로그인ประตูบ้านของสาวิตรีถูกผลักออกอย่างแรง พร้อมกับหนึ่งประโยคที่ดังลั่น
“แล้วเรื่องที่เราเป็นแฟนกันแล้วล่ะคะ?”
“ว่าไงนะ?”
เจ้าของบ้านหันมามองค้อน เธอคิดว่าเรื่องนี้จะจบไปแล้วซะอีก
และเธอก็คิดว่ารัญกลับไปแล้วด้วยซ้ำ แต่เจ้าตัวดันมายืนหน้าจ๋องอยู่ตรงหน้า
“รัญบอกแฟนเก่าพี่สาไปแล้วว่ารัญเป็นแฟนปัจจุบันของพี่ พี่ไม่กลัวเค้ากลับมาอีกรึไง”
สาวิตรียักไหล่อย่างไม่สนใจนัก “ก็ถ้าเค้ามา พี่จะจัดการเอง”
“แน่ใจเหรอว่าพี่จัดการได้ พี่ดูกลัวเค้าขนาดนั้น?”
รัญยังจำได้ดีว่าเมื่อวานนี้แววตาของสาวิตรีดูหวาดหวั่นมากแค่ไหนเมื่อเห็นใบหน้าของผู้หญิงคนนั้น ถึงแม้เธอจะไม่รู้เรื่องราวตื้นลึกหนาบางของทั้งคู่ แต่เท่าที่สังเกต รัญญาวีร์มั่นใจว่าเรื่องราวของทั้งคู่คงจบไม่สวยแน่นอน
“ก็ช่างเถอะน่า เธอกลับไปได้แล้ว ร้านปิดแล้ว”
“ปิดแล้วไปไหนต่อคะ?”
รัญไม่ถามเปล่าแต่กลับก้าวเท้าเดินเข้าไปหาสาวิตรีที่กำลังใช้ผ้าเช็ดเคาน์เตอร์ไม้ในห้องครัวอย่างใจเย็น คนเด็กกว่าเห็นดังนั้นก็รีบดึงผ้าผืนนั้นมาไว้ในมือแล้วทำหน้าที่แทน
“มือพี่เจ็บอยู่ รัญทำให้ค่ะ”
“พี่ทำได้”
“รู้ค่ะ...แต่อยากทำให้”
ประโยคเดียวสั้น ๆ ที่ส่งกลับมาทำเอาอีกฝ่ายเผลอปล่อยผ้าผืนบางในมือหลุดไปอย่างไม่รู้ตัว เจ้าของบ้านจ้องมองการกระทำนั้น พยายามหาคำตอบถึงจุดประสงค์ของผู้หญิงคนนี้ รัญญาวีร์เป็นคนแบบไหน ต้องการอะไรจากเธอกันแน่...
“เมื่อกี้พี่ยังไม่ตอบรัญเลยค่ะ ว่าปิดร้านแล้วจะไปไหนต่อ”
รัญเอ่ยถามระหว่างที่มือก็เช็ดทำความสะอาดเคาน์เตอร์ในครัวไปด้วย
“ไม่ไปไหน มืดแล้ว”
รัญยกข้อมือซ้ายขึ้นมาดูเวลาพลางขมวดคิ้ว “หกโมงเย็นเนี่ยนะคะ”
“อืมนั่นแหละ ก็ใกล้มืดแล้ว ฉันไม่ชอบออกไปไหนยามวิกาล”
“ยามวิกาล?” รัญขมวดคิ้วงุนงงยิ่งกว่าเดิม “พูดซะฟังดูน่ากลัวเลย”
“ก็เรื่องจริง เดี๋ยวนี้ภัยนอกบ้านเยอะแยะ ข่าวอาชญากรรมก็มีให้เห็นทุกวัน อยู่ในบ้านนี่แหละดีสุด”
“แล้วถ้าไปกับรัญล่ะคะ ไปมั้ย?”
คราวนี้กลับเป็นคนอายุมากกว่าที่ขมวดคิ้วมุ่น
“ไปไหน?”
