تسجيل الدخولPleum Talks.
วาฬตัวหนึ่งสื่อสารกับวาฬตัวอื่นด้วยความถี่ห้าสิบสองเฮิรตซ์ เพราะความถี่ที่สูงกว่าปกติเลยทำให้วาฬตัวอื่นไม่ได้ยิน มันเลยกลายเป็นวาฬที่โดดเดี่ยวที่สุดบนท้องทะเล ไม่มีเพื่อน ไม่มีคนรัก ไม่มีอะไรเลย...
อืม... แปลก
ผมกวาดสายตาอ่านบทความที่คนแชร์ต่อ ๆ กันมาในเฟซบุ๊ก ก่อนจะครุ่นคิดอย่างหนักเกี่ยวกับวาฬตัวดังกล่าวที่ใช้ความถี่ห้าสิบสองเฮิรตซ์ในการสื่อสารกับวาฬตัวอื่น ๆ ไม่น่าเชื่อว่ามันจะมีเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นมาจริง ๆ และผมไม่นึกด้วยว่าวาฬตัวนี้จะไม่มีเพื่อน ไม่มีคนรัก เป็นเรื่องราวที่เวอร์วังเกินจินตนาการ แต่ทว่ามันกลับเป็นเรื่องจริงที่อิงได้จากวิทยาศาสตร์
“อ่านอะไรวะไอ้ปลื้ม” เสียงทุ้มจากทางด้านหลัง ทำให้ผมละสายตาจากจอโทรศัพท์ ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับรุ่นพี่ในสาขาของตัวเอง
“เรื่อยเปื่อย” ผมตอบเสียงเรียบ หลุบตาลงมองรูปวาฬบาลีนสีน้ำเงินแล้วกดปุ่มโฮมออกจากหน้าเฟซบุ๊ก
“ตกลงมึงจะเป็นเฮดว้ากให้กูไหม อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันรับน้องแล้ว กูจะได้ส่งรายชื่อให้สาขา”
“…”
ผมชื่อ ‘ปลื้ม’ เป็นนักศึกษาสาขาวิชาโยธาที่จบชั้นปีที่สองกำลังจะขึ้นปีสาม ตอนนี้ผมอยู่ที่หอของ ‘พี่เอก’ เฮดว้ากของสาขาผมเอง ผมสนิทกับพี่เอกเพราะเป็นพี่ที่โรงเรียนเก่า และพี่ชายของผมเป็นไอดอลของพี่เอก พี่เอกแกนับถือพี่ชายผมที่เรียนจบได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งและกลับไปสานต่อโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกของที่บ้าน พี่แกบอกว่าอยากเก่งแบบพี่ชายผม
ที่บ้านของผมทำโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกส่งให้โรงงานผลิตชิ้นส่วนพลาสติกต่าง ๆ เป็นธุรกิจที่สืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าของผมแล้ว แต่ที่ผมไม่ได้เรียนสายที่เกี่ยวข้องกับโรงงานของที่บ้าน เป็นเพราะผมไม่อยากเข้าไปบริหารโรงงานเหมือนพี่ชาย ผมอยากทำตามความฝันของตัวเองในการเป็นวิศวกรโยธา
“ว่าไง เงียบเป็นป่าช้าเชียวนะมึง”
“…”
ผมไม่อยากเป็นเฮดว้าก ด้วยอะไรหลาย ๆ อย่างที่ไม่ถูกชะตา ผมไม่เข้าใจว่าว้ากมีขึ้นมาทำไม มีเพื่ออะไร สั่งให้น้อง ๆ ทำกิจกรรมบ้าบอไร้สาระ ซึ่งมันหาประโยชน์จากกิจกรรมนี้ไม่ได้เลย
ที่มหาวิทยาลัยของผมเริ่มรับน้องกันตอนปีหนึ่ง ปีหนึ่งทุกคนจะใส่เสื้อดำแขนยาว และกิจกรรมรับน้องดังกล่าวเรียกว่า ‘ลงลาน’ เป็นกิจกรรมที่พี่สันทนาการและพี่ว้ากจะเรียกน้องรวมเพื่อทำกิจกรรมรับน้องกันที่ลานกิจกรรมของมหาวิทยาลัย แรก ๆ เราก็จะร้องรำทำเพลงกันตามปกติ แต่สักพักพี่สันทนาการก็จะให้เราหลับตา และพวกบรรดาพี่ว้ากก็วิ่งเข้ามาตะโกนด่าใส่เราด้วยถ้อยคำหยาบคาย
