Se connecterPleum Talks.
“เมื่อกี้คุยกับใครวะปลื้ม” เมื่อกลับมาถึงโต๊ะ พี่เอกก็เอ่ยถาม พลางชะเง้อคอมองผู้หญิงแปลกประหลาดที่เดินออกไป
“ไม่มีไร” ผมบอกปัด ๆ ก่อนจะวางแก้วน้ำอัดลมให้พี่ ๆ ทั้งสองคน หางตาเหลือบไปมองเจ้าของร่างเล็กที่เดินดูดน้ำอัดลมออกไปด้วยสายตาเรียบเฉย
“แล้วสรุปมึงจะเป็นเฮดว้ากให้กูไหมเนี่ย กูรอคำตอบอยู่นะเว้ย” ผมทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวตรงข้ามกับพี่เอก เงยหน้าสบตากับรุ่นพี่ที่ตัวเองเคารพนับถือนิ่ง ๆ
“ถ้าผมเป็น...”
“ดีมากไอ้น้องรัก” ยังไม่ทันได้พูดเงื่อนไขเกี่ยวกับการยอมเป็นเฮดว้ากให้พี่เอกได้รับรู้ จู่ ๆ พี่แกก็ชิงตัดบทผมไปดื้อ ๆ ก่อนจะหยิบแก้วน้ำโค้กของตัวเองไปดูดอย่างสบายอารมณ์ เสียงผิวปากอย่างมีความสุขของพี่เอกทำให้ผมขมวดคิ้วแน่น
อะไรจะดีใจขนาดนั้น (-_- )
“เดี๋ยวกูไปสั่งข้าวให้ดีกว่า มึงเอาไรไอ้เอก” พี่นายที่นั่งเงียบมาสักพักแล้วพูดขึ้น พลางหันไปถามพี่เอกที่นั่งอยู่ข้างตัวเอง
“ข้าวกะเพราหมูสับก็ได้” พี่เอกว่า ก่อนจะหันมาถามผม “มึงเอาไร เดี๋ยวกูเลี้ยงเอง” ใจป๋าซะด้วย
“ข้าวผัดปู” ผมตอบเสียงเรียบ
ความจริงผมกินได้หมดนั่นแหละ แต่ทุกครั้งที่ไปกินข้าวไม่ว่าจะร้านไหน ผมมักจะสั่งข้าวผัดปูจนเพื่อนในกลุ่มมันพูดกันหลังจากผมสั่งเสร็จว่า ‘อีกแล้ว’ ประจำ ก็มันนึกไม่ออกว่าจะกินอะไรดี กินแบบนี้ทุกวันมันง่ายดีไง ไม่ต้องคิดให้ปวดหัวด้วย
อย่างเสื้อที่ผมใส่ก็เป็นสีดำทั้งหมด ไม่ว่าจะเสื้อยืดหรือเสื้อต่าง ๆ กางเกงก็กางเกงยีนส์ทุกวัน ผมไม่รู้ว่าพวกผู้หญิงทำไมถึงได้แต่งตัวกันอย่างบ้าคลั่งขนาดนั้น ไม่ปวดสมองหรือไงตอนที่คิดว่าวันนี้จะใส่อะไรดี ชุดนี้จะเข้ากับชุดนั้นไหม แต่งแบบนี้แล้วดูดีไหม ผมว่ามันเป็นเรื่องน่าปวดหัวสำหรับผม ผมก็เลยตัดปัญหาปวดหัวเหล่านั้นทิ้งโดยการใส่เสื้อผ้าแบบเดียวกันทุกวัน จนเพื่อน ๆ มันมักจะทักผมว่า ‘มึงได้ซักเสื้อมั่งเปล่า’ ตลอด
“เดี๋ยวกูมา รอแป๊บ” พี่นายทำหน้าที่เดินไปสั่งข้าวให้
ส่วนผมกับพี่เอกเราก็เริ่มคุยกันเกี่ยวกับการเป็นพี่ว้ากว่ามีบททดสอบอะไรบ้าง...
