LOGINเช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดจ้าสาดส่องลงบนถนนหน้าซอยแคบอันคุ้นตา วันนี้รัญญาวีร์ไม่ได้สวมสูทตัวหรูหรือนาฬิกาแบรนด์ดังอย่างเช่นเมื่อวาน มีเพียงเสื้อเชิ้ตสีดำกับกางเกงยีนสีน้ำเงินเข้มดูทะมัดทะแมง ทำให้เธอดูเหมือนคนที่พร้อมจะลุยงานจริง ๆ
รัญจอดรถสปอร์ตไว้บริเวณถนนอีกฟากที่เดิมก่อนจะเดินกึ่งวิ่งเข้าซอยมุ่งหน้าไปยังบ้านไม้สองชั้น หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะเหนื่อยจากการเดิน แต่เพราะกำลังลุ้นว่าเจ้าของบ้านจะทำหน้าอย่างไรเมื่อเห็นเธอกลับมาปรากฏตัวอีกครั้งหลังจากโดนไล่ตะเพิดไปเมื่อคืน
เมื่อมาถึงหน้าบ้าน ภาพเดิม ๆ ก็ปรากฏสู่สายตา แถวลูกค้าที่ยืนยาวเหยียดออกมาจนถึงรั้วไม้ ทุกคนมีสีหน้าคาดหวังและตื่นเต้น รัญสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเดินฝ่าฝูงชนตรงไปยังหน้าต่างบานเล็กที่พี่สากำลังง่วนอยู่กับการส่งถุงขนมให้ลูกค้า
“ของลูกค้าออเดอร์อะไรคะ...อ้าว”
สาวิตรีชะงักคำพูดไปทันทีเมื่อเงยหน้าขึ้นมาสบตากับดวงตาคู่คมที่พราวไปด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ และรอยยิ้มบนใบหน้าของเธอก็หายไป เหลือเพียงความเรียบเฉย
“สวัสดีค่ะ วันนี้ไม่ได้มาซื้อขนม ตั้งใจมาช่วยค่ะ”
รัญเอ่ยเสียงใสพลางเท้าแขนลงบนขอบหน้าต่างไม้ “เปิดประตูให้หน่อยสิคะ แถวลูกค้าย๊าวยาววววว”
รัญลากเสียงแฝงความกดดันเล็กน้อย สาวิตรีมองหน้าเด็กเจ้าเล่ห์สลับกับใบหน้าของลูกค้าอีกหลายรายที่กำลังต่อคิวซื้อขนม
“ฉันไม่ได้บอกว่าต้องการผู้ช่วย”
สาวิตรีขมวดคิ้ว น้ำเสียงเข้มขึ้นหนึ่งระดับ แต่กลับไม่ดูดุดันเท่าเมื่อคืน อาจเป็นเพราะความวุ่นวายของลูกค้าที่กดดันอยู่เบื้องหลัง
“ต้องการหรือไม่ต้องการพี่ก็ควรเปิดประตูให้รัญค่ะ ลูกค้ารอเยอะขนาดนี้ อากาศก็ร้อนมาก เดี๋ยวก็มีคนเป็นลมเป็นแล้งไปหรอกค่ะ”
สาวิตรีนิ่งไปครู่หนึ่ง คำพูดของรัญและสถานการณ์ตรงหน้ามีเหตุผลที่เธอเถียงไม่ออก
วันนี้อากาศร้อนมากจริง ๆ และเธอไม่ควรปล่อยให้ลูกค้ารอนาน...
“เข้ามา”
สาวิตรีรีบเดินไปเปิดประตู แล้วกลับมาจัดออเดอร์ขนมต่อ เธอเหลือบมองแถวลูกค้าที่เริ่มส่งเสียงพึมพำเพราะบทสนทนาที่ดูยาวนานเกินไป และต้องถอนหายใจยาวออกมาอย่างจำยอม ส่วนรัญก็เดินตามเข้ามาด้านในด้วยใบหน้ายิ้มแป้น
“ถ้าจะช่วย...ก็เข้าไปข้างหลัง ใส่ผ้ากันเปื้อนแล้วห้ามพูดมากเข้าใจมั้ย?”
“รับทราบค่ะ! พี่สาวคนสวยยยย”
“จิ๊”!”
