เข้าสู่ระบบแสงแดดอ่อน ๆ ยามเย็นที่ควรจะให้ความรู้สึกผ่อนคลาย กลับทำให้ รัญญาวีร์ หงุดหงิดมากกว่าเดิม
หญิงสาวร่างเพรียวในชุดสูทสีพาสเทลเนื้อดีที่เพิ่งก้าวออกมาจากงานแต่งงานสุดหรู กำลังนั่งอยู่หลังพวงมาลัยของรถสปอร์ตสีดำคันงามที่จอดสนิทอยู่ริมถนนใหญ่ เนื่องจากระบบนำทางจีพีเอสเจ้ากรรมดันบอกว่า
เลี้ยวซ้ายอีกสองร้อยเมตร จะเจอจุดหมายของคุณอยู่ทางด้านซ้ายมือ
“ให้ตายเถอะ ซอยแคบขนาดนี้จะเลี้ยวเข้าไปได้ไง เปิดร้านแบบไหนกันที่จอดรถก็ไม่มี”
รัญบ่นอุบระหว่างวนหาที่จอดรถ และสุดท้ายก็ต้องยอมเดินเท้าเข้าซอยไปตามพิกัดแผนที่ในมือถือ ระยะทางไม่กี่ร้อยเมตรในสายตาคนอื่นอาจจะดูสั้น แต่สำหรับเจ้าของร้านเบเกอรีพรีเมียมที่เน้นความสะดวกสบายและการบริการระดับห้าดาวอย่างเธอ การต้องมาเดินตากแดดในซอยแคบ ๆ แบบนี้คือเรื่องที่น่าหงุดหงิดที่สุด
“แค่ครั้งเดียวแน่ ๆ ที่คนอย่างรัญญาวีร์จะทำอะไรแบบนี้”
เมื่อเดินลึกเข้ามาจนเกือบสุดซอย บรรยากาศรอบตัวก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป จากตึกแถวปูนเก่า ๆ กลายเป็นบ้านไม้สองชั้นหลังหนึ่งที่โอบล้อมด้วยสีเขียวขจีของต้นไม้น้อยใหญ่ รัญชะงักเท้าเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
หน้าบ้านไม้หลังนั้นมีสวนขนาดกะทัดรัดที่จัดวางอย่างลงตัว มีโต๊ะไม้ตัวเล็กและม้านั่งกระจายอยู่ตามมุมต่าง ๆ ลูกค้าหลายคนกำลังนั่งโพสต์ท่าถ่ายรูปกับมุมน่ารัก ๆ ของบ้าน บ้างก็ยืนถือแก้วเครื่องดื่มคุยกันอย่างกะหนุงกะหนิง แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของรัญมากที่สุดคือความยาวของหางแถวที่ยาวออกมาจนถึงประตูรั้วหน้าบ้าน ส่วนหัวแถวอยู่ตรงหน้าต่างไม้บานเล็ก ๆ ที่เปิดกว้างออกมาจากตัวบ้าน ซึ่งด้านบนมีป้ายไม้เขียนด้วยลายมือหวัด ๆ ว่า สาวิตรี เบเกอรีโฮมเมด
“โอเค ไม่ผิดร้าน แต่อะไรมันจะขายดีขนาดนี้เนี่ย” รัญพึมพำ แววตาเต็มไปด้วยความสงสัย
เมื่อคิดย้อนไปถึงร้านตัวเอง รัญก็เห็นความแตกต่างในทุกด้าน ทั้งเรื่องของบรรยากาศร้านที่มีแอร์เย็นเฉียบ การมีพนักงานในชุดฟอร์มสวยหรูคอยต้อนรับ แต่กลับไม่มีภาพของลูกค้าที่มายืนต่อแถวรออย่างเช่นร้านตรงหน้าของเธอเลยสักครั้ง
รัญกวาดสายตาไปทั่วบริเวณ เธอเห็นพื้นที่ว่างตรงโต๊ะกลมใต้ต้นหูกระจง จึงถือวิสาสะเดินไปนั่งพักขาก่อนที่อารมณ์หงุดหงิดจะพุ่งสูงไปมากกว่านี้
