เข้าสู่ระบบ“SOTUSเป็นระบบที่เรายึดและปฏิบัติกันมาตั้งแต่รุ่นพี่รุ่นแรก ๆ ของพวกเรา พวกมึงมีหน้าที่สืบต่อ! ซึ่งSOTUSเกิดจากการนำอักษรตัวแรกของคำห้าคำมาเรียงต่อกัน! คำแรก... Seniority คือ การเคารพผู้อาวุโส หรือการสำนึกในความเป็นน้องซึ่งเยาว์กว่าทั้งความรู้และประสบการณ์!”
“…”
“คำที่สอง... Order คือ การปฏิบัติตามระเบียบวินัย สังคมประกอบไปด้วยคนจำนวนมาก เมื่อจะทำงานใหญ่ต้องแบ่งหน้าที่กันทำ ต้องมีผู้นำและผู้ตาม การพาคนหมู่มากไปสู่ความสำเร็จได้ จำเป็นต้องมีระเบียบและรักษาวินัย”
“…”
“คำที่สาม... Tradition คือ การปฏิบัติตามธรรมเนียมประเพณี มีความภาคภูมิใจในธรรมเนียมประเพณีที่ได้ยึดถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมา คุณงามความดีของธรรมเนียมประเพณีเหล่านี้ได้หล่อหลอมต่อเนื่องมาจากรุ่นก่อน ๆ สู่รุ่นน้อง และทำให้ทราบถึงความเป็นหนึ่งเดียวกัน”
“…”
“คำที่สี่... Unity คือ การเป็นหนึ่งเดียว หรือความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจกัน มีใจมุ่งสู่เป้าหมายอันเดียวกัน”
“…”
“คำที่ห้า... คำสุดท้าย! Spirit คือ การฝึกจิตใจ การเสียสละกายและใจ มีน้ำใจเพื่อสังคม ให้กล้าทำในสิ่งที่ถูก”
“…”
“แต่พวกมึงต้องพึงระลึกไว้เสมอว่า... พวกมึงเป็นแค่พี่ระเบียบ! ไม่มีสิทธิ์ที่จะวางอำนาจเหนือน้อง อย่าคิดว่าการมาเป็นพี่ว้ากแล้วจะวางอำนาจบาตรใหญ่ ไม่แคร์น้อง ไม่เอาพี่ พวกมึงเป็นแค่รุ่นพี่ที่มาทำหน้าที่ฝึกระเบียบวินัยให้น้อง ไม่มีสิทธิ์บังคับน้อง! ดังนั้นถ้าน้องคนไหนไม่เต็มใจที่จะเข้าร่วมลงลาน พวกมึงก็ไม่มีสิทธิ์บังคับน้องให้เข้าร่วม! เข้าใจมั้ย!”
“…” เกิดความเงียบและตึงเครียดขึ้นอีกครั้งเมื่อจบคำพูดยาวเหยียดของพี่เอก
“กูถามว่าเข้าใจมั้ย!” จนกระทั่งพี่แกถามย้ำด้วยเสียงที่ดังกว่าปกติ ทุกคนถึงได้พยักหน้าและพูดพร้อมกัน
“เข้าใจครับพี่!!!”