หลายวันต่อมา
หลังจากผมตกลงเป็นพี่ว้ากให้พี่เอก พี่แกก็ดึงผมเข้าแชตกลุ่มที่มีจำนวนเด็กปีสามเกือบห้าสิบคนอยู่ในนั้น และยังไม่นับพวกพี่ปีสี่ที่อยู่ในกลุ่มด้วย แชตกลุ่มนี้เอาไว้แจงเกี่ยวกับการเข้าทดสอบการเป็นพี่ว้ากว่ามีขั้นตอนอะไรบ้างที่เราต้องเรียนรู้
ส่วนมากคนที่มหาวิทยาลัยของผมเขาจะไม่ค่อยเรียกพวกพี่ว้ากว่าพี่ว้ากกัน เขาจะเรียกกันว่า ‘พี่ระเบียบหรือพี่วินัย’ มากกว่า เพราะคนพวกนี้ถูกฝึกมาเพื่อสั่งสอนน้อง ๆ ให้อยู่ในระเบียบวินัยและเชื่อฟังรุ่นพี่
ซึ่งตอนนี้ผมก็ถูกพี่เอกนัดมาที่สนามกีฬาของมหาวิทยาลัยพร้อมกับเพื่อนที่สมัครเข้ามาเป็นพี่ระเบียบอีกจำนวนเกือบห้าสิบคน ที่มีจำนวนมากขนาดนี้เป็นเพราะว่าที่มหาวิทยาลัยของผมเป็นการรับน้องรวม ซึ่งจะรวมเอาคณะวิศวกรรมศาสตร์ของแต่ละสาขามาไว้ด้วยกัน เห็นว่าจำนวนน้อง ๆ ที่สมัครเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ปีนี้นั้นมีมากกว่าหนึ่งพันคน ดังนั้นจึงต้องรับสมัครพี่ระเบียบเป็นจำนวนมาก และนั่นยังไม่รวมฝ่ายสันทนาการและฝ่ายพยาบาลอีกเป็นโขยง
“พวกมึงรู้ไหมว่าที่กูนัดพวกมึงมาในวันนี้เพราะอะไร!” ทันทีที่พวกผมจัดระเบียบแถวเรียบร้อย พี่เอกก็เดินออกมายืนด้านหน้า และตะโกนพูดด้วยเสียงอันทรงพลังสมกับการเป็นเฮดว้าก
“…” ทุกคนเงียบกริบ พลางหันมองหน้ากันอย่างเลิ่กลั่ก
“พวกมึงต้องฝึกการเป็นพี่ว้าก!” พี่เอกตะโกนเสียงกร้าว คิ้วเข้มเป็นเอกลักษณ์ขมวดเข้าหากัน ดูแล้วผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพี่แกถึงได้รับเลือกเป็นเฮดว้าก “พี่ว้ากไม่ได้มีขึ้นมาเพื่อฝึกระเบียบวินัยให้น้องเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องฝึกด้านความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจของพวกมึงให้พร้อมด้วย ในเมื่อพวกมึงยังมีระเบียบและพลังกายพลังใจยังไม่เข้มแข็งพอ พวกมึงจะไปฝึกน้องได้ยังไง! วันนี้กูพาพวกมึงมาที่นี่เพื่อทดสอบพลังกายและพลังใจของพวกมึง สำหรับการเป็นพี่ว้าก...เราเป็นผู้นำ เราทุกคนในที่นี้ต้องฝึกหน้าที่การเป็นผู้นำ เข้าใจมั้ย!”
“…” ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีแม้แต่เสียงขานรับของใครที่ดังออกไป จนกระทั่งพี่เอกตะโกนขึ้นอีกรอบด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิม
“กูถามว่าเข้าใจมั้ย! พวกมึงมีหูไว้ประดับหัวอย่างเดียวเหรอวะ!”
“เข้าใจครับพี่!!!” เพียงเท่านั้น เสียงของปีสามจำนวนหลายคนก็ตะโกนขานตอบอย่างพร้อมเพรียงกัน
“สำหรับการเป็นพี่ระเบียบ เรามีกฎอยู่ห้าข้อ ข้อแรก...”
“…” สายตาของทุกคนจับจ้องไปยังร่างของพี่เอกแน่นิ่งและมุ่งมั่น ราวกับว่าคำพูดของพี่แกสามารถปลุกระดมความฮึกเหิมให้กับคนพวกนี้ได้
“พวกมึงต้องมีความแข็งแรงทั้งด้านร่างกายและจิตใจ!”
“…”
“ข้อสอง! พวกมึงต้องมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่!”
“…”
“ข้อสาม! พวกมึงต้องมีจิตอาสา! มีน้ำใจต่อเพื่อน ๆ!”
