LOGINคืนเดือนมืดปกคลุมผืนป่าดิบชื้นทางตอนเหนือของสยามประเทศ แสงจันทร์แทบไม่สามารถส่องผ่านม่านไม้หนาทึบลงมาได้ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงม และเสียงลมกระโชกแรงที่พัดกิ่งไม้ใบหญ้าให้เสียดสีกันเป็นระยะ ราวกับเสียงกระซิบกระซาบจากวิญญาณแห่งป่า อิจิและฮารุยังคงก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ร่างกายของอิจิอ่อนล้าจากบาดแผลที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ ส่วนฮารุก็ดูซีดเซียวจากการใช้พลังแห่งชีวิตครั้งล่าสุด แต่ดวงตาของทั้งคู่ยังคงฉายแววความมุ่งมั่นที่จะค้นหาผ้ายันต์ผืนสุดท้ายที่ปรากฏในนิมิตของฮารุ
“อากาศที่นี่มันแปลกๆ นะอิจิ” ฮารุพึมพำ น้ำเสียงของเธอแผ่วเบา “มันเย็นยะเยือกกว่าที่ควรจะเป็น… เหมือนมีบางอย่างกำลังจับจ้องเราอยู่” “ใช่… ฉันก็รู้สึกได้” อิจิตอบ เขากระชับดาบในมือแน่นขึ้น “พลังงานที่นี่ไม่ใช่พลังงานของปีศาจ แต่เป็นพลังที่เก่าแก่กว่านั้น… ลึกซึ้งกว่านั้น” ตามนิมิตของฮารุ ผ้ายันต์ผืนสุดท้ายถูกซ่อนอยู่ใต้ต้นไม้โบราณที่สูงเสียดฟ้าในป่าลึกแห่งนี้ ต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมไปทั่วบริเวณ และมีแสงสีม่วงเข้มเปล่งออกมาจากรากของมัน “เรามาถูกทางแล้วใช่ไหมอิจิ?” ฮารุถาม “ฉันหวังว่าอย่างนั้นฮารุ” อิจิตอบ “สัญลักษณ์บนผ้ายันต์ผืนที่สามบอกใบ้ถึงป่าที่กว้างใหญ่… และนิมิตของเธอก็น่าจะเป็นเครื่องนำทางที่แม่นยำที่สุดแล้ว” ขณะที่พวกเขาเดินลึกเข้าไปในป่า ความมืดมิดก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น กลิ่นอายของดินชื้นและพืชพรรณโบราณคละคลุ้งไปทั่ว เสียงสัตว์ป่าเริ่มเงียบหายไป เหลือเพียงเสียงหัวใจของพวกเขาที่เต้นระรัวและเสียงฝีเท้าที่ย่ำไปบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยรากไม้และใบไม้แห้ง “อิจิ… ดูนั่นสิ!” ฮารุร้องขึ้น เธอชี้ไปที่เบื้องหน้า ท่ามกลางความมืดมิด มีเงาร่างขนาดมหึมาปรากฏขึ้น มันคือ ต้นไม้โบราณ ที่ฮารุเห็นในนิมิต ต้นไม้นั้นสูงใหญ่จนยอดแทบจะจรดฟ้า กิ่งก้านสาขาแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้างจนยากจะจินตนาการได้ว่ามันมีอายุยืนยาวมานานกี่ศตวรรษ ลำต้นของมันเต็มไปด้วยมอสส์และเถาวัลย์ที่พันเกี่ยวกันหนาแน่น และที่รากของมัน… มีแสงสีม่วงเข้มเปล่งประกายเรืองรองออกมาอย่างชัดเจน “นั่นแหละ… ผ้ายันต์ผืนสุดท้าย!” อิจิพูดขึ้น น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นผสมกับความระแวง พวกเขาเดินเข้าไปใกล้ต้นไม้โบราณอย่างระมัดระวัง แสงสีม่วงเข้มจากรากของต้นไม้นั้นสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆ ราวกับกำลังเชิญชวนให้พวกเขาเข้าไปใกล้ อิจิสัมผัสได้ถึงพลังงานมหาศาลที่แผ่ออกมาจากต้นไม้นี้ พลังนั้นแตกต่างจากปีศาจและผู้คุ้มกันที่พวกเขาเคยเจอ มันเป็นพลังที่บริสุทธิ์และทรงอำนาจอย่างน่าประหลาด “มันสวยงามมากเลยนะอิจิ…” ฮารุพึมพำ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “ฉันไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย” “ใช่… แต่มันอาจจะซ่อนอันตรายบางอย่างไว้ก็ได้” อิจิกล่าว