ตอนนั้นผมงงกับเหตุการณ์มาก อยู่ดี ๆ ก็มีพวกพี่ว้ากเดินเข้ามาตะโกนด่าทั้ง ๆ ที่ผมและเพื่อนไม่ได้ทำอะไรผิดเลย และพอเงยหน้าขึ้นมอง ผมถึงได้รู้ว่าเฮดว้ากที่ตะโกนด่าผมอยู่นั้นคือพี่เอก พี่โรงเรียนที่ผมรู้จัก
“ไม่อยากเป็นว่ะพี่” ผมส่ายหน้าช้า ๆ เมื่อคิดทบทวนดีแล้ว
“มึงแน่ใจนะไอ้ปลื้ม” พี่เอกถามย้ำอีกครั้ง จงใจกดเสียงต่ำให้ผมได้คิดทบทวนดูอีกรอบ
ในเมื่อผมไม่ชอบการว้าก แล้วทำไมผมต้องไปเป็นพี่ว้ากด้วยล่ะ มันไม่มีความสมเหตุสมผลเลยสักนิด
“ไม่ชอบ” ผมตอบสั้น ๆ
“กิจกรรมบางกิจกรรมมันก็ไม่ต้องอาศัยความชอบหรอกนะมึง กูก็ไม่ได้อยากมาเป็นเฮดว้าก กูไม่ชอบด้วยซ้ำกับการตะโกนด่าน้องทั้ง ๆ ที่น้องมันไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เพราะมันเป็นหน้าที่ไง หน้าที่ที่กูต้องแบกรับแทนเพื่อนในสาขา เพราะทั้งสาขาแม่งหาว้ากไม่ได้”
“…” ผมเงียบอีกครั้ง
เกิดเดดแอร์ขึ้นในระยะเวลาอันสั้น ผมจ้องหน้าพี่เอกด้วยความคิดหลากหลายที่ผสมปนเปกันอยู่ในหัว ผมเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่ผมไม่ได้โลกส่วนตัวสูง ก็แค่พูดน้อยเท่านั้น แต่การที่ผมต้องไปแหกปากตะโกนว่าน้องให้แสบคอ ผมว่าผมไม่น่าจะทำได้
“เอาเป็นว่ากูขอร้องมึงก็แล้วกัน ถือซะว่าช่วยกู”
“แต่ผม...”
“อย่างน้อยมึงก็จะได้เรียนรู้ว่าการที่กูอยู่ในจุดนี้มันลำบากใจแค่ไหน จุดที่ต้องสอนวินัยและความรับผิดชอบให้น้อง จุดที่กูต้องโดนน้องหลาย ๆ คนด่าลับหลังด้วยถ้อยคำหยาบคาย จุดที่กูต้องไปตะโกนด่าน้องให้น้องเสียความรู้สึก จุดที่ต้องแบกรับภาระทุกอย่าง”
“…”
“นะปลื้ม... มึงเป็นน้องคนเดียวที่กูไว้ใจ” พี่เอกยื่นมือมาบีบไหล่ผมหนัก ๆ
ปึง!
“มาแล้วโว้ย มา ๆ ๆ แดก ๆ” เสียงเปิดประตูดังขึ้นมา ตามด้วยการปรากฏตัวของ ‘พี่นาย’ เพื่อนสนิทของพี่เอกที่เดินถือถุงเบียร์เข้ามาในห้องด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสท้าทายแสงแดดประเทศไทยที่กำลังแผดแสงเจิดจ้า
“มึงยังไม่ต้องคิดอะไร กูมีเวลาให้มึงนอนคิดทั้งคืน แดกเบียร์กัน” พี่เอกตบมือลงบนบ่าผมสองที ก่อนจะเดินไปนั่งที่โซฟากลางห้อง
“มาดิมึง ยืนบื้อทำอะไร เร็ว ๆ” พี่นายเร่ง ในขณะที่เขาก็ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาตัวตรงข้ามกับพี่เอกไปแล้วเรียบร้อย
ผมถอนหายใจออกมายืดยาว ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปร่วมวงดื่มเบียร์กับพวกพี่ ๆ ด้วย อย่างน้อยก็ให้ผ่านคืนนี้ไปก่อน แล้ววันพรุ่งนี้ผมค่อยให้คำตอบที่ชัดเจนกับพี่เอกอีกทีก็แล้วกัน
01 : 02 น.