“…”
“ข้อสี่! พวกมึงห้ามแตะตัวน้อง ไม่ว่าจะกรณีไหนก็ช่าง! ไม่ว่าน้องจะเป็นลม หรือน้องจะยั่วโมโหมึงแค่ไหน พวกมึงต้องอดทน ห้ามตอบโต้ ทำหน้าที่ของพวกมึงต่อไป ไม่ต้องสนใจ!”
“…”
“ข้อห้า! สำคัญที่สุด! SOTUS!”
“…”
ใจกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ มีปลาวาฬขี้เหงาอยู่ตัวหนึ่ง มันเอาแต่ส่งเสียงร้องออกไปทุกทิศทางที่แหวกว่ายผ่านน้ำทะเลสีฟ้าสดใส แต่ไม่ว่าจะเปล่งเสียงออกไปดังแค่ไหนก็ไม่มีวาฬตัวไหนที่หันมาให้ความสนใจมันเลย มันเอาแต่ว่ายวนเวียนไปเรื่อย ๆ ทั่วทั้งมหาสมุทร เฝ้าส่งเสียงของตัวเองออกไปเพื่อหวังว่าจะมีวาฬสักตัวสามารถสื่อสารตอบสนองตัวเองได้บ้างมันพูดกับตัวเองว่า “เหงาจัง...” ในขณะที่สายตาก็เอาแต่สอดส่ายมองหาเพื่อนปลาวาฬของตัวเองจนนานวันเข้า... ปลาวาฬตัวนี้ก็ยังไม่สามารถส่งเสียงของตัวเองออกไปสื่อสารกับวาฬตัวไหนได้ ความเดียวดายตลอดหลายปีจึงหล่อหลอมขึ้นเกิดเป็นความเคยชินมันพูดกับตัวเองว่า “ไม่เป็นไร... อยู่คนเดียวก็ได้นี่นา”เพราะความโดดเดี่ยวก็ไม่ได้ทำให้มันเกิดภัยอันตรายแก่ชีวิตของตัวเอง เพียงแค่สร้างความเหงาให้กับตัวเองอย่างมหาศาลเท่านั้น มันยังคงแหวกว่ายไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ได้ส่งเสียงของตัวเองออกไปอีก เพราะคิดว่ายังไงก็ไม่มีใครสื่อสารกับมันได้อยู่แล้วจนกระทั่งวันหนึ่ง... มันรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตที่เอาแต่แหวกว่ายดูความสวยงามของท้องทะเล มันจึงตะโกนออกไปสุดเสียงว่า “มีใครได้ยินบ้างมั้ย”สิ่งที่
เขาปิดประตูห้องของตัวเองลง เอาถุงหนังสือที่ถือให้ฉันและของเขาไปวางไว้ตรงโซฟากลางห้องรับแขก จากนั้นก็เดินมาเอาแก้วตรงโซนห้องครัวเทน้ำโค้กพร้อมกับน้ำแข็งมาให้ฉันกิน ฉันเดินเอื่อยเฉื่อยไปนั่งลงบนโซฟา ยังคงใช้สายตาประเมินมูลค่าของห้องพักของเขาไปด้วย“…” แพง... ค่าเช่าแพงมากแน่“ก็พ่อแม่พี่ทำโรงงานผลิตเม็ดพลาสติก ก็พออยู่พอกินแหละ”“…” ฉันหันมาเบิกตาโตจ้องมองพี่ปลื้มเมื่อเขาเอ่ยขึ้นมา พออยู่พอกินบ้าบออะไร ถึงขนาดมีโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกของที่บ้าน แบบนี้ฉันไม่เรียกว่าพออยู่พอกินนะ ฉันเรียกว่ารวยเลยต่างหาก“เป็นอะไร จ้องพี่จนตาจะหลุดออกจากเบ้าแล้ว” พี่ปลื้มถามปนขำขันแต่ฉันไม่ขำนะ นอกจากจะหล่อ เรียนดี นิสัยโอเคพอใช้ได้ ยังจะรวยมากอีกเหรอ เขาใช้สิทธิพิเศษอะไรมาเกิดบนโลกใบนี้เนี่ย ดีไปหมดทุกอย่างเลยนะชีวิต“พี่ปลื้มรวยขนาดนี้ ทำไมไม่ขับรถยนต์ไปมหาวิทยาลัยเลยล่ะ”“ขี้เกียจขับไง ขับมอเตอร์ไซค์มันสะดวกกว่า อีกอย่างก็หาที่จอดง่ายด้วย รถยนต์วนหาที่จอดยาก”อ่า... นี่เป็นวิธีการคิดของคนรวยแบบเขาสินะ“แล้วเรามาที่นี่กันทำไมเหรอ” ฉันเอ่ยถามถึงเหตุผลที่เขาพามาที่นี่ทันที ดูแล้วก็ไม่เห็นจะมีกิจกรรมอะไรทำเ