นั่งรออยู่ไม่นาน เสียงเปิดประตูไม้เบา ๆ ก็ดังขึ้น รัญเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินออกมาจากทางหลังบ้าน เธอสวมเสื้อยืดสีขาวทับด้วยผ้ากันเปื้อนสายไขว้สีครีมดูสะอาดตา ผมสีน้ำตาลอ่อนถูกรวบไว้หลวม ๆ ใบหน้าของเธอประดับด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ที่ดูเป็นมิตรในครั้งแรกที่ได้เห็น
ในมือของเธอมีถาดไม้ที่วางแก้วน้ำใส ๆ บรรจุน้ำสีเขียวอ่อนพร้อมน้ำแข็งหล่อเลี้ยงความเย็น ผู้หญิงคนนั้นเดินตรงมาที่โต๊ะของรัญ
“รอสักครู่นะคะคุณลูกค้า น้ำใบเตยเย็น ๆ ค่ะ ขนมรอบสุดท้ายใกล้จะได้เวลาออกจากเตาแล้วค่ะ”
เสียงของเธอนุ่มและเย็นพอ ๆ กับน้ำในแก้วที่เธอวางลงตรงหน้ารัญ คนสูงกว่ามองน้ำใบเตยตรงหน้าสลับกับมองใบหน้าหวานของอีกฝ่าย
“ขอโทษนะคะ ที่บอกว่าขนมรอบสุดท้าย หมายความว่าไงคะ”
ผู้หญิงคนนั้นหยุดชะงักเล็กน้อย ก่อนจะอธิบายด้วยท่าทางใจเย็น
“ที่นี่เราทำขนมวันต่อวันค่ะ ทำสดใหม่ทุกชิ้น และจะทำแค่ตามจำนวณคิวที่เปิดให้ลูกค้าจองไว้ล่วงหน้าเท่านั้นค่ะ ขนมรอบสุดท้ายของวันนี้เป็นคัพเค้กวานิลลาหน้าส้มแบบที่ติดอันดับยอดนิยมของเราค่ะ”
“อ้าว... งั้นวันนี้ฉันก็มาเสียเที่ยวสิ” รัญขมวดคิ้ว “แล้วขนมอย่างอื่นล่ะ ไม่มีเลยเหรอ”
“ไม่มีค่ะ ถ้าคุณไม่ได้จองคิวผ่านระบบ หรือไม่มีบัตรคิวที่แจกไปเมื่อเช้า...ก็น่าจะเสียเที่ยวจริง ๆ ค่ะ”
อีกฝ่ายตอบพลางขยับผ้ากันเปื้อนให้เข้าที่
“ถ้าอยากทานจริง ๆ พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่นะคะ เราเปิดให้รับบัตรคิวที่หน้าบ้านตอนสิบโมงเช้าค่ะ”
รัญถอนหายใจออกมาอย่างแรง ความมั่นใจในฐานะเจ้าของร้านชื่อดังทำให้เธอเผลอพูดออกไปโดยไม่คิด
“ไม่มาแล้วค่ะ ถ้าจะกินยากขนาดนี้ ร้านอื่นที่เข้าถึงง่ายกว่านี้มีตั้งเยอะแยะ”
ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้แสดงท่าทีโกรธเคือง เธอเพียงแค่พยักหน้าช้า ๆ “ได้ค่ะ ถ้าคุณไม่สะดวกเดินทางมา ฉันเข้าใจค่ะ”
เธอทำท่าจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในบ้าน แต่ความสงสัยในใจของรัญยังไม่ถูกคลี่คลาย เธอจึงรีบเรียกทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงกึ่งคำสั่งตามความเคยชิน
“เดี๋ยวก่อนค่ะ! แล้วนี่เจ้าของร้านไปไหนคะ? ทำไมไม่ออกมาต้อนรับลูกค้าด้วยตัวเอง ปล่อยให้พนักงานพาร์ตไทม์มาแจกน้ำแบบนี้เหรอ?”