“ดี! วันนี้พวกมึงต้องวิ่งรอบสนามจำนวนสิบรอบ ถ้าพร้อมแล้วก็เริ่มได้เลย!” สิ้นสุดเสียงคำสั่งนั้น บรรดาพี่ว้ากฝึกหัดก็กระจายตัวออกจากแถวและวิ่งเข้าสู่ลู่วิ่งของสนามกีฬามหาวิทยาลัยทันที
ผมยืนนิ่งจ้องมองพี่เอกที่เดินออกไป พอดีกับพี่แกที่หันมามองทางผมพอดี เราจึงส่งสายตาสื่อสารกันอยู่สักพัก พี่เอกพยักพเยิดหน้าให้ผมเริ่มวิ่งได้ แต่ผมยังคงไม่ออกตัว พี่แกก็เลยเดินเข้ามาและตบมือลงบนบ่าผมหนัก ๆ หนึ่งครั้ง พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“มึงไปวิ่งกับเพื่อนดิวะปลื้ม”
“…” ผมเงียบ เอาแต่จ้องมองพี่เอกไม่วางตา ไม่รู้ว่าเป็นบ้าอะไรผมถึงได้ตอบตกลงพี่แกไปว่าจะเป็นเฮดว้ากให้ คิด ๆ ดูแล้วก็โคตรซวย ไม่รู้ผีห่าซาตานตัวไหนเข้าสิง นี่ผมต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ
“หน่ามึง... เหนื่อยแค่วันนี้วันเดียว เชื่อกู” สิ้นประโยคนั้น ผมก็ถูกพี่เอกผลักเข้าไปในลู่วิ่งหลอมรวมกับบรรดาพี่ว้ากฝึกหัดคนอื่น ๆ
ผมวิ่งไปตามทาง พลางเงยหน้าขึ้นมองดวงอาทิตย์ที่แผดแสงเจิดจ้าตั้งตรงกลางหัวมนุษย์แบบพอดิบพอดีไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อยอย่างจนใจ สั่งให้พวกผมวิ่งกลางแดดเปรี้ยง ๆ ที่อุณหภูมิ 38 องศา จิตใจพี่แม่งทำด้วยอะไรวะพี่เอก (-_- )
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา
โกหกทั้งเพ...
ผมได้แต่ก่นด่าสาปแช่งพี่เอกในใจด้วยความโมโหกับคำโกหกหลอกลวงของพี่แก ไหนบอกกับผมวันนั้นไงว่าเหนื่อยแค่วันนี้วันเดียว จนกระทั่งผ่านมาเกือบสัปดาห์แล้วผมกับเพื่อน ๆ ในกลุ่มว้ากก็ยังคงได้วิ่งสิบรอบทุกวันไม่ได้หยุดหย่อน จนกล้ามเนื้อขาแข็งเกร็งไปหมดแล้ว
บางคนถอดใจจนเกือบจะลาออกอยู่รอมร่อ แต่ทว่าพี่เอกกลับไม่ให้ออกเพราะยื่นรายชื่อส่งให้ทางคณะและสาขาเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นพวกมันก็เลยต้องฝืนจิตใจอันขมขื่นอยู่จนถึงปัจจุบัน
“แฮ่ก ๆ!” เสียงหอบหายใจหนักหน่วงดังอยู่ข้างกายผมเป็นจังหวะ
ผมปรายตามองพี่ว้ากฝึกหัดด้านข้าง ก่อนจะยกยิ้มเย็นให้ “…”
และเหมือนมันจะสังเกตเห็น ก็เลยทักผมกลับมาว่า “ไงมึง...”
“…” ผมปรายตาไปมองมันนิ่ง ๆ สองขาก็ยังสาวเท้าวิ่งไปข้างหน้าไม่หยุด
“กูชื่อที เรียนไฟฟ้า มึงล่ะ”
“ปลื้ม โยธา” ผมตอบเสียงเรียบ
“แม่ง... เหนื่อยจังวะ กูนึกว่าเป็นพี่ระเบียบแล้วจะสบายซะอีก” มันพูดปนเสียงหอบ ขณะที่เท้าก็ยังวิ่งไปข้างหน้าพร้อมกันกับผม “ทำไมมึงถึงสมัครเข้ามาเป็นพี่ระเบียบวะ” ก่อนจะเอ่ยถาม
“พี่เอกขอร้องมา” พอพูดถึงพี่เอก ผมก็ได้แต่หันไปถลึงตาใส่เจ้าของชื่อที่ยืนมองพวกผมด้วยสายตาราบเรียบไม่รู้สึกรู้สาใด ๆ และในมือยังถือขวดน้ำโค้กยืนดื่มอย่างสบายใจอีกด้วย
ใจกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ มีปลาวาฬขี้เหงาอยู่ตัวหนึ่ง มันเอาแต่ส่งเสียงร้องออกไปทุกทิศทางที่แหวกว่ายผ่านน้ำทะเลสีฟ้าสดใส แต่ไม่ว่าจะเปล่งเสียงออกไปดังแค่ไหนก็ไม่มีวาฬตัวไหนที่หันมาให้ความสนใจมันเลย มันเอาแต่ว่ายวนเวียนไปเรื่อย ๆ ทั่วทั้งมหาสมุทร เฝ้าส่งเสียงของตัวเองออกไปเพื่อหวังว่าจะมีวาฬสักตัวสามารถสื่อสารตอบสนองตัวเองได้บ้างมันพูดกับตัวเองว่า “เหงาจัง...” ในขณะที่สายตาก็เอาแต่สอดส่ายมองหาเพื่อนปลาวาฬของตัวเองจนนานวันเข้า... ปลาวาฬตัวนี้ก็ยังไม่สามารถส่งเสียงของตัวเองออกไปสื่อสารกับวาฬตัวไหนได้ ความเดียวดายตลอดหลายปีจึงหล่อหลอมขึ้นเกิดเป็นความเคยชินมันพูดกับตัวเองว่า “ไม่เป็นไร... อยู่คนเดียวก็ได้นี่นา”เพราะความโดดเดี่ยวก็ไม่ได้ทำให้มันเกิดภัยอันตรายแก่ชีวิตของตัวเอง เพียงแค่สร้างความเหงาให้กับตัวเองอย่างมหาศาลเท่านั้น มันยังคงแหวกว่ายไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ได้ส่งเสียงของตัวเองออกไปอีก เพราะคิดว่ายังไงก็ไม่มีใครสื่อสารกับมันได้อยู่แล้วจนกระทั่งวันหนึ่ง... มันรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตที่เอาแต่แหวกว่ายดูความสวยงามของท้องทะเล มันจึงตะโกนออกไปสุดเสียงว่า “มีใครได้ยินบ้างมั้ย”สิ่งที่
เขาปิดประตูห้องของตัวเองลง เอาถุงหนังสือที่ถือให้ฉันและของเขาไปวางไว้ตรงโซฟากลางห้องรับแขก จากนั้นก็เดินมาเอาแก้วตรงโซนห้องครัวเทน้ำโค้กพร้อมกับน้ำแข็งมาให้ฉันกิน ฉันเดินเอื่อยเฉื่อยไปนั่งลงบนโซฟา ยังคงใช้สายตาประเมินมูลค่าของห้องพักของเขาไปด้วย“…” แพง... ค่าเช่าแพงมากแน่“ก็พ่อแม่พี่ทำโรงงานผลิตเม็ดพลาสติก ก็พออยู่พอกินแหละ”“…” ฉันหันมาเบิกตาโตจ้องมองพี่ปลื้มเมื่อเขาเอ่ยขึ้นมา พออยู่พอกินบ้าบออะไร ถึงขนาดมีโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกของที่บ้าน แบบนี้ฉันไม่เรียกว่าพออยู่พอกินนะ ฉันเรียกว่ารวยเลยต่างหาก“เป็นอะไร จ้องพี่จนตาจะหลุดออกจากเบ้าแล้ว” พี่ปลื้มถามปนขำขันแต่ฉันไม่ขำนะ นอกจากจะหล่อ เรียนดี นิสัยโอเคพอใช้ได้ ยังจะรวยมากอีกเหรอ เขาใช้สิทธิพิเศษอะไรมาเกิดบนโลกใบนี้เนี่ย ดีไปหมดทุกอย่างเลยนะชีวิต“พี่ปลื้มรวยขนาดนี้ ทำไมไม่ขับรถยนต์ไปมหาวิทยาลัยเลยล่ะ”“ขี้เกียจขับไง ขับมอเตอร์ไซค์มันสะดวกกว่า อีกอย่างก็หาที่จอดง่ายด้วย รถยนต์วนหาที่จอดยาก”อ่า... นี่เป็นวิธีการคิดของคนรวยแบบเขาสินะ“แล้วเรามาที่นี่กันทำไมเหรอ” ฉันเอ่ยถามถึงเหตุผลที่เขาพามาที่นี่ทันที ดูแล้วก็ไม่เห็นจะมีกิจกรรมอะไรทำเ