สาวิตรีอดไม่ได้ที่จะหงุดหงิดกับสรรพนามที่อีกฝ่ายเรียกเธอจนเผลอจิ๊ปาก
‘ให้ตายเถอะ เธอทำกรรมอะไรไว้ถึงต้องมาเจอกับเด็กอย่างรัญญาวีร์กันนะ’
ภายในห้องครัวที่บรรยากาศเริ่มคุ้นเคย รัญหยิบผ้ากันเปื้อนสีครีมผืนเดิมมาสวมอย่างคล่องแคล่ว วันนี้เธอทำตัวเป็นเด็กดีอย่างเหลือเชื่อ เริ่มจากการจัดเรียงถุงขนมตามออเดอร์ ช่วยหยิบจับอุปกรณ์ และคอยเสิร์ฟน้ำใบเตยเย็น ๆ ให้ลูกค้าที่ยืนรออยู่ด้านนอก วิ่งเข้าวิ่งออกในร้านนอกร้านจนรอบกรอบหน้าผุดพรายไปด้วยเม็ดเหงื่อ
ตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมา รัญลอบสังเกตการทำงานของสาวิตรีอย่างตั้งใจ พี่สาไม่ได้มีเทคนิคที่แพรวพราวหรือใช้เครื่องจักรทันสมัยอย่างที่เชฟในร้านของรัญใช้ แต่ทุกท่วงท่าที่เธอหยิบขนมออกจากเตา ทุกคำพูดที่เธอทักทายลูกค้าว่า ‘วันนี้เอาแบบเดิมนะคะ’ หรือ ‘ลดหวานให้แล้วค่ะตามที่สั่ง’ มันมีความหมายมากกว่าแค่การซื้อขาย ร้านขนมโฮมเมดเล็ก ๆ แห่งนี้มีบางอย่างที่ร้านของเธอไม่มี
“ออเดอร์ต่อไป คัพเค้กวานิลลาหน้าส้มสองชิ้นค่ะ ช่วยหยิบใส่กล่องให้พี่หน่อย”
เสียงเรียกของสาวิตรีดึงรัญออกจากภวังค์
“ได้ค่ะพี่สา เรียบร้อยค่ะ”
ไม่กี่วินาทีหลังจากได้ยินคำสั่ง รัญก็จัดขนมลงกล่องเสร็จเรียบร้อย
“ของลูกค้าเสื้อสีขาวคนนี้ใช่มั้ยคะ” รัญหันไปถาม
“ถูกต้อง ส่งออเดอร์ให้ลูกค้าได้เลย”
รัญเปิดหน้าต่างและส่งกล่องขนมให้หญิงสาวในชุดนักศึกษาพร้อมกับส่งยิ้มหวานให้ลูกค้า จนอีกฝ่ายถึงกับหน้าแดงและพึมพำขอบคุณอย่างอาย ๆ
“คล่องแคล่วดีหนิ” สาวิตรีเปรยขึ้นเบา ๆ หลังจากลูกค้าคนนั้นเดินจากไป
“รัญสอบผ่านมั้ยคะ แบบนี้พอจะเป็นผู้ช่วยพี่ได้มั้ย”
“ไม่ได้...เป็นเจ้าของกิจการ ทำไมไม่อยู่ดูแลร้าน”
สาวิตรีหันมามองค้อน ใบหน้าเธอเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามที่ต้องการคำตอบจริงจัง
“ร้านของรัญทำทุกอย่างเป็นระบบค่ะ มีพนักงานทำทุกหน้าที่ ต่อให้รัญไม่อยู่ก็เปิดร้านได้ตามปกติ เรื่องของคุณภาพสินค้าก็มีเชฟต่างชาติที่รัญจ้างมา คอยดูแล ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ”
สาวิตรีนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง และเธอไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เพียงแค่พยักหน้าเป็นอันเข้าใจ...