ผู้หญิงในเอี๊ยมสีครีมชะงักฝีเท้า เธอหันกลับมามองรัญด้วยดวงตาที่ดูมีความหมายบางอย่างซ่อนอยู่ รอยยิ้มที่เคยมีดูจะกว้างขึ้นอีกนิด แต่เป็นยิ้มที่รัญอ่านไม่ออก
“ไม่ทราบว่า...คุณมีธุระอะไรกับเจ้าของร้านเหรอคะ? แจ้งดิฉันก็ได้ค่ะ”
รัญสะอึกไปเล็กน้อย ก่อนจะเชิดหน้าขึ้น
“เปล๊า...ไม่มี๊ ฉันแค่เห็นว่าคนเยอะขนาดนี้ เจ้าของร้านก็น่าจะออกมาดูแลให้ทั่วถึงหน่อย ไม่ใช่เก็บตัวอยู่แต่ข้างใน”
“ขอบคุณสำหรับคำแนะนำค่ะ ขอตัวนะคะ”
รัญมองตามหลังร่างเล็กที่หายเข้าไปในบ้านไม้ด้วยความงุนงง เธอรู้สึกเหมือนตัวเองพ่นไฟใส่กองหิมะ เพราะอีกฝ่ายนิ่งเสียจนเธอทำตัวไม่ถูก
รัญตัดสินใจเดินออกจากบริเวณสวนด้วยความหงุดหงิดที่ไม่ได้คำตอบอย่างที่ต้องการ แต่ขณะที่กำลังจะพ้นประตูรั้วไม้ เธอเห็นลูกค้าคนสุดท้ายที่ยืนต่อแถวอยู่พอดี ในมือของหญิงสาวคนนั้นมีบัตรไม้แกะสลักหมายเลข 100
ความอยากรู้อยากเห็นชนะทุกสิ่ง รัญเดินเข้าไปประชิดตัวลูกค้าคนนั้นทันที
“ขอโทษนะคะ นี่คุณได้คิวที่หนึ่งร้อยเลยเหรอ ทำไมถึงยอมมายืนต่อคิวร้านนี้ล่ะคะ”
ลูกค้าสาวหันมามองรัญแล้วยิ้มกว้าง
“อ๋อ... ก็ขนมร้านนี้อร่อยมากเลยนี่คะ รสชาติมันเหมือนมีมนต์ขลังน่ะค่ะ กินแล้วรู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก ที่สำคัญพี่สาเจ้าของร้านก็น่ารักมากด้วยค่ะ”
“พี่สา? เจ้าของร้านเหรอคะ?” รัญทวนคำพลางนึกถึงผู้หญิงหน้าบึ้ง ๆ หรือเชฟแก่ ๆ ในหัว “คุณเจอเจ้าของร้านบ่อยเหรอคะ”
“ก็คนที่เอาน้ำใบเตยมาแจกลูกค้าเมื่อกี้ไงคะ นั่นแหละค่ะพี่สา เจ้าของร้าน เธอชื่อสาวิตรี”
รัญยืนอึ้งไปสามวินาที สมองพยายามประมวลผล “คนเมื่อกี้น่ะเหรอ ไม่ใช่ว่าเด็กพาร์ตไทม์เหรอคะ คนที่ตัวเล็ก ๆ ตาโต ๆ หน้าเด็ก ๆ ใส่เอี๊ยมสีครีมเมื่อกี้อะนะ?”
“ใช่ค่ะ คนนั้นแหละค่ะ” ลูกค้าคนเดิมหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นท่าทางตกใจของรัญ
“พี่สาเค้าเปิดร้านที่นี่มาเกือบสิบปีแล้วนะคะ หน้าตาก็ไม่เคยเปลี่ยนเลย หน้าเด็กอยู่ตลอดจนใคร ๆ ก็เข้าใจผิด แต่อายุจริง ๆ ของพี่สา...น่าจะเข้าเลขสี่แล้วล่ะค่ะ”
“เลขสี่!” รัญอุทานออกมาเสียงหลง “ฉันคิดว่าผู้หญิงคนเมื่อกี้เป็นเด็กพาร์ตไทม์ หรือพนักงานของร้านซะอีก”
“ไม่ใช่คุณคนแรกหรอกค่ะที่คิดแบบนั้น” ลูกค้าคนเดิมตอบด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับหัวแถวที่เริ่มขยับ
“สงสัยขนมรอบสุดท้ายได้แล้วล่ะค่ะ ขอตัวนะคะ” หญิงสาววัยกลางคนบอกลารัญ แต่สองเท้าก็ต้องชะงักเมื่อถูกเรียกซะก่อน
“เดี๋ยวค่ะ ฉันขอซื้อบัตรคิวของคุณ!”
