تسجيل الدخول“กูเนี่ยแม่งสมัครเข้ามา เห็นว่าเท่ไง ได้เป็นพี่ระเบียบ แม่งเอ๊ย... ไม่คิดว่าจะเหนื่อยขนาดนี้”
“หึ...” ผมแค่นยิ้มให้กับความคิดของมัน หารู้ไม่ว่าพี่ระเบียบนี่แหละเหนื่อยที่สุดของการเป็นนักศึกษาแล้ว
“มึงมีเพื่อนสมัครเข้ามาด้วยไหม”
“มี” ผมบอก ก่อนจะสอดส่ายสายตามองหาเพื่อนของตัวเองที่ปะปนอยู่ในขบวนวิ่ง และก็เจอพวกมันสองคนที่กำลังวิ่งกันไปพลางคุยกันไปพลาง “นั่นไง สองคน” ก่อนจะชี้นิ้วไปยังเพื่อนทั้งสองคนของผมให้ไอ้ทีดู
“ดีว่ะ กูนี่สมัครมาเดี่ยว ๆ เลย เพื่อนกูไม่มีใครอยากเป็นสักคน”
‘เพราะเพื่อนมึงรู้ไงว่ามันเหนื่อยแค่ไหน’ ผมได้แต่คิดในใจ และแค่นยิ้มให้กับบุคคลใสซื่อที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เกี่ยวกับการเป็นพี่ระเบียบที่กำลังวิ่งอย่างอ่อนแรงอยู่ด้านข้าง
“…”
“เราต้องฝึกแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนวะ” ไอ้ทีถาม
“คงจนกว่าจะรู้จักกันหมดมั้ง”
ผมคิดว่าผมรู้จุดประสงค์ของการเข้าฝึกการเป็นพี่ระเบียบนี้ดี เป็นเพราะการเป็นพี่ระเบียบจะต้องทำงานกันเป็นกลุ่มใหญ่ ต้องช่วยกันวางแผนงานต่าง ๆ ให้รุ่นน้อง ผมเลยคิดว่าที่พี่เอกเรียกให้เรามาฝึกด้วยกันทุกวันแบบนี้มันจะสามารถทำให้พวกผมกระชับมิตรกันได้ และรู้จักเพื่อน ๆ ในกลุ่มมากยิ่งขึ้น
ซึ่งมันก็เป็นจำนวนไม่น้อยเลยที่จะต้องทำความรู้จักกัน เพราะมันมีตั้งเกือบห้าสิบคน และที่สำคัญคือแต่ละคนก็มาจากต่างสาขาอีกด้วย ซึ่งโดยปกติแล้วสาขาแต่ละสาขาจะมีวิชาเรียนที่ไม่เหมือนกัน อย่างผมก็จะเรียนพวกวิชากลศาสตร์ฟิสิกส์ และพวกที่เกี่ยวกับโครงสร้างฐานรากของอาคารเป็นหลัก ดังนั้นผมก็เลยรู้จักแค่เพื่อนในสาขาเท่านั้น ส่วนเพื่อนนอกสาขาก็อาศัยรู้จักกันผ่านการไปค่ายและทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันแทน
“แสดงว่ากูต้องวิ่งไปอีกหลายวันเลยสิเนี่ย แม่งเหนื่อยโว้ย!”
“อีกแค่สี่รอบ” ผมบอกเสียงเรียบ มองไปด้านหน้าด้วยความมุ่งมั่น
ตอนเด็ก ๆ พี่ชายผมมักจะพูดไว้เสมอว่า ‘ถ้าเราคิดว่าไม่เหนื่อย มันก็จะไม่เหนื่อย’ ตอนนั้นผมเชื่อสนิทใจเลยว่ามันเป็นความจริง แต่พอมาวันนี้... ผมกลับอยากสาปแช่งพี่ชายผมมากจริง ๆ ที่พูดหลอกลวงผมมาตั้งแต่เด็กจนโต ไม่เหนื่อยเหรอ... ลองมาวิ่งรอบสนามความยาวสี่ร้อยเมตรสิบรอบดูสิ แบบนี้จะบอกว่าไม่เหนื่อยอีกไหม (-_- )
18 : 21 น. วันเดียวกันนั้นเอง...