ท่ามกลางไอร้อนจากเตาอบและกลิ่นขนมหอมฟุ้ง รัญกลับรู้สึกอบอุ่นในใจอย่างประหลาด ความวุ่นวายที่นี่ไม่ได้ทำให้เธอหงุดหงิดเหมือนเวลาที่ยอดขายตกที่บริษัท แต่มันกลับทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองมีค่า และได้สัมผัสถึงความหมายของคำว่าใส่ใจจริง ๆ
เวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วงเย็น ขนมออเดอร์สุดท้ายถูกส่งออกไปจากหน้าต่างไม้บานเล็ก สาวิตรีถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยล้า แผ่นหลังของเธอเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อแต่แววตากลับดูผ่อนคลาย และใบหน้ากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข
“ซับหน้าหน่อยค่ะ มอมแมมหมดแล้ว” รัญเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับยื่นทิชชูให้
มอมแมม? สาวิตรีนึกขำแล้วทวนคำนี้อยู่ในใจ เพราะคนที่ยื่นทิชชูมาให้เธอสภาพแย่กว่าเธออีก อีกฝ่ายต่างหากที่เหมาะจะใช้คำนั้น
“ไม่รู้ใครกันแน่ที่มอมแมม ไปดูหน้าตัวเองในกระจกก่อนเถอะ”
“อ้าวเหรอคะ รัญมอมแมมเหรอ งั้นพี่สาเช็ดหน้าให้รัญหน่อยสิ”
รัญญาวีร์ย่อตัวลงเล็กน้อยแล้วยื่นทิชชูในมือไปยังคนตรงหน้า
แววตาใสซื่อท่าทีขี้เล่นนั้น เหมือนลูกหมาตัวโตกำลังออดอ้อนเจ้าของไม่ผิดเพี้ยน
แต่เสียใจด้วย...สาวิตรีไม่ชอบเลี้ยงหมา
“เช็ดเอง...เสร็จแล้วก็ไปช่วยล้างของต่อ อยากช่วยนักก็ต้องช่วยจนเสร็จนะ”
“อ้าวพี่สา ไม่ซับหน้าให้รัญก่อนเหรอ”
“ไม่”
เจ้าของบ้านพูดจบก็ย้ายตัวเองไปหยุดหน้าเตาอบขนม แต่ในขณะที่เธอเตรียมจะปิดเตาอบที่เพิ่งอบขนมรอบสุดท้ายเสร็จสิ้นไป มือของเธอกลับพลาดไปโดนขอบสเตนเลสที่ยังร้อนจัดเพราะมัวแต่หันไปมองรัญ
“โอ๊ย!”
สาวิตรีสะดุ้งสุดตัวพลางชักมือกลับ รอยแดงวาบปรากฏขึ้นที่หลังมือขาวนวลทันที รัญที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ตกใจจนหน้าเสีย เธอรีบคว้ามือนุ่มของอีกฝ่ายมาดูด้วยความรวดเร็ว
“พี่สา! เจ็บมากมั้ยคะ? ขอรัญดูหน่อย”
รัญเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใย แววตาคมสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และไม่รอให้อีกฝ่ายอนุญาต คนเด็กกว่าประคองมือของสาวิตรีขึ้นมาแล้วโน้มใบหน้าลงไป
‘ฟู่ว...ฟู่ว...’
รัญเป่าลมเย็น ๆ ลงบนรอยแดงนั้นอย่างแผ่วเบา สัมผัสจากริมฝีปากที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อมและลมหายใจอุ่น ๆ ที่รดลงบนหลังมือ ทำให้สาวิตรีถึงกับยืนนิ่งงันไปชั่วขณะ
ทั้งที่พยายามห้ามใจตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่ก็เหมือนอะไรสักอย่างกลั่นแกล้งให้เธอต้องเจอสถานการณ์ที่ทำให้ใจเต้นอยู่เรื่อย
ให้ตายเถอะ...
ความร้อนจากแผลดูจะกระจายไปทั่วใบหน้าจนร้อนผ่าว สาวิตรีมองดูหยดเหงื่อที่ซึมตามไรผมของรัญ และแววตาที่จดจ้องอยู่เพียงแค่แผลของเธอ...
วินาทีนั้น โลกทั้งใบดูเหมือนจะหยุดหมุนไปชั่วขณะ
“เจ็บรึเปล่าคะ เดี๋ยวรัญไปเอายามาทาให้นะ พี่นั่งรอตรงนี้ก่อน”
รัญเงยหน้าขึ้นสบตา แววตามุ่งมั่นและอ่อนโยนในเวลาเดียวกันทำเอาสาวิตรีต้องเป็นฝ่ายหลบสายตา
“มะ... ไม่เป็นไรค่ะ นิดเดียวเอง พี่จัดการเองได้”
สาวิตรีรีบชักมือกลับพยายามสลัดความรู้สึกฟุ้งซ่านที่เพิ่งเกิดขึ้นออกไปอย่างรวดเร็ว
