LOGINบทที่ 6 ข้อแม้ (2)
“หืม… เจ้ามีข้อแม้อะไรงั้นหรือ?” สา
บทที่ 30 ท่านพี่ดีกับข้าที่สุด (2) จบ"ขอบคุณนะเจ้าคะ ที่ช่วยปกป้องข้า" เมื่อก้าวเท้าพ้นซุ้มประตูของจวนสกุลเจียวแล้ว ไป๋เจียหลีในร่างของฉินฟางเฟยก็หันมาเอ่ยกับผู้เป็นสามีด้วยน้ำเสียงหวานละมุน แววตาของนางปิดไม่มิด ว่ากำลังรู้สึกประทับใจและรู้สึกชื่นชมในตัวเสิ่นโหวก่อนหน้านี้เจียหลีรู้สึกหวั่นไหวกับเสิ่นโหวนับครั้งไม่ถ้วน แต่ทุกครั้งที่รู้สึกหวั่นไหวเจียหลีก็มักจะหักห้ามใจตัวเอง เพราะคิดว่าสักวันหนึ่ง คงจะได้กลับไปอยู่ในร่างเดิมของตัวเอง แต่เมื่อรู้แล้วว่านางไม่มีวันได้กลับไปเป็นไป๋เจียหลีคนเดิมอีก อย่างไรก็ต้องอยู่ในร่างของฉินฟางเฟยไปตลอด เจียหลีจึงไม่คิดหักห้ามใจตัวเองอีก เรียกได้ว่าตอนนี้เจียหลีหลงรักเสิ่นโหวเข้าแล้วเต็มเปา"เจ้าเป็นคนของข้า ในฐานะสามีข้าย่อมต้องปกป้องเจ้า" ตวนหนิงมองช้อนเข้าไปในดวงตากลมโตของภรรยา หากไม่ติดว่านี่เป็นที่โล่งแจ้งและมีผู้คนผ่านไปผ่านมา เขาคงโน้มใบหน้าเข้าไปสวมจูบภรรยาเสียให้รู้แล้วรู้รอด"ท่านพี่ดีกับข้าที่สุด" เมื่อสิ้นประโยคนี้ เสียงเล็กเจื้อยแจ้วของเจ้าลูกหมูก็ดังแทรกขึ้นมาเสียกระนั้น "แล้วหงเอ๋อร์เล่าเ
บทที่ 30 ท่านพี่ดีกับข้าที่สุด (1)“ที่ข้ายังเพิกเฉย ไม่ได้หมายความว่าข้าไม่คิดถือสาในการกระทำของพวกเจ้า แต่ที่ข้ายังทนเพิกเฉยอยู่ได้ตั้งนานสองนาน ข้าเพียงอยากให้ฮูหยินของข้าได้ต่อล้อต่อเถียงกับพวกเจ้าจนกว่านางจะหนำอกหนำใจ แต่คาดไม่ถึงว่า พวกเจ้าจะสิ้นคิด กล้าสั่งให้คนของตัวเองมาลงไม้ลงมือกับฮูหยินและลูกสาวของข้า ทั้งที่ข้าผู้แซ่เสิ่นยังนั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ทั้งคน คุณหนูเจียวไม่คิดไว้หน้าข้า ก็ช่วยไว้หน้าว่าที่สามีของเจ้าหน่อยเถิด เหล่าหมิง... เจ้าจะเลือกสตรีคนใดมาเป็นภรรยา ข้าไม่เคยคิดห้ามปราม ยิ่งไม่เคยคิดขัดขวาง แต่ข้าแค่อยากให้เจ้าคิดทบทวนดูให้ดี ๆ ว่าจะแต่งสตรีนิสัยเช่นนี้มาเป็นภรรยาจริง ๆ หรือ?”เสิ่นโหวกล่าวอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ไว้หน้าผู้ใด แม้เจียวจื่ออิงจะเป็นว่าที่ภรรยาของสหายคนสนิทก็ตามที“เสิ่นโหวกล่าวหนักเกินไปแล้วกระมัง” ขณะเอ่ยโต้เถียงกับเสิ่นโหว เจียวจื่ออิงมองไปหาหมิงซางเฉวียนด้วยแววตาสุดเว้าวอน นางรู้สึกผิดหวังในตัวซางเฉวียนยิ่งนัก เพราะนอกจากซางเฉวียนจะไม่ก้าวขาออกมาปกป้องนาง เขายังไม่โต