ผมเดินออกมาจากห้องของพี่เอกด้วยอาการมึนหัวนิดหน่อย แต่ก็ยังสามารถเดินไปตามทางเดินได้ ถึงแม้จะทุลักทุเลเอาการอยู่ก็ตาม ตอนนี้ผมรู้สึกอยากสูดอากาศให้สมองโล่งสักหน่อย เพราะเริ่มรู้สึกปวดหัวกับการขอร้องของพี่เอกขึ้นมา ผมไม่รู้ว่าควรจะทำตามใจตัวเอง หรือควรช่วยเหลือพี่เอกดี
ถ้าทำตามใจตัวเอง ผมจะได้ความสบายใจ แต่ก็เหมือนเป็นคนเห็นแก่ตัว
แต่ถ้าทำตามคำขอร้องของพี่เอก ผมก็จะเป็นกังวล แต่ผมก็จะกลายเป็นน้องที่ไม่ทอดทิ้งและไม่ไร้น้ำใจกับพี่
“การที่เราทำอะไรที่ไม่ชอบ ให้คิดซะว่าการฝืนใจตัวเองนั้นเป็นการฝึกจิตใจให้พร้อมรับกับปัญหา รู้จักอดทนและเผชิญหน้ากับอุปสรรคในชีวิต จะทำให้เราเติบใหญ่และได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ บนโลกได้อย่างถ่องแท้มากขึ้น”
น้ำเสียงใสกังวานของใครบางคนแว่วเข้ามาในหู เมื่อเท้าของผมแตะพื้นดาดฟ้าของหอพี่เอกเป็นที่เรียบร้อย ถึงแม้สายตาตัวเองจะพร่ามัวจนมองไม่ชัดว่าต้นตอของเสียงนั้นอยู่ตรงไหน แต่ก็พอจะเดินตามเสียงที่แว่วมาอย่างต่อเนื่องไปได้
“การที่เราท้าทายตัวเองในการทำสิ่งที่ไม่ชอบ ถือว่าเราได้ทดสอบความสามารถของชีวิตเราว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง อย่างน้อยมันก็เป็นการพิสูจน์ตัวตนของเรา”
ทันทีที่เดินมาถึงต้นตอของเสียงนั้น ผมก็ชะงักไปเมื่อสายตาตัวเองปะทะเข้ากับร่างเล็กของใครบางคนที่ยืนอยู่ตรงมุมหนึ่งของดาดฟ้า แสงจากหน้าจอโทรศัพท์ในมือส่องหน้าของผู้หญิงคนนั้นจนใบหน้าจิ้มลิ้มคุ้นเคยเหมือนผมเคยเจอเธอที่ไหนมาก่อนปรากฏขึ้น
ในขณะนั้นเธอก็ยังคงพูดเกี่ยวกับการทำอะไรที่ตัวเองไม่ชอบไปเรื่อย ๆ ผมยืนกอดอกมองเธอพูดนิ่ง ๆ น้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยน่าฟังของเธอทำให้ผมยกยิ้มที่มุมปากอย่างไม่รู้ตัว
ทุกคำพูดของเธอล้วนส่งผลต่อการตัดสินใจในการเป็นเฮดว้ากของผมทั้งสิ้น ทุกอย่างที่เธอพูดมามันมีเหตุผลบางอย่างมารองรับตลอด และมันทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นราวกับว่าคำพูดของเธอเป็นยาวิเศษชั้นดีที่ช่วยเยียวยาอาการปวดหัวของผมให้หายไปเป็นปลิดทิ้ง
ผมเดินเข้าไปหาเธอ และเหมือนเธอจะสังเกตเห็นแล้วว่าเธอไม่ได้อยู่ตรงนี้คนเดียว ดวงตากลมโตสุกสกาวราวกับดวงดาวที่เปล่งแสงอยู่บนท้องฟ้าจ้องมองผมด้วยความตกตะลึง เธอขยับถอยห่างผมหนึ่งก้าว และผมก็ก้าวเข้าไปหาเธออีกหนึ่งก้าวเช่นเดียวกัน
“…” ความเงียบค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาปกคลุมระหว่างเราสองคน
ผมมองใบหน้าจิ้มลิ้มของเธอด้วยตาปรือของตัวเอง ระหว่างนั้นก็ก้าวเท้าเข้าไปประชิดร่างเล็กนั้นด้วย อ้อมแขนของผมตวัดเอวบางเข้ามาในอ้อมกอด ก่อนจะค่อย ๆ โน้มใบหน้าของตัวเองลงไปประทับริมฝีปากลงบนแก้มนุ่มนิ่มนั้นอย่างแผ่วเบา
“ขอบคุณนะ” ผมกระซิบชิดใบหูบาง
ขอบคุณคำพูดของเธอที่ทำให้ผมกล้าตัดสินใจ...
ใจกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ มีปลาวาฬขี้เหงาอยู่ตัวหนึ่ง มันเอาแต่ส่งเสียงร้องออกไปทุกทิศทางที่แหวกว่ายผ่านน้ำทะเลสีฟ้าสดใส แต่ไม่ว่าจะเปล่งเสียงออกไปดังแค่ไหนก็ไม่มีวาฬตัวไหนที่หันมาให้ความสนใจมันเลย มันเอาแต่ว่ายวนเวียนไปเรื่อย ๆ ทั่วทั้งมหาสมุทร เฝ้าส่งเสียงของตัวเองออกไปเพื่อหวังว่าจะมีวาฬสักตัวสามารถสื่อสารตอบสนองตัวเองได้บ้างมันพูดกับตัวเองว่า “เหงาจัง...” ในขณะที่สายตาก็เอาแต่สอดส่ายมองหาเพื่อนปลาวาฬของตัวเองจนนานวันเข้า... ปลาวาฬตัวนี้ก็ยังไม่สามารถส่งเสียงของตัวเองออกไปสื่อสารกับวาฬตัวไหนได้ ความเดียวดายตลอดหลายปีจึงหล่อหลอมขึ้นเกิดเป็นความเคยชินมันพูดกับตัวเองว่า “ไม่เป็นไร... อยู่คนเดียวก็ได้นี่นา”เพราะความโดดเดี่ยวก็ไม่ได้ทำให้มันเกิดภัยอันตรายแก่ชีวิตของตัวเอง เพียงแค่สร้างความเหงาให้กับตัวเองอย่างมหาศาลเท่านั้น มันยังคงแหวกว่ายไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ได้ส่งเสียงของตัวเองออกไปอีก เพราะคิดว่ายังไงก็ไม่มีใครสื่อสารกับมันได้อยู่แล้วจนกระทั่งวันหนึ่ง... มันรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตที่เอาแต่แหวกว่ายดูความสวยงามของท้องทะเล มันจึงตะโกนออกไปสุดเสียงว่า “มีใครได้ยินบ้างมั้ย”สิ่งที่
เขาปิดประตูห้องของตัวเองลง เอาถุงหนังสือที่ถือให้ฉันและของเขาไปวางไว้ตรงโซฟากลางห้องรับแขก จากนั้นก็เดินมาเอาแก้วตรงโซนห้องครัวเทน้ำโค้กพร้อมกับน้ำแข็งมาให้ฉันกิน ฉันเดินเอื่อยเฉื่อยไปนั่งลงบนโซฟา ยังคงใช้สายตาประเมินมูลค่าของห้องพักของเขาไปด้วย“…” แพง... ค่าเช่าแพงมากแน่“ก็พ่อแม่พี่ทำโรงงานผลิตเม็ดพลาสติก ก็พออยู่พอกินแหละ”“…” ฉันหันมาเบิกตาโตจ้องมองพี่ปลื้มเมื่อเขาเอ่ยขึ้นมา พออยู่พอกินบ้าบออะไร ถึงขนาดมีโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกของที่บ้าน แบบนี้ฉันไม่เรียกว่าพออยู่พอกินนะ ฉันเรียกว่ารวยเลยต่างหาก“เป็นอะไร จ้องพี่จนตาจะหลุดออกจากเบ้าแล้ว” พี่ปลื้มถามปนขำขันแต่ฉันไม่ขำนะ นอกจากจะหล่อ เรียนดี นิสัยโอเคพอใช้ได้ ยังจะรวยมากอีกเหรอ เขาใช้สิทธิพิเศษอะไรมาเกิดบนโลกใบนี้เนี่ย ดีไปหมดทุกอย่างเลยนะชีวิต“พี่ปลื้มรวยขนาดนี้ ทำไมไม่ขับรถยนต์ไปมหาวิทยาลัยเลยล่ะ”“ขี้เกียจขับไง ขับมอเตอร์ไซค์มันสะดวกกว่า อีกอย่างก็หาที่จอดง่ายด้วย รถยนต์วนหาที่จอดยาก”อ่า... นี่เป็นวิธีการคิดของคนรวยแบบเขาสินะ“แล้วเรามาที่นี่กันทำไมเหรอ” ฉันเอ่ยถามถึงเหตุผลที่เขาพามาที่นี่ทันที ดูแล้วก็ไม่เห็นจะมีกิจกรรมอะไรทำเ