“วันนี้ไม่ต้องช่วยอะไรแล้ว กลับไปเถอะ เย็นมากแล้ว ขอบคุณมากนะ”
“ไม่กลับค่ะ รัญจะทายาให้พี่ก่อน”
รัญญาวีร์ตอบชัดแล้วเดินไปหยิบกล่องยาที่วางอยู่บนชั้นไม้
สาวิตรีมองตามแผ่นหลังของรัญด้วยความรู้สึกที่สับสน ใจหนึ่งเธอยังคงพยายามก่อกำแพงขึ้นมาใหม่ แต่อีกใจหนึ่ง... สัมผัสแผ่วเบาจากการเป่าเมื่อครู่กลับทำลายอิฐในใจเธอลงไปทีละก้อน
‘ให้ตายเถอะ...คนนี้จะมารูปแบบไหนอีกเนี่ย’
‘สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยลูกด้วย พอเถอะ ไม่เอาแล้ว’
หลังจากทายาและเคลียร์ของในครัวเสร็จสิ้น ทั้งคู่ออกมานั่งพักที่โต๊ะไม้หน้าบ้าน แสงสีส้มจากพระอาทิตย์ตกดินทำให้บรรยากาศดูนิ่งขรึมและเป็นส่วนตัวมากขึ้น รัญนั่งมองมือที่ถูกพันผ้าก๊อซบาง ๆ ของพี่สาด้วยสายตาที่ยังคงไม่คลายกังวล
“วันนี้ให้กี่คะแนนคะ”
รัญเปิดประเด็นขึ้นมาเมื่อความเงียบเริ่มปกคลุม น้ำเสียงเปลี่ยนกลับมาเป็นจริงจัง
“หืม? คะแนนอะไร”
“ก็คะแนนที่รัญช่วยพี่สาวันนี้ไง สมมุติเต็มสิบ รัญได้เท่าไหร่”
สาวิตรีกลอกตาอย่างครุ่นคิด แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้จริงจังอะไรกับการตั้งคำถามแบบนี้ แต่เธอกลับตั้งใจเลือกตัวเลขการให้คะแนนอยู่ในใจ
“อืม...หกละกัน”
รัญหุบยิ้มในทันที “อะไรอ่า หกคะแนนเองเหรอ รัญช่วยพี่ทุกอย่างเลยนะ คิดว่าจะให้เต็มสิบซะอีก”
“ถ้าอยากได้สิบแล้วจะถามทำไม? คราวหลังก็ให้คะแนนตัวเองสิ หกนี่ก็ถือว่าเกินครึ่งแล้วไง”
“งั้น...แปลว่าพี่เห็นแล้วใช่มั้ยว่ารัญก็เก่ง”
“อื้ม ก็คล่องดีหนิ”
“ถ้าอย่างนั้น...พี่ช่วยไขคำตอบให้รัญหน่อยได้มั้ยคะ ทำไมร้านของรัญถึงเงียบเหงา ทำไมลูกค้าถึงไม่ยิ้มเหมือนที่นี่ ทั้งที่รัญให้สิ่งที่ดีที่สุดกับเขา”
รัญถามพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของสาวิตรี เธออยากจะสนิทกับพี่สาให้เร็วที่สุด เพื่อกอบกู้ความภาคภูมิใจในธุรกิจของเธอคืนมาด้วย
สาวิตรีนิ่งไปครู่หนึ่ง เธอมองลอดหน้าต่างเข้าไปในครัวที่เพิ่งทำความสะอาดเสร็จ
“คุณเปิดร้านเบเกอรีเพราะอะไรคะ?”
คำถามของรัญญาวีร์ไม่ได้รับคำตอบ หนำซ้ำอีกฝ่ายยังส่งประโยคคำถามกลับมา
“อืม...รัญว่ามันง่ายดี น่าจะคืนทุนเร็ว อีกอย่างรัญทำมาหลายอย่างแล้วไม่เวิร์คสักอย่าง ครั้งนี้เลยลงทุนลงแรงทุ่มทุนทุกอย่างแบบเต็มร้อยค่ะ”
“ก็เลยคิดว่าสิ่งที่ทุ่มเทไปทั้งหมด จะตอบแทนกลับมาด้วยผลกำไรเป็นกอบเป็นกำเหรอคะ?”
“เอิ่ม...ก็”
รัญญาวีร์เงียบไปครู่หนึ่ง ในหัวค่อย ๆ ลำดับภาพทุกอย่างที่เกิดขึ้นในร้านของเธอ นับตั้งแต่ที่เธอเริ่มคิดจะทำร้านเบเกอรี จนถึงภาพปัจจุบันที่กิจการของเธอเดินหน้ามาเกือบปีแล้ว
“ก็ควรจะเป็นอย่างนั้นไม่ใช่เหรอคะพี่สา คนเราทำธุรกิจก็ต้องมีกำไรสิ ร้านพี่เองก็เหมือนกัน ถ้าขายแล้วขาดทุนพี่ก็คงไม่ขายใช่มั้ยล่ะ”
สาวิตรีพยักหน้า เธอไม่เถียงข้อโต้แย้งข้อนี้
“ใช่ ถ้าขายแล้วขาดทุนพี่คงไม่ขาย แต่รู้อะไรมั้ย กว่าที่ร้านขนมร้านเล็ก ๆ ร้านนี้จะเดินทางมาถึงวันที่มีกำไร วันที่ลูกค้าบอกต่อปากต่อปาก พี่ใช้เวลานะ...พี่ไม่ได้เพิ่งเปิดร้านเมื่อวาน แล้วจะเอากำไรมหาศาลวันนี้เลย การทุ่มเทน่ะมันดี แต่คนเดียวที่จะรู้เรื่องพวกนี้คือเจ้าของร้าน ลูกค้าเขาไม่รู้หรอกว่ารัญทุ่มเทอะไรลงไปบ้าง แล้วรัญมีเวลาจะเล่าให้พวกเค้าฟังรึเปล่าล่ะ?”