บทที่ 29 จุดยืน (2)“โอ้วว น่ากลัวเสียจริง พวกท่านทั้งหลายจงดูเอาเถิด คุณหนูหงเอ๋อร์ก้าวร้าวถึงเพียงนี้ ไม่ต้องบอกก็รู้ได้เองกระมัง ว่าผู้ใดสั่งสอนให้นางร้ายกาจเช่นนี้ ไม่แน่ว่าพอโตขึ้นมา นางคงจะได้กลายเป็นนางมารน้อยแทนคุณหนูสามฉินกระมัง” เมิ่งอวี่แสยะยิ้มร้ายให้เด็กเล็กวัยสี่ขวบ หากรอบกายไม่ได้มีคนเยอะ นังเด็กนี่คงโดนหยิกให้เนื้อเขียวไปเสียตั้งนานแล้ว“จะต่อว่าข้า ก็มาลงที่ข้า อย่าลามไปถึงหงเอ๋อร์ อ้อ! จริงสิ เรื่องนี้จะไม่พูดถึงก็คงไม่ได้ ในเมื่อสบโอกาส ข้าก็ขอพูดตรงนี้เลยแล้วกัน ทุกท่านทั้งหลายโปรดช่วยเป็นพยาน ข้าฉินฟางเฟยสิ้นรักสิ้นปรารถนาในตัวหมิงซางเฉวียนแล้ว ไม่ว่าวันนี้ หรือวันหน้า ข้าย่อมรักมั่นต่อเสิ่นตวนหนิงแต่เพียงผู้เดียว หวังว่าต่อไปนี้พวกท่านจะเลิกนินทาว่าร้ายและเลิกพูดจาเสียดสีเหน็บแนมข้าเสียที”อา… ไม่น่าเชื่อว่าฉินฟางเฟยที่ทุกคนเห็นอยู่ในตอนนี้จะเป็นดั่งนางพญาหงส์ คำพูดของนางเมื่อครู่นี้ไม่เพียงช่วยเสริมบารมีให้แก่ตนเอง แต่ยังทำให้ชายบางคนฉีกยิ้มแป้นอย่างเสียอาการ หนำซ้ำยังยืดอกผายอย่างโอ้อวด ราวก
บทที่ 29 จุดยืน (1)“นี่เจ้า! หนอนจ่อปากมาพูดหรือไง อยู่เฉย ๆ เงียบ ๆ ก็ไม่มีใครเขาหาว่าเป็นใบ้หรอกนะ” ไป๋เจียหลีในร่างของฉินฟางเฟย ตั้งใจว่าจะไม่ก่อเรื่องให้สามีต้องขายหน้า แต่เมื่อได้ยินคุณหนูเมิ่งพูดจาเหน็บแนมเช่นนี้ ทั้งปรายตามองนางอย่างดูถูกดูแคลน เจียหลีก็ทนไม่ไหวต้องลุกขึ้นมาปะทะวาจาในที่สุด“อะไรกัน ข้าไม่ได้เอ่ยชื่อคุณหนูฉินสักหน่อย เหตุใดต้องร้อนตัวด้วยเล่า” เมิ่งอวี่จีบปากจีบคอพูดอย่างน่าชัง มองตาก็รู้! ว่าเมิ่งอวี่ผู้นี้ชังขี้หน้าฉินฟางเฟยอย่างถึงแก่น ก่อนหน้านี้เจียหลีพอจะได้ยินมาบ้าง ว่าคุณหนูเมิ่งหลงรักชอบพอในตัวเสิ่นโหว ด้วยคิดว่าเป็นเพียงข่าวโคมลอยไร้แก่นสาร เจียหลีจึงไม่ใคร่ใส่ใจ แต่ดูท่าแล้วข่าวลือที่คนเขาพูดกัน น่าจะเป็นเรื่องจริงสินะ“เนื้อหาที่คุณหนูเมิ่งเอ่ยออกมาเมื่อครู่ ไม่ต้องบอกชื่อ ก็เดาได้ไม่ยากกระมังว่าท่านหมายถึงข้า” จริงอยู่ที่เจียหลีไม่ได้ร้ายกาจเหมือนกับฉินฟางเฟยคนเดิม แต่นางก็ไม่ใช่ผู้หญิงประเภทแม่ดอกบัวขาว ที่จะยอมให้คนอื่นรังแกได้ง่าย ๆ“อะเหอะ~ คุณหนูฉิน
บทที่ 28 งานเลี้ยงที่จวนสกุลเจียว (2)“ตั้งแต่มีเมีย ก็ไม่ค่อยโผล่หัวมาให้เห็น เจ้าคงยุ่งยากอยู่กับการตามควบคุมพฤติกรรมของน้องหญิงสินะ”หมิงซางเฉวียนเอ่ยเสียงเบาขณะยกชาขึ้นดื่ม เมื่อวางจอกชาลงบนโต๊ะแล้ว ซางเฉวียนก็ปรายตามองไปหาฉินฟางเฟย พร้อมกับคลี่ยิ้มน้อย ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ ยอมรับเลยว่า... เขารู้สึกดีวางใจจริง ๆ ที่ฉินฟางเฟยได้แต่งกับเจ้าเสิ่นโหว เพราะในสายตาของซางเฉวียน ตวนหนิงถือเป็นบุรุษที่เพียบพร้อมทุกอย่าง ที่สำคัญเขาเป็นบุรุษที่ไม่รังแกสตรี ด้วยความที่ซางเฉวียนเห็นฟางเฟยมาตั้งแต่เล็ก ๆ และนางก็เปรียบเสมือนเป็นน้องสาวคนหนึ่งของเขา ดังนั้นการที่ซางเฉวียนจะรู้สึกวางใจก็ไม่แปลกแต่ทว่าจู่ ๆ น้ำเสียงเย็นเยียบของคนตรงหน้าก็เอ่ยตัดบทขึ้นมาว่า“ฉินฟางเฟย เรียกนางว่าฉินฟางเฟย” น้ำเสียงของเสิ่นตวนหนิงไม่เพียงเย็นเย็บ แต่ยังแข็งกระด้างอีกต่างหาก ร้อนให้หมิงซางเฉวียนต้องเอี้ยวหน้าหันกลับมามองสหายของตน แล้วเอ่ยแย้งขึ้นมาว่า...“ตระกูลหมิงกับตระกูลฉินสนิทสนมกันม
