بيت / วัยรุ่น / 52 Hz อวาฬกาศ / โลกของปลื้ม

مشاركة

โลกของปลื้ม

last update تاريخ النشر: 2026-07-11 11:20:17

               Pleum Talks.

            วาฬตัวหนึ่งสื่อสารกับวาฬตัวอื่นด้วยความถี่ห้าสิบสองเฮิรตซ์ เพราะความถี่ที่สูงกว่าปกติเลยทำให้วาฬตัวอื่นไม่ได้ยิน มันเลยกลายเป็นวาฬที่โดดเดี่ยวที่สุดบนท้องทะเล ไม่มีเพื่อน ไม่มีคนรัก ไม่มีอะไรเลย...

            อืม... แปลก

               ผมกวาดสายตาอ่านบทความที่คนแชร์ต่อ ๆ กันมาในเฟซบุ๊ก ก่อนจะครุ่นคิดอย่างหนักเกี่ยวกับวาฬตัวดังกล่าวที่ใช้ความถี่ห้าสิบสองเฮิรตซ์ในการสื่อสารกับวาฬตัวอื่น ๆ ไม่น่าเชื่อว่ามันจะมีเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นมาจริง ๆ และผมไม่นึกด้วยว่าวาฬตัวนี้จะไม่มีเพื่อน ไม่มีคนรัก เป็นเรื่องราวที่เวอร์วังเกินจินตนาการ แต่ทว่ามันกลับเป็นเรื่องจริงที่อิงได้จากวิทยาศาสตร์

               “อ่านอะไรวะไอ้ปลื้ม” เสียงทุ้มจากทางด้านหลัง ทำให้ผมละสายตาจากจอโทรศัพท์ ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับรุ่นพี่ในสาขาของตัวเอง

               “เรื่อยเปื่อย” ผมตอบเสียงเรียบ หลุบตาลงมองรูปวาฬบาลีนสีน้ำเงินแล้วกดปุ่มโฮมออกจากหน้าเฟซบุ๊ก

               “ตกลงมึงจะเป็นเฮดว้ากให้กูไหม อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันรับน้องแล้ว กูจะได้ส่งรายชื่อให้สาขา”

               “…”

               ผมชื่อ ‘ปลื้ม’ เป็นนักศึกษาสาขาวิชาโยธาที่จบชั้นปีที่สองกำลังจะขึ้นปีสาม ตอนนี้ผมอยู่ที่หอของ ‘พี่เอก’ เฮดว้ากของสาขาผมเอง ผมสนิทกับพี่เอกเพราะเป็นพี่ที่โรงเรียนเก่า และพี่ชายของผมเป็นไอดอลของพี่เอก พี่เอกแกนับถือพี่ชายผมที่เรียนจบได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งและกลับไปสานต่อโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกของที่บ้าน พี่แกบอกว่าอยากเก่งแบบพี่ชายผม

               ที่บ้านของผมทำโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกส่งให้โรงงานผลิตชิ้นส่วนพลาสติกต่าง ๆ เป็นธุรกิจที่สืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าของผมแล้ว แต่ที่ผมไม่ได้เรียนสายที่เกี่ยวข้องกับโรงงานของที่บ้าน เป็นเพราะผมไม่อยากเข้าไปบริหารโรงงานเหมือนพี่ชาย ผมอยากทำตามความฝันของตัวเองในการเป็นวิศวกรโยธา

               “ว่าไง เงียบเป็นป่าช้าเชียวนะมึง”

               “…”

               ผมไม่อยากเป็นเฮดว้าก ด้วยอะไรหลาย ๆ อย่างที่ไม่ถูกชะตา ผมไม่เข้าใจว่าว้ากมีขึ้นมาทำไม มีเพื่ออะไร สั่งให้น้อง ๆ ทำกิจกรรมบ้าบอไร้สาระ ซึ่งมันหาประโยชน์จากกิจกรรมนี้ไม่ได้เลย