“มา ๆ ๆ พวกมึง แดกข้าวกันก่อน” พี่นายกับพวกเพื่อน ๆ ของพี่แกพากันเดินเรียงแถวถือถุงข้าวกล่องจำนวนหลายสิบกล่องเข้ามายังจุดที่พวกผมและเพื่อน ๆ กำลังพักดื่มน้ำกันอยู่หลังจากฝ่าสมรภูมิเสี่ยงตายจากแดดอันร้อนแรงของประเทศไทยมาได้แล้ว
“วันนี้ข้าวกะเพราหมูสับตามเดิมนะ” จากนั้นพี่เอกก็เป็นฝ่ายพูดเมนูอาหารขึ้นมาบ้าง
“โหย...” เสียงโอดครวญดังขึ้นแทบจะทันทีหลังจากพี่แกพูดจบ
พวกผมกับเพื่อน ๆ กินข้าวกะเพราหมูสับติดต่อกันมาเป็นอาทิตย์แล้ว สำหรับผมมันก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไร เพราะผมเคยชินกับการกินเมนูเดิมซ้ำ ๆ อยู่แล้ว แต่กับพวกเพื่อนคนอื่น ๆ นี่สิ บ่นกระปอดกระแปดกันยกใหญ่เลยทีเดียว
“พวกมึงก็เห็นใจกูหน่อยดิวะ พวกกูกับเพื่อนกูนี่ออกค่าอาหารให้พวกมึงนะ ได้ขนาดนี้ก็บุญแค่ไหนแล้ว” พี่เอกว่า พลางขมวดคิ้วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
ถึงพี่แกจะเป็นเฮดว้ากที่คอยแต่แหกปากตะโกนสั่งน้องทำนั่นทำนี่ แต่ผมบอกตามตรงเลยว่าพี่เอกเป็นรุ่นพี่ที่ดีมากคนหนึ่ง ตอนพี่แกเป็นเฮดว้ากหลายคนอาจจะไม่ชอบใจที่โดนพี่แกตะโกนด่าด้วยถ้อยคำหยาบคายชนิดไม่ไว้หน้า แต่นั่นเป็นแค่มุมเดียวที่พวกเขาได้เห็น พวกเขาไม่ได้มาเห็นอีกมุมที่มีน้ำใจกับเพื่อนและน้อง ๆ อย่างพวกผมแบบนี้
ตอนนั้นที่พี่เอกรับหน้าที่เป็นเฮดว้ากเป็นช่วงที่พี่เฮดว้ากปีสามป่วยเข้าโรงพยาบาลแบบกะทันหันด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ที่กำลังระบาดไปทั่วมหาวิทยาลัย ทำให้จำเป็นต้องเรียกตัวพี่เอกมาเป็นเฮดว้ากแทน ซึ่งตอนนั้นผมอยู่ปีหนึ่ง และพี่เอกแกอยู่ปีสอง ตอนแรกผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้ให้พี่เอกมาทำหน้าที่แทนที่จะเป็นพี่ปีสามที่ไม่ใช่เฮดมาทำหน้าที่นี้แทน แต่พี่เอกก็อธิบายผมว่าเป็นเพราะตอนนั้นพวกรุ่นพี่ปีสามอยากให้แกได้ลองทำหน้าที่ของตัวเองจริง ๆ จะได้รู้ว่ามันเป็นยังไง ก็เลยลงมติให้พี่เอกตอนที่อยู่ปีสองไปเป็นเฮดว้ากให้
ซึ่งผลก็ออกมาตามคาด พี่เอกแกแสดงบทบาทสมจริงจนเพื่อนผมบางคนด่าแกลับหลังด้วยความไม่พอใจ พอเลิกลงลานและกลับมาสู่เหตุการณ์ปกติ ผมถึงได้ถามว่าแกรู้สึกยังไงบ้างที่โดนด่าแบบนั้น ตอนนั้นแกถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะพูดอย่างปลง ๆ ผมยังจำคำพูดในวันนั้นของแกได้ดี
‘จะทำยังไงได้วะในเมื่อมันเป็นหน้าที่ คนที่ด่าเขาก็เห็นแค่ในมุมของเขา แต่เขาไม่รู้หรอกว่ามันยังมีอีกสองมุมที่เขายังไม่เห็น มีมุมของคนอื่นที่มองมาและในมุมที่เป็นความจริง’
ซึ่งคำพูดเหล่านั้นของพี่แกมันปฏิเสธไม่ได้เลยว่า...มีเหตุผลและตรงตามหลักของการมองโลกอย่างแท้จริง
ใจกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ มีปลาวาฬขี้เหงาอยู่ตัวหนึ่ง มันเอาแต่ส่งเสียงร้องออกไปทุกทิศทางที่แหวกว่ายผ่านน้ำทะเลสีฟ้าสดใส แต่ไม่ว่าจะเปล่งเสียงออกไปดังแค่ไหนก็ไม่มีวาฬตัวไหนที่หันมาให้ความสนใจมันเลย มันเอาแต่ว่ายวนเวียนไปเรื่อย ๆ ทั่วทั้งมหาสมุทร เฝ้าส่งเสียงของตัวเองออกไปเพื่อหวังว่าจะมีวาฬสักตัวสามารถสื่อสารตอบสนองตัวเองได้บ้างมันพูดกับตัวเองว่า “เหงาจัง...” ในขณะที่สายตาก็เอาแต่สอดส่ายมองหาเพื่อนปลาวาฬของตัวเองจนนานวันเข้า... ปลาวาฬตัวนี้ก็ยังไม่สามารถส่งเสียงของตัวเองออกไปสื่อสารกับวาฬตัวไหนได้ ความเดียวดายตลอดหลายปีจึงหล่อหลอมขึ้นเกิดเป็นความเคยชินมันพูดกับตัวเองว่า “ไม่เป็นไร... อยู่คนเดียวก็ได้นี่นา”เพราะความโดดเดี่ยวก็ไม่ได้ทำให้มันเกิดภัยอันตรายแก่ชีวิตของตัวเอง เพียงแค่สร้างความเหงาให้กับตัวเองอย่างมหาศาลเท่านั้น มันยังคงแหวกว่ายไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ได้ส่งเสียงของตัวเองออกไปอีก เพราะคิดว่ายังไงก็ไม่มีใครสื่อสารกับมันได้อยู่แล้วจนกระทั่งวันหนึ่ง... มันรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตที่เอาแต่แหวกว่ายดูความสวยงามของท้องทะเล มันจึงตะโกนออกไปสุดเสียงว่า “มีใครได้ยินบ้างมั้ย”สิ่งที่
เขาปิดประตูห้องของตัวเองลง เอาถุงหนังสือที่ถือให้ฉันและของเขาไปวางไว้ตรงโซฟากลางห้องรับแขก จากนั้นก็เดินมาเอาแก้วตรงโซนห้องครัวเทน้ำโค้กพร้อมกับน้ำแข็งมาให้ฉันกิน ฉันเดินเอื่อยเฉื่อยไปนั่งลงบนโซฟา ยังคงใช้สายตาประเมินมูลค่าของห้องพักของเขาไปด้วย“…” แพง... ค่าเช่าแพงมากแน่“ก็พ่อแม่พี่ทำโรงงานผลิตเม็ดพลาสติก ก็พออยู่พอกินแหละ”“…” ฉันหันมาเบิกตาโตจ้องมองพี่ปลื้มเมื่อเขาเอ่ยขึ้นมา พออยู่พอกินบ้าบออะไร ถึงขนาดมีโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกของที่บ้าน แบบนี้ฉันไม่เรียกว่าพออยู่พอกินนะ ฉันเรียกว่ารวยเลยต่างหาก“เป็นอะไร จ้องพี่จนตาจะหลุดออกจากเบ้าแล้ว” พี่ปลื้มถามปนขำขันแต่ฉันไม่ขำนะ นอกจากจะหล่อ เรียนดี นิสัยโอเคพอใช้ได้ ยังจะรวยมากอีกเหรอ เขาใช้สิทธิพิเศษอะไรมาเกิดบนโลกใบนี้เนี่ย ดีไปหมดทุกอย่างเลยนะชีวิต“พี่ปลื้มรวยขนาดนี้ ทำไมไม่ขับรถยนต์ไปมหาวิทยาลัยเลยล่ะ”“ขี้เกียจขับไง ขับมอเตอร์ไซค์มันสะดวกกว่า อีกอย่างก็หาที่จอดง่ายด้วย รถยนต์วนหาที่จอดยาก”อ่า... นี่เป็นวิธีการคิดของคนรวยแบบเขาสินะ“แล้วเรามาที่นี่กันทำไมเหรอ” ฉันเอ่ยถามถึงเหตุผลที่เขาพามาที่นี่ทันที ดูแล้วก็ไม่เห็นจะมีกิจกรรมอะไรทำเ