รัญญาวีร์ส่ายหน้าทันที คำถามนี้เธอไม่ต้องคิดนาน “หงึ ใครจะมานั่งเล่าอะไรแบบนั้นกัน”
“ใช่ พี่ก็คงไม่มีเวลามานั่งสาธยาย เพราะฉะนั้นเราก็ต้องทำให้เค้ารับรู้ได้เอง”
“เอ้า...แล้วเค้าจะรู้ได้ไงคะ”
“ก็ขนมในร้านของรัญนั่นล่ะจะเป็นตัวบอกทุกอย่าง แต่ที่สำคัญ มันต้องใช้เวลาด้วย ค่อยเป็นค่อยไปน่ะรู้จักมั้ย?”
“ค่อยเป็นค่อยไป?” คนเด็กกว่าทวนคำ
“ใช่ค่ะ สิ่งที่พี่พอจะแนะนำได้ก็มีแค่นี้ ถ้าไม่มีอะไรแล้วพี่ขอตัวนะ
สาวิตรีพูดจบก็ลุกกลับเข้าไปในบ้าน รัญได้แต่นั่งงงอยู่ที่เดิม และมองตามแผ่นหลังคนตัวเล็กด้วยสายตาเลื่อนลอย
“ค่อยเป็นค่อยไปงั้นเหรอ...คำนี้ก็ใช้กับรัญไม่ได้เหมือนกันค่ะพี่สา”
รัญพึมพำกับตัวเอง เธอยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม แต่ในหัวกลับเต็มไปด้วยแผนการมากมาย
จนกระทั่งความคิดหนึ่งแว็บเข้ามาในหัว...
ค่ำคืนนี้ยาวนานกว่าปกติ แสงไฟนีออนสีชมพูหม่นจากป้ายร้านด้านล่างสาดสะท้อนขึ้นมาถึงหน้าต่างกระจกของห้องพักชั้นสาม กลายเป็นเงารำไรที่วาดผ่านเตียงกว้าง กลิ่นอายในห้องยังคงเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างน้ำหอมแนวดาร์กของรัญญาวีร์และกลิ่นโลชั่นแป้งเด็กอ่อนนุ่มของสาวิตรี แต่วันนี้มีกลิ่นหอมของ ดอกกุหลาบอังกฤษ จากกระถางริมระเบียงที่รัญซื้อให้เมื่อวันวาเลนไทน์โชยเข้ามาด้วย เพิ่มบรรยากาศให้ความเงียบสงัดนี้ดูเย้ายวนใจมากกว่าที่เคยสาวิตรีเอนกายอยู่บนที่นอนหนานุ่ม เธอเพิ่งอาบน้ำเสร็จ เส้นผมยังมีความชื้นจาง ๆ ทิ้งตัวลงบนหมอนสีขาวสะอาด ร่างกายที่เคยล้าจากการทำขนมมาทั้งวันดูผ่อนคลายลงภายใต้ชุดนอนผ้าไหมลื่นสีครีม ทว่าความสงบนั้นอยู่ได้ไม่นาน เมื่อแรงยุบตัวของเตียงข้างกายบอกให้รู้ว่า เจ้าหมาป่า ในคราบหมาเด็กกำลังคืบคลานเข้ามาหา“พี่สาคะ...”รัญญาวีร์กระซิบ เสียงของเธอทุ้มต่ำและแหบพร่ากว่าปกติรัญขยับตัวเข้ามาชิดจนลมหายใจอุ่น ๆ เป่ารดอยู่ที่ซอกคอขาว เธอสวมเพียงเสื้อกล้ามตัวบาง และกางเกงนอนผ้าแพรขายาวที่สวมไว้อย่างหมิ่นเหม่ ผิวพรรณของรัญที่ได้รับการดูแลอย่างดีสะท้อนแสงไฟสลัวดูเนียนละเอียด แขนเรียวพาดผ่านเอว
แสงแดดยามบ่ายของเดือนเมษายนแผดเผาลงมายังผืนดินของฟาร์มเกษตรแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม แต่ความร้อนกลับไม่สามารถทำลายความสดชื่นและความรื่นเริงของเทศกาลสงกรานต์ไปได้วันนี้บรรยากาศรอบฟาร์มถูกตกแต่งด้วยพวงมโหตรซึ่งเป็นกระดาษสีสันสดใสที่พริ้วไหวตามสายลมเย็น ๆ ที่พัดมาจากทุ่งหญ้า กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกมะลิและน้ำอบไทยลอยฟุ้งไปทั่ว ผสมผสานกับกลิ่นหญ้าและกลิ่นอายของธรรมชาติที่คุ้นเคยวันนี้รัญสวมเสื้อยืดตัวหลวมทับด้วยเชิ้ตสีดำแขนสั้น กางเกงขาสั้นสีเบจ และรองเท้าแตะคีบสีน้ำเงิน ผมยาวสีดำถูกมัดรวบหลวม ๆเธอยืนหมุนตัวไปมาหน้ากระจกบานใหญ่ในห้องพักชั้นสองของบ้านไม้ทรงไทย พยายามจัดทรงผมหางม้าให้ดูเรียบร้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใบหน้าที่เคยดูเคร่งขรึมในตอนทำงาน ตอนนี้กลับดูสดใสและตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด“ที่รักคะ รัญแต่งตัวแบบนี้ดูโอเคมั้ยคะ? เรียบร้อยพอมั้ยคะ”รัญหันไปถามคนรักที่กำลังนั่งทำขันน้ำอบอยู่บนเตียงสาวิตรียิ้มละมุน วันนี้เธออยู่ในชุดเสื้อลายดอกสีอ่อน กางเกงขาสั้นสีฟ้า ผมยาวประบ่าถูกรวบครึ่งศีรษะดูน่ารักมากทีเดียว“โอเคมากเลยค่ะ ดูสดใสเข้ากับเทศกาลดีออก พ่อกับแม่พี่ท่านไม่ถือสาเรื่องการแต่งตัว
ท้องฟ้าที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในเช้าวันหยุดนี้ดูแจ่มใสเป็นพิเศษ รัญญาวีร์และสาวิตรีตัดสินใจจัดทริป ไหว้พระ 9 วัด เพื่อเสริมสิริมงคลให้กับชีวิตคู่และกิจการที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องวันนี้รัญอยู่ในชุดกางเกงผ้าลินินสีครีมดูทะมัดทะแมง เดินจูงมือคนรักที่สวมชุดผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดตา ทั้งคู่ดูเหมือนกิ่งทองใบหยกที่เดินสายทำบุญด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยศรัทธาจนกระทั่งเดินทางมาถึงวัดที่ 9 ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่นอกเกาะเมือง บรรยากาศรอบข้างค่อนข้างร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ แต่ในความสงบนั้น รัญญาวีร์กลับสัมผัสได้ถึงสายตาแปลก ๆ จากใต้ต้นโพธิ์ใหญ่หน้าวิหาร“พี่สาคะ รัญว่าเราไหว้พระประธานข้างในเสร็จแล้วรีบกลับกันเถอะ รัญรู้สึกไม่ค่อยดีกับตรงนั้นเลย” รัญกระซิบบอกคนรัก“คิดมากไปรึเปล่าคะ นี่ในวัดนะคะไม่มีอะไรหรอก” สาวิตรียิ้มปลอบใจแต่ทันทีที่ทั้งคู่เดินก้าวพ้นประตูวิหารออกมาเพื่อจะไปยังที่จอดรถ หญิงชราท่าทางประหลาดที่สวมชุดนุ่งขาวห่มขาวแต่ดูมอมแมมก็เดินเข้ามาดักหน้า พร้อมกับจ้องเขม็งไปที่ทั้งคู่ด้วยสายตาที่ดูน่ากลัว“หยุดก่อนแม่หนู!” หญิงชราผู้นั้นตะโกนขึ้นจนนักท่องเที่ยวคนอื่นหันมามอง“ดวงของพวกแกสองคนน่ะ