“ว่าไงนะคะ” เธอถามอย่างใจเย็น
“ฉันขอซื้อบัตรคิวของคุณได้มั้ยคะ ฉัน เอ่อ ฉันมาจากต่างจังหวัดน่ะค่ะ ตั้งใจมาร้านนี้มากจริง ๆ ถ้าวันนี้ไม่ได้ชิมขนม ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้มาอีกรึเปล่า”
เธอคนนั้นยังคงเงียบ และมองรัญด้วยสายตาอย่างพิจารณา
“นะคะ ฉันขอซื้อบัตรคิวต่อนะคะ ฉันอยากกินขนมร้านนี้มากจริง ๆ ค่ะ นะคะคุณ”
รัญไม่พูดเปล่าแต่พยายามงัดสายตาออดอ้อนขั้นสุดมาใช้ และดูเหมือนมันจะได้ผล
“ก็ได้ค่ะ เห็นว่าคุณมาไกลและยังไม่เคยกินนะคะ ไว้ฉันมาเอาคิววันหลังก็ได้ค่ะ”
จบประโยคนั้นบัตรคิวหมายเลขหนึ่งร้อยก็ถูกยื่นมาให้รัญ
“ขอบคุณมาก ๆ เลยนะคะ คุณทั้งสวยทั้งใจดี ขายฉันเท่าไหร่คะ ฉันยินดีจ่ายค่ะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไม่คิดเงิน”
“อ้าว ไม่ได้สิคะ คุณอุตส่าห์มายืนรอคิว”
“ไม่เป็นไรค่ะ คุณก็ตั้งใจมาเหมือนกันหนิ”
รัญเงียบไปครู่หนึ่ง แอบรู้สึกผิดลึก ๆ อยู่ในใจ แต่สุดท้ายก็รับบัตรคิวมาจากมืออีกฝ่าย เพราะนี่อาจเป็นโอกาสทองครั้งเดียวของเธอที่จะได้รู้จักร้านขนมร้านนี้มากขึ้น
“งั้นก็ขอบคุณมากเลยนะคะ ไว้ถ้าเจอกันครั้งหน้าฉันจะเลี้ยงขนมตอบแทนค่ะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ” เธอยิ้มอย่างใจดี “แถวขยับแล้ว คุณไปเอาขนมเถอะ”
หญิงสาวคนนั้นเอ่ยบอกแล้วเดินจากไป รัญได้แต่ยืนมองตามแผ่นหลังนั้นที่ห่างออกไปเรื่อย ๆ เอาเถอะ ถึงแม้วันนี้จะเจอเรื่องที่ชวนหงุดหงิดซะมากมาย แต่อย่างน้อยก็เจอคนใจดีหนึ่งคน
รัญยืนเข้าคิวรออย่างมีความหวัง จนกระทั่งมาลูกค้าคนก่อนหน้าได้รับขนมและกลับไปหมดแล้ว จึงดูเหมือนเหลือเธอเป็นคนสุดท้ายที่อยู่ในบริเวณรั้วบ้านหลังนี้ ทว่าเมื่อรัญมาหยุดตรงหน้าต่างบานเล็กของบ้าน หญิงสาวที่อยู่ในบ้านกลับหันมาบอกรัญด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า
“ขนมวันนี้หมดแล้วค่ะ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของรัญถึงกับหายไปทันทีเมื่อได้ยินแบบนั้น
“อ้าวคุณ ได้ไงกัน ฉันมีบัตรคิวนะ ไหนบอกทำตามคิว?” รัญโต้กลับอย่างไม่ยอม
“ฉันทำตามคิวให้คนที่สั่งขนมไว้ค่ะ แต่คุณไม่ได้สั่ง และขนมวันนี้หมดแล้ว”
“ได้ไงกัน ก็ฉันมีบัตรคิวนะ นี่ไง”
รัญยื่นบัตรคิวในมือไปตรงหน้าอีกฝ่าย
“เหรอคะ? งั้นคุณก็บอกมาว่าออเดอร์ของคุณมีอะไรบ้าง ถ้าคุณตอบถูก ฉันจะขายให้”
หญิงสาวตรงหน้ามองรัญแทบไม่กะพริบตา แม้จะตัวเล็กกว่า ดูเด็กกว่า แต่น้ำเสียงกลับมั่นคงแน่วแน่
“อะไรของคุณเนี่ย จะขายไม่ขาย?”
“ขายสิคะ แต่ฉันขายให้คนที่อยากมากินขนมร้านฉันจริง ๆ เท่านั้น”
“...”
“คุณไม่ได้จองไว้ แถมยังไปเอาบัตรคิวคนอื่นมาอีก ที่นี่ขอสงวนสิทธิ์การจองคิวแทนกันค่ะ”
“โห” รัญถึงกับขมวดคิ้ว “แค่จะมาซื้อขนม มันยากขนาดนี้เลยดิ?”