               ที่มหาวิทยาลัยของผมเริ่มรับน้องกันตอนปีหนึ่ง ปีหนึ่งทุกคนจะใส่เสื้อดำแขนยาว และกิจกรรมรับน้องดังกล่าวเรียกว่า ‘ลงลาน’ เป็นกิจกรรมที่พี่สันทนาการและพี่ว้ากจะเรียกน้องรวมเพื่อทำกิจกรรมรับน้องกันที่ลานกิจกรรมของมหาวิทยาลัย แรก ๆ เราก็จะร้องรำทำเพลงกันตามปกติ แต่สักพักพี่สันทนาการก็จะให้เราหลับตา และพวกบรรดาพี่ว้ากก็วิ่งเข้ามาตะโกนด่าใส่เราด้วยถ้อยคำหยาบคาย

               ตอนนั้นผมงงกับเหตุการณ์มาก อยู่ดี ๆ ก็มีพวกพี่ว้ากเดินเข้ามาตะโกนด่าทั้ง ๆ ที่ผมและเพื่อนไม่ได้ทำอะไรผิดเลย และพอเงยหน้าขึ้นมอง ผมถึงได้รู้ว่าเฮดว้ากที่ตะโกนด่าผมอยู่นั้นคือพี่เอก พี่โรงเรียนที่ผมรู้จัก

               “ไม่อยากเป็นว่ะพี่” ผมส่ายหน้าช้า ๆ เมื่อคิดทบทวนดีแล้ว

               “มึงแน่ใจนะไอ้ปลื้ม” พี่เอกถามย้ำอีกครั้ง จงใจกดเสียงต่ำให้ผมได้คิดทบทวนดูอีกรอบ

               ในเมื่อผมไม่ชอบการว้าก แล้วทำไมผมต้องไปเป็นพี่ว้ากด้วยล่ะ มันไม่มีความสมเหตุสมผลเลยสักนิด

               “ไม่ชอบ” ผมตอบสั้น ๆ

               “กิจกรรมบางกิจกรรมมันก็ไม่ต้องอาศัยความชอบหรอกนะมึง กูก็ไม่ได้อยากมาเป็นเฮดว้าก กูไม่ชอบด้วยซ้ำกับการตะโกนด่าน้องทั้ง ๆ ที่น้องมันไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เพราะมันเป็นหน้าที่ไง หน้าที่ที่กูต้องแบกรับแทนเพื่อนในสาขา เพราะทั้งสาขาแม่งหาว้ากไม่ได้”

               “…” ผมเงียบอีกครั้ง

               เกิดเดดแอร์ขึ้นในระยะเวลาอันสั้น ผมจ้องหน้าพี่เอกด้วยความคิดหลากหลายที่ผสมปนเปกันอยู่ในหัว ผมเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่ผมไม่ได้โลกส่วนตัวสูง ก็แค่พูดน้อยเท่านั้น แต่การที่ผมต้องไปแหกปากตะโกนว่าน้องให้แสบคอ ผมว่าผมไม่น่าจะทำได้

               “เอาเป็นว่ากูขอร้องมึงก็แล้วกัน ถือซะว่าช่วยกู”

               “แต่ผม...”

               “อย่างน้อยมึงก็จะได้เรียนรู้ว่าการที่กูอยู่ในจุดนี้มันลำบากใจแค่ไหน จุดที่ต้องสอนวินัยและความรับผิดชอบให้น้อง จุดที่กูต้องโดนน้องหลาย ๆ คนด่าลับหลังด้วยถ้อยคำหยาบคาย จุดที่กูต้องไปตะโกนด่าน้องให้น้องเสียความรู้สึก จุดที่ต้องแบกรับภาระทุกอย่าง”

               “…”

               “นะปลื้ม... มึงเป็นน้องคนเดียวที่กูไว้ใจ” พี่เอกยื่นมือมาบีบไหล่ผมหนัก ๆ

               ปึง!