เมื่อเข้ามาภายในร้าน พี่พนักงานคนเดิมที่แซวฉันในตอนที่มาซื้อหนังสือ ‘จีบยังไงให้ได้ผล’ ก็ยังทำงานอยู่ ฉันจึงดึงมือพี่ปลื้มให้เดินตามไปหยุดอยู่ตรงหน้าพี่พนักงานคนดังกล่าว พอพี่พนักงานเห็นฉันและพี่ปลื้ม เธอก็เผยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มออกมาแถมยังเอ่ยแซวฉันว่า “โห... จีบติดแล้วเหรอ คนนี้ใช่มั้ยเนี่ย หล่อมากเลยนา...”“…” ฉันพยักหน้ารัวเร็วตอนนั้นพี่พนักงานบอกว่าให้พาตัวพี่ปลื้มมาให้ดูบ้างถ้าหากว่าจีบติดแล้ว ตอนนี้ฉันก็เลยพาตัวพี่ปลื้มมาโชว์ให้พี่พนักงานดูว่าฉันมีความสามารถในการจีบผู้ชายด้วย ต้องขอบคุณหนังสือเล่มนั้นที่ทำให้ฉันมีลูกเล่นในการจีบพี่ปลื้มจนเขายินยอมพร้อมใจตกเป็นของฉันแบบนี้ แต่อันที่จริงจุดมุ่งหมายที่ฉันมาที่ร้านหนังสือไม่ใช่การพาตัวพี่ปลื้มมาโชว์ให้พี่พนักงานดูหรอก ฉันพาพี่ปลื้มมาเพราะตัวเองอยากมาซื้อหนังสืออ่านเล่นต่างหาก เพราะฉันเห็นในเพจสำนักพิมพ์มีหนังสือออกใหม่หนึ่งเล่ม ดังนั้นวันนี้เลยจะมาหาซื้อไปอ่านน่ะฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดรูปหนังสือที่แคปเอาไว้แสดงให้พี่พนักงานดู “วาฬมาหาเล่มนี้”“โห... พี่เพิ่งจัดลงเชลฟ์ไปเมื่อวานเลย มานี่...” พี่พนักงานกวักมือเรียกฉันให้เดิมต
“คบแล้วครับ” ประโยคนี้เป็นพี่ปลื้มที่เป็นฝ่ายเอ่ยตอบคำถามของป๊า ส่วนฉันได้แต่นั่งเงียบเพราะไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดี“ป๊าไม่ห้ามเรื่องคบกันหรอกนะ” ป๊าว่ายิ้ม ๆ ก่อนที่มือใหญ่จะหยิบเอาที่คีบเนื้อจากเตาปิ้งย่างไปคีบเนื้อในส่วนของตัวเองลงมาปิ้งบนเตาบ้าง “แต่ว่าป๊ามีลูกสาวคนเดียว ป๊าก็ห่วงนั่นแหละ”“ผมเข้าใจครับ ผมจะดูแลปลาวาฬเป็นอย่างดีครับคุณอา”“มาเรียกองเรียกอาอะไร เรียกป๊าสิ”ฉันกับพี่ปลื้มหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เอาเรื่องเหมือนกันนะป๊า เพิ่งคบกันได้แค่วันเดียวเอง ให้พี่ปลื้มเรียกว่าป๊าได้เลยเหรอ“วาฬปวดฉี่ ไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” เป็นคำอ้างน่ะ ฉันไม่ได้จะไปเข้าห้องน้ำเพราะปวดฉี่หรอก ก็แค่จะไปเดินเล่นเพื่อถ่วงเวลาให้สองหนุ่มเขาคุยกันเท่านั้นเอง สองหนุ่มที่ว่าก็ป๊ากับพี่ปลื้มนั่นแหละ ถึงป๊าจะห่างไกลคำว่าหนุ่มมาสักพักแล้วก็เถอะPleum Talks.หลังจากปลาวาฬขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ผมก็ได้อยู่ตามลำพังกับพ่อของเธอแล้ว พ่อของปลาวาฬดูใจดีมาก ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเจอกันท่านก็พาผมไปเลี้ยงข้าวแล้ว ปกติคนเป็นพ่อจะค่อนข้างหวงลูกสาวของตัวเองอยู่มากโข แต่กับพ่อของปลาวาฬท่านดูใจดีกับผมมากจริง ๆ ไม่ได้แสดงท่าทีหวง