รัญกวาดสายตามองรอบ ๆ ร้าน และพูดต่อ
“ร้านเล็ก ๆ ขนมก็มีไม่กี่อย่าง แถมที่ตั้งยังอยู่ในซอยลึก กว่าจะเดินเข้ามาถึง ร้อนก็ร้อน เหนื่อยก็เหนื่อย แถมขนมยังซื้อยากซื้อเย็นอีก นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ยยย”
ขณะที่รัญบ่นอุบ คนตรงหน้ากลับยกยิ้มมุมปาก
“พูดจบรึยังคะ ถ้าจบแล้วก็กลับไปได้แล้วค่ะ ฉันปิดร้านแล้ว มีงานอย่างอื่นต้องทำอีก”
หญิงสาวเจ้าของร้านพูดจบก็เตรียมจะปิดหน้าต่าง แต่รัญเอามือคั่นไว้ก่อน
“เดี๋ยวค่ะ คุณจะทำอะไรต่อ?”
“ห้ะ? ว่าไงนะคะ”
“ฉันถามว่าคุณจะทำอะไรต่อ งานที่คุณว่าน่ะ?”
คนตรงหน้าไม่ตอบอะไร แต่เปิดบานหน้าต่างให้กว้างขึ้น แล้วพยักพเยิดหน้าไปยังมุมทำขนมด้านหลังที่ตอนนี้เต็มไปด้วยอุปกรณ์ทำขนมมากมายวางอยู่ในซิงก์ล้างของ และบางส่วนก็วางอยู่บนเคาน์เตอร์
“เก็บกวาดค่ะ...อยากรู้อะไรอีกมั้ย?”
“ไม่ค่ะ แต่อยากช่วย”
“คะ?” เจ้าของบ้านงุนงงมากกว่าเดิม “ว่าไงนะ”
“ก็ไหน ๆ มาแล้ว ขนมก็ไม่ได้กิน ไม่อยากกลับไปแบบเสียเที่ยว”
“เลยจะช่วยฉันล้างอุปกรณ์ทำขนมน่ะเหรอ?”
รัญเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด
“ใช่ค่ะ ถึงยังไงคุณก็ไม่มีผู้ช่วยหนิ เปิดประตูสิคะ”
ค่ำคืนนี้ยาวนานกว่าปกติ แสงไฟนีออนสีชมพูหม่นจากป้ายร้านด้านล่างสาดสะท้อนขึ้นมาถึงหน้าต่างกระจกของห้องพักชั้นสาม กลายเป็นเงารำไรที่วาดผ่านเตียงกว้าง กลิ่นอายในห้องยังคงเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างน้ำหอมแนวดาร์กของรัญญาวีร์และกลิ่นโลชั่นแป้งเด็กอ่อนนุ่มของสาวิตรี แต่วันนี้มีกลิ่นหอมของ ดอกกุหลาบอังกฤษ จากกระถางริมระเบียงที่รัญซื้อให้เมื่อวันวาเลนไทน์โชยเข้ามาด้วย เพิ่มบรรยากาศให้ความเงียบสงัดนี้ดูเย้ายวนใจมากกว่าที่เคยสาวิตรีเอนกายอยู่บนที่นอนหนานุ่ม เธอเพิ่งอาบน้ำเสร็จ เส้นผมยังมีความชื้นจาง ๆ ทิ้งตัวลงบนหมอนสีขาวสะอาด ร่างกายที่เคยล้าจากการทำขนมมาทั้งวันดูผ่อนคลายลงภายใต้ชุดนอนผ้าไหมลื่นสีครีม ทว่าความสงบนั้นอยู่ได้ไม่นาน เมื่อแรงยุบตัวของเตียงข้างกายบอกให้รู้ว่า เจ้าหมาป่า ในคราบหมาเด็กกำลังคืบคลานเข้ามาหา“พี่สาคะ...”รัญญาวีร์กระซิบ เสียงของเธอทุ้มต่ำและแหบพร่ากว่าปกติรัญขยับตัวเข้ามาชิดจนลมหายใจอุ่น ๆ เป่ารดอยู่ที่ซอกคอขาว เธอสวมเพียงเสื้อกล้ามตัวบาง และกางเกงนอนผ้าแพรขายาวที่สวมไว้อย่างหมิ่นเหม่ ผิวพรรณของรัญที่ได้รับการดูแลอย่างดีสะท้อนแสงไฟสลัวดูเนียนละเอียด แขนเรียวพาดผ่านเอว