เมื่อเข้ามาภายในร้าน พี่พนักงานคนเดิมที่แซวฉันในตอนที่มาซื้อหนังสือ ‘จีบยังไงให้ได้ผล’ ก็ยังทำงานอยู่ ฉันจึงดึงมือพี่ปลื้มให้เดินตามไปหยุดอยู่ตรงหน้าพี่พนักงานคนดังกล่าว พอพี่พนักงานเห็นฉันและพี่ปลื้ม เธอก็เผยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มออกมาแถมยังเอ่ยแซวฉันว่า “โห... จีบติดแล้วเหรอ คนนี้ใช่มั้ยเนี่ย หล่อมากเลยนา...”“…” ฉันพยักหน้ารัวเร็วตอนนั้นพี่พนักงานบอกว่าให้พาตัวพี่ปลื้มมาให้ดูบ้างถ้าหากว่าจีบติดแล้ว ตอนนี้ฉันก็เลยพาตัวพี่ปลื้มมาโชว์ให้พี่พนักงานดูว่าฉันมีความสามารถในการจีบผู้ชายด้วย ต้องขอบคุณหนังสือเล่มนั้นที่ทำให้ฉันมีลูกเล่นในการจีบพี่ปลื้มจนเขายินยอมพร้อมใจตกเป็นของฉันแบบนี้ แต่อันที่จริงจุดมุ่งหมายที่ฉันมาที่ร้านหนังสือไม่ใช่การพาตัวพี่ปลื้มมาโชว์ให้พี่พนักงานดูหรอก ฉันพาพี่ปลื้มมาเพราะตัวเองอยากมาซื้อหนังสืออ่านเล่นต่างหาก เพราะฉันเห็นในเพจสำนักพิมพ์มีหนังสือออกใหม่หนึ่งเล่ม ดังนั้นวันนี้เลยจะมาหาซื้อไปอ่านน่ะฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดรูปหนังสือที่แคปเอาไว้แสดงให้พี่พนักงานดู “วาฬมาหาเล่มนี้”“โห... พี่เพิ่งจัดลงเชลฟ์ไปเมื่อวานเลย มานี่...” พี่พนักงานกวักมือเรียกฉันให้เดิมต
“คบแล้วครับ” ประโยคนี้เป็นพี่ปลื้มที่เป็นฝ่ายเอ่ยตอบคำถามของป๊า ส่วนฉันได้แต่นั่งเงียบเพราะไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดี“ป๊าไม่ห้ามเรื่องคบกันหรอกนะ” ป๊าว่ายิ้ม ๆ ก่อนที่มือใหญ่จะหยิบเอาที่คีบเนื้อจากเตาปิ้งย่างไปคีบเนื้อในส่วนของตัวเองลงมาปิ้งบนเตาบ้าง “แต่ว่าป๊ามีลูกสาวคนเดียว ป๊าก็ห่วงนั่นแหละ”“ผมเข้าใจครับ ผมจะดูแลปลาวาฬเป็นอย่างดีครับคุณอา”“มาเรียกองเรียกอาอะไร เรียกป๊าสิ”ฉันกับพี่ปลื้มหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เอาเรื่องเหมือนกันนะป๊า เพิ่งคบกันได้แค่วันเดียวเอง ให้พี่ปลื้มเรียกว่าป๊าได้เลยเหรอ“วาฬปวดฉี่ ไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” เป็นคำอ้างน่ะ ฉันไม่ได้จะไปเข้าห้องน้ำเพราะปวดฉี่หรอก ก็แค่จะไปเดินเล่นเพื่อถ่วงเวลาให้สองหนุ่มเขาคุยกันเท่านั้นเอง สองหนุ่มที่ว่าก็ป๊ากับพี่ปลื้มนั่นแหละ ถึงป๊าจะห่างไกลคำว่าหนุ่มมาสักพักแล้วก็เถอะPleum Talks.หลังจากปลาวาฬขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ผมก็ได้อยู่ตามลำพังกับพ่อของเธอแล้ว พ่อของปลาวาฬดูใจดีมาก ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเจอกันท่านก็พาผมไปเลี้ยงข้าวแล้ว ปกติคนเป็นพ่อจะค่อนข้างหวงลูกสาวของตัวเองอยู่มากโข แต่กับพ่อของปลาวาฬท่านดูใจดีกับผมมากจริง ๆ ไม่ได้แสดงท่าทีหวง