บ่ายวันหยุดที่อากาศในกรุงเทพค่อนข้างร้อนระอุ รัญญาวีร์สังเกตเห็นความผิดปกติของแฟนสาวมาตั้งแต่ช่วงเช้า สาวิตรีเอาแต่นั่งจ้องหน้าจอมือถือพลางใช้นิ้วเลื่อนดูรูปภาพในโซเชียลมีเดียซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางครั้งก็แอบถอนหายใจยาวจนรัญที่กำลังนั่งจิบกาแฟอยู่ใกล้ ๆ ต้องละสายตาจากสมุดบัญชีร้านขึ้นมามอง“เป็นอะไรรึเปล่าคะที่รัก ตั้งแต่เช้ามาพี่ถอนหายใจไปแปดสิบครั้งแล้วนะคะ”“บ้า ไม่เยอะขนาดนั้นสักหน่อย” สาวิตรีหันไปมองค้อนแล้วถอนหายใจออกมาอีกครั้ง“นั่นไง ถอนหายใจอีกแล้ว แล้วนั่นดูอะไรอยู่คะ”รัญขยับเข้าไปแล้วชะโงกหน้าดูหน้าจอมือถือของคนรัก ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอคือเหล่าอินฟลูเอนเซอร์และวัยรุ่นเจนซี (Gen Z) ที่กำลังฮิตเทรนด์ถือดอกบัวสีชมพูฉลุกลีบอย่างประณีต ถ่ายรูปคู่กับสถาปัตยกรรมวัดเก่าหรือกำแพงวังในชุดไทยประยุกต์ดูละมุนตา“นั่นมันคอนเทนต์ดอกบัวที่กำลังฮิตตอนนี้นี่คะ”รัญเองก็เห็นภาพเหล่านี้บ่อย ๆ ผ่านหน้าฟีดมือถือ เมื่อเห็นคนรักเลื่อนดูรูปภาพเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอก็พอจะเข้าใจสาเหตุที่ทำให้สาวิตรีถอนหายใจนับครั้งไม่ถ้วนในวันนี้“รูปพวกนี้สวยจังเลยนะรัญ ดอกบัวสีชมพูตัดกับผ้าสไบ พี่เห็นแล้วรู้สึกว่ามั
ทุกวันที่หนึ่งและสิบหกของเดือน ร้านเบเกอรีจะปิดทำการ ด้วยเหตุผลที่ว่า วันหวยออกบรรยากาศมักจะเงียบ และเพื่อให้พนักงานได้หยุดพักด้วยและวันนี้ก็เป็นวันที่สิบหก บรรยากาศภายในร้านจึงเงียบกว่าปกติ แสงแดดอ่อน ๆ ทอดผ่านกระจกหน้าร้านเข้ามายังเคาน์เตอร์ไม้ที่ไร้กลิ่นขนมปังอบใหม่ แต่กลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นสะอาดของน้ำยาถูพื้นและกลิ่นหอมของดอกไม้จาง ๆรัญญาวีร์นั่งอยู่บนโซฟาในห้องพักชั้นสาม เธอส่องกระจกบานเล็กในมือพลางใช้นิ้วม้วนปลายผมที่เริ่มยาวระต้นคออย่างขัดใจ ผมทรงเดิมที่เคยเซตมาอย่างดีเริ่มดูยุ่งเหยิงและหนาเกินไปจนรำคาญสายตา“พี่สาคะ...” รัญเอ่ยเสียงลากยาว สองตาจ้องมองร่างบางที่กำลังนั่งอ่านนิตยสารเบเกอรีอยู่ข้าง ๆ“ว่าไงคะ” สาวิตรีละสายตาจากหน้ากระดาษ หันมามองแฟนเด็กที่ทำหน้ามุ่ย“รัญว่าผมรัญยาวไปแล้วค่ะ มันจิ้มคอจิ้มหูไปหมดเลย รัญอยากตัดผม...”“งั้นไปตัดพรุ่งนี้มั้ยคะ ตอนที่ออกไปซื้อของที่ห้าง รัญแวะไปตัดผมก็ได้ค่ะ พี่ไปซื้อของคนเดียวได้สบายมาก”สาวิตรีเสนอแนวทางอย่างใจดี แต่แฟนเด็กของเธอกลับส่ายหน้าพลางทำหน้ามุ่ย“ไม่เอาค่ะ รัญไม่อยากไป ไม่อยากเจอคนเยอะ ไม่อยากไปนั่งรอคิว” รัญขยับตัวเข้าไป