แสงแดดยามบ่ายของเดือนเมษายนแผดเผาลงมายังผืนดินของฟาร์มเกษตรแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม แต่ความร้อนกลับไม่สามารถทำลายความสดชื่นและความรื่นเริงของเทศกาลสงกรานต์ไปได้วันนี้บรรยากาศรอบฟาร์มถูกตกแต่งด้วยพวงมโหตรซึ่งเป็นกระดาษสีสันสดใสที่พริ้วไหวตามสายลมเย็น ๆ ที่พัดมาจากทุ่งหญ้า กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกมะลิและน้ำอบไทยลอยฟุ้งไปทั่ว ผสมผสานกับกลิ่นหญ้าและกลิ่นอายของธรรมชาติที่คุ้นเคยวันนี้รัญสวมเสื้อยืดตัวหลวมทับด้วยเชิ้ตสีดำแขนสั้น กางเกงขาสั้นสีเบจ และรองเท้าแตะคีบสีน้ำเงิน ผมยาวสีดำถูกมัดรวบหลวม ๆเธอยืนหมุนตัวไปมาหน้ากระจกบานใหญ่ในห้องพักชั้นสองของบ้านไม้ทรงไทย พยายามจัดทรงผมหางม้าให้ดูเรียบร้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใบหน้าที่เคยดูเคร่งขรึมในตอนทำงาน ตอนนี้กลับดูสดใสและตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด“ที่รักคะ รัญแต่งตัวแบบนี้ดูโอเคมั้ยคะ? เรียบร้อยพอมั้ยคะ”รัญหันไปถามคนรักที่กำลังนั่งทำขันน้ำอบอยู่บนเตียงสาวิตรียิ้มละมุน วันนี้เธออยู่ในชุดเสื้อลายดอกสีอ่อน กางเกงขาสั้นสีฟ้า ผมยาวประบ่าถูกรวบครึ่งศีรษะดูน่ารักมากทีเดียว“โอเคมากเลยค่ะ ดูสดใสเข้ากับเทศกาลดีออก พ่อกับแม่พี่ท่านไม่ถือสาเรื่องการแต่งตัว
ท้องฟ้าที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในเช้าวันหยุดนี้ดูแจ่มใสเป็นพิเศษ รัญญาวีร์และสาวิตรีตัดสินใจจัดทริป ไหว้พระ 9 วัด เพื่อเสริมสิริมงคลให้กับชีวิตคู่และกิจการที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องวันนี้รัญอยู่ในชุดกางเกงผ้าลินินสีครีมดูทะมัดทะแมง เดินจูงมือคนรักที่สวมชุดผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดตา ทั้งคู่ดูเหมือนกิ่งทองใบหยกที่เดินสายทำบุญด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยศรัทธาจนกระทั่งเดินทางมาถึงวัดที่ 9 ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่นอกเกาะเมือง บรรยากาศรอบข้างค่อนข้างร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ แต่ในความสงบนั้น รัญญาวีร์กลับสัมผัสได้ถึงสายตาแปลก ๆ จากใต้ต้นโพธิ์ใหญ่หน้าวิหาร“พี่สาคะ รัญว่าเราไหว้พระประธานข้างในเสร็จแล้วรีบกลับกันเถอะ รัญรู้สึกไม่ค่อยดีกับตรงนั้นเลย” รัญกระซิบบอกคนรัก“คิดมากไปรึเปล่าคะ นี่ในวัดนะคะไม่มีอะไรหรอก” สาวิตรียิ้มปลอบใจแต่ทันทีที่ทั้งคู่เดินก้าวพ้นประตูวิหารออกมาเพื่อจะไปยังที่จอดรถ หญิงชราท่าทางประหลาดที่สวมชุดนุ่งขาวห่มขาวแต่ดูมอมแมมก็เดินเข้ามาดักหน้า พร้อมกับจ้องเขม็งไปที่ทั้งคู่ด้วยสายตาที่ดูน่ากลัว“หยุดก่อนแม่หนู!” หญิงชราผู้นั้นตะโกนขึ้นจนนักท่องเที่ยวคนอื่นหันมามอง“ดวงของพวกแกสองคนน่ะ