เมื่อเข้ามาภายในร้าน พี่พนักงานคนเดิมที่แซวฉันในตอนที่มาซื้อหนังสือ ‘จีบยังไงให้ได้ผล’ ก็ยังทำงานอยู่ ฉันจึงดึงมือพี่ปลื้มให้เดินตามไปหยุดอยู่ตรงหน้าพี่พนักงานคนดังกล่าว พอพี่พนักงานเห็นฉันและพี่ปลื้ม เธอก็เผยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มออกมาแถมยังเอ่ยแซวฉันว่า “โห... จีบติดแล้วเหรอ คนนี้ใช่มั้ยเนี่ย หล่อมากเลยนา...”“…” ฉันพยักหน้ารัวเร็วตอนนั้นพี่พนักงานบอกว่าให้พาตัวพี่ปลื้มมาให้ดูบ้างถ้าหากว่าจีบติดแล้ว ตอนนี้ฉันก็เลยพาตัวพี่ปลื้มมาโชว์ให้พี่พนักงานดูว่าฉันมีความสามารถในการจีบผู้ชายด้วย ต้องขอบคุณหนังสือเล่มนั้นที่ทำให้ฉันมีลูกเล่นในการจีบพี่ปลื้มจนเขายินยอมพร้อมใจตกเป็นของฉันแบบนี้ แต่อันที่จริงจุดมุ่งหมายที่ฉันมาที่ร้านหนังสือไม่ใช่การพาตัวพี่ปลื้มมาโชว์ให้พี่พนักงานดูหรอก ฉันพาพี่ปลื้มมาเพราะตัวเองอยากมาซื้อหนังสืออ่านเล่นต่างหาก เพราะฉันเห็นในเพจสำนักพิมพ์มีหนังสือออกใหม่หนึ่งเล่ม ดังนั้นวันนี้เลยจะมาหาซื้อไปอ่านน่ะฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดรูปหนังสือที่แคปเอาไว้แสดงให้พี่พนักงานดู “วาฬมาหาเล่มนี้”“โห... พี่เพิ่งจัดลงเชลฟ์ไปเมื่อวานเลย มานี่...” พี่พนักงานกวักมือเรียกฉันให้เดิมต
“คบแล้วครับ” ประโยคนี้เป็นพี่ปลื้มที่เป็นฝ่ายเอ่ยตอบคำถามของป๊า ส่วนฉันได้แต่นั่งเงียบเพราะไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดี“ป๊าไม่ห้ามเรื่องคบกันหรอกนะ” ป๊าว่ายิ้ม ๆ ก่อนที่มือใหญ่จะหยิบเอาที่คีบเนื้อจากเตาปิ้งย่างไปคีบเนื้อในส่วนของตัวเองลงมาปิ้งบนเตาบ้าง “แต่ว่าป๊ามีลูกสาวคนเดียว ป๊าก็ห่วงนั่นแหละ”“ผมเข้าใจครับ ผมจะดูแลปลาวาฬเป็นอย่างดีครับคุณอา”“มาเรียกองเรียกอาอะไร เรียกป๊าสิ”ฉันกับพี่ปลื้มหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เอาเรื่องเหมือนกันนะป๊า เพิ่งคบกันได้แค่วันเดียวเอง ให้พี่ปลื้มเรียกว่าป๊าได้เลยเหรอ“วาฬปวดฉี่ ไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” เป็นคำอ้างน่ะ ฉันไม่ได้จะไปเข้าห้องน้ำเพราะปวดฉี่หรอก ก็แค่จะไปเดินเล่นเพื่อถ่วงเวลาให้สองหนุ่มเขาคุยกันเท่านั้นเอง สองหนุ่มที่ว่าก็ป๊ากับพี่ปลื้มนั่นแหละ ถึงป๊าจะห่างไกลคำว่าหนุ่มมาสักพักแล้วก็เถอะPleum Talks.หลังจากปลาวาฬขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ผมก็ได้อยู่ตามลำพังกับพ่อของเธอแล้ว พ่อของปลาวาฬดูใจดีมาก ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเจอกันท่านก็พาผมไปเลี้ยงข้าวแล้ว ปกติคนเป็นพ่อจะค่อนข้างหวงลูกสาวของตัวเองอยู่มากโข แต่กับพ่อของปลาวาฬท่านดูใจดีกับผมมากจริง ๆ ไม่ได้แสดงท่าทีหวง