เมื่อเข้ามาภายในร้าน พี่พนักงานคนเดิมที่แซวฉันในตอนที่มาซื้อหนังสือ ‘จีบยังไงให้ได้ผล’ ก็ยังทำงานอยู่ ฉันจึงดึงมือพี่ปลื้มให้เดินตามไปหยุดอยู่ตรงหน้าพี่พนักงานคนดังกล่าว พอพี่พนักงานเห็นฉันและพี่ปลื้ม เธอก็เผยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มออกมาแถมยังเอ่ยแซวฉันว่า “โห... จีบติดแล้วเหรอ คนนี้ใช่มั้ยเนี่ย หล่อมากเลยนา...”“…” ฉันพยักหน้ารัวเร็วตอนนั้นพี่พนักงานบอกว่าให้พาตัวพี่ปลื้มมาให้ดูบ้างถ้าหากว่าจีบติดแล้ว ตอนนี้ฉันก็เลยพาตัวพี่ปลื้มมาโชว์ให้พี่พนักงานดูว่าฉันมีความสามารถในการจีบผู้ชายด้วย ต้องขอบคุณหนังสือเล่มนั้นที่ทำให้ฉันมีลูกเล่นในการจีบพี่ปลื้มจนเขายินยอมพร้อมใจตกเป็นของฉันแบบนี้ แต่อันที่จริงจุดมุ่งหมายที่ฉันมาที่ร้านหนังสือไม่ใช่การพาตัวพี่ปลื้มมาโชว์ให้พี่พนักงานดูหรอก ฉันพาพี่ปลื้มมาเพราะตัวเองอยากมาซื้อหนังสืออ่านเล่นต่างหาก เพราะฉันเห็นในเพจสำนักพิมพ์มีหนังสือออกใหม่หนึ่งเล่ม ดังนั้นวันนี้เลยจะมาหาซื้อไปอ่านน่ะฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดรูปหนังสือที่แคปเอาไว้แสดงให้พี่พนักงานดู “วาฬมาหาเล่มนี้”“โห... พี่เพิ่งจัดลงเชลฟ์ไปเมื่อวานเลย มานี่...” พี่พนักงานกวักมือเรียกฉันให้เดิมต
“คบแล้วครับ” ประโยคนี้เป็นพี่ปลื้มที่เป็นฝ่ายเอ่ยตอบคำถามของป๊า ส่วนฉันได้แต่นั่งเงียบเพราะไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดี“ป๊าไม่ห้ามเรื่องคบกันหรอกนะ” ป๊าว่ายิ้ม ๆ ก่อนที่มือใหญ่จะหยิบเอาที่คีบเนื้อจากเตาปิ้งย่างไปคีบเนื้อในส่วนของตัวเองลงมาปิ้งบนเตาบ้าง “แต่ว่าป๊ามีลูกสาวคนเดียว ป๊าก็ห่วงนั่นแหละ”“ผมเข้าใจครับ ผมจะดูแลปลาวาฬเป็นอย่างดีครับคุณอา”“มาเรียกองเรียกอาอะไร เรียกป๊าสิ”ฉันกับพี่ปลื้มหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เอาเรื่องเหมือนกันนะป๊า เพิ่งคบกันได้แค่วันเดียวเอง ให้พี่ปลื้มเรียกว่าป๊าได้เลยเหรอ“วาฬปวดฉี่ ไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” เป็นคำอ้างน่ะ ฉันไม่ได้จะไปเข้าห้องน้ำเพราะปวดฉี่หรอก ก็แค่จะไปเดินเล่นเพื่อถ่วงเวลาให้สองหนุ่มเขาคุยกันเท่านั้นเอง สองหนุ่มที่ว่าก็ป๊ากับพี่ปลื้มนั่นแหละ ถึงป๊าจะห่างไกลคำว่าหนุ่มมาสักพักแล้วก็เถอะPleum Talks.หลังจากปลาวาฬขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ผมก็ได้อยู่ตามลำพังกับพ่อของเธอแล้ว พ่อของปลาวาฬดูใจดีมาก ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเจอกันท่านก็พาผมไปเลี้ยงข้าวแล้ว ปกติคนเป็นพ่อจะค่อนข้างหวงลูกสาวของตัวเองอยู่มากโข แต่กับพ่อของปลาวาฬท่านดูใจดีกับผมมากจริง ๆ ไม่ได้แสดงท่าทีหวง