เขากระชับดาบในมือแน่นขึ้นอีกครั้ง เมื่อเดินมาถึงโคนต้นไม้ อิจิและฮารุก็พบว่าแสงสีม่วงเข้มนั้นไม่ได้มาจากรากของต้นไม้โดยตรง แต่มันมาจากช่องว่างเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้รากไม้ขนาดใหญ่ที่พันกันยุ่งเหยิง “อยู่ข้างในนั้นแน่ๆ” อิจิพูดขึ้น เขาก้มลงมองเข้าไปในช่องว่างนั้น มันมืดมิดจนมองไม่เห็นอะไรนอกจากแสงสีม่วงที่ส่องออกมา “เราจะเข้าไปได้ยังไง?” ฮารุถาม ขณะที่อิจิกำลังพยายามหาทางเข้าไปในช่องว่างนั้น ทันใดนั้นเอง! พื้นดินรอบๆ ต้นไม้โบราณก็พลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงคำรามต่ำลึกดังก้องไปทั่วบริเวณ ราวกับเสียงที่มาจากใต้พิภพ โครม! โครม! พื้นดินทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นรอยแยกขนาดใหญ่ที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง และจากรอยแยกนั้น เงาร่างสีดำทะมึนขนาดมหึมาก็ผุดขึ้นมาจากใต้ดินอย่างช้าๆ มันเป็น เงาปีศาจขนาดยักษ์! ปีศาจตัวนี้มีรูปร่างคล้ายกับพญานาคสีดำสนิท ลำตัวของมันใหญ่โตราวกับภูเขา ดวงตาของมันเปล่งประกายสีแดงก่ำราวกับลาวาที่กำลังเดือดพล่าน ออร่าสีดำมืดแผ่ออกมาจากร่างของมันจนผืนป่ารอบข้างมืดมิดลงกว่าเดิม และมีกลิ่นอายของความแค้นและความกระหายเลือดคละคลุ้งไปทั่ว “ผู้บุกรุก… เจ้ากล้าดียังไงมาเหยียบย่างในดินแดนแห่งความมืดมิดแห่งนี้?!” เงาปีศาจคำราม เสียงของมันดังก้องไปทั่วป่าจนต้นไม้สั่นสะท้าน “มันคือผู้คุ้มกันผ้ายันต์ผืนสุดท้ายงั้นหรือ?!” ฮารุอุทานด้วยความตกใจ ใบหน้าของเธอซีดเผือด “ไม่… นี่มันไม่ใช่ผู้คุ้มกัน” อิจิพูดขึ้น เสียงของเขาหนักแน่นและเต็มไปด้วยความระแวง “นี่มันคือปีศาจ… ปีศาจที่ถูกส่งมาเพื่อหยุดเรา!” เงาปีศาจพญานาคไม่รอช้า มันพุ่งเข้าใส่พวกเขาด้วยความเร็วเหนือแสง ลำตัวขนาดมหึมาของมันฟาดฟันเข้าใส่ราวกับแส้เหล็ก กรงเล็บแหลมคมพุ่งตรงเข้ามายังพวกเขา เคร้ง! อิจิยกดาบขึ้นป้องกันการโจมตีอย่างรวดเร็ว แต่แรงปะทะมหาศาลก็ทำให้เขากระเด็นถอยหลังไปหลายเมตร บาดแผลที่สีข้างฉีกขาดหนักกว่าเดิม เลือดสีแดงสดพุ่งกระฉูดออกมาจากบาดแผล “อิจิ!” ฮารุร้องลั่นด้วยความตกใจ เธอเห็นอิจิถูกโจมตีอย่างหนัก เธอรีบวิ่งเข้าไปหาเขา แต่เงาปีศาจพญานาคก็พุ่งเข้าใส่เธออีกครั้ง “อย่าเข้ามาฮารุ! ไปเอาผ้ายันต์ให้ได้!” อิจิตะโกนบอก เขาพยายามยันตัวเองขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล เงาปีศาจพญานาคไม่สนใจอิจิ มันพุ่งตรงไปยังฮารุด้วยความเร็วที่ไม่อาจหลบหลีกได้ กรงเล็บแหลมคมของมันเงื้อขึ้นสูง เตรียมจะปลิดชีพของเธอ “ไม่นะ!” ฮารุร้อง เธอหลับตาลงเตรียมรับความตาย แต่ก่อนที่กรงเล็บของปีศาจจะสัมผัสตัวฮารุ! แสงสีม่วงเข้มจากช่องว่างใต้ต้นไม้โบราณก็พลันสว่างจ้าขึ้นอย่างรุนแรง แสงนั้นพุ่งตรงเข้าใส่ร่างของเงาปีศาจพญานาค แสงนั้นไม่ได้ทำลายล้าง แต่มันกลับพันธนาการร่างของปีศาจไว้ มันรัดแน่นราวกับโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น