تسجيل الدخولบทที่ 3 ฝันร้าย (1)
ยามเฉินสี่เค่อ ณ จวนสกุลซ่ง
“คุณหนูเจ้าคะ…” จวงเถาเปิดประตูบานเฉลียงเข้ามาหาเจ้านายสาวด้วยอาการหอบเหนื่อย
“แม่สื่อของตระกูลกู้มาขอเจรจาเรื่องแต่งงานอีกแล้ว ใช่หรือไม่?”
จิ่นเหอดูไม่สะทกสะท้านกับเสียงเรียกของจวงเถาเลยแม้แต่น้อย นั่นก็เพราะนางพอจะเดาได้ว่า คนมาขอพบ น่าจะเป็นแม่สื่อของตระกูลกู้อีกตามเคย สามวันมาแล้วที่สตรีวัยกลางคนผู้นั้นมาขอพบ นางเบื่อหน่ายเหลือเกินที่ต้องพูดปฏิเสธซ้ำ ๆ
“มิใช่เจ้าค่ะ ครั้งนี้เป็นคุณชายกู้ที่มาด้วยตัวเอง”
“เช่นนั้น… เจ้าก็ไปบอกว่าข้าป่วยไข้เป็นโรคร้ายแรง ซ้ำร้ายยังพะอืดพะอม เวียนหัว อาเจียนตลอดเวลา ไม่สะดวกพบใครทั้งนั้น”
“คุณหนูเจ้าคะ แต่ว่า… คุณชายกู้มิใช่คนโง่ คิดว่าคำโกหกทำนองนี้ จะใช้ได้ผลหรือเจ้าคะ”
“หึ้ย… ได้ผลหรือไม่ได้ผล หาใช่สาระสำคัญ ที่สำคัญคือ… ข้าไม่อยากเจอหน้าเขาต่างหาก”
“เจ้าค่ะคุณหนู” ในเมื่อเจ้านายสาวยืนยันเสียงแข็งถึงเพียงนั้น จวงเถาจึงทำได้เพียงตอบรับอย่างจนใจ
ตึก ๆ ตึก ตึก!!!
เสียงฝีเท้าของจวงเถาวิ่งกลับมารายงานอย่างรีบร้อน ทั้งที่เพิ่งจากไปได้ไม่นานแท้ ๆ
“คุณหนูเจ้าคะ! คุณชายกู้ไม่อยู่แล้วเจ้าค่ะ แต่ทว่ารถม้ายังจอดเทียบอยู่หน้าจวนเช่นเดิม ไม่รู้ว่าเจ้าตัวหายไปไหน?”
“หายไปไหนก็ช่างหัวเขาเถิด เขาจะอยู่ไหน หรือไปทำอะไร มันไม่ใช่ธุระกงการที่ข้าต้องรู้ ข้าอยากอยู่คนเดียว… เอาเป็นว่า… เจ้ามีอะไรต้องทำ ก็ไปทำงานของตัวเองเถิด” ขณะพูดกับจวงเถา ซ่งจิ่นเหอพลางเดินไปเอนตัวลงบนแคร่ไม้ด้วยอาการอ่อนเพลีย ประหนึ่งอดหลับอดนอนมานานแรมปี
“เช่นนั้นข้าจะเอาผ้าไปซัก คุณหนูอย่าลืมดื่มยาในชามให้หมดนะเจ้าคะ ท่านหมอบอกว่า… ยาพวกนี้อาจมีผลข้างเคียงนิดหน่อย ดังนั้นสองชั่วยามหลังจากนี้ ข้าจะมิให้ผู้ใดเข้ามารบกวนคุณหนูเจ้าค่ะ”
ว่าไว้แล้ว... จวงเถาก็เดินไปยกชามยาที่วางอยู่ข้างหัวเตียง เอามายื่นให้คุณหนูของตน นางเบือนหน้าหนีขณะพูด ราวกับกำลังหลบเลี่ยงอะไรบางอย่าง
“เหตุใดต้องหลบตาข้า ยาพวกนี้มีผลข้างเคียงอันใดหรือ?” จิ่นเหอรับชามยามาถือไว้ในมือ พลางเพ่งมองของเหลวในชามอย่างชั่งใจ ก่อนจะสลับไปมองหน้าสาวใช้คนสนิทเพื่อคาดคั้นเอาคำตอบ
“อาจมีอารมณ์ทางเพศเจ้าค่ะ”
สาวใช้ผู้ไร้เดียงสาเอ่ยเสียงแผ่ว ใบหน้าของนางขึ้นสีแดงปลั่งเมื่อเผลอจินตนาการว่า หลังดื่มมันเข้าไป คุณหนูของนางต้องใช้ปลายนิ้วมือช่วยให้ตัวเองสำเร็จความใคร่