บ่ายวันหยุดที่อากาศในกรุงเทพค่อนข้างร้อนระอุ รัญญาวีร์สังเกตเห็นความผิดปกติของแฟนสาวมาตั้งแต่ช่วงเช้า สาวิตรีเอาแต่นั่งจ้องหน้าจอมือถือพลางใช้นิ้วเลื่อนดูรูปภาพในโซเชียลมีเดียซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางครั้งก็แอบถอนหายใจยาวจนรัญที่กำลังนั่งจิบกาแฟอยู่ใกล้ ๆ ต้องละสายตาจากสมุดบัญชีร้านขึ้นมามอง“เป็นอะไรรึเปล่าคะที่รัก ตั้งแต่เช้ามาพี่ถอนหายใจไปแปดสิบครั้งแล้วนะคะ”“บ้า ไม่เยอะขนาดนั้นสักหน่อย” สาวิตรีหันไปมองค้อนแล้วถอนหายใจออกมาอีกครั้ง“นั่นไง ถอนหายใจอีกแล้ว แล้วนั่นดูอะไรอยู่คะ”รัญขยับเข้าไปแล้วชะโงกหน้าดูหน้าจอมือถือของคนรัก ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอคือเหล่าอินฟลูเอนเซอร์และวัยรุ่นเจนซี (Gen Z) ที่กำลังฮิตเทรนด์ถือดอกบัวสีชมพูฉลุกลีบอย่างประณีต ถ่ายรูปคู่กับสถาปัตยกรรมวัดเก่าหรือกำแพงวังในชุดไทยประยุกต์ดูละมุนตา“นั่นมันคอนเทนต์ดอกบัวที่กำลังฮิตตอนนี้นี่คะ”รัญเองก็เห็นภาพเหล่านี้บ่อย ๆ ผ่านหน้าฟีดมือถือ เมื่อเห็นคนรักเลื่อนดูรูปภาพเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอก็พอจะเข้าใจสาเหตุที่ทำให้สาวิตรีถอนหายใจนับครั้งไม่ถ้วนในวันนี้“รูปพวกนี้สวยจังเลยนะรัญ ดอกบัวสีชมพูตัดกับผ้าสไบ พี่เห็นแล้วรู้สึกว่ามั
ทุกวันที่หนึ่งและสิบหกของเดือน ร้านเบเกอรีจะปิดทำการ ด้วยเหตุผลที่ว่า วันหวยออกบรรยากาศมักจะเงียบ และเพื่อให้พนักงานได้หยุดพักด้วยและวันนี้ก็เป็นวันที่สิบหก บรรยากาศภายในร้านจึงเงียบกว่าปกติ แสงแดดอ่อน ๆ ทอดผ่านกระจกหน้าร้านเข้ามายังเคาน์เตอร์ไม้ที่ไร้กลิ่นขนมปังอบใหม่ แต่กลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นสะอาดของน้ำยาถูพื้นและกลิ่นหอมของดอกไม้จาง ๆรัญญาวีร์นั่งอยู่บนโซฟาในห้องพักชั้นสาม เธอส่องกระจกบานเล็กในมือพลางใช้นิ้วม้วนปลายผมที่เริ่มยาวระต้นคออย่างขัดใจ ผมทรงเดิมที่เคยเซตมาอย่างดีเริ่มดูยุ่งเหยิงและหนาเกินไปจนรำคาญสายตา“พี่สาคะ...” รัญเอ่ยเสียงลากยาว สองตาจ้องมองร่างบางที่กำลังนั่งอ่านนิตยสารเบเกอรีอยู่ข้าง ๆ“ว่าไงคะ” สาวิตรีละสายตาจากหน้ากระดาษ หันมามองแฟนเด็กที่ทำหน้ามุ่ย“รัญว่าผมรัญยาวไปแล้วค่ะ มันจิ้มคอจิ้มหูไปหมดเลย รัญอยากตัดผม...”“งั้นไปตัดพรุ่งนี้มั้ยคะ ตอนที่ออกไปซื้อของที่ห้าง รัญแวะไปตัดผมก็ได้ค่ะ พี่ไปซื้อของคนเดียวได้สบายมาก”สาวิตรีเสนอแนวทางอย่างใจดี แต่แฟนเด็กของเธอกลับส่ายหน้าพลางทำหน้ามุ่ย“ไม่เอาค่ะ รัญไม่อยากไป ไม่อยากเจอคนเยอะ ไม่อยากไปนั่งรอคิว” รัญขยับตัวเข้าไป