ทำให้ปีศาจไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ “อ๊ากกกกกกกก! นี่มันอะไรกัน?!” เงาปีศาจพญานาคกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด มันพยายามดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง แต่ก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากพันธนาการของแสงสีม่วงเข้มได้ “พลังของต้นไม้โบราณงั้นเหรอ?!” อิจิพึมพำ ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ “ตอนนี้แหละฮารุ! รีบไปเอาผ้ายันต์!” อิจิตะโกนบอก แม้จะเจ็บปวด แต่เขาก็รู้ว่านี่คือโอกาสเดียวของพวกเขา ฮารุพยักหน้า เธอเดินเข้าไปในช่องว่างใต้ต้นไม้โบราณอย่างรวดเร็ว แสงสีม่วงเข้มที่ส่องออกมาจากภายในสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆ นำทางเธอเข้าไปในอุโมงค์แคบๆ ที่ทอดยาวลงไปใต้ดิน อุโมงค์นั้นมืดมิดและเต็มไปด้วยรากไม้ที่พันเกี่ยวกันหนาแน่น กลิ่นอายของดินชื้นและพลังงานลึกลับคละคลุ้งไปทั่ว ฮารุเดินไปตามทางเดินแคบๆ นั้นอย่างระมัดระวัง จนกระทั่งเธอมาถึงห้องโถงขนาดเล็กที่อยู่ใต้ดิน ภายในห้องโถงนั้น มีแท่นหินโบราณขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง และบนแท่นหินนั้น มี ผ้ายันต์โบราณผืนสุดท้าย วางอยู่ มันเปล่งประกายเรืองรองสีม่วงเข้มราวกับอัญมณีล้ำค่า แต่สิ่งที่ทำให้ฮารุต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจคือ! รอบๆ แท่นหินนั้น มีร่างของนักรบโบราณนับสิบคนนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นหิน ร่างกายของพวกเขาถูกปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์และรากไม้ ใบหน้าของพวกเขาดูสงบราวกับกำลังหลับใหล แต่ฮารุรู้สึกได้ถึงพลังชีวิตที่อ่อนแรงของพวกเขา… พวกเขาไม่ได้ตาย แต่กำลังถูกผนึกเอาไว้ “นี่มันอะไรกัน?” ฮารุพึมพำ “พวกเขาคือผู้เฝ้าแห่งผ้ายันต์… ผู้ที่ยอมเสียสละชีวิตเพื่อปกป้องของศักดิ์สิทธิ์นี้มานับพันปี…” เสียงกระซิบแผ่วเบาดังก้องอยู่ในโสตประสาทของฮารุ เสียงนั้นไม่ได้มาจากนักรบเหล่านั้น แต่เป็นเสียงที่มาจากทุกหนทุกแห่งในห้องโถงนั้น ราวกับเสียงของวิญญาณแห่งป่า “คุณคือใคร?!” ฮารุถามขึ้น “ข้าคือจิตวิญญาณแห่งต้นไม้แห่งนี้… ผู้พิทักษ์แห่งผ้ายันต์…” เสียงนั้นตอบ “พวกเจ้ามาถึงที่นี่แล้ว… ผู้ถูกเลือก…” “คุณคือผู้คุ้มกันงั้นหรือ?!” ฮารุถาม “ใช่… แต่ข้าไม่ใช่ผู้คุ้มกันที่เป็นรูปธรรมแบบที่เจ้าเคยเจอมา… ข้าคือวิญญาณ… ข้าเฝ้ารอคอยเจ้ามานานนับพันปี…” เสียงนั้นกล่าว “เจ้าคือผู้ถือครองพลังแห่งชีวิต… ผู้ที่จะปลดปล่อยพันธนาการทั้งหมด…” “ปลดปล่อยพันธนาการ?” ฮารุถาม “ใช่… พันธนาการที่ข้าร่ายไว้เพื่อผนึกปีศาจร้ายที่อยู่เหนือเจ้าขึ้นไป… ผู้ตื่น…” เสียงนั้นตอบ “และผนึกที่ข้าร่ายไว้เพื่อปกป้องผ้ายันต์เหล่านี้จากเงื้อมมือของผู้ไม่หวังดี…” “แล้ว… นักรบเหล่านั้นคือใคร? พวกเขาถูกผนึกไว้ด้วยเหรอ?” ฮารุถาม เธอเดินเข้าไปใกล้ร่างของนักรบเหล่านั้นอย่างระมัดระวัง “พวกเขาคือผู้กล้าหาญที่ยอมเสียสละตนเองเพื่อปกป้องโลกนี้… พวกเขาคือผู้ที่ช่วยข้าร่วมสร้างพันธนาการนี้ขึ้นมา…” เสียงนั้นตอบ “พวกเขาไม่ได้ถูกผนึก… แต่พวกเขากำลังหลับใหล… รอคอยการตื่นขึ้นของเจ้า… ผู้ที่จะนำพาแสงสว่างกลับคืนมาสู่โลกใบนี้” “แล้วผ้ายันต์ผืนสุดท้ายนี่ล่ะ?” ฮารุถาม “มันมีความสำคัญอย่างไร?” “ผ้ายันต์ผืนสุดท้ายนี้คือ ‘ผ้ายันต์แห่งความจริง’… มันคือหัวใจหลักของพันธนาการทั้งหมด…” เสียงนั้นกล่าว “เมื่อนำผ้ายันต์ทั้งสี่ผืนมารวมกัน… พันธนาการทั้งหมดจะสมบูรณ์… และเจ้าจะสามารถควบคุมพลังที่จะผนึก ‘ผู้ตื่น’ ได้อีกครั้ง… หรือไม่ก็ทำลายมันไปตลอดกาล” “แล้วทำไมปีศาจถึงมาขวางทางเรา?!” ฮารุถามด้วยความโกรธ “เพราะมันรู้ว่าพวกเจ้ากำลังตามหาผ้ายันต์… มันต้องการที่จะหยุดพวกเจ้าไม่ให้รวบรวมพลังทั้งหมดได้…” เสียงนั้นตอบ “และมันกำลังจะถูกปลดปล่อยออกมาอย่างสมบูรณ์ในไม่ช้า… เมื่อดวงจันทร์สีเลือดปรากฏ…” “ดวงจันทร์สีเลือด… มันคืออะไร?” ฮารุถาม “มันคือปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นทุกๆ พันปี… เมื่อดวงจันทร์โคจรมาอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมและรับเอาพลังแห่งความมืดมิดจากมิติอื่นมาเต็มที่… นั่นคือเวลาที่พันธนาการที่ข้าร่ายไว้จะอ่อนแอที่สุด… และ ‘ผู้ตื่น’ จะสามารถหลุดพ้นจากพันธนาการได้” เสียงนั้นอธิบาย “แล้วเราจะหยุดมันได้เมื่อไหร่?” ฮารุถามอย่างร้อนรน “อีกเพียงสามราตรีเท่านั้น… ก่อนที่ดวงจันทร์สีเลือดจะปรากฏ…” เสียงนั้นกล่าว “พวกเจ้าต้องรีบแล้ว…” ฮารุเดินเข้าไปใกล้แท่นหิน เธอเอื้อมมือไปสัมผัสผ้ายันต์ผืนสุดท้าย เมื่อเธอสัมผัส ผ้ายันต์ก็เรืองแสงสีม่วงเข้มสว่างจ้าขึ้นมาทันที แสงนั้นเจิดจ้ากว่าผ้ายันต์ทุกผืนที่ผ่านมา มันผสานเข้ากับรอยสักผ้ายันต์บนฝ่ามือของเธออย่างสมบูรณ์ แสงนั้นไม่ได้หายไป แต่มันกลับแผ่ขยายออกไปทั่วร่างของฮารุ ทำให้เธอเปล่งประกายสีม่วงอ่อนๆ ทันใดนั้นเอง! พลังงานมหาศาลก็ไหลเวียนเข้ามาในร่างของฮารุ เธอรู้สึกถึงความแข็งแกร่งที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อน มันเป็นพลังที่บริสุทธิ์และทรงอำนาจ พลังที่พร้อมจะทำลายล้างทุกสิ่ง… และพลังที่จะปกป้องทุกอย่าง “เจ้า… เจ้าได้ครอบครองผ้ายันต์แห่งความจริงแล้ว…” เสียงนั้นกล่าว “ตอนนี้… เจ้าคือผู้ที่จะตัดสินชะตากรรมของโลกใบนี้…” ขณะเดียวกัน! ด้านนอกอุโมงค์ อิจิยังคงพยายามต่อสู้กับเงาปีศาจพญานาคที่ถูกพันธนาการไว้ด้วยแสงสีม่วงเข้มจากต้นไม้โบราณ ปีศาจยังคงดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง พยายามจะหลุดพ้นจากพันธนาการ “แกไม่มีวันได้แตะต้องฮารุ!” อิจิคำราม เขาใช้ดาบฟันเข้าที่ลำตัวของปีศาจอย่างไม่ยั้ง แม้จะรู้ว่าไม่สามารถสร้างความเสียหายได้มากนัก แต่เขาก็พยายามถ่วงเวลาให้ฮารุ ในชั่วพริบตาเดียว! แสงสีม่วงเข้มจากอุโมงค์ใต้ต้นไม้ก็พลันสว่างจ้าขึ้นอย่างรุนแรง แสงนั้นพุ่งตรงเข้าใส่ร่างของเงาปีศาจพญานาค แสงนั้นไม่ได้ทำลายล้าง แต่มันกลับรัดร่างของปีศาจให้แน่นยิ่งกว่าเดิม ราวกับถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนนับพันเส้น “อ๊ากกกกกกกก! นี่มันอะไรกัน?! ปล่อยข้านะ!” เงาปีศาจพญานาคกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เสียงของมันแหบแห้งลงเรื่อยๆ ทันใดนั้น! ร่างของฮารุก็ปรากฏขึ้นที่ปากอุโมงค์ เธอเปล่งประกายสีม่วงอ่อนๆ ทั่วทั้งร่าง รอยสักผ้ายันต์บนฝ่ามือของเธอเรืองแสงเจิดจ้า ดวงตาของเธอฉายแววความมุ่งมั่นและพลังอำนาจที่ไม่อาจหยั่งถึง “แกไม่มีทางได้ทำร้ายใครอีกแล้ว!” ฮารุกล่าว น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยพลังอำนาจที่น่าเกรงขาม เธอใช้ฝ่ามือที่เรืองแสงสีม่วงเข้มชี้ไปที่เงาปีศาจพญานาค “ผนึกแห่งบรรพกาล! จงผูกมัดปีศาจ!” ฮารุร่ายคาถา เสียงของเธอดังก้องไปทั่วป่า ราวกับเสียงของเทพธิดาแห่งธรรมชาติ ทันใดนั้น! แสงสีม่วงเข้มจากร่างของฮารุก็พุ่งตรงไปยังเงาปีศาจพญานาค แสงนั้นกลายเป็นโซ่ตรวนนับพันเส้นที่พันธนาการร่างของปีศาจไว้แน่นยิ่งกว่าเดิม เงาปีศาจกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ร่างกายของมันเริ่มสลายกลายเป็นละอองสีดำมืดปลิวหายไปในอากาศอย่างช้าๆ ในที่สุด เงาปีศาจพญานาคก็สลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความเงียบสงบที่กลับคืนมาสู่ผืนป่า อิจิยืนนิ่งมองฮารุด้วยความประหลาดใจและชื่นชม เขาไม่เคยเห็นพลังที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้มาก่อน “ฮารุ… เธอทำได้แล้ว!” อิจิพูดขึ้น น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความดีใจ แสงสีม่วงอ่อนๆ จากร่างของฮารุค่อยๆ จางหายไป รอยสักผ้ายันต์บนฝ่ามือของเธอยังคงเรืองแสงจางๆ แต่ก็ไม่ได้สว่างจ้าเหมือนเมื่อครู่ ฮารุทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างอ่อนแรง เธอรู้สึกเหนื่อยล้าจนแทบจะหมดสติ “ฉัน… ฉันทำได้แล้วจริงๆ เหรอ?” ฮารุถามเสียงแผ่ว อิจิรีบเข้าไปประคองเธอ “ใช่… เธอทำได้แล้ว เธอได้ผ้ายันต์ผืนสุดท้ายมาแล้ว” ฮารุพยักหน้า เธอหยิบผ้ายันต์ทั้งสามผืนที่อิจิเก็บไว้และนำมารวมกับรอยสักบนฝ่ามือของเธอ ผ้ายันต์ทั้งสี่ผืนมารวมกันอย่างสมบูรณ์ กลายเป็นผ้ายันต์ผืนใหญ่ที่เปล่งประกายสีรุ้งเจิดจ้า สัญลักษณ์ทั้งหมดบนผ้ายันต์รวมกันเป็นภาพที่สมบูรณ์แบบ ภาพของต้นไม้แห่งชีวิตที่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมไปทั่วโลก และมีดวงตาที่เรืองแสงอยู่ตรงกลาง “นี่แหละ… ผ้ายันต์แห่งความจริงที่สมบูรณ์” อิจิพึมพำ “เมื่อผ้ายันต์แห่งความจริงถูกรวบรวม… เจ้าจะสามารถควบคุมพลังแห่งการผนึกได้…” เสียงของจิตวิญญาณแห่งต้นไม้โบราณดังก้องขึ้นอีกครั้ง “แต่จงจำไว้… การผนึก ‘ผู้ตื่น’ นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายดาย… เจ้าจะต้องใช้พลังทั้งหมดที่มี… และจะต้องเสียสละบางสิ่งบางอย่างไป…” “เสียสละอะไร?” ฮารุถาม “นั่นคือสิ่งที่พวกเจ้าจะต้องค้นพบด้วยตัวเอง…” เสียงนั้นตอบ “อีกเพียงสามราตรีเท่านั้น… ก่อนที่ดวงจันทร์สีเลือดจะปรากฏ… พวกเจ้าต้องรีบไปที่ยอดเขาไฟ… ที่ที่ ‘ผู้ตื่น’ กำลังจะถูกปลดปล่อย…” เสียงของจิตวิญญาณแห่งต้นไม้โบราณค่อยๆ จางหายไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบที่กลับคืนมาสู่ผืนป่า อิจิและฮารุต่างมองหน้ากัน ดวงตาของพวกเขามีความมุ่งมั่นและความกลัวปะปนกันไป “เรามีเวลาแค่สามวันเท่านั้น” อิจิพูดขึ้น “เราต้องรีบไปที่ยอดเขาไฟให้เร็วที่สุด” “แต่ฉัน… ฉันยังอ่อนแรงอยู่เลยนะ” ฮารุพูด “ไม่เป็นไรฮารุ” อิจิกล่าว “ฉันจะปกป้องเธอเอง เราจะผ่านมันไปด้วยกัน” พวกเขาออกจากอุโมงค์ใต้ต้นไม้โบราณอย่างเงียบเชียบ ผืนป่ากลับมาเงียบสงบอีกครั้งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น อิจิและฮารุเดินเคียงข้างกันไปภายใต้แสงดาวที่เริ่มปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า แม้เส้นทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยอันตรายและความไม่แน่นอน แต่พวกเขาก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมันทุกอย่าง เพื่อหยุดยั้งหายนะที่กำลังจะมาถึง และเพื่อปกป้องโลกใบนี้ท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือยอดเขาไฟอัคคีแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานยาม ดวงจันทร์สีเลือด โคจรขึ้นมาเต็มดวง แสงสีโลหิตอาบไล้ทิวทัศน์รอบข้างให้ดูน่าขนลุกยิ่งกว่าเดิม เสียงคำรามกึกก้องจากปากปล่องภูเขาไฟดังกึกก้องไม่หยุดหย่อน ราวกับเสียงหายใจอันหนักหน่วงของอสูรร้ายที่กำลังจะตื่นจากการหลับใหลที่ยาวนานนับพันปี กลิ่นกำมะถันและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ยิ่งสร้างความกดดันอันหนักอึ้งให้แก่ อิจิ และ ฮารุ ที่กำลังปีนป่ายขึ้นสู่ยอดเขา “อีกนิดเดียวอิจิ! เราจะไปถึงแล้ว!” ฮารุตะโกนบอก เสียงของเธอสั่นเครือจากความเหนื่อยล้าและความหวาดกลัว แต่ดวงตาของเธอยังคงเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น ผ้ายันต์แห่งความจริงที่สถิตอยู่ในฝ่ามือของเธอเรืองแสงสีรุ้งอ่อนๆ ตอบรับกับพลังงานมหาศาลของดวงจันทร์สีเลือด “ฉันรู้ฮารุ… ฉันสัมผัสได้ถึงมัน” อิจิตอบ เขาปีนป่ายก้อนหินที่แหลมคมอย่างรวดเร็ว แม้ร่างกายจะยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ แต่จิตใจของเขามุ่งมั่นกว่าครั้งไหนๆ ดาบในมือของเขาเปล่งประกายสีเงินจางๆ พร้อมรับมือกับทุกสิ่ง ลมพายุโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้นบนยอดเขา เสียงกรีดร้องโหยหวนคล้ายเสียงวิญญาณดังมาจากปากปล่องภูเขาไฟที่กำลังคุกรุ่น ลาวาสีแด
สายลมแห่งยามรุ่งอรุณพัดโชยมาปะทะร่าง อิจิ และ ฮารุ ที่ยืนอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ แสงแรกของดวงอาทิตย์สาดส่องลงมายังทิวทัศน์เบื้องหน้า เผยให้เห็นยอดเขาไฟที่สูงเสียดฟ้า มันตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางผืนป่าดิบชื้นที่พวกเขาเพิ่งฝ่าฟันออกมา หมอกจางๆ ลอยปกคลุมรอบฐานของภูเขาไฟราวกับผ้าห่มสีขาว กลิ่นกำมะถันจางๆ ลอยมาตามลมเป็นสัญญาณเตือนถึงพลังงานที่ไม่สงบนิ่งที่อยู่ภายใน “นั่นแหละ… ยอดเขาไฟ” ฮารุพึมพำ น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความกังวล “มันดูน่ากลัวกว่าที่คิดไว้เยอะเลยนะอิจิ” อิจิพยักหน้า สีหน้าของเขาเคร่งเครียด “ใช่… พลังงานมืดมิดที่แผ่ออกมาจากที่นั่นมันมหาศาลมาก ‘ผู้ตื่น’ กำลังจะถูกปลดปล่อยออกมาในไม่ช้า” ผ้ายันต์แห่งความจริงที่ผนึกอยู่ในฝ่ามือของฮารุเรืองแสงจางๆ เป็นการยืนยันถึงความรู้สึกของอิจิ พวกเขามีเวลาเพียงสองราตรีเท่านั้นก่อนที่ ดวงจันทร์สีเลือด จะปรากฏขึ้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พันธนาการของ ‘ผู้ตื่น’ จะอ่อนแอที่สุด “เราต้องไปถึงที่นั่นให้เร็วที่สุด” อิจิกล่าว “และเราต้องหารหัสลับแห่งบรรพกาลให้เจอด้วย” “รหัสลับนั่น… มันอยู่ที่ไหนกันนะ?” ฮารุถาม “จิตวิญญาณแห่งต้นไม้บอกแค่ว่ามันอยู่ในผืนป่าแห
คืนเดือนมืดปกคลุมผืนป่าดิบชื้นทางตอนเหนือของสยามประเทศ แสงจันทร์แทบไม่สามารถส่องผ่านม่านไม้หนาทึบลงมาได้ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงม และเสียงลมกระโชกแรงที่พัดกิ่งไม้ใบหญ้าให้เสียดสีกันเป็นระยะ ราวกับเสียงกระซิบกระซาบจากวิญญาณแห่งป่า อิจิและฮารุยังคงก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ร่างกายของอิจิอ่อนล้าจากบาดแผลที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ ส่วนฮารุก็ดูซีดเซียวจากการใช้พลังแห่งชีวิตครั้งล่าสุด แต่ดวงตาของทั้งคู่ยังคงฉายแววความมุ่งมั่นที่จะค้นหาผ้ายันต์ผืนสุดท้ายที่ปรากฏในนิมิตของฮารุ “อากาศที่นี่มันแปลกๆ นะอิจิ” ฮารุพึมพำ น้ำเสียงของเธอแผ่วเบา “มันเย็นยะเยือกกว่าที่ควรจะเป็น… เหมือนมีบางอย่างกำลังจับจ้องเราอยู่” “ใช่… ฉันก็รู้สึกได้” อิจิตอบ เขากระชับดาบในมือแน่นขึ้น “พลังงานที่นี่ไม่ใช่พลังงานของปีศาจ แต่มันเป็นพลังที่เก่าแก่กว่านั้น… ลึกซึ้งกว่านั้น” ตามนิมิตของฮารุ ผ้ายันต์ผืนสุดท้ายถูกซ่อนอยู่ใต้ต้นไม้โบราณที่สูงเสียดฟ้าในป่าลึกแห่งนี้ ต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมไปทั่วบริเวณ และมีแสงสีม่วงเข้มเปล่งออกมาจากรากของมัน “เรามาถูกทางแล้วใช่ไหมอิจิ?” ฮารุถาม “ฉันหวังว่าอย่างนั้นฮารุ
คืนเดือนมืดปกคลุมผืนป่าดิบชื้นทางตอนเหนือของสยามประเทศ แสงจันทร์แทบไม่สามารถส่องผ่านม่านไม้หนาทึบลงมาได้ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงม และเสียงลมกระโชกแรงที่พัดกิ่งไม้ใบหญ้าให้เสียดสีกันเป็นระยะ ราวกับเสียงกระซิบกระซาบจากวิญญาณแห่งป่า อิจิและฮารุยังคงก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ร่างกายของอิจิอ่อนล้าจากบาดแผลที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ ส่วนฮารุก็ดูซีดเซียวจากการใช้พลังแห่งชีวิตครั้งล่าสุด แต่ดวงตาของทั้งคู่ยังคงฉายแววความมุ่งมั่นที่จะค้นหาผ้ายันต์ผืนสุดท้ายที่ปรากฏในนิมิตของฮารุ “อากาศที่นี่มันแปลกๆ นะอิจิ” ฮารุพึมพำ น้ำเสียงของเธอแผ่วเบา “มันเย็นยะเยือกกว่าที่ควรจะเป็น… เหมือนมีบางอย่างกำลังจับจ้องเราอยู่” “ใช่… ฉันก็รู้สึกได้” อิจิตอบ เขากระชับดาบในมือแน่นขึ้น “พลังงานที่นี่ไม่ใช่พลังงานของปีศาจ แต่เป็นพลังที่เก่าแก่กว่านั้น… ลึกซึ้งกว่านั้น” ตามนิมิตของฮารุ ผ้ายันต์ผืนสุดท้ายถูกซ่อนอยู่ใต้ต้นไม้โบราณที่สูงเสียดฟ้าในป่าลึกแห่งนี้ ต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมไปทั่วบริเวณ และมีแสงสีม่วงเข้มเปล่งออกมาจากรากของมัน “เรามาถูกทางแล้วใช่ไหมอิจิ?” ฮารุถาม “ฉันหวังว่าอย่างนั้นฮารุ” อ