“จวงเถา! เจ้าอย่าพูดเหลวไหล ถ้าไม่มีอะไร ก็ออกไปได้แล้ว”
สามวันมานี้จิ่นเหอมักฝันถึงเหตุการณ์ก่อนตาย นางฝันว่ากู้เจิ้งหยวนตามมาฆ่าปาดคอนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า นั่นทำให้นางสะดุ้งตื่นตลอดทั้งคืน บทจะเคลิ้มหลับก็หลับได้ไม่เต็มตา ดังนั้นยามเช้าตรู่เช่นนี้นางจึงรู้สึกอ่อนเพลียจนไม่อยากจะออกไปไหน ยิ่งไม่อยากพบใคร โดยเฉพาะแม่สื่อของตระกูลกู้ และชายโฉดผู้นั้น
เมื่อวานนางสั่งให้จวงเถาไปตามหมอมาตรวจร่างกายให้ แต่ท่านหมอก็บอกว่าร่างกายของนางปกติดีทุกอย่าง นางเองก็จนปัญญาจะหาคำตอบ สุดท้ายก็ต้องหันไปพึ่งยาผีบอกจากหมออาวุโสท่านหนึ่ง หวังว่ายาชามนี้จะใช้ได้ผลก็แล้วกัน
ท่านหมออาวุโสบอกว่า ยาขนานนี้ มีสรรพคุณช่วยปรับสมดุลร่างกาย ช่วยขับลม และช่วยกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ เมื่อเสร็จกิจและสำเร็จความใคร่บ่อย ๆ นอกจากช่วยให้อารมณ์ดีทั้งวัน ตอนกลางคืนก็จะหลับสบาย ไม่ฝันร้าย และไม่สะดุ้งตื่นกลางดึกอีกด้วย
ไม่รู้ว่าเชื่อได้มากน้อยแค่ไหนกัน แต่จิ่นเหอก็ไม่ลังเลที่จะลอง ขอเพียงมันช่วยให้นางหลับพักผ่อนได้นานขึ้น และไม่ฝันถึงโฉมหน้าของชายผู้นั้นอีก ต่อให้นี่เป็นยาบั่นทอนอายุขัย นางก็ยินดีดื่มมัน
อึก… อึก… อึก…
ยารสชาติขมปี๋ ทั้งมีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว แต่ถึงอย่างนั้นจิ่นเหอก็หลับหูหลับตากระดกดื่มอย่างเอาเป็นเอาตาย โดยที่นางไม่รู้ตัวเอาเสียเลย ว่าบัดนี้ชายคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามาประชิดตัว พอรู้ตัวอีกทีก็เป็นตอนที่เขาแย่งชามยาจากปากนางมาถือไว้เสียเอง
ขณะเดียวกันนั้นเขาก็ใช้มือข้างหนึ่งช้อนปลายคางของนางขึ้น ต่อด้วยนาบริมฝีปากร้ายของตนเองลงไปทาบทับกับริมฝีปากเล็กอย่างถือวิสาสะ แล้วชิงดื่มยาจากโพรงปากของนางอย่างหน้าไม่อาย
ซ่งจิ่นเหอเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าบุรุษคนที่กำลังฉวยโอกาสจุมพิตนางทางอ้อม คือคนที่นางไม่อยากเจอหน้าที่สุด ด้วยเกลียดชังเขาเป็นที่สุด และตื่นตระหนกตกใจกับการปรากฏตัวของเขา จิ่นเหอคนงามจึงเผลอยกเท้าถีบถองไปครั้งหนึ่งอย่างไม่ลังเล
'อ่า... เมื่อสามวันก่อน โดนข้าตบหน้าไปฉาดใหญ่ ยังไม่เข็ดหรือไร เจ้าคนชั่วช้า!'
