า เจ็บป

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   117

    จ้าวเสี่ยวเหลียนอยู่โรงพยาบาล 3 วัน ถ้าเป็นคนอื่นคงออกตั้งแต่สองวันแรก แต่เพราะเป็นภรรยาของท่านนายพล เขาอยากมั่นใจก่อนว่าภรรยาและลูกปลอดภัย พ่อจางกับแม่จางมาถึงวันที่เสี่ยวเหลียนออกจากโรงพยาบาลพอดี จางเสวี่ยอวี้ตั้งชื่อลูกชายา จางเหยากวง“ไอหยา…เพิ่งคุยกันไม่กี่วันก่อนแท้ๆ หลานย่าก็รีบออกมาเสียแล้ว ไม่รอย่าเลย” ตอนนี้คุณแม่จางกำลังอุ้มหลายชายตัวอ้วนของท่านอยู่รีบอะไรกันละคะ ความจริงต้องออกตั้นแต่ช่วงต้นเดือนเสียด้วยซ้ำ อีกสองสัปดาห์ก้จะเปิดเทอมแล้ว ม่านม่านจะพักฟื้นทันหรือเปล่า" แม่หลิวมองหน้าลูกสาวที่กำลังอยู่เดือนด้วยความเป็นห่วง“นั่นสิ แล้วเรื่องอยู่เดือนจะทำยังไง” แม่จางถาม“สัปดาห์แรกน่าจะยังไม่มีอะไรหรอกค่ะ ยังไม่ต้องไปก็ได้ แต่หลังจากนั้นยังไงก็ต้องไปเพราะขึ้นปีสามแล้ว เนื้อหาเฉพาะมากขึ้น”“ไม่สู้ให้แม่พากวงเอ๋อร์กลับชิงเต่า พวกลูกจะไ

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   116

    จางเสวี่ยอวี้ยังยืนนิ่งอยู่กับที่ เขาเห็นของเหลวกำลังไหลออกมาจากร่างกายของภรรยา ก่อนหน้านี้เธอมีอาการเจ็บท้องอยู่หลายครั้ง แต่พอเกิดขึ้นจริงเขากลับทำอะไรไม่ถูก“จางเสวี่ยอวี้ เอาของที่เตรียมไว้ไปใส่รถเร็วเข้า” ในจิตสำนึกของเธอแล้ว ตัวเองอายุเท่ากันกับสามี พอน้ำคร่ำแตก อาการเจ็บท้องคลอดของเธอก็ถี่ขึ้น จนเหงื่อท่วมตัวว่าที่คุณพ่อมือใหม่สะดุ้งกับคำสั่งของภรรยา “ได้” เขารีบเดินไปหิ้วกระเป๋าที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้นานแล้วขึ้นรถ ไม่นานก็กลับเข้ามาอุ้มภรรยาไปโรงพยาบาล“ไม่ต้องกลัวนะ ทำใจให้สบาย” ยายหลิวจับมือปลอบใจหลานสาวตลอดทาง โชคดีที่บ้านพักกับโรงพยาบาลอยู่ไม่ไกลกันมาก ใช้เวลาเดินทางแค่ 5 นาทีก็มาถึงโรงพยาบาลตอนนี้เสี่ยวเหลียนถูกเข็นไปยังห้องคลอด จางเสวี่ยอวี้เดินไปตามหวังหว่านอินที่ห้องตรวจด้วยตัวเอง ทำเอาคนไข้แตกตื่นไปตามๆ กัน“นายใจเย็นๆ ก่อน ตอนนี้เธอ

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   115

    กุมภาพันธ์ 1980ปิดเทอมฤดูหนาวเสี่ยวเหลียนไม่ได้กลับชิงเต่า เพราะจางเสวี่ยอวี้ไม่อยากให้เธอต้องเดินทางไกลช่วงที่หิมะตกหนัก“เข้าใจแล้วค่ะ วางแล้วนะคะ”“ใครโทรมาครับ” จางเสวี่ยอวี้เดินเข้ามาโอบเอวของภรรยา มือหนาลูบหน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นมานิดๆ ของภรรยา“แม่น่ะค่ะ โทรมากำชับ บอกว่าปิดเทอมนี้ไม่ต้องกลับบ้าน” เธอยิ้มตอบสามี รู้สึกดีทุกครั้งที่เขาลูบท้องลูกของพวกเธอ“ผมทำเรื่องขอย้ายไปอยู่บ้านเป็นหลังแล้ว คิดว่าสะดวกกว่าอยู่บนอาคาร”“ทำไมละคะ” เธอคิดว่าอยู่บนอาคารก็สะดวกดี ฤดูหนาวไม่ต้องคอยมากวาดหิมะบนหลังคา ติดแค่พื้นที่แคบไปสักหน่อยก็เท่านั้น“อยู่บ้านเป็นหลังดีกว่า อีกหน่อยคุณยายก็ต้องมาช่วยดูแลคุณ ท่านจะได้ไม่อึดอัดที่อยู่แต่บนอาคารอย่างเดียว”

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   109

    ตุลาคม 1979ทุกปีช่วงวันชาติจางเสวี่ยอวี้จะพาภรรยากลับซูโจวไปเยี่ยมยายหลิว และปีนี้ก็เช่นเดียวกัน แต่พิเศษเพิ่มเข้ามาคือมีแม่หลิวไปด้วย ท่านเดินทางมาถึงบ้านพักของลูกเขยตั้งแต่เมื่อวานแล้ว

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   107

    ทางด้านบ้านหลี่ตอนนี้กลับมีสีหน้าเคร่งเครียด โดยเฉพาะย่าหลี่ ทันทีที่อาสี่อ่านหนังสือข้อตกลงหลังหย่าเรียบร้อย ทว่าคนที่พูดขึ้นก่อนกลับเป็นอาสาม“ไม่ยุติธรรม ถ้าไม่ติดว่าฉันเลี้ยงแกมากับมือ คงคิดว่าแกเป็นคนของ

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   106

    20 กุมภาพันธ์ 1979วันนี้เป็นวันที่โรงอาบน้ำของแม่หลิวเปิดอย่างเป็นทางการ มีแขกมาร่วมแสดงความยินดีมากมาย ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นคนมีหน้ามีตาของที่นี่ทั้งนั้น และแน่นอนว่ามากกว่าครึ่งเป็นคนรู้จักของบ้านจางเสียเป็นส่วนให

  • 1975 ชีวิตนี้ฉันขอลิขิตเอง   105

    ผ่านไปหลายวันเสี่ยวเหลียนก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ต้องการ แต่เธอเชื่อว่าอาสี่เป็นคนฉลาด เขาย่อมรู้ดีว่าเวลาไหนควรรุกและเวลาไหนที่ควรถอย ระหว่างนี้เธอก็มักจะไปวนเวียนอยู่แถวสำนักงานของเขาอยู่บ่อยครั้ง และทุกครั้งที่ไปแม่สามีก็จะไปด้วย แน่นอนว่าไม

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status