บรรยากาศในร้านขนมวันนี้อบอวลไปด้วยความหอมหวานมากกว่าปกติ กลิ่นสตรอว์เบอร์รีสดและช็อกโกแลตเกรดพรีเมียมลอยฟุ้งไปทั่วร้าน รัญญาวีร์สั่งตกแต่งร้านด้วยลูกโป่งหัวใจโทนสีชมพูและไฟนีออนรูปหัวใจสีแดงสลัว เพื่อต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ที่เวียนมาถึงลูกค้าคู่รักทยอยเข้ามาจับจองที่นั่งตั้งแต่ช่วงสาย เกี๊ยววิ่งวุ่นกับการเป็นตากล้องรับถ่ายรูปฟรี ในมือเธอมีกล้องถ่ายรูปโพลารอยด์ที่สามารถรอรับรูปได้เลย เป็นหนึ่งในสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่มาใช้บริการเป็นคู่แน่นอนว่ากิจกรรมนี้รัญเป็นคนคิด และจ้างเกี๊ยวมารับงานพิเศษ ซึ่งผลตอบรับดีเกินคาด ลูกค้าที่มาซื้อขนมปังวันนี้ต่างก็ยิ้มกริ่มกันทุกคน เพราะนอกจากได้ขนมปังอร่อย ๆ กลับบ้านแล้ว ยังได้ภาพถ่ายคู่กับคนรักที่มีฉากหลังเป็นร้านของรัญ กลับไปเป็นที่ระลึกอีกด้วยส่วนสาวิตรีก็ยุ่งอยู่หลังเคาน์เตอร์กับการแพ็ก กล่องขนมเซตวาเลนไทน์ ซึ่งเธอคิดค้นขนมปังสูตรพิเศษที่สอดไส้สตรอว์เบอร์รีลูกโต และมีจำหน่ายแค่วันที่สิบสี่กุมภาพันธ์วันเดียวเท่านั้น จึงทำให้มียอดจองถล่มทลายรัญญาวีร์เดินตรวจความเรียบร้อยรอบร้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ในมือของเธอถือไอแพดคอยเช็กคิวลูกค้า แต่สายตามักจะเ
“ฮ่า ๆ ใครเค้าพูดอะไรแบบนั้นกันล่ะ เราโดนพ่อพี่แกล้งแล้วล่ะ”สาวิตรีระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น เมื่อแฟนเด็กเล่าเรื่องราวการบีบนมวัววันนี้ให้ฟังตอนนี้เป็นเวลาสี่โมงเย็น หลังจากช่วยงานที่ฟาร์มจนเหงื่อซึม สาวิตรีก็พาคนรักมานั่งรับลมเย็น ๆ บนแคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นมะม่วง โดยมีภาพวิวตรงหน้าเป็นทุ่งหญ้ากว้
นาฬิกาบอกเวลาสี่ทุ่มตรง รัญญาวีร์นั่งหลังตรงแน่วแน่ ในมือถือปากกาพร้อมสมุดโน้ตเล่มโปรด บนโต๊ะเต็มไปด้วยโพสต์อิทสีสดใสที่เขียนข้อความกำกับไว้มากมาย ขณะที่สาวิตรีเพิ่งอาบน้ำเสร็จ เดินออกมาเห็นสภาพแฟนเด็กก็ได้แต่อมยิ้ม“โห ต้องจริงจังขนาดนี้เลยเหรอคะ แค่จะไปเยี่ยมพ่อกับแม่พี่ ต้องติวเข้มขนาดนี้เลย?”ร
สาวิตรียืนอยู่หน้าบ้านไม้สองชั้น พื้นที่ที่เคยเป็นเซฟโซนและทุกอย่างให้กับเธอ วันนี้สายตาเธอมองมันด้วยความรู้สึกปนเป ใจหนึ่งก็ไม่อยากย้ายออกไป แต่ใจหนึ่งก็คิดว่านี่จะเป็นอีกก้าวในการเปลี่ยนแปลงของชีวิตรถกระบะรับจ้างคันใหญ่จอดเทียบหน้าบ้านไม้ที่สาวิตรีใช้ชีวิตมานับสิบปี รัญในชุดลำลองกระฉับกระเฉงกำลั
แสงไฟจากป้ายโฆษณาในห้างสรรพสินค้าสว่างไสวสวนทางกับบรรยากาศเงียบสงบในบ้านไม้ที่สาวิตรีเพิ่งจากมา ตอนนี้รัญญาวีร์ดูร่าเริงเป็นพิเศษ เธอเดินแกว่งแขนไปมาพลางฮัมเพลงเบา ๆ ขณะนำทางคนข้างกายไปยังโซนโรงภาพยนตร์ “พี่สารอตรงนี้นะ รัญไปซื้อตั๋วกับป๊อปคอร์นแป๊บเดียว ห้ามหนีกลับก่อนนะคะ” รัญกำชั

![สถานะลับ(รับ)สถานะรัก [เมะxเมะ]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