Plawan Talks.เปลือกตาของตัวเองค่อย ๆ เปิดออกรับกับแสงสว่างของเช้าวันใหม่ แสงแดดรำไรลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาทักทายกัน ฉันค่อย ๆ ขยับตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยท่าทางง่วงงุน ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบห้อง ในขณะที่สมองยังไร้การประมวลผล‘พี่ปลื้มล่ะ?’ นั่นเป็นคำถามแรกที่เกิดขึ้นในความคิดฉันฉันกวาดสายตามองรอบห้องของตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะพบว่าภายในห้องตอนนี้ไม่มีร่างของพี่ปลื้มอยู่แล้ว หรือว่าเขาจะกลับไปแล้วนะ ฉันรีบก้าวลงจากเตียงเพื่อจะไปตรวจสอบในห้องน้ำว่าพี่ปลื้มอยู่ในนั้นหรือไม่ แต่ทว่าตอนที่มือกำลังจะแตะลงบนลูกบิด เสียงกดชักโครกก็ดังขึ้นจากทางด้านใน ฉันจึงหยุดการกระทำของตัวเองลง จากนั้นก็เดินเอื่อยเฉื่อยกลับมานั่งที่เตียงเหมือนเดิมก็นึกว่าหายไปไหน ที่แท้เขาเข้าห้องน้ำอยู่นี่เองฉันสูดลมหายใจเข้าปอดลึก พยายามปรับสภาพของร่างกายหลังตื่นนอนให้รู้สึกตัวเหมือนตอนปกติ ก่อนจะคว้าเอาโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมาเปิดดู แต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้วกับแจ้งเตือนทางไลน์ที่แจ้งว่ามีคนสร้างกลุ่มไลน์และดึงฉันเข้ากลุ่มเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สมาชิกในกลุ่มประกอบไปด้วยกี๋ ออม หนึ่ง และฉัน ใช้ชื่อกลุ่มไลน์ว่า ‘อยากรู้
Pleum Talks.ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานแค่ไหน แต่ตอนนี้ผมสัมผัสได้ว่าคนในอ้อมกอดนั้นนอนหลับปุ๋ยไปแล้ว เรายังไม่ทันได้อาบน้ำกันเลยด้วยซ้ำ เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของปลาวาฬทำให้ทุกสรรพสิ่งรอบกายคล้ายกับท้องมหาสมุทรเลย เหมือนผมกำลังแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางทะเลลึก โดยที่มีปลาวาฬตัวโตกำลังนอนหลับอยู่ผมอุทานคำว่าน่ารักไปล้านรอบแล้วมั้ง...ผมหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมา กดเปิดรูปที่เพิ่งจะกดชัตเตอร์ถ่ายเมื่อหลายนาทีก่อนขึ้นมาดู จากนั้นก็ส่งเข้าไลน์กลุ่มครอบครัวของตัวเอง ในนั้นมีพ่อมีแม่และพี่ชายของผมอยู่ ผมอยากจะอวดสักหน่อยว่าตอนนี้ตัวเองมีแฟนเป็นตัวเป็นตนกับเขาแล้วปลื้ม: ส่งรูปภาพพ่อ: โห...พ่อ: ร้ายนักนะไอ้เสือพ่อ: มีแฟนแล้วเหรอแม่: แฟนปลื้มเหรอลูกพี่ปั้น: พี่ยังไม่ทันมีเลย แกชิงมีก่อนแล้วเหรอวะไอ้น้องชายปลื้ม: พี่ช้าไงผมพิมพ์ตอบกลับไปเมื่อได้เห็นจำนวนข้อความที่ตอบกลับมาจากคนในครอบครัว นานมากแล้วที่ไม่ค่อยได้คุยกันในไลน์กลุ่มแบบนี้ เพราะทุกวันผมเอาแต่เรียนแล้วก็ทำกิจกรรม เลยไม่ค่อยมีเวลาว่างได้คุยกับครอบครัวเท่าไหร่ จะมีบ้างที่คุยกับพี่ปั้น แต่มันก็น้อยมาก วันนี้แหละเป็นฤกษ์ดีที่ผมจะ