บรรยากาศในร้านขนมวันนี้อบอวลไปด้วยความหอมหวานมากกว่าปกติ กลิ่นสตรอว์เบอร์รีสดและช็อกโกแลตเกรดพรีเมียมลอยฟุ้งไปทั่วร้าน รัญญาวีร์สั่งตกแต่งร้านด้วยลูกโป่งหัวใจโทนสีชมพูและไฟนีออนรูปหัวใจสีแดงสลัว เพื่อต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ที่เวียนมาถึงลูกค้าคู่รักทยอยเข้ามาจับจองที่นั่งตั้งแต่ช่วงสาย เกี๊ยววิ่งวุ่นกับการเป็นตากล้องรับถ่ายรูปฟรี ในมือเธอมีกล้องถ่ายรูปโพลารอยด์ที่สามารถรอรับรูปได้เลย เป็นหนึ่งในสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่มาใช้บริการเป็นคู่แน่นอนว่ากิจกรรมนี้รัญเป็นคนคิด และจ้างเกี๊ยวมารับงานพิเศษ ซึ่งผลตอบรับดีเกินคาด ลูกค้าที่มาซื้อขนมปังวันนี้ต่างก็ยิ้มกริ่มกันทุกคน เพราะนอกจากได้ขนมปังอร่อย ๆ กลับบ้านแล้ว ยังได้ภาพถ่ายคู่กับคนรักที่มีฉากหลังเป็นร้านของรัญ กลับไปเป็นที่ระลึกอีกด้วยส่วนสาวิตรีก็ยุ่งอยู่หลังเคาน์เตอร์กับการแพ็ก กล่องขนมเซตวาเลนไทน์ ซึ่งเธอคิดค้นขนมปังสูตรพิเศษที่สอดไส้สตรอว์เบอร์รีลูกโต และมีจำหน่ายแค่วันที่สิบสี่กุมภาพันธ์วันเดียวเท่านั้น จึงทำให้มียอดจองถล่มทลายรัญญาวีร์เดินตรวจความเรียบร้อยรอบร้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ในมือของเธอถือไอแพดคอยเช็กคิวลูกค้า แต่สายตามักจะเ
“ฮ่า ๆ ใครเค้าพูดอะไรแบบนั้นกันล่ะ เราโดนพ่อพี่แกล้งแล้วล่ะ”สาวิตรีระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น เมื่อแฟนเด็กเล่าเรื่องราวการบีบนมวัววันนี้ให้ฟังตอนนี้เป็นเวลาสี่โมงเย็น หลังจากช่วยงานที่ฟาร์มจนเหงื่อซึม สาวิตรีก็พาคนรักมานั่งรับลมเย็น ๆ บนแคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นมะม่วง โดยมีภาพวิวตรงหน้าเป็นทุ่งหญ้ากว้
นาฬิกาบอกเวลาสี่ทุ่มตรง รัญญาวีร์นั่งหลังตรงแน่วแน่ ในมือถือปากกาพร้อมสมุดโน้ตเล่มโปรด บนโต๊ะเต็มไปด้วยโพสต์อิทสีสดใสที่เขียนข้อความกำกับไว้มากมาย ขณะที่สาวิตรีเพิ่งอาบน้ำเสร็จ เดินออกมาเห็นสภาพแฟนเด็กก็ได้แต่อมยิ้ม“โห ต้องจริงจังขนาดนี้เลยเหรอคะ แค่จะไปเยี่ยมพ่อกับแม่พี่ ต้องติวเข้มขนาดนี้เลย?”ร
สาวิตรียืนอยู่หน้าบ้านไม้สองชั้น พื้นที่ที่เคยเป็นเซฟโซนและทุกอย่างให้กับเธอ วันนี้สายตาเธอมองมันด้วยความรู้สึกปนเป ใจหนึ่งก็ไม่อยากย้ายออกไป แต่ใจหนึ่งก็คิดว่านี่จะเป็นอีกก้าวในการเปลี่ยนแปลงของชีวิตรถกระบะรับจ้างคันใหญ่จอดเทียบหน้าบ้านไม้ที่สาวิตรีใช้ชีวิตมานับสิบปี รัญในชุดลำลองกระฉับกระเฉงกำลั
แสงไฟจากป้ายโฆษณาในห้างสรรพสินค้าสว่างไสวสวนทางกับบรรยากาศเงียบสงบในบ้านไม้ที่สาวิตรีเพิ่งจากมา ตอนนี้รัญญาวีร์ดูร่าเริงเป็นพิเศษ เธอเดินแกว่งแขนไปมาพลางฮัมเพลงเบา ๆ ขณะนำทางคนข้างกายไปยังโซนโรงภาพยนตร์ “พี่สารอตรงนี้นะ รัญไปซื้อตั๋วกับป๊อปคอร์นแป๊บเดียว ห้ามหนีกลับก่อนนะคะ” รัญกำชั
![ผัวของผมมันคลั่งรักเกินไปแล้วนะ [YAOI] + [BDSM] + [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