Plawan Talks.เปลือกตาของตัวเองค่อย ๆ เปิดออกรับกับแสงสว่างของเช้าวันใหม่ แสงแดดรำไรลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาทักทายกัน ฉันค่อย ๆ ขยับตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยท่าทางง่วงงุน ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบห้อง ในขณะที่สมองยังไร้การประมวลผล‘พี่ปลื้มล่ะ?’ นั่นเป็นคำถามแรกที่เกิดขึ้นในความคิดฉันฉันกวาดสายตามองรอบห้องของตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะพบว่าภายในห้องตอนนี้ไม่มีร่างของพี่ปลื้มอยู่แล้ว หรือว่าเขาจะกลับไปแล้วนะ ฉันรีบก้าวลงจากเตียงเพื่อจะไปตรวจสอบในห้องน้ำว่าพี่ปลื้มอยู่ในนั้นหรือไม่ แต่ทว่าตอนที่มือกำลังจะแตะลงบนลูกบิด เสียงกดชักโครกก็ดังขึ้นจากทางด้านใน ฉันจึงหยุดการกระทำของตัวเองลง จากนั้นก็เดินเอื่อยเฉื่อยกลับมานั่งที่เตียงเหมือนเดิมก็นึกว่าหายไปไหน ที่แท้เขาเข้าห้องน้ำอยู่นี่เองฉันสูดลมหายใจเข้าปอดลึก พยายามปรับสภาพของร่างกายหลังตื่นนอนให้รู้สึกตัวเหมือนตอนปกติ ก่อนจะคว้าเอาโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมาเปิดดู แต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้วกับแจ้งเตือนทางไลน์ที่แจ้งว่ามีคนสร้างกลุ่มไลน์และดึงฉันเข้ากลุ่มเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สมาชิกในกลุ่มประกอบไปด้วยกี๋ ออม หนึ่ง และฉัน ใช้ชื่อกลุ่มไลน์ว่า ‘อยากรู้
Pleum Talks.ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานแค่ไหน แต่ตอนนี้ผมสัมผัสได้ว่าคนในอ้อมกอดนั้นนอนหลับปุ๋ยไปแล้ว เรายังไม่ทันได้อาบน้ำกันเลยด้วยซ้ำ เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของปลาวาฬทำให้ทุกสรรพสิ่งรอบกายคล้ายกับท้องมหาสมุทรเลย เหมือนผมกำลังแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางทะเลลึก โดยที่มีปลาวาฬตัวโตกำลังนอนหลับอยู่ผมอุทานคำว่าน่ารักไปล้านรอบแล้วมั้ง...ผมหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมา กดเปิดรูปที่เพิ่งจะกดชัตเตอร์ถ่ายเมื่อหลายนาทีก่อนขึ้นมาดู จากนั้นก็ส่งเข้าไลน์กลุ่มครอบครัวของตัวเอง ในนั้นมีพ่อมีแม่และพี่ชายของผมอยู่ ผมอยากจะอวดสักหน่อยว่าตอนนี้ตัวเองมีแฟนเป็นตัวเป็นตนกับเขาแล้วปลื้ม: ส่งรูปภาพพ่อ: โห...พ่อ: ร้ายนักนะไอ้เสือพ่อ: มีแฟนแล้วเหรอแม่: แฟนปลื้มเหรอลูกพี่ปั้น: พี่ยังไม่ทันมีเลย แกชิงมีก่อนแล้วเหรอวะไอ้น้องชายปลื้ม: พี่ช้าไงผมพิมพ์ตอบกลับไปเมื่อได้เห็นจำนวนข้อความที่ตอบกลับมาจากคนในครอบครัว นานมากแล้วที่ไม่ค่อยได้คุยกันในไลน์กลุ่มแบบนี้ เพราะทุกวันผมเอาแต่เรียนแล้วก็ทำกิจกรรม เลยไม่ค่อยมีเวลาว่างได้คุยกับครอบครัวเท่าไหร่ จะมีบ้างที่คุยกับพี่ปั้น แต่มันก็น้อยมาก วันนี้แหละเป็นฤกษ์ดีที่ผมจะ