มันน่าแปลกใจเหลือเกิน แปลกใจว่าเขาเข้ามาในเรือนนอนของนางได้อย่างไร บุรุษเช่นเขายังรู้จักคำว่ามารยาทหรือไม่
ตอนพิเศษ รู้ความจริง (2)“ข้าชื่อไป๋เจียหลี อายุยี่สิบสามปี ข้าคือสตรีที่มาจากต่างโลก ข้าไม่ใช่ฉิน…” เจียหลีเอ่ยได้ไม่เท่าไหร่ ชายตรงหน้าก็ยื่นปลายนิ้วมือมาแตะที่ริมฝีปากของนางเบา ๆ แล้วส่ายหัวเล็กน้อย ก่อนจะพูดออกมาว่า…“เจ้าไม่จำเป็นต้องเหนื่อยอธิบายให้ยืดยาวหรอก เทพชีหลิงฉายทุกอย่างเกี่ยวกับตัวตนของเจ้าให้ข้าดูหมดแล้ว นอกจากนี้ท่านเทพชีหลิงยังฉายภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับแผนการฆ่าตัวตายของฉินฟางเฟยให้ข้าดูแล้วเช่นกัน ทุก ๆ อย่างล้วนเป็นโชคชะตา ข้าไม่โทษเจ้าหรอก” ตวนหนิงไม่เพียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มสุขุม แต่เขายังเคลื่อนนิ้วมือไปเกี่ยวปอยผมหนึ่งช่อ แล้วหยิบขึ้นทัดหูให้ภรรยาอย่างใส่ใจ“แล้วท่าน… เอ่อ… ไม่เสียใจหรือ ที่ภรรยาของท่านไม่ใช่คุณหนูสามฉินตัวจริง แต่กลับกลายเป็นข้า ซึ่งเป็นผู้หญิงที่มาจากไหนก็ไม่รู้…” เจียหลีเอ่ยเสียงแผ่ว ในดวงตากลมโตของนางรื้นไปด้วยหยาดน้ำเม็ดใส คล้ายจะร้องไห้ แต่ก็ไม่ร้องไห้ออกมาเสียทีเดียว“ให้พูดตรง ๆ ตอนแรกที่ข้ารู้เรื่อง ข้าก็รู้
ตอนพิเศษ รู้ความจริง (1)ต้นยามซวี ณ เรือนนอนหลังใหญ่ภายในจวนสกุลเสิ่นแปดเดือนผ่านไป…ทุกวันนี้ไป๋เจียหลีกลายเป็นสตรีท้องโตใกล้คลอด ตอนนี้เจียหลีกำลังยืนมองจันทราดวงเสี้ยวจากบานหน้าต่างในเรือนนอน แววตาคู่สวยของนางเหลียวมองไปบนฟากฟ้าก็จริง แต่ทว่าสีหน้าของนางกลับเหม่อลอยไปเรื่อยเปื่อย ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงฝีเท้าของผู้มาเยือนวะว้ายยย!เจียหลีตกใจร้องเสียงหลง พลางสะดุ้งโหยงไหล่ห่อคอหด เมื่อถูกเรียวแขนของใครคนหนึ่งสวมกอดจากทางด้านหลัง “ท่านพี่เองหรอกหรือ เหตุใดมาไม่ให้สุ้มให้เสียง ลืมไปแล้วหรือไร ว่าข้ากำลังท้องกำลังไส้ เกิดลื่นล้มขึ้นมา จะทำอย่างไรได้” ไป๋เจียหลีเอ็ดสามีเสียงขุ่น“ข้าเอ่ยเรียกเจ้าตั้งหลายครั้ง เจ้าไม่ได้ยินเลยงั้นหรือ?” ตวนหนิงยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง พลางใช้เรียวแขนแกร่งกอดประสานไว้ใต้สะดือของภรรยา เขาทำเช่นนี้ก็เพื่อแบ่งเบาความหนักอึ้งของสตรีท้องแก่ หากอุ้มท้องแทนภรรยาได้ เขาคงทำไปแล้ว“อ้อ… เช่นนั้นเองหรอกหรือ?” เจียหลีเอ่ยสั้น ๆ พลางผ่อนลมหายใจออกมา