               “มาแล้วโว้ย มา ๆ ๆ แดก ๆ” เสียงเปิดประตูดังขึ้นมา ตามด้วยการปรากฏตัวของ ‘พี่นาย’ เพื่อนสนิทของพี่เอกที่เดินถือถุงเบียร์เข้ามาในห้องด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสท้าทายแสงแดดประเทศไทยที่กำลังแผดแสงเจิดจ้า

               “มึงยังไม่ต้องคิดอะไร กูมีเวลาให้มึงนอนคิดทั้งคืน แดกเบียร์กัน” พี่เอกตบมือลงบนบ่าผมสองที ก่อนจะเดินไปนั่งที่โซฟากลางห้อง

               “มาดิมึง ยืนบื้อทำอะไร เร็ว ๆ” พี่นายเร่ง ในขณะที่เขาก็ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาตัวตรงข้ามกับพี่เอกไปแล้วเรียบร้อย

               ผมถอนหายใจออกมายืดยาว ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปร่วมวงดื่มเบียร์กับพวกพี่ ๆ ด้วย อย่างน้อยก็ให้ผ่านคืนนี้ไปก่อน แล้ววันพรุ่งนี้ผมค่อยให้คำตอบที่ชัดเจนกับพี่เอกอีกทีก็แล้วกัน

               01 : 02 น.

               ผมเดินออกมาจากห้องของพี่เอกด้วยอาการมึนหัวนิดหน่อย แต่ก็ยังสามารถเดินไปตามทางเดินได้ ถึงแม้จะทุลักทุเลเอาการอยู่ก็ตาม ตอนนี้ผมรู้สึกอยากสูดอากาศให้สมองโล่งสักหน่อย เพราะเริ่มรู้สึกปวดหัวกับการขอร้องของพี่เอกขึ้นมา ผมไม่รู้ว่าควรจะทำตามใจตัวเอง หรือควรช่วยเหลือพี่เอกดี

               ถ้าทำตามใจตัวเอง ผมจะได้ความสบายใจ แต่ก็เหมือนเป็นคนเห็นแก่ตัว

               แต่ถ้าทำตามคำขอร้องของพี่เอก ผมก็จะเป็นกังวล แต่ผมก็จะกลายเป็นน้องที่ไม่ทอดทิ้งและไม่ไร้น้ำใจกับพี่

               “การที่เราทำอะไรที่ไม่ชอบ ให้คิดซะว่าการฝืนใจตัวเองนั้นเป็นการฝึกจิตใจให้พร้อมรับกับปัญหา รู้จักอดทนและเผชิญหน้ากับอุปสรรคในชีวิต จะทำให้เราเติบใหญ่และได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ บนโลกได้อย่างถ่องแท้มากขึ้น”

               น้ำเสียงใสกังวานของใครบางคนแว่วเข้ามาในหู เมื่อเท้าของผมแตะพื้นดาดฟ้าของหอพี่เอกเป็นที่เรียบร้อย ถึงแม้สายตาตัวเองจะพร่ามัวจนมองไม่ชัดว่าต้นตอของเสียงนั้นอยู่ตรงไหน แต่ก็พอจะเดินตามเสียงที่แว่วมาอย่างต่อเนื่องไปได้

               “การที่เราท้าทายตัวเองในการทำสิ่งที่ไม่ชอบ ถือว่าเราได้ทดสอบความสามารถของชีวิตเราว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง อย่างน้อยมันก็เป็นการพิสูจน์ตัวตนของเรา”

               ทันทีที่เดินมาถึงต้นตอของเสียงนั้น ผมก็ชะงักไปเมื่อสายตาตัวเองปะทะเข้ากับร่างเล็กของใครบางคนที่ยืนอยู่ตรงมุมหนึ่งของดาดฟ้า แสงจากหน้าจอโทรศัพท์ในมือส่องหน้าของผู้หญิงคนนั้นจนใบหน้าจิ้มลิ้มคุ้นเคยเหมือนผมเคยเจอเธอที่ไหนมาก่อนปรากฏขึ้น