Plawan Talks.เปลือกตาของตัวเองค่อย ๆ เปิดออกรับกับแสงสว่างของเช้าวันใหม่ แสงแดดรำไรลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาทักทายกัน ฉันค่อย ๆ ขยับตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยท่าทางง่วงงุน ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบห้อง ในขณะที่สมองยังไร้การประมวลผล‘พี่ปลื้มล่ะ?’ นั่นเป็นคำถามแรกที่เกิดขึ้นในความคิดฉันฉันกวาดสายตามองรอบห้องของตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะพบว่าภายในห้องตอนนี้ไม่มีร่างของพี่ปลื้มอยู่แล้ว หรือว่าเขาจะกลับไปแล้วนะ ฉันรีบก้าวลงจากเตียงเพื่อจะไปตรวจสอบในห้องน้ำว่าพี่ปลื้มอยู่ในนั้นหรือไม่ แต่ทว่าตอนที่มือกำลังจะแตะลงบนลูกบิด เสียงกดชักโครกก็ดังขึ้นจากทางด้านใน ฉันจึงหยุดการกระทำของตัวเองลง จากนั้นก็เดินเอื่อยเฉื่อยกลับมานั่งที่เตียงเหมือนเดิมก็นึกว่าหายไปไหน ที่แท้เขาเข้าห้องน้ำอยู่นี่เองฉันสูดลมหายใจเข้าปอดลึก พยายามปรับสภาพของร่างกายหลังตื่นนอนให้รู้สึกตัวเหมือนตอนปกติ ก่อนจะคว้าเอาโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมาเปิดดู แต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้วกับแจ้งเตือนทางไลน์ที่แจ้งว่ามีคนสร้างกลุ่มไลน์และดึงฉันเข้ากลุ่มเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สมาชิกในกลุ่มประกอบไปด้วยกี๋ ออม หนึ่ง และฉัน ใช้ชื่อกลุ่มไลน์ว่า ‘อยากรู้
Pleum Talks.ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานแค่ไหน แต่ตอนนี้ผมสัมผัสได้ว่าคนในอ้อมกอดนั้นนอนหลับปุ๋ยไปแล้ว เรายังไม่ทันได้อาบน้ำกันเลยด้วยซ้ำ เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของปลาวาฬทำให้ทุกสรรพสิ่งรอบกายคล้ายกับท้องมหาสมุทรเลย เหมือนผมกำลังแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางทะเลลึก โดยที่มีปลาวาฬตัวโตกำลังนอนหลับอยู่ผมอุทานคำว่าน่ารักไปล้านรอบแล้วมั้ง...ผมหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมา กดเปิดรูปที่เพิ่งจะกดชัตเตอร์ถ่ายเมื่อหลายนาทีก่อนขึ้นมาดู จากนั้นก็ส่งเข้าไลน์กลุ่มครอบครัวของตัวเอง ในนั้นมีพ่อมีแม่และพี่ชายของผมอยู่ ผมอยากจะอวดสักหน่อยว่าตอนนี้ตัวเองมีแฟนเป็นตัวเป็นตนกับเขาแล้วปลื้ม: ส่งรูปภาพพ่อ: โห...พ่อ: ร้ายนักนะไอ้เสือพ่อ: มีแฟนแล้วเหรอแม่: แฟนปลื้มเหรอลูกพี่ปั้น: พี่ยังไม่ทันมีเลย แกชิงมีก่อนแล้วเหรอวะไอ้น้องชายปลื้ม: พี่ช้าไงผมพิมพ์ตอบกลับไปเมื่อได้เห็นจำนวนข้อความที่ตอบกลับมาจากคนในครอบครัว นานมากแล้วที่ไม่ค่อยได้คุยกันในไลน์กลุ่มแบบนี้ เพราะทุกวันผมเอาแต่เรียนแล้วก็ทำกิจกรรม เลยไม่ค่อยมีเวลาว่างได้คุยกับครอบครัวเท่าไหร่ จะมีบ้างที่คุยกับพี่ปั้น แต่มันก็น้อยมาก วันนี้แหละเป็นฤกษ์ดีที่ผมจะ