บทที่ 30 ท่านพี่ดีกับข้าที่สุด (2) จบ"ขอบคุณนะเจ้าคะ ที่ช่วยปกป้องข้า" เมื่อก้าวเท้าพ้นซุ้มประตูของจวนสกุลเจียวแล้ว ไป๋เจียหลีในร่างของฉินฟางเฟยก็หันมาเอ่ยกับผู้เป็นสามีด้วยน้ำเสียงหวานละมุน แววตาของนางปิดไม่มิด ว่ากำลังรู้สึกประทับใจและรู้สึกชื่นชมในตัวเสิ่นโหวก่อนหน้านี้เจียหลีรู้สึกหวั่นไหวกับเสิ่นโหวนับครั้งไม่ถ้วน แต่ทุกครั้งที่รู้สึกหวั่นไหวเจียหลีก็มักจะหักห้ามใจตัวเอง เพราะคิดว่าสักวันหนึ่ง คงจะได้กลับไปอยู่ในร่างเดิมของตัวเอง แต่เมื่อรู้แล้วว่านางไม่มีวันได้กลับไปเป็นไป๋เจียหลีคนเดิมอีก อย่างไรก็ต้องอยู่ในร่างของฉินฟางเฟยไปตลอด เจียหลีจึงไม่คิดหักห้ามใจตัวเองอีก เรียกได้ว่าตอนนี้เจียหลีหลงรักเสิ่นโหวเข้าแล้วเต็มเปา"เจ้าเป็นคนของข้า ในฐานะสามีข้าย่อมต้องปกป้องเจ้า" ตวนหนิงมองช้อนเข้าไปในดวงตากลมโตของภรรยา หากไม่ติดว่านี่เป็นที่โล่งแจ้งและมีผู้คนผ่านไปผ่านมา เขาคงโน้มใบหน้าเข้าไปสวมจูบภรรยาเสียให้รู้แล้วรู้รอด"ท่านพี่ดีกับข้าที่สุด" เมื่อสิ้นประโยคนี้ เสียงเล็กเจื้อยแจ้วของเจ้าลูกหมูก็ดังแทรกขึ้นมาเสียกระนั้น "แล้วหงเอ๋อร์เล่าเ
บทที่ 30 ท่านพี่ดีกับข้าที่สุด (1)“ที่ข้ายังเพิกเฉย ไม่ได้หมายความว่าข้าไม่คิดถือสาในการกระทำของพวกเจ้า แต่ที่ข้ายังทนเพิกเฉยอยู่ได้ตั้งนานสองนาน ข้าเพียงอยากให้ฮูหยินของข้าได้ต่อล้อต่อเถียงกับพวกเจ้าจนกว่านางจะหนำอกหนำใจ แต่คาดไม่ถึงว่า พวกเจ้าจะสิ้นคิด กล้าสั่งให้คนของตัวเองมาลงไม้ลงมือกับฮูหยินและลูกสาวของข้า ทั้งที่ข้าผู้แซ่เสิ่นยังนั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ทั้งคน คุณหนูเจียวไม่คิดไว้หน้าข้า ก็ช่วยไว้หน้าว่าที่สามีของเจ้าหน่อยเถิด เหล่าหมิง... เจ้าจะเลือกสตรีคนใดมาเป็นภรรยา ข้าไม่เคยคิดห้ามปราม ยิ่งไม่เคยคิดขัดขวาง แต่ข้าแค่อยากให้เจ้าคิดทบทวนดูให้ดี ๆ ว่าจะแต่งสตรีนิสัยเช่นนี้มาเป็นภรรยาจริง ๆ หรือ?”