               ในขณะนั้นเธอก็ยังคงพูดเกี่ยวกับการทำอะไรที่ตัวเองไม่ชอบไปเรื่อย ๆ ผมยืนกอดอกมองเธอพูดนิ่ง ๆ น้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยน่าฟังของเธอทำให้ผมยกยิ้มที่มุมปากอย่างไม่รู้ตัว

               ทุกคำพูดของเธอล้วนส่งผลต่อการตัดสินใจในการเป็นเฮดว้ากของผมทั้งสิ้น ทุกอย่างที่เธอพูดมามันมีเหตุผลบางอย่างมารองรับตลอด และมันทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นราวกับว่าคำพูดของเธอเป็นยาวิเศษชั้นดีที่ช่วยเยียวยาอาการปวดหัวของผมให้หายไปเป็นปลิดทิ้ง

               ผมเดินเข้าไปหาเธอ และเหมือนเธอจะสังเกตเห็นแล้วว่าเธอไม่ได้อยู่ตรงนี้คนเดียว ดวงตากลมโตสุกสกาวราวกับดวงดาวที่เปล่งแสงอยู่บนท้องฟ้าจ้องมองผมด้วยความตกตะลึง เธอขยับถอยห่างผมหนึ่งก้าว และผมก็ก้าวเข้าไปหาเธออีกหนึ่งก้าวเช่นเดียวกัน

               “…” ความเงียบค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาปกคลุมระหว่างเราสองคน

               ผมมองใบหน้าจิ้มลิ้มของเธอด้วยตาปรือของตัวเอง ระหว่างนั้นก็ก้าวเท้าเข้าไปประชิดร่างเล็กนั้นด้วย อ้อมแขนของผมตวัดเอวบางเข้ามาในอ้อมกอด ก่อนจะค่อย ๆ โน้มใบหน้าของตัวเองลงไปประทับริมฝีปากลงบนแก้มนุ่มนิ่มนั้นอย่างแผ่วเบา

               “ขอบคุณนะ” ผมกระซิบชิดใบหูบาง

               ขอบคุณคำพูดของเธอที่ทำให้ผมกล้าตัดสินใจ... 

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • 52 Hz อวาฬกาศ   นิทานอวาฬกาศ

    ใจกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ มีปลาวาฬขี้เหงาอยู่ตัวหนึ่ง มันเอาแต่ส่งเสียงร้องออกไปทุกทิศทางที่แหวกว่ายผ่านน้ำทะเลสีฟ้าสดใส แต่ไม่ว่าจะเปล่งเสียงออกไปดังแค่ไหนก็ไม่มีวาฬตัวไหนที่หันมาให้ความสนใจมันเลย มันเอาแต่ว่ายวนเวียนไปเรื่อย ๆ ทั่วทั้งมหาสมุทร เฝ้าส่งเสียงของตัวเองออกไปเพื่อหวังว่าจะมีวาฬสักตัวสามารถสื่อสารตอบสนองตัวเองได้บ้างมันพูดกับตัวเองว่า “เหงาจัง...” ในขณะที่สายตาก็เอาแต่สอดส่ายมองหาเพื่อนปลาวาฬของตัวเองจนนานวันเข้า... ปลาวาฬตัวนี้ก็ยังไม่สามารถส่งเสียงของตัวเองออกไปสื่อสารกับวาฬตัวไหนได้ ความเดียวดายตลอดหลายปีจึงหล่อหลอมขึ้นเกิดเป็นความเคยชินมันพูดกับตัวเองว่า “ไม่เป็นไร... อยู่คนเดียวก็ได้นี่นา”เพราะความโดดเดี่ยวก็ไม่ได้ทำให้มันเกิดภัยอันตรายแก่ชีวิตของตัวเอง เพียงแค่สร้างความเหงาให้กับตัวเองอย่างมหาศาลเท่านั้น มันยังคงแหวกว่ายไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ได้ส่งเสียงของตัวเองออกไปอีก เพราะคิดว่ายังไงก็ไม่มีใครสื่อสารกับมันได้อยู่แล้วจนกระทั่งวันหนึ่ง... มันรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตที่เอาแต่แหวกว่ายดูความสวยงามของท้องทะเล มันจึงตะโกนออกไปสุดเสียงว่า “มีใครได้ยินบ้างมั้ย”สิ่งที่