แสงอาทิตย์ยามบ่ายแผดเผาทะเลทรายอันกว้างใหญ่ให้ระอุเป็นเพลิง พื้นทรายสีทองทอดยาวสุดลูกหูลูกตา บิดเบือนภาพลวงตาจากความร้อนจนผืนฟ้าและพื้นทรายดูเหมือนจะบรรจบกัน อิจิและฮารุเดินฝ่าพายุทรายที่เริ่มก่อตัวอย่างเชื่องช้า ร่างกายของอิจิยังคงไม่สมบูรณ์ บาดแผลที่สีข้างส่งสัญญาณเจ็บแปลบทุกครั้งที่เขาขยับตัว ส่วนฮารุก็ดูอ่อนแรงจากการใช้พลังแห่งชีวิตเมื่อครั้งก่อน แต่ดวงตาของพวกเขายังคงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “นี่มัน… กว้างใหญ่กว่าที่คิดเยอะเลยนะอิจิ” ฮารุเอ่ย น้ำเสียงของเธอแหบแห้งจากการเดินทาง “นายแน่ใจนะว่าเรามาถูกทาง?” “สัญลักษณ์บนผ้ายันต์บอกใบ้ถึงภูเขาที่มีลำธารไหลผ่าน… หรือถ้ำที่มีน้ำตก” อิจิตอบ พยายามกลั้นเสียงหอบหายใจ “และจากแผนที่ที่ศาลเจ้าเผยให้เห็น… สถานที่นั้นอยู่กลางทะเลทรายแห่งนี้” ลมพายุทรายเริ่มโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้น เม็ดทรายเล็กๆ ปลิวว่อนกระทบใบหน้าจนรู้สึกเจ็บแสบ ทัศนวิสัยเริ่มเลือนรางลงเรื่อยๆ จนแทบมองไม่เห็นอะไรที่อยู่ตรงหน้า อิจิยกแขนขึ้นบังใบหน้าของฮารุไว้ “พายุทรายกำลังมาแล้ว! เราต้องหาที่กำบัง!” อิจิตะโกนบอก เสียงของเขาแทบจะถูกกลืนหายไปในเสียงลม ในชั่วพริบตาเดียว พายุทรายก็
มายูกับโอกิทรุดตัวลงกับพื้นหินข้างๆ ประตูมิติสีขาวสว่างจ้าที่เพิ่งปรากฏขึ้นจากการสลายตัวของเงาอสูรผู้เฝ้าทาง ลำแสงอ่อนโยนของมันสาดส่องไปบนใบหน้าของทั้งคู่ เป็นแสงแห่งความหวังเพียงหนึ่งเดียวในความมืดมิดของป่าต้องสาปความเหนื่อยล้าเข้าจู่โจมพวกเขาอย่างรุนแรงยิ่งกว่าการถูกโจมตีทางกายภาพ มายูหอบหายใจอย่างหนัก เธอใช้พลังฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาโอกิในระหว่างการต่อสู้ ทำให้ตอนนี้ร่างกายของเธอแทบจะหมดสิ้นพลังงาน“เรา… เราชนะแล้วโอกิ” มายูพูดเสียงแผ่ว แต่ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความโล่งใจโอกิพยักหน้าอย่างช้าๆ เขาลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล มือที่กำมีดอาคมของเขาสั่นเล็กน้อย เขาหันไปมองประตูมิติที่เรืองแสงอยู่ตรงหน้า“เราทำได้มายู… แต่ดูเหมือนว่าหนทางกลับบ้านจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” โอกิพูด เขาเลื่อนมือไปสัมผัสที่ซากของเงาอสูรผู้เฝ้าทางที่สลายไป มันทิ้งไว้เพียงกองหินสีดำที่ถูกฉาบด้วยควันสีม่วงจางๆ“หมายความว่าไงโอกิ?” มายูถามอย่างกังวลโอกิใช้มีดอาคมเขี่ยซากหินนั้น ก่อนจะพบกับสิ่งของที่ซ่อนอยู่ใต้ซาก: มันคือแผ่นหินขนาดเท่าฝ่ามือ มีสัญลักษณ์โบราณสลักอยู่ และมีพลังงานมืดมิดบางอย่างแผ่ออกมา“ฉันคิด