“ไปกินมื้อเย็นกันค่ะ เมื่อวานพี่ทำหม่าล่าให้รัญกิน วันนี้รัญเลี้ยงข้าวพี่คืนบ้าง”
“ไม่จำเป็น ฉันไม่ได้ทำเพราะต้องการให้เธอเลี้ยงคืน ฉันทำเพราะเธอช่วยฉัน”
“งั้นพี่ก็ยิ่งต้องไปกินข้าวกับรัญค่ะ เพราะเราเป็นแฟนกันแล้วไงคะ”
“เหตุผลนี้ยิ่งไม่ต้อง เพราะเราไม่ได้เป็นอะไรกัน”
“ต้องเป็นก่อนใช่มั้ยคะ พี่ถึงจะยอมไปกินข้าวกับรัญ งั้นเราก็เป็นแฟนกันตอนนี้เลยค่ะ โอเคมั้ย”
สาวิตรีถึงกับอ้าปากค้าง สาบานได้เลยว่าตั้งแต่เกิดมา เธอไม่เคยเจอใครพูดยากและเอาใจมากถึงมากที่สุดเท่าคนที่กำลังยืนอยู่ต่อหน้าเธอตอนนี้เลย
ระหว่างที่กำลังโต้เถียงกันอยู่นั้น จู่ ๆ เสียงเรียกเข้าจากมือถือของรัญก็ดังขึ้น เธอรีบหยิบขึ้นมาดูและรอยยิ้มบนใบหน้าก็หายไปทันทีเมื่อเห็นว่าเป็นชื่อ Baby ที่โทรเข้ามา
รัญรีบกดปิดเสียงและยัดมือถือลงไปในกระเป๋ากางเกงยีนด้านหลัง ทว่าท่าทีที่เปลี่ยนไปในชั่วพริบตา กลับทำให้สาวิตรีคลี่ยิ้มมุมปากออกมาราวกับผู้ชนะ
“ดูเหมือนว่า เธอคงไม่ว่างไปกินมื้อเย็นกับพี่แล้วสินะ” ได้โอกาส สาวิตรีก็ยิงคำถามไปทันที
“คือว่า...เอ่อ”
“แล้วถ้าพี่บอกว่าพี่จะไปกับเธอล่ะ”
คราวนี้คนอายุมากกว่าเดินเข้าไปใกล้รัญ ดวงตากลมโตคู่นั้นมองลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่ายอย่างหาคำตอบ
“ถ้าพี่สาตกลง เราก็ไปกันเลยค่ะ”
“จะบอกว่าเธอเลือกไปกินข้าวกับพี่ แล้วปฏิเสธคนที่โทรเข้ามางั้นเหรอ?”
รัญญาวีร์พยักหน้าเบา ๆ “แน่นอนค่ะ ตอนนี้พี่สำคัญที่สุด”
“เพราะพี่อยู่ตรงนี้ใช่มั้ยล่ะ? แล้วถ้าเธออยู่กับคนอื่น พี่จะยังสำคัญที่สุดมั้ย...ก็คงไม่สินะ”
คราวนี้รัญยืนนิ่งราวกับถูกสาปเป็นรูปปั้น ถ้าไม่ได้ยินกับหูตัวเองเธอคงไม่เชื่อเลยว่าผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ดูธรรมดา ๆ อย่างสาวิตรี จะสามารถพูดประโยคทำนองนี้ออกมาได้
เป็นคำพูดที่ทำเอาคนฟังชาวาบไปทั้งตัว ตั้งแต่หัวจรดเท้า
“มันไม่ใช่แบบนั้นนะพี่สา คนที่โทรมาไม่ได้สำคัญอะไรจริง ๆ ค่ะ”
“พอเถอะรัญ พี่บอกแล้วไง เด็กเอาแต่ใจแบบเธอไม่ใช่ทางของพี่ พี่ไม่อยากต้องมาปวดหัวกับเรื่องไร้สาระอะไรอีกแล้ว ขอพี่อยู่สงบ ๆ ในพื้นที่ทำขนมของพี่เถอะนะ”
คนตรงหน้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า หนำซ้ำแววตาคู่นั้นยังสะท้อนถึงความเหน็ดเหนื่อยที่แบกรับเอาไว้ได้ดีกว่าคำพูดเสียอีก
“พี่สา คือว่า...”