  • 52 Hz อวาฬกาศ   จุดเริ่มต้นบนจุดสิ้นสุด /4

    เขาปิดประตูห้องของตัวเองลง เอาถุงหนังสือที่ถือให้ฉันและของเขาไปวางไว้ตรงโซฟากลางห้องรับแขก จากนั้นก็เดินมาเอาแก้วตรงโซนห้องครัวเทน้ำโค้กพร้อมกับน้ำแข็งมาให้ฉันกิน ฉันเดินเอื่อยเฉื่อยไปนั่งลงบนโซฟา ยังคงใช้สายตาประเมินมูลค่าของห้องพักของเขาไปด้วย“…” แพง... ค่าเช่าแพงมากแน่“ก็พ่อแม่พี่ทำโรงงานผลิตเม็ดพลาสติก ก็พออยู่พอกินแหละ”“…” ฉันหันมาเบิกตาโตจ้องมองพี่ปลื้มเมื่อเขาเอ่ยขึ้นมา พออยู่พอกินบ้าบออะไร ถึงขนาดมีโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกของที่บ้าน แบบนี้ฉันไม่เรียกว่าพออยู่พอกินนะ ฉันเรียกว่ารวยเลยต่างหาก“เป็นอะไร จ้องพี่จนตาจะหลุดออกจากเบ้าแล้ว” พี่ปลื้มถามปนขำขันแต่ฉันไม่ขำนะ นอกจากจะหล่อ เรียนดี นิสัยโอเคพอใช้ได้ ยังจะรวยมากอีกเหรอ เขาใช้สิทธิพิเศษอะไรมาเกิดบนโลกใบนี้เนี่ย ดีไปหมดทุกอย่างเลยนะชีวิต“พี่ปลื้มรวยขนาดนี้ ทำไมไม่ขับรถยนต์ไปมหาวิทยาลัยเลยล่ะ”“ขี้เกียจขับไง ขับมอเตอร์ไซค์มันสะดวกกว่า อีกอย่างก็หาที่จอดง่ายด้วย รถยนต์วนหาที่จอดยาก”อ่า... นี่เป็นวิธีการคิดของคนรวยแบบเขาสินะ“แล้วเรามาที่นี่กันทำไมเหรอ” ฉันเอ่ยถามถึงเหตุผลที่เขาพามาที่นี่ทันที ดูแล้วก็ไม่เห็นจะมีกิจกรรมอะไรทำเ