Plawan Talks.เปลือกตาของตัวเองค่อย ๆ เปิดออกรับกับแสงสว่างของเช้าวันใหม่ แสงแดดรำไรลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาทักทายกัน ฉันค่อย ๆ ขยับตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยท่าทางง่วงงุน ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบห้อง ในขณะที่สมองยังไร้การประมวลผล‘พี่ปลื้มล่ะ?’ นั่นเป็นคำถามแรกที่เกิดขึ้นในความคิดฉันฉันกวาดสายตามองรอบห้องของตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะพบว่าภายในห้องตอนนี้ไม่มีร่างของพี่ปลื้มอยู่แล้ว หรือว่าเขาจะกลับไปแล้วนะ ฉันรีบก้าวลงจากเตียงเพื่อจะไปตรวจสอบในห้องน้ำว่าพี่ปลื้มอยู่ในนั้นหรือไม่ แต่ทว่าตอนที่มือกำลังจะแตะลงบนลูกบิด เสียงกดชักโครกก็ดังขึ้นจากทางด้านใน ฉันจึงหยุดการกระทำของตัวเองลง จากนั้นก็เดินเอื่อยเฉื่อยกลับมานั่งที่เตียงเหมือนเดิมก็นึกว่าหายไปไหน ที่แท้เขาเข้าห้องน้ำอยู่นี่เองฉันสูดลมหายใจเข้าปอดลึก พยายามปรับสภาพของร่างกายหลังตื่นนอนให้รู้สึกตัวเหมือนตอนปกติ ก่อนจะคว้าเอาโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมาเปิดดู แต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้วกับแจ้งเตือนทางไลน์ที่แจ้งว่ามีคนสร้างกลุ่มไลน์และดึงฉันเข้ากลุ่มเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สมาชิกในกลุ่มประกอบไปด้วยกี๋ ออม หนึ่ง และฉัน ใช้ชื่อกลุ่มไลน์ว่า ‘อยากรู้
Pleum Talks.ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานแค่ไหน แต่ตอนนี้ผมสัมผัสได้ว่าคนในอ้อมกอดนั้นนอนหลับปุ๋ยไปแล้ว เรายังไม่ทันได้อาบน้ำกันเลยด้วยซ้ำ เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของปลาวาฬทำให้ทุกสรรพสิ่งรอบกายคล้ายกับท้องมหาสมุทรเลย เหมือนผมกำลังแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางทะเลลึก โดยที่มีปลาวาฬตัวโตกำลังนอนหลับอยู่ผมอุทานคำว่าน่ารักไปล้านรอบแล้วมั้ง...ผมหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมา กดเปิดรูปที่เพิ่งจะกดชัตเตอร์ถ่ายเมื่อหลายนาทีก่อนขึ้นมาดู จากนั้นก็ส่งเข้าไลน์กลุ่มครอบครัวของตัวเอง ในนั้นมีพ่อมีแม่และพี่ชายของผมอยู่ ผมอยากจะอวดสักหน่อยว่าตอนนี้ตัวเองมีแฟนเป็นตัวเป็นตนกับเขาแล้วปลื้ม: ส่งรูปภาพพ่อ: โห...พ่อ: ร้ายนักนะไอ้เสือพ่อ: มีแฟนแล้วเหรอแม่: แฟนปลื้มเหรอลูกพี่ปั้น: พี่ยังไม่ทันมีเลย แกชิงมีก่อนแล้วเหรอวะไอ้น้องชายปลื้ม: พี่ช้าไงผมพิมพ์ตอบกลับไปเมื่อได้เห็นจำนวนข้อความที่ตอบกลับมาจากคนในครอบครัว นานมากแล้วที่ไม่ค่อยได้คุยกันในไลน์กลุ่มแบบนี้ เพราะทุกวันผมเอาแต่เรียนแล้วก็ทำกิจกรรม เลยไม่ค่อยมีเวลาว่างได้คุยกับครอบครัวเท่าไหร่ จะมีบ้างที่คุยกับพี่ปั้น แต่มันก็น้อยมาก วันนี้แหละเป็นฤกษ์ดีที่ผมจะ