เสิ่นโหวกล่าวอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ไว้หน้าผู้ใด แม้เจียวจื่ออิงจะเป็นว่าที่ภรรยาของสหายคนสนิทก็ตามที“เสิ่นโหวกล่าวหนักเกินไปแล้วกระมัง” ขณะเอ่ยโต้เถียงกับเสิ่นโหว เจียวจื่ออิงมองไปหาหมิงซางเฉวียนด้วยแววตาสุดเว้าวอน นางรู้สึกผิดหวังในตัวซางเฉวียนยิ่งนัก เพราะนอกจากซางเฉวียนจะไม่ก้าวขาออกมาปกป้องนาง เขายังไม่โต
บทที่ 29 จุดยืน (2)“โอ้วว น่ากลัวเสียจริง พวกท่านทั้งหลายจงดูเอาเถิด คุณหนูหงเอ๋อร์ก้าวร้าวถึงเพียงนี้ ไม่ต้องบอกก็รู้ได้เองกระมัง ว่าผู้ใดสั่งสอนให้นางร้ายกาจเช่นนี้ ไม่แน่ว่าพอโตขึ้นมา นางคงจะได้กลายเป็นนางมารน้อยแทนคุณหนูสามฉินกระมัง” เมิ่งอวี่แสยะยิ้มร้ายให้เด็กเล็กวัยสี่ขวบ หากรอบกายไม่ได้มีคนเยอะ นังเด็กนี่คงโดนหยิกให้เนื้อเขียวไปเสียตั้งนานแล้ว“จะต่อว่าข้า ก็มาลงที่ข้า อย่าลามไปถึงหงเอ๋อร์ อ้อ! จริงสิ เรื่องนี้จะไม่พูดถึงก็คงไม่ได้ ในเมื่อสบโอกาส ข้าก็ขอพูดตรงนี้เลยแล้วกัน ทุกท่านทั้งหลายโปรดช่วยเป็นพยาน ข้าฉินฟางเฟยสิ้นรักสิ้นปรารถนาในตัวหมิงซางเฉวียนแล้ว ไม่ว่าวันนี้ หรือวันหน้า ข้าย่อมรักมั่นต่อเสิ่นตวนหนิงแต่เพียงผู้เดียว หวังว่าต่อไปนี้พวกท่านจะเลิกนินทาว่าร้ายและเลิกพูดจาเสียดสีเหน็บแนมข้าเสียที”อา… ไม่น่าเชื่อว่าฉินฟางเฟยที่ทุกคนเห็นอยู่ในตอนนี้จะเป็นดั่งนางพญาหงส์ คำพูดของนางเมื่อครู่นี้ไม่เพียงช่วยเสริมบารมีให้แก่ตนเอง แต่ยังทำให้ชายบางคนฉีกยิ้มแป้นอย่างเสียอาการ หนำซ้ำยังยืดอกผายอย่างโอ้อวด ราวก
บทที่ 29 จุดยืน (1)“นี่เจ้า! หนอนจ่อปากมาพูดหรือไง อยู่เฉย ๆ เงียบ ๆ ก็ไม่มีใครเขาหาว่าเป็นใบ้หรอกนะ” ไป๋เจียหลีในร่างของฉินฟางเฟย ตั้งใจว่าจะไม่ก่อเรื่องให้สามีต้องขายหน้า แต่เมื่อได้ยินคุณหนูเมิ่งพูดจาเหน็บแนมเช่นนี้ ทั้งปรายตามองนางอย่างดูถูกดูแคลน เจียหลีก็ทนไม่ไหวต้องลุกขึ้นมาปะทะวาจาในที่สุด“อะไรกัน ข้าไม่ได้เอ่ยชื่อคุณหนูฉินสักหน่อย เหตุใดต้องร้อนตัวด้วยเล่า” เมิ่งอวี่จีบปากจีบคอพูดอย่างน่าชัง มองตาก็รู้! ว่าเมิ่งอวี่ผู้นี้ชังขี้หน้าฉินฟางเฟยอย่างถึงแก่น ก่อนหน้านี้เจียหลีพอจะได้ยินมาบ้าง ว่าคุณหนูเมิ่งหลงรักชอบพอในตัวเสิ่นโหว ด้วยคิดว่าเป็นเพียงข่าวโคมลอยไร้แก่นสาร เจียหลีจึงไม่ใคร่ใส่ใจ แต่ดูท่าแล้วข่าวลือที่คนเขาพูดกัน น่าจะเป็นเรื่องจริงสินะ“เนื้อหาที่คุณหนูเมิ่งเอ่ยออกมาเมื่อครู่ ไม่ต้องบอกชื่อ ก็เดาได้ไม่ยากกระมังว่าท่านหมายถึงข้า” จริงอยู่ที่เจียหลีไม่ได้ร้ายกาจเหมือนกับฉินฟางเฟยคนเดิม แต่นางก็ไม่ใช่ผู้หญิงประเภทแม่ดอกบัวขาว ที่จะยอมให้คนอื่นรังแกได้ง่าย ๆ“อะเหอะ~ คุณหนูฉิน
บทที่ 3 ฝันร้าย (2)อื่อ! อื้อ!!!แม้จิ่นเหอกลืนยาพวกนั้นลงท้องไปหมดแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ยอมละริมฝีปากบ้า ๆ นั่นออกไปจากริมฝีปากของนางเสียที หนำซ้ำยังดุนปลายลิ้นเข้ามากวัดเลียอยู่ในโพรงปากของนางอย่างบ้าบิ่น!นางพยายามเม้มริมฝีปากแน่น ทั้งออกเสียงอื้ออึงในลำคอ ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่ปล่อยนางให้เป็นอิสระ
บทที่ 4 เกลียดสิ่งใดมักได้สิ่งนั้น (3)“เจิ้งหยวน… ข้าเกลียดท่าน…”เนื่องจากตัวยาเริ่มออกฤทธิ์เต็มที่แล้ว สติสัมปชัญญะของจิ่นเหอจึงเหลืออยู่เพียงน้อยนิด แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังไม่หลงลืมว่าตนเองเกลียดชังบุรุษหน้าหนานามกู้เจิ้งหยวนเพียงใด แต่ขณะเดียวกันนี้ในหัวของนาง...ก็เริ่มมีแต่เรื่อง 'อย่างว่า' ฉาย
บทที่ 4 เกลียดสิ่งใดมักได้สิ่งนั้น (2)เรื่องมันมีอยู่ว่า...เมื่อเดือนก่อนน้องสาวเพียงคนเดียวของเซี่ยติงหลัวจัดงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดที่จวนสกุลเซี่ย เนื่องจากเซี่ยหรูเอ๋อร์เป็นที่รู้จักในแวดวงสังคมค่อนข้างมาก ทั้งเป็นสตรีงามผู้อัธยาศัยดี เหล่าคุณหนูคุณชายหลายตระกูลจึงไม่อิดออดที่จะตอบรับเทียบเชิ
บทที่ 4 เกลียดสิ่งใดมักได้สิ่งนั้น (1)“หากข้าบอกว่า… ข้ารักเจ้าเล่า? เจ้าจะยอมแต่งเป็นฮูหยินให้ข้าได้หรือไม่?”“หึ!” จิ่นเหอเค้นเสียงเย้ยหยันขึ้นปลายจมูก ครั้นได้ยินคำว่า 'รัก' หลุดออกมาจากปากของอีกฝ่าย ริมฝีปากของนางถึงขั้นกระตุกเกร็งริก ๆ ดั่งไม่อยากเชื่อคำหวานเหล่านั้น “เพียงแค่ต้องการเอาชนะสต