  • 52 Hz อวาฬกาศ   จุดเริ่มต้นบนจุดสิ้นสุด /3

    เมื่อเข้ามาภายในร้าน พี่พนักงานคนเดิมที่แซวฉันในตอนที่มาซื้อหนังสือ ‘จีบยังไงให้ได้ผล’ ก็ยังทำงานอยู่ ฉันจึงดึงมือพี่ปลื้มให้เดินตามไปหยุดอยู่ตรงหน้าพี่พนักงานคนดังกล่าว พอพี่พนักงานเห็นฉันและพี่ปลื้ม เธอก็เผยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มออกมาแถมยังเอ่ยแซวฉันว่า “โห... จีบติดแล้วเหรอ คนนี้ใช่มั้ยเนี่ย หล่อมากเลยนา...”“…” ฉันพยักหน้ารัวเร็วตอนนั้นพี่พนักงานบอกว่าให้พาตัวพี่ปลื้มมาให้ดูบ้างถ้าหากว่าจีบติดแล้ว ตอนนี้ฉันก็เลยพาตัวพี่ปลื้มมาโชว์ให้พี่พนักงานดูว่าฉันมีความสามารถในการจีบผู้ชายด้วย ต้องขอบคุณหนังสือเล่มนั้นที่ทำให้ฉันมีลูกเล่นในการจีบพี่ปลื้มจนเขายินยอมพร้อมใจตกเป็นของฉันแบบนี้ แต่อันที่จริงจุดมุ่งหมายที่ฉันมาที่ร้านหนังสือไม่ใช่การพาตัวพี่ปลื้มมาโชว์ให้พี่พนักงานดูหรอก ฉันพาพี่ปลื้มมาเพราะตัวเองอยากมาซื้อหนังสืออ่านเล่นต่างหาก เพราะฉันเห็นในเพจสำนักพิมพ์มีหนังสือออกใหม่หนึ่งเล่ม ดังนั้นวันนี้เลยจะมาหาซื้อไปอ่านน่ะฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดรูปหนังสือที่แคปเอาไว้แสดงให้พี่พนักงานดู “วาฬมาหาเล่มนี้”“โห... พี่เพิ่งจัดลงเชลฟ์ไปเมื่อวานเลย มานี่...” พี่พนักงานกวักมือเรียกฉันให้เดิมต

  • 52 Hz อวาฬกาศ   จุดเริ่มต้นบนจุดสิ้นสุด /2

    “คบแล้วครับ” ประโยคนี้เป็นพี่ปลื้มที่เป็นฝ่ายเอ่ยตอบคำถามของป๊า ส่วนฉันได้แต่นั่งเงียบเพราะไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดี“ป๊าไม่ห้ามเรื่องคบกันหรอกนะ” ป๊าว่ายิ้ม ๆ ก่อนที่มือใหญ่จะหยิบเอาที่คีบเนื้อจากเตาปิ้งย่างไปคีบเนื้อในส่วนของตัวเองลงมาปิ้งบนเตาบ้าง “แต่ว่าป๊ามีลูกสาวคนเดียว ป๊าก็ห่วงนั่นแหละ”“ผมเข้าใจครับ ผมจะดูแลปลาวาฬเป็นอย่างดีครับคุณอา”“มาเรียกองเรียกอาอะไร เรียกป๊าสิ”ฉันกับพี่ปลื้มหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เอาเรื่องเหมือนกันนะป๊า เพิ่งคบกันได้แค่วันเดียวเอง ให้พี่ปลื้มเรียกว่าป๊าได้เลยเหรอ“วาฬปวดฉี่ ไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” เป็นคำอ้างน่ะ ฉันไม่ได้จะไปเข้าห้องน้ำเพราะปวดฉี่หรอก ก็แค่จะไปเดินเล่นเพื่อถ่วงเวลาให้สองหนุ่มเขาคุยกันเท่านั้นเอง สองหนุ่มที่ว่าก็ป๊ากับพี่ปลื้มนั่นแหละ ถึงป๊าจะห่างไกลคำว่าหนุ่มมาสักพักแล้วก็เถอะPleum Talks.หลังจากปลาวาฬขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ผมก็ได้อยู่ตามลำพังกับพ่อของเธอแล้ว พ่อของปลาวาฬดูใจดีมาก ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเจอกันท่านก็พาผมไปเลี้ยงข้าวแล้ว ปกติคนเป็นพ่อจะค่อนข้างหวงลูกสาวของตัวเองอยู่มากโข แต่กับพ่อของปลาวาฬท่านดูใจดีกับผมมากจริง ๆ ไม่ได้แสดงท่าทีหวง