บทที่ 28 งานเลี้ยงที่จวนสกุลเจียว (1)งานเลี้ยงของจวนสกุลเจียวถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนฟากซ้ายจัดไว้ให้เหล่าสตรี ส่วนฟากขวาจัดไว้ให้เหล่าบุรุษ ที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพื่อกันท่าไม่ให้ฉินฟางเฟยได้มีโอกาสเข้าใกล้หมิงซางเฉวียน เพราะทุกวันนี้หมิงซางเฉวียนถือเป็นบุรุษเพียงคนเดียว ที่เจียวจื่ออิงกล้าพูดได้เต็มปากว่าเขาคือคนรักของนางตามหลักแล้วหัวข้อสนทนาของแขกเหรื่อที่มาร่วมงานเลี้ยงในวันนี้ ควรจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเจ้าของวันเกิด แต่น่าแปลกนัก ที่บุรุษหลายคนเอาแต่เอ่ยถึงฉินฟางเฟยไม่ขาดปาก“เจ้าว่า… คุณหนูสามฉินดูแปลก ๆ หรือไม่” คุณชายลู่เอ่ยกับสหายคนสนิท“แปลกอย่างไร?” สหายคนดังกล่าวปรายตามองไปยังทิศทางที่ฉินฟางเฟยนั่งอยู่“โฉมหน้าของนางดูงดงามอ่อนหวาน ต่างไปจากเมื่อก่อน ซึ่งนางมักโบกหน้าขาว มักทาปากแดง และมักประโคมปิ่นเต็มหัว จนดูรุงรังไปหมด หนำซ้ำชุดที่นางสวมใส่ในวันนี้ก็ดูละมุนละไมสบายตา ผิดไปจากเดิมที่มักสวมใส่เสื้อผ้าสีฉูดฉาด เห็นแล้วก็แสบตายิ่งนัก” คุณชายลู่เอ่ยอย่างมีเหตุมีผล&
บทที่ 4 เกลียดสิ่งใดมักได้สิ่งนั้น (3)“เจิ้งหยวน… ข้าเกลียดท่าน…”เนื่องจากตัวยาเริ่มออกฤทธิ์เต็มที่แล้ว สติสัมปชัญญะของจิ่นเหอจึงเหลืออยู่เพียงน้อยนิด แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังไม่หลงลืมว่าตนเองเกลียดชังบุรุษหน้าหนานามกู้เจิ้งหยวนเพียงใด แต่ขณะเดียวกันนี้ในหัวของนาง...ก็เริ่มมีแต่เรื่อง 'อย่างว่า' ฉาย
บทที่ 4 เกลียดสิ่งใดมักได้สิ่งนั้น (2)เรื่องมันมีอยู่ว่า...เมื่อเดือนก่อนน้องสาวเพียงคนเดียวของเซี่ยติงหลัวจัดงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดที่จวนสกุลเซี่ย เนื่องจากเซี่ยหรูเอ๋อร์เป็นที่รู้จักในแวดวงสังคมค่อนข้างมาก ทั้งเป็นสตรีงามผู้อัธยาศัยดี เหล่าคุณหนูคุณชายหลายตระกูลจึงไม่อิดออดที่จะตอบรับเทียบเชิ
บทที่ 4 เกลียดสิ่งใดมักได้สิ่งนั้น (1)“หากข้าบอกว่า… ข้ารักเจ้าเล่า? เจ้าจะยอมแต่งเป็นฮูหยินให้ข้าได้หรือไม่?”“หึ!” จิ่นเหอเค้นเสียงเย้ยหยันขึ้นปลายจมูก ครั้นได้ยินคำว่า 'รัก' หลุดออกมาจากปากของอีกฝ่าย ริมฝีปากของนางถึงขั้นกระตุกเกร็งริก ๆ ดั่งไม่อยากเชื่อคำหวานเหล่านั้น “เพียงแค่ต้องการเอาชนะสต
บทที่ 3 ฝันร้าย (2)อื่อ! อื้อ!!!แม้จิ่นเหอกลืนยาพวกนั้นลงท้องไปหมดแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ยอมละริมฝีปากบ้า ๆ นั่นออกไปจากริมฝีปากของนางเสียที หนำซ้ำยังดุนปลายลิ้นเข้ามากวัดเลียอยู่ในโพรงปากของนางอย่างบ้าบิ่น!นางพยายามเม้มริมฝีปากแน่น ทั้งออกเสียงอื้ออึงในลำคอ ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่ปล่อยนางให้เป็นอิสระ