“กลับไปก่อนได้มั้ยรัญ กลับไปเถอะนะ”
คนตรงหน้าไม่เพียงแต่ร้องขอ ทว่าสายตาคู่นั้นกลับเต็มไปด้วยคำวิงวอน จนรัญไม่สามารถจะปฏิเสธ
“โอเคค่ะ งั้นรัญกลับก็ได้ ยังไงก็อย่าลืมดูแผลด้วยนะคะ ถ้ายังเจ็บอยู่ก็ทายาด้วย”
สาวิตรีไม่ได้ตอบอะไร เธอเพียงเบี่ยงสายตาไปมองอย่างอื่น จนกระทั่งได้ยินเสียงเปิดประตูและการก้าวออกไปของรัญ เธอก็พรั่งพรูลมหายใจออกมา
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน หนีเสือปะจระเข้รึไงเนี่ย”
รัญญาวีร์ผลักประตูออกไปด้วยสภาพคอตกหูลู่เหมือนลูกหมาที่เพิ่งโดนดุมายังไงอย่างนั้น ระหว่างเดินไปยังประตูรั้วบ้าน มือถือในกระเป๋ากางเกงก็สั่นประท้วงขึ้นมาอีกครั้ง รัญหยิบมันขึ้นมาดูด้วยความหงุดหงิด คราวนี้เธอไม่กดปิดเครื่อง แต่เลือกที่จะกดรับสายเพื่อตัดความรำคาญ
“ว่าไงเบล...” รัญกรอกเสียงลงไป น้ำเสียงราบเรียบไร้ซึ่งความแพรวพราวเหมือนทุกครั้ง
[พี่รัญ! ทำไมติดต่อยากจังคะ เบลจะโทรมาบอกว่าหนังเรื่องที่พี่รัญอยากดูเข้าฉายวันนี้วันแรกเลยนะ เบลจองตั๋วรอบดึกไว้ให้แล้ว ไปดูหนังด้วยกันนะคะ]
รัญนิ่งไปครู่หนึ่ง ภาพโรงหนัง VIP เบาะกำมะหยี่นุ่ม ๆ และป๊อปคอร์นราคาแพงลอยเข้ามาในหัว ปกติเธอคงตอบตกลงไปแล้ว
แต่ในวินาทีนี้...
ความรู้สึก เบื่อ กลับเกิดขึ้นมาเสียดื้อ ๆ
รัญมองย้อนกลับเข้าไปในบ้านไม้หลังเล็กที่อยู่ตรงหน้า ตอนนี้เธอกลับอยากเห็นใบหน้าดุ ๆ ของพี่สา หรือแม้แต่น้ำเสียงที่อีกฝ่ายดุเธอ มันดูน่าสนใจมากกว่าการไปดูหนังรอบค่ำกับเบลเสียอีก
“เรื่องดูหนังเราไม่ได้นัดกันไว้ก่อนนะคะเบล อีกอย่างวันนี้พี่ติดงานด้วย”
[อ้าว แต่พี่รัญบ่นว่าอยากดูเรื่องนี้มากเลยนี่คะ]
“ไว้วันหลังนะเบล พี่เหนื่อย อยากพัก แค่นี้นะคะ” รัญตัดบทอย่างไม่ไยดีก่อนจะกดวางสายทันที
รัญยังคงยืนนิ่งอยู่ริมถนนหน้าบ้านของสาวิตรี โดยไม่รู้เลยว่าด้านหลังต้นไม้ใหญ่ มีร่างของเจ้าของบ้านที่เดินออกมาเพื่อจะใส่กลอนประตูรั้วแอบอยู่ตรงนั้น
และแน่นอนว่าสาวิตรีได้ยินทุกคำพูดของรัญ
หลังจากรัญเดินออกไปหน้าปากซอยแล้ว เจ้าของบ้านก็เดินไปใส่กุญแจประตูรั้วบ้าน แววตาคมกริบคู่นั้นฉายแววเรียบเฉย เธอไม่ได้รู้สึกดีใจที่รัญปฏิเสธคนอื่นเพื่อเธอ แต่มันกลับยิ่งย้ำเตือนว่า...
คนอย่างรัญญาวีร์บทจะทิ้งใคร ก็ทิ้งได้ง่าย ๆ เพียงเพราะมีอย่างอื่นที่น่าสนใจกว่าก็เท่านั้นเอง
ก็คงไม่แปลกที่ร้านเบเกอรีจะเงียบเหงา
เพราะเจ้าของร้านไม่เคยใส่ใจกับอะไรเลย
ไม่ว่าจะกับงาน หรือ กับคน ในสายตาของสาวิตรี อีกฝ่ายก็เป็นแค่เด็กเอาแต่ใจที่อยากได้อะไรก็ต้องได้...ก็แค่นั้น
สาวิตรีหมุนตัวเดินกลับเข้าบ้าน และได้แต่ภาวนาว่าหลังจากนี้เธอกับผู้หญิงคนนี้จะไม่เจอกันอีก
รัญขับรถกลับมาที่ร้านเบเกอรีของตัวเองในสภาพร่างไร้วิญญาณ เธอเดินผ่านเคาน์เตอร์หรูหราขึ้นไปยังชั้นสามซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่เธอตกแต่งไว้เป็นห้องนอนสไตล์เพนต์เฮาส์ ทุกอย่างในห้องนี้แพงระยับและสมบูรณ์แบบ แต่น่าแปลกที่คืนนี้เตียงคิงไซซ์ราคาหลักแสนกลับนอนไม่สบายเอาเสียเลย
รัญพลิกตัวไปมาในความมืด กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศกลิ่นลาเวนเดอร์ที่เคยช่วยให้หลับสบาย กลับสู้กลิ่นแป้งขนมปังจาง ๆ ที่ติดอยู่บนเสื้อผ้าของเธอไม่ได้ รัญหลับตาลงภาพเหตุการณ์ในครัวไม้ก็ตามมาหลอกหลอน ทั้งจังหวะที่เธอเป่าแผลให้พี่สา และจังหวะที่โดนสายตาคู่นั้นผลักไส
‘เด็กเอาแต่ใจไม่ใช่ทางของพี่...’
“ไม่ใช่ทางงั้นเหรอ... แล้วต้องทำยังไงถึงจะเป็นทางของพี่ล่ะคะพี่สา”
รัญพึมพำกับความเงียบ ในใจว้าวุ่นจนแทบเป็นบ้า เธอไม่เคยต้องมานั่งคิดมากเรื่องใครขนาดนี้มาก่อน ความมั่นใจที่เคยมีพังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี
รุ่งเช้าวันใหม่ รัญตื่นมาด้วยความมุ่งมั่นที่เต็มเปี่ยม เธอรีบอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดที่ดูสุภาพที่สุดเท่าที่มี มุ่งหน้าไปยังซอยเดิมตั้งแต่นาฬิกายังไม่บอกเวลาสิบโมงเช้า
‘วันนี้รัญจะพิสูจน์ให้พี่เห็นว่ารัญตั้งใจจริง ๆ’
เธอนึกในใจพลางก้าวฉับ ๆ เข้าไปในซอย แต่เมื่อมาถึงหน้าบ้านไม้สองชั้นที่ควรจะมีแถวลูกค้าคึกคัก ทุกอย่างกลับเงียบสงัด ประตูรั้วไม้ถูกปิดสนิทและคล้องโซ่ไว้อย่างแน่นหนา และที่กลางประตูมีป้ายกระดาษแผ่นหนึ่งแปะไว้ด้วยลายมือน่ารัก
ร้านหยุด 5 วัน พบกันใหม่วันพุธค่ะ
รัญยืนนิ่งอึ้งราวกับโดนฟ้าผ่ากลางวันแสก ๆ เธอขยี้ตาตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะคิดว่าตาฝาด
“หยุดห้าวัน? ไปไหน? ทำไมต้องหยุดตอนนี้!”
รัญโวยวายออกมาเบา ๆ พลางพยายามมองลอดเข้าไปในรั้วบ้าน แต่ทุกอย่างเงียบเชียบเหมือนไม่มีคนอยู่ “ห้าวัน ร้านรัญคงเจ๊งพอดี ใครจะไปรอได้ ไปไหนของเค้านะ”
รัญเดินกลับออกมาพร้อมกับความคิดมากมายในหัว ช่องทางการติดต่อของอีกฝ่ายเธอก็ไม่มี เพราะคิดว่ายังไงก็มาหาพี่สาที่บ้านได้ทุกวัน
แต่จู่ ๆ อีกฝ่ายเหมือนตั้งใจปิดประตูหนีเธอไปซะอย่างนั้น...
รัญกลับไปที่ร้านเบเกอรีของเธอ ทำงานทุกอย่างตามปกติ แต่ในใจกลับว้าวุ่นแทบอยู่ไม่สุข จนตกเย็น เธอกลับไปที่บ้านพี่สาอีกครั้ง หวังว่าจะเห็นควันจากเตาอบหรือแสงไฟจากในบ้าน แต่ก็ว่างเปล่า
วันที่สอง...
เธอเริ่มอยู่ไม่สุข ความอยากอาหารหายไปซะอย่างนั้น ในหัวคิดไปต่าง ๆ นานาว่าพี่สาหนีเธอไปหรือเปล่า หรือพี่สาไปกับใคร? หรือกลับไปรีเทิร์นแฟนเก่าที่ชื่อคริสคนนั้น...บ้าหน่า ไม่น่าเป็นไปได้หรอก
วันที่สาม...
รัญแทบจะปีนรั้วเข้าไปดูให้รู้แล้วรู้รอด ความกระวนกระวายใจทำงานหนักจนเธอไม่มีสมาธิบริหารงานที่ร้าน ยอดขายจะตกแค่ไหนเธอก็ไม่สน
และวันที่สี่ วันที่ห้า ทำเอารัญแทบเสียสติ ห้าวันที่ไม่ได้เจอหน้า ไม่ได้ยินเสียงบ่น ไม่ได้เห็นหน้าดุ ๆ และคิ้วขมวดที่คุ้นชิน มันเหมือนขาดอะไรบางอย่างไป
“พี่ใจร้ายกับรัญมากนะ พี่ทิ้งรัญไว้แบบนี้ได้ไง”
รัญยาวีร์ที่ยืนอยู่หน้าประตูรั้วไม้เอ่ยกับตัวเองเบา ๆ สายตามองเข้าไปในบ้านไม้หลังนั้นที่เธอเคยมีโอกาสได้เข้าไปเห็นด้านใน ตอนนี้มันกลายเป็นพื้นที่ห่างไกลที่ดูเหมือนเธอจะเข้าถึงยากอีกต่อไปแล้ว
รัญทรุดตัวลงนั่งพิงประตูรั้วไม้หน้าบ้านอย่างหมดสภาพ รอยยิ้มพราวเสน่ห์หายไปเหลือเพียงแววตาราวกับเด็กน้อยที่อยากได้ของเล่น
แต่ของเล่นชิ้นนั้นกลับหายไปเสียแล้ว...
ค่ำคืนนี้ยาวนานกว่าปกติ แสงไฟนีออนสีชมพูหม่นจากป้ายร้านด้านล่างสาดสะท้อนขึ้นมาถึงหน้าต่างกระจกของห้องพักชั้นสาม กลายเป็นเงารำไรที่วาดผ่านเตียงกว้าง กลิ่นอายในห้องยังคงเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างน้ำหอมแนวดาร์กของรัญญาวีร์และกลิ่นโลชั่นแป้งเด็กอ่อนนุ่มของสาวิตรี แต่วันนี้มีกลิ่นหอมของ ดอกกุหลาบอังกฤษ จากกระถางริมระเบียงที่รัญซื้อให้เมื่อวันวาเลนไทน์โชยเข้ามาด้วย เพิ่มบรรยากาศให้ความเงียบสงัดนี้ดูเย้ายวนใจมากกว่าที่เคยสาวิตรีเอนกายอยู่บนที่นอนหนานุ่ม เธอเพิ่งอาบน้ำเสร็จ เส้นผมยังมีความชื้นจาง ๆ ทิ้งตัวลงบนหมอนสีขาวสะอาด ร่างกายที่เคยล้าจากการทำขนมมาทั้งวันดูผ่อนคลายลงภายใต้ชุดนอนผ้าไหมลื่นสีครีม ทว่าความสงบนั้นอยู่ได้ไม่นาน เมื่อแรงยุบตัวของเตียงข้างกายบอกให้รู้ว่า เจ้าหมาป่า ในคราบหมาเด็กกำลังคืบคลานเข้ามาหา“พี่สาคะ...”รัญญาวีร์กระซิบ เสียงของเธอทุ้มต่ำและแหบพร่ากว่าปกติรัญขยับตัวเข้ามาชิดจนลมหายใจอุ่น ๆ เป่ารดอยู่ที่ซอกคอขาว เธอสวมเพียงเสื้อกล้ามตัวบาง และกางเกงนอนผ้าแพรขายาวที่สวมไว้อย่างหมิ่นเหม่ ผิวพรรณของรัญที่ได้รับการดูแลอย่างดีสะท้อนแสงไฟสลัวดูเนียนละเอียด แขนเรียวพาดผ่านเอว
แสงแดดยามบ่ายของเดือนเมษายนแผดเผาลงมายังผืนดินของฟาร์มเกษตรแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม แต่ความร้อนกลับไม่สามารถทำลายความสดชื่นและความรื่นเริงของเทศกาลสงกรานต์ไปได้วันนี้บรรยากาศรอบฟาร์มถูกตกแต่งด้วยพวงมโหตรซึ่งเป็นกระดาษสีสันสดใสที่พริ้วไหวตามสายลมเย็น ๆ ที่พัดมาจากทุ่งหญ้า กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกมะลิและน้ำอบไทยลอยฟุ้งไปทั่ว ผสมผสานกับกลิ่นหญ้าและกลิ่นอายของธรรมชาติที่คุ้นเคยวันนี้รัญสวมเสื้อยืดตัวหลวมทับด้วยเชิ้ตสีดำแขนสั้น กางเกงขาสั้นสีเบจ และรองเท้าแตะคีบสีน้ำเงิน ผมยาวสีดำถูกมัดรวบหลวม ๆเธอยืนหมุนตัวไปมาหน้ากระจกบานใหญ่ในห้องพักชั้นสองของบ้านไม้ทรงไทย พยายามจัดทรงผมหางม้าให้ดูเรียบร้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใบหน้าที่เคยดูเคร่งขรึมในตอนทำงาน ตอนนี้กลับดูสดใสและตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด“ที่รักคะ รัญแต่งตัวแบบนี้ดูโอเคมั้ยคะ? เรียบร้อยพอมั้ยคะ”รัญหันไปถามคนรักที่กำลังนั่งทำขันน้ำอบอยู่บนเตียงสาวิตรียิ้มละมุน วันนี้เธออยู่ในชุดเสื้อลายดอกสีอ่อน กางเกงขาสั้นสีฟ้า ผมยาวประบ่าถูกรวบครึ่งศีรษะดูน่ารักมากทีเดียว“โอเคมากเลยค่ะ ดูสดใสเข้ากับเทศกาลดีออก พ่อกับแม่พี่ท่านไม่ถือสาเรื่องการแต่งตัว
ท้องฟ้าที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในเช้าวันหยุดนี้ดูแจ่มใสเป็นพิเศษ รัญญาวีร์และสาวิตรีตัดสินใจจัดทริป ไหว้พระ 9 วัด เพื่อเสริมสิริมงคลให้กับชีวิตคู่และกิจการที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องวันนี้รัญอยู่ในชุดกางเกงผ้าลินินสีครีมดูทะมัดทะแมง เดินจูงมือคนรักที่สวมชุดผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดตา ทั้งคู่ดูเหมือนกิ่งทองใบหยกที่เดินสายทำบุญด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยศรัทธาจนกระทั่งเดินทางมาถึงวัดที่ 9 ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่นอกเกาะเมือง บรรยากาศรอบข้างค่อนข้างร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ แต่ในความสงบนั้น รัญญาวีร์กลับสัมผัสได้ถึงสายตาแปลก ๆ จากใต้ต้นโพธิ์ใหญ่หน้าวิหาร“พี่สาคะ รัญว่าเราไหว้พระประธานข้างในเสร็จแล้วรีบกลับกันเถอะ รัญรู้สึกไม่ค่อยดีกับตรงนั้นเลย” รัญกระซิบบอกคนรัก“คิดมากไปรึเปล่าคะ นี่ในวัดนะคะไม่มีอะไรหรอก” สาวิตรียิ้มปลอบใจแต่ทันทีที่ทั้งคู่เดินก้าวพ้นประตูวิหารออกมาเพื่อจะไปยังที่จอดรถ หญิงชราท่าทางประหลาดที่สวมชุดนุ่งขาวห่มขาวแต่ดูมอมแมมก็เดินเข้ามาดักหน้า พร้อมกับจ้องเขม็งไปที่ทั้งคู่ด้วยสายตาที่ดูน่ากลัว“หยุดก่อนแม่หนู!” หญิงชราผู้นั้นตะโกนขึ้นจนนักท่องเที่ยวคนอื่นหันมามอง“ดวงของพวกแกสองคนน่ะ
บ่ายวันหยุดที่อากาศในกรุงเทพค่อนข้างร้อนระอุ รัญญาวีร์สังเกตเห็นความผิดปกติของแฟนสาวมาตั้งแต่ช่วงเช้า สาวิตรีเอาแต่นั่งจ้องหน้าจอมือถือพลางใช้นิ้วเลื่อนดูรูปภาพในโซเชียลมีเดียซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางครั้งก็แอบถอนหายใจยาวจนรัญที่กำลังนั่งจิบกาแฟอยู่ใกล้ ๆ ต้องละสายตาจากสมุดบัญชีร้านขึ้นมามอง“เป็นอะไรรึเปล่าคะที่รัก ตั้งแต่เช้ามาพี่ถอนหายใจไปแปดสิบครั้งแล้วนะคะ”“บ้า ไม่เยอะขนาดนั้นสักหน่อย” สาวิตรีหันไปมองค้อนแล้วถอนหายใจออกมาอีกครั้ง“นั่นไง ถอนหายใจอีกแล้ว แล้วนั่นดูอะไรอยู่คะ”รัญขยับเข้าไปแล้วชะโงกหน้าดูหน้าจอมือถือของคนรัก ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอคือเหล่าอินฟลูเอนเซอร์และวัยรุ่นเจนซี (Gen Z) ที่กำลังฮิตเทรนด์ถือดอกบัวสีชมพูฉลุกลีบอย่างประณีต ถ่ายรูปคู่กับสถาปัตยกรรมวัดเก่าหรือกำแพงวังในชุดไทยประยุกต์ดูละมุนตา“นั่นมันคอนเทนต์ดอกบัวที่กำลังฮิตตอนนี้นี่คะ”รัญเองก็เห็นภาพเหล่านี้บ่อย ๆ ผ่านหน้าฟีดมือถือ เมื่อเห็นคนรักเลื่อนดูรูปภาพเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอก็พอจะเข้าใจสาเหตุที่ทำให้สาวิตรีถอนหายใจนับครั้งไม่ถ้วนในวันนี้“รูปพวกนี้สวยจังเลยนะรัญ ดอกบัวสีชมพูตัดกับผ้าสไบ พี่เห็นแล้วรู้สึกว่ามั
ทุกวันที่หนึ่งและสิบหกของเดือน ร้านเบเกอรีจะปิดทำการ ด้วยเหตุผลที่ว่า วันหวยออกบรรยากาศมักจะเงียบ และเพื่อให้พนักงานได้หยุดพักด้วยและวันนี้ก็เป็นวันที่สิบหก บรรยากาศภายในร้านจึงเงียบกว่าปกติ แสงแดดอ่อน ๆ ทอดผ่านกระจกหน้าร้านเข้ามายังเคาน์เตอร์ไม้ที่ไร้กลิ่นขนมปังอบใหม่ แต่กลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นสะอาดของน้ำยาถูพื้นและกลิ่นหอมของดอกไม้จาง ๆรัญญาวีร์นั่งอยู่บนโซฟาในห้องพักชั้นสาม เธอส่องกระจกบานเล็กในมือพลางใช้นิ้วม้วนปลายผมที่เริ่มยาวระต้นคออย่างขัดใจ ผมทรงเดิมที่เคยเซตมาอย่างดีเริ่มดูยุ่งเหยิงและหนาเกินไปจนรำคาญสายตา“พี่สาคะ...” รัญเอ่ยเสียงลากยาว สองตาจ้องมองร่างบางที่กำลังนั่งอ่านนิตยสารเบเกอรีอยู่ข้าง ๆ“ว่าไงคะ” สาวิตรีละสายตาจากหน้ากระดาษ หันมามองแฟนเด็กที่ทำหน้ามุ่ย“รัญว่าผมรัญยาวไปแล้วค่ะ มันจิ้มคอจิ้มหูไปหมดเลย รัญอยากตัดผม...”“งั้นไปตัดพรุ่งนี้มั้ยคะ ตอนที่ออกไปซื้อของที่ห้าง รัญแวะไปตัดผมก็ได้ค่ะ พี่ไปซื้อของคนเดียวได้สบายมาก”สาวิตรีเสนอแนวทางอย่างใจดี แต่แฟนเด็กของเธอกลับส่ายหน้าพลางทำหน้ามุ่ย“ไม่เอาค่ะ รัญไม่อยากไป ไม่อยากเจอคนเยอะ ไม่อยากไปนั่งรอคิว” รัญขยับตัวเข้าไป
บรรยากาศในร้านขนมวันนี้อบอวลไปด้วยความหอมหวานมากกว่าปกติ กลิ่นสตรอว์เบอร์รีสดและช็อกโกแลตเกรดพรีเมียมลอยฟุ้งไปทั่วร้าน รัญญาวีร์สั่งตกแต่งร้านด้วยลูกโป่งหัวใจโทนสีชมพูและไฟนีออนรูปหัวใจสีแดงสลัว เพื่อต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ที่เวียนมาถึงลูกค้าคู่รักทยอยเข้ามาจับจองที่นั่งตั้งแต่ช่วงสาย เกี๊ยววิ่งวุ่นกับการเป็นตากล้องรับถ่ายรูปฟรี ในมือเธอมีกล้องถ่ายรูปโพลารอยด์ที่สามารถรอรับรูปได้เลย เป็นหนึ่งในสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่มาใช้บริการเป็นคู่แน่นอนว่ากิจกรรมนี้รัญเป็นคนคิด และจ้างเกี๊ยวมารับงานพิเศษ ซึ่งผลตอบรับดีเกินคาด ลูกค้าที่มาซื้อขนมปังวันนี้ต่างก็ยิ้มกริ่มกันทุกคน เพราะนอกจากได้ขนมปังอร่อย ๆ กลับบ้านแล้ว ยังได้ภาพถ่ายคู่กับคนรักที่มีฉากหลังเป็นร้านของรัญ กลับไปเป็นที่ระลึกอีกด้วยส่วนสาวิตรีก็ยุ่งอยู่หลังเคาน์เตอร์กับการแพ็ก กล่องขนมเซตวาเลนไทน์ ซึ่งเธอคิดค้นขนมปังสูตรพิเศษที่สอดไส้สตรอว์เบอร์รีลูกโต และมีจำหน่ายแค่วันที่สิบสี่กุมภาพันธ์วันเดียวเท่านั้น จึงทำให้มียอดจองถล่มทลายรัญญาวีร์เดินตรวจความเรียบร้อยรอบร้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ในมือของเธอถือไอแพดคอยเช็กคิวลูกค้า แต่สายตามักจะเ
“ฮ่า ๆ ใครเค้าพูดอะไรแบบนั้นกันล่ะ เราโดนพ่อพี่แกล้งแล้วล่ะ”สาวิตรีระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น เมื่อแฟนเด็กเล่าเรื่องราวการบีบนมวัววันนี้ให้ฟังตอนนี้เป็นเวลาสี่โมงเย็น หลังจากช่วยงานที่ฟาร์มจนเหงื่อซึม สาวิตรีก็พาคนรักมานั่งรับลมเย็น ๆ บนแคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นมะม่วง โดยมีภาพวิวตรงหน้าเป็นทุ่งหญ้ากว้
นาฬิกาบอกเวลาสี่ทุ่มตรง รัญญาวีร์นั่งหลังตรงแน่วแน่ ในมือถือปากกาพร้อมสมุดโน้ตเล่มโปรด บนโต๊ะเต็มไปด้วยโพสต์อิทสีสดใสที่เขียนข้อความกำกับไว้มากมาย ขณะที่สาวิตรีเพิ่งอาบน้ำเสร็จ เดินออกมาเห็นสภาพแฟนเด็กก็ได้แต่อมยิ้ม“โห ต้องจริงจังขนาดนี้เลยเหรอคะ แค่จะไปเยี่ยมพ่อกับแม่พี่ ต้องติวเข้มขนาดนี้เลย?”ร
สาวิตรียืนอยู่หน้าบ้านไม้สองชั้น พื้นที่ที่เคยเป็นเซฟโซนและทุกอย่างให้กับเธอ วันนี้สายตาเธอมองมันด้วยความรู้สึกปนเป ใจหนึ่งก็ไม่อยากย้ายออกไป แต่ใจหนึ่งก็คิดว่านี่จะเป็นอีกก้าวในการเปลี่ยนแปลงของชีวิตรถกระบะรับจ้างคันใหญ่จอดเทียบหน้าบ้านไม้ที่สาวิตรีใช้ชีวิตมานับสิบปี รัญในชุดลำลองกระฉับกระเฉงกำลั
แสงไฟจากป้ายโฆษณาในห้างสรรพสินค้าสว่างไสวสวนทางกับบรรยากาศเงียบสงบในบ้านไม้ที่สาวิตรีเพิ่งจากมา ตอนนี้รัญญาวีร์ดูร่าเริงเป็นพิเศษ เธอเดินแกว่งแขนไปมาพลางฮัมเพลงเบา ๆ ขณะนำทางคนข้างกายไปยังโซนโรงภาพยนตร์ “พี่สารอตรงนี้นะ รัญไปซื้อตั๋วกับป๊อปคอร์นแป๊บเดียว ห้ามหนีกลับก่อนนะคะ” รัญกำชั