  • 52 Hz อวาฬกาศ   จุดเริ่มต้นบนจุดสิ้นสุด

    Plawan Talks.เปลือกตาของตัวเองค่อย ๆ เปิดออกรับกับแสงสว่างของเช้าวันใหม่ แสงแดดรำไรลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาทักทายกัน ฉันค่อย ๆ ขยับตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยท่าทางง่วงงุน ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบห้อง ในขณะที่สมองยังไร้การประมวลผล‘พี่ปลื้มล่ะ?’ นั่นเป็นคำถามแรกที่เกิดขึ้นในความคิดฉันฉันกวาดสายตามองรอบห้องของตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะพบว่าภายในห้องตอนนี้ไม่มีร่างของพี่ปลื้มอยู่แล้ว หรือว่าเขาจะกลับไปแล้วนะ ฉันรีบก้าวลงจากเตียงเพื่อจะไปตรวจสอบในห้องน้ำว่าพี่ปลื้มอยู่ในนั้นหรือไม่ แต่ทว่าตอนที่มือกำลังจะแตะลงบนลูกบิด เสียงกดชักโครกก็ดังขึ้นจากทางด้านใน ฉันจึงหยุดการกระทำของตัวเองลง จากนั้นก็เดินเอื่อยเฉื่อยกลับมานั่งที่เตียงเหมือนเดิมก็นึกว่าหายไปไหน ที่แท้เขาเข้าห้องน้ำอยู่นี่เองฉันสูดลมหายใจเข้าปอดลึก พยายามปรับสภาพของร่างกายหลังตื่นนอนให้รู้สึกตัวเหมือนตอนปกติ ก่อนจะคว้าเอาโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมาเปิดดู แต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้วกับแจ้งเตือนทางไลน์ที่แจ้งว่ามีคนสร้างกลุ่มไลน์และดึงฉันเข้ากลุ่มเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สมาชิกในกลุ่มประกอบไปด้วยกี๋ ออม หนึ่ง และฉัน ใช้ชื่อกลุ่มไลน์ว่า ‘อยากรู้

  • 52 Hz อวาฬกาศ   คุณแฟนที่แสนน่ารัก /3

    Pleum Talks.ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานแค่ไหน แต่ตอนนี้ผมสัมผัสได้ว่าคนในอ้อมกอดนั้นนอนหลับปุ๋ยไปแล้ว เรายังไม่ทันได้อาบน้ำกันเลยด้วยซ้ำ เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของปลาวาฬทำให้ทุกสรรพสิ่งรอบกายคล้ายกับท้องมหาสมุทรเลย เหมือนผมกำลังแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางทะเลลึก โดยที่มีปลาวาฬตัวโตกำลังนอนหลับอยู่ผมอุทานคำว่าน่ารักไปล้านรอบแล้วมั้ง...ผมหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมา กดเปิดรูปที่เพิ่งจะกดชัตเตอร์ถ่ายเมื่อหลายนาทีก่อนขึ้นมาดู จากนั้นก็ส่งเข้าไลน์กลุ่มครอบครัวของตัวเอง ในนั้นมีพ่อมีแม่และพี่ชายของผมอยู่ ผมอยากจะอวดสักหน่อยว่าตอนนี้ตัวเองมีแฟนเป็นตัวเป็นตนกับเขาแล้วปลื้ม: ส่งรูปภาพพ่อ: โห...พ่อ: ร้ายนักนะไอ้เสือพ่อ: มีแฟนแล้วเหรอแม่: แฟนปลื้มเหรอลูกพี่ปั้น: พี่ยังไม่ทันมีเลย แกชิงมีก่อนแล้วเหรอวะไอ้น้องชายปลื้ม: พี่ช้าไงผมพิมพ์ตอบกลับไปเมื่อได้เห็นจำนวนข้อความที่ตอบกลับมาจากคนในครอบครัว นานมากแล้วที่ไม่ค่อยได้คุยกันในไลน์กลุ่มแบบนี้ เพราะทุกวันผมเอาแต่เรียนแล้วก็ทำกิจกรรม เลยไม่ค่อยมีเวลาว่างได้คุยกับครอบครัวเท่าไหร่ จะมีบ้างที่คุยกับพี่ปั้น แต่มันก็น้อยมาก วันนี้แหละเป็นฤกษ์ดีที่ผมจะ